ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
ตอนที่ ๑๕๑๕
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องละเอียด แล้วก็คิดว่าเราก็คงจะต้องทบทวนกันบ่อยๆ ข้อสำคัญก็คือเราจะได้ยินศัพท์ใหม่ๆ แล้วก็เราอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจศัพท์นั้น ถ้าเพียงแต่จำเฉยๆ ก็ง่าย แต่ว่าถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ ก็จะต้องไตร่ตรองพิจารณา เพราะว่ามีความละเอียดต่างกัน เช่นคำว่าสังขาร คนไทยก็ใช้ใช่ไหม สังขารไม่เที่ยงหมายความถึงอะไร สำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรม ก็คิดว่าเป็นแต่เพียงร่างกายเกิดมาแล้วก็แก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย สังขารไม่เที่ยง แต่ว่าความหมายจริงๆ ของสังขาร เมื่อเริ่มศึกษาต้องเป็นผู้ที่เข้าใจความหมายที่ถูกต้อง แล้วก็ความเข้าใจอย่างนี้จะเปลี่ยนไม่ได้เลย ไม่ว่าจะศึกษาต่อไปในพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม หรือในอรรถกถาของพระพุทธศาสนาของพระไตรปิฎก ความหมายก็จะต้องเหมือนเดิม แต่ขยายความให้เข้าใจชัดเจนขึ้น
เพราะฉะนั้นการศึกษาต้องเริ่มตามลำดับตั้งแต่ตอนแรก แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละน้อย ก็ขอทบทวนสำหรับผู้ที่อาจจะเพิ่งมาวันนี้ และก็สำหรับผู้ที่เคยฟังแล้วสองสามครั้ง ก็จะได้พิจารณาว่าไม่ต้องไปดูหนังสือที่ไหนเลย เพียงแต่ฟัง แล้วก็พิจารณา แล้วก็เข้าใจ ก็จำได้ อย่างคำว่าสังขาร ก่อนศึกษาพระพุทธศาสนาเราก็เข้าใจว่าเป็นรูปร่างกาย แต่ว่าความหมายจริงๆ หมายความถึงสิ่งใดก็ตาม ในขณะนี้ ที่กำลังปรากฏ หมายความว่าต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะปรากฏไม่ได้เลย เช่นเสียง ถ้าเสียงไม่เกิดขึ้นก็จะไม่มีการได้ยินเสียงนั้นเลย
เพราะฉะนั้นทุกอย่าง ในขณะนี้ทางตา หรือว่าทางกายที่กระทบสัมผัส หรือทางใจ ที่คิดนึก หมายความว่าสภาพธรรมนั้นต้องเกิดจึงได้ปรากฏ เพราะฉะนั้นความหมายที่แน่นอนของสังขารก็คือสภาพธรรมใดก็ตามที่ปรากฏ หมายความว่าต้องเกิดขึ้น และสภาพธรรมที่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีปัจจัยปรุงแต่ง เราอาจจะไม่รู้ เพราะว่าไม่เคยมานั่งคิดพิจารณาเลยว่า โลกทั้งโลกมีอะไรบ้าง และก็ปรากฏทางไหนบ้าง แต่ว่าเมื่อได้ศึกษาธรรมแล้ว โลกก็จะแคบหมายความว่าเป็นโลกเพียง ๖ โลกเท่านั้นเอง ถ้าเราจะไม่ศึกษาธรรม โลกมีมากมายใช่ไหม มองไปบนฟ้าก็เห็นดาวต่างๆ แต่ว่าตามความจริงแล้ว ในพระพุทธศาสนาโลกมี ๖ โลก คือขณะนี้กำลังเห็นเป็นโลกหนึ่ง ซึ่งสีสันวัณณะแสงสว่างรูปร่างสัณฐานต่างๆ ปรากฏ ขณะใดก็ตามที่มีการเห็นก็มีการปรากฏของโลกนี้ แต่ถ้าคนนั้นตาบอดโลกมืดสนิท จะไม่มีโลกแสงสว่างหรือว่าสีสันวัณณะต่างๆ ปรากฏเลย
เพราะฉะนั้นโลกทางตาก็เป็นโลกหนึ่ง โลกทางหูก็อีกโลกหนึ่ง นี่เราเคยปนรวมกันหมดทั้ง ๖ โลก แต่ถ้าแยกจริงๆ ออกมาเป็นแต่ละโลก ก็จะรู้ได้ว่าไม่ว่าโลกที่เราคิดว่ากว้างใหญ่ไพศาลหรือกี่โลกก็ตาม ความจริงที่จะปรากฏได้ก็ ๖ ทางคือทางตาโลกของสีสันวัณณะ ๑ ทางหูโลกของเสียง ทางจมูกโลกของกลิ่น ทางลิ้นโลกของรส ทางกายโลกที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และก็ทางใจก็คือคิดนึก ไม่มีโลกใดๆ ปรากฏทางตาทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แต่ใจก็เป็นโลกหนึ่งซึ่งคิด เวลาคิดนี่จิตใจเกิดขึ้นจึงได้คิด ถ้าขณะนั้นไม่มีจิตเลย ก็ไม่มีสภาพรู้ ไม่สามารถจะเห็น ไม่สามารถจะได้ยิน ไม่สามารถจะคิดนึกอะไรได้
เพราะฉะนั้นเรากำลังจะพูดถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่เกิดก็ไม่ปรากฏ นี่คือความหมายของสังขาร สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏเป็นสังขารทั้งหมด เป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งมีประเภทที่ต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ นามธรรมกับรูปธรรม รูปธรรมไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย นี่ก็คงทบทวน แล้วก็นามธรรมก็เป็นสภาพรู้ สามารถที่จะเห็น สามารถที่จะคิด หิว จำ เบื่อ พวกนี้ทั้งหมดไม่มีรูปร่างเลย แต่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริง แล้วก็ไม่ใช่สภาพที่จะไปรู้อะไรได้เลย สิ่งนั้นเป็นนามธรรมทั้งหมด
เพราะฉะนั้นวันนี้ทั้งวัน ทุกขณะที่สภาพธรรมเกิดขึ้น ธรรมแต่ละอย่างที่เกิดเป็นสังขาร หรือจะใช้คำว่า สังขารธรรมก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่จำกัดแต่เฉพาะรูปร่างตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเกิดขึ้นปรากฏเป็นสังขารทั้งหมด ถ้าไม่เกิดไม่ปรากฏ ไม่เกิดจะเป็นสังขารได้ไหม ไม่ได้ แต่สิ่งใดเกิดจะไม่เป็นสังขารไม่ได้ ต้องเป็นสังขาร และความหมายของสังขาร จากการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงพระปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง ได้ทรงประจักษ์ว่า สิ่งที่เรามองเห็นสืบต่อกันตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ ความจริงก็เป็นสภาพธรรมที่เพียงเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับสืบต่อกัน อย่างตอนเช้า เราก็อาจจะมีความรู้สึกว่าเฉยๆ แต่พอได้อาหารที่อร่อย ความรู้สึกก็เปลี่ยนเป็นชอบ มีความสุขโสมนัส และก็ถ้าเกิดเจ็บก็กลายเป็นทุกข์
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมแต่ละอย่างเพียงเกิดแล้วก็ดับ แต่ว่าเกิดแล้วก็ดับสืบต่อกันเรื่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ ไม่มีขณะไหนเลยซึ่งคงที่ เพราะฉะนั้นความหมายของสังขารธรรมก็คือว่า สิ่งใดก็ตามที่เกิดในขณะนี้กำลังปรากฏ ดับทุกขณะ เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ จริงหรือเปล่า คือการฟังธรรม ต้องฟังจนกระทั่งเป็นความรู้ความเข้าใจของเราเอง นั่นเป็นประโยชน์ แม้ว่าจะทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎกมากมาย แต่เป็นปัญญาของผู้ที่ตรัสรู้ทั้งนั้น ตั้งแต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จนถึงพระอรหันต์ทั้งหลายซึ่งได้ทำสังคายนาสืบต่อพระธรรมจารึกเป็นพระไตรปิฎกมาถึงเรา ก็เป็นปัญญาของท่านเหล่านั้นที่ท่านรู้แล้ว
เพราะฉะนั้นเมื่อศึกษาธรรม ก็ต้องพิจารณาจนกระทั่งเป็นความรู้เป็นความเข้าใจของเราเอง แม้ว่าน้อยนิด แต่ก็เป็นความเข้าใจที่ถูก และความเข้าใจที่ถูกก็จะเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นรู้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ฟังธรรม ขอให้เข้าใจคำที่ได้ยินได้ฟังชัดเจน เช่นธรรม คือสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นธรรม แต่ธรรมมี ๒ อย่างคือ สภาพธรรมที่เกิดและก็ไม่รู้อะไรเลย เป็นรูปธรรม ส่วนสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งนั้นเป็นนามธรรม เพราะเหตุว่าไม่มีรูปร่าง ถ้าโลกทุกโลกมีแต่รูปธรรมมีการเดือดร้อนไหม ฝนจะตก น้ำจะท่วม ไฟจะไหม้ ไม่มีสภาพรู้ธาตุรู้ ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน จะไม่มีการเดือดร้อนใดๆ เลย แต่เพราะเหตุว่า มีธรรมหรือธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อเกิดแล้วต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลย เป็นธาตุรู้
เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ขณะนี้เสียงปรากฏได้ เพราะว่ามีสภาพที่ได้ยินเสียงนั้น สามารถได้ยินเสียง ทั้งๆ ที่เสียงไม่มีรูปร่างเลย มองก็ไม่เห็น แต่ธาตุรู้หรือนามธาตุสามารถจะได้ยิน เพราะฉะนั้นนามธาตุเป็นธาตุที่ไม่มีรูปร่างสัณฐาน แต่ว่ามีความวิจิตรหลากหลายมาก เริ่มจากการที่ว่าเป็นสภาพรู้ แต่สภาพรู้ต่อไป จะขยายออกไปอีกมากมีประเภทต่างๆ เพราะฉะนั้นก็ให้ทราบว่าธรรมที่เกิดมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือนามธรรมกับรูปธรรม นามธรรมเป็นสังขารหรือไม่ นามธรรมก็เป็นสังขาร รูปธรรมเป็นสังขารหรือเปล่า เป็นสังขาร นี่คือประโยชน์จากการฟัง ต้องไม่ลืมเลย ต่อไปนี้จะมีคำอธิบายให้เข้าใจชัดเจนขึ้น ขณะนี้ก็มีคำว่าสังขาร แต่ก็แยกสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม ๔ คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน สำหรับสภาพธรรมที่เกิดเท่านั้นที่จะเป็นขันธ์
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เป็นขันธ์ ได้แก่จิต เจตสิก รูป แต่นิพพานไม่ใช่ขันธ์ เพราะเหตุว่านิพพานไม่มีการเกิดดับ แต่สภาพธรรมที่เกิด เพราะมีปัจจัยปรุงแต่งแล้วดับ เป็นขันธ์ทั้งหมด สำหรับรูปทุกชนิดเป็นสภาพที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ไม่ว่าเสียงในอดีต ห้าพันปี หรือ สองล้านปีมาแล้ว หรือว่าข้างหน้า เสียงก็คงเป็นเสียง จะเปลี่ยนเสียงให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม ไม่มีทางเลย นี่คือสภาพที่เป็นปรมัตถธรรม มีลักษณะเฉพาะของสภาพธรรมนั้นๆ ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้
เพราะฉะนั้นเสียงเป็นรูปขันธ์ กลิ่นมีจริงๆ เป็นรูปขันธ์หรือนามขันธ์ มองไม่เห็น กลิ่นเป็นรูปขันธ์หรือนามขันธ์ เป็นรูปขันธ์ เพราะเหตุว่าไม่รู้อะไร รสต่างๆ เป็นรูปขันธ์หรือนามขันธ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้กำลังปรากฏ เกิดหรือเปล่า จึงได้ปรากฏ ต้องเกิดและก็กำลังปรากฏ เป็นขันธ์อะไร สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา รูปขันธ์ อะไรอะไรก็ตามที่ไม่ใช่สภาพรู้แล้ว ก็เป็นรูปขันธ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นรูปในชีวิตประจำวัน ก็คือ ๑ สิ่งที่ปรากฏทางตา ๒ เสียงที่ปรากฏทางหู ๓ กลิ่นที่ปรากฏทางจมูก ๔ รสที่ปรากฏทางลิ้น ส่วนที่ปรากฏทางกาย ขณะนี้ลองดูว่ามีอะไรที่กายที่กระทบและก็ปรากฏ แข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว
เพราะฉะนั้นรูปทั้งหมดที่ทรงแสดงไว้ มี ๒๘ รูป แต่รูปที่ปรากฏในชีวิตประจำวันจริงๆ เพียงแค่ ๗ รูป ที่เป็นอารมณ์ ทางตา ๑ ทางหู ๑ ทางจมูก ๑ ทางลิ้น ๑ ทางกาย ๓ ลองนับดูก็ได้ ๗ ใช่ไหม ๗ รูป ปรากฏทุกวัน มีใครบ้างที่รูป ๗ รูปนี้ไม่ปรากฏ ทางตาลืมตาขึ้นมาก็ปรากฏแล้วรูปหนึ่ง เปิดวิทยุฟังได้ยินเสียง เสียงก็เป็นอีกรูปหนึ่ง เวลารับประทานอาหารก็มีกลิ่นก็อีกรูปหนึ่ง รสก็อีกรูปหนึ่ง ขณะที่นั่งรับประทานอาหาร ก็แค่เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว เท่านี้เอง แต่ว่าเป็นที่ตั้งของความยินดีความปรารถนาหรือความต้องการตลอดชีวิต ถึงจะอยู่ที่ไหน ตายแล้วเกิดอีก ก็ติดในรูปที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
เพราะฉะนั้นรูปขันธ์เป็นรูปูปาทานขันธ์ หมายความว่าเป็นที่ตั้งของความยึดถือ มีใครบ้างที่ไม่ยึดถือรูป ไม่มี เพราะฉะนั้นพอได้ยินคำว่าอุปาทาน คือความยึดถือ ก็ต้องรู้ว่ายึดถือในอะไร ต้องมีสิ่งที่ถูกยึดถือใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็ยึดถือในรูป สละรูปไหม สิ่งที่มีอยู่ที่บ้าน รูปต่างๆ ที่มีอยู่ที่บ้าน สละไหม ไม่สละ ยึดถือ สละได้บ้างบางกาล แต่ไม่สามารถที่จะสละให้หมดได้ เพราะฉะนั้นการสะสมหรือการเข้าใจธรรมจึงมีต่างระดับ คฤหัสถ์ก็จะต่างกับเพศบรรพชิต ถ้าเป็นบรรพชิตท่านก็เห็นว่าการติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ซึ่งใช้คำว่าโผฏฐัพพะ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งกำลังปรากฏ ภาษาบาลีใช้คำว่าโผฏฐัพพะ เป็นสิ่งที่จริงๆ แล้ว ยิ่งติดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งนำความทุกข์มาให้เท่านั้น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงหนทางที่จะทำให้ดับทุกข์จริงๆ ไม่ใช่เพียงมีบ้างไม่มีบ้าง หรือว่าหายไปบ้างกลับมาบ้าง แต่ว่าสามารถที่จะดับทุกข์ได้จริงๆ แต่เป็นหนทางที่ยาก แต่ว่าเป็นไปได้ แต่ต้องอาศัยการฟังพระธรรมให้เข้าใจว่าหนทางนั้นคืออย่างไร แต่ก่อนอื่นก็ไม่มีใครที่จะไปบอกให้ใครสละอะไรหมด แต่ว่าให้รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือว่าพระธรรมทำให้คนที่ได้ฟัง พิจารณาแล้วก็รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง ถ้ารู้จักตัวเองตามความเป็นจริง รู้จักคนอื่นไหม เหมือนกันไหม ความโกรธของเรากับความโกรธของเด็กเล็กๆ กับความโกรธของสุนัข เหมือนกันไหม เหมือนกัน เพราะเป็นธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย เป็นสภาพธรรมที่เมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้มีหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ไม่มีก็หมายความว่าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น แต่จะเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย บังคับบัญชาไม่ได้เลย
ทุกคนอยากเป็นคนดีแสนดี ไม่ให้มีโลภะ ไม่ให้มีโทสะ ไม่ให้มีโมหะ แต่ก็ต้องมี เพราะเหตุว่ามีเหตุที่จะให้เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยที่สุด เริ่มเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม ก็จะทำให้เราละคลายการไม่เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเกิดปรากฏตลอดเวลา แล้วก็ยึดถือว่าเป็นเรา ก็เป็นเรื่องที่จะเข้าใจคำว่ารูปขันข์ ส่วนเวทนาขันธ์ได้แก่ความรู้สึก ทุกคนยึดมั่นในความรู้สึกอย่างมาก ต้องการสุขเวทนา โสมนัสเวทนา ไม่มีใครต้องการทุกข์ ไม่มีใครต้องการโทมนัสโศกเศร้าเสียใจ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เมื่อมีเหตุที่จะให้ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น ความรู้สึกนั้นก็เกิด
เพราะฉะนั้นสำหรับปรมัตถธรรม ๓ คือจิต เจตสิก รูป แยกเป็นขันธ์ ๕ คือรูปทุกชนิดทุกประเภทไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ก็คือประเภทของรูปนั่นเอง เป็นรูปขันธ์ สำหรับเวทนาคือความรู้สึก ไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก แต่ก็มีความสำคัญมาก เราแสวงหารูปทำไม เพื่อเวทนา จะได้รู้สึกโสมนัสดีใจ เสียงอีก กลิ่นอีก รสอีก แสวงมาเพื่อเวทนาทั้งนั้นเลย แต่เวทนาก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นทุกอย่างชั่วคราว มีจริงชั่วขณะที่ปรากฏ แต่เมื่อไม่ปรากฏแล้วอยู่ที่ไหน ไม่มีที่อยู่เลย ดับไม่กลับมาอีกเลย
เพราะฉะนั้นทุกขณะก็คือสภาพธรรมที่มีเหตุปัจจัยเกิดและก็ดับ คือเกิดและก็ไปๆ ๆ ไปตลอดเวลา ก่อนนี้ก็ไปแล้วใช่ไหม ขณะก่อน ขณะนี้ก็กำลังไป ต่อไปก็คือ ไปไม่หยุดที่จะไป นี่คือสังสารวัฏ แต่ให้ทราบว่าแท้ที่จริงก็คือจิต เจตสิก รูป ซึ่งแยกเป็นรูปขันธ์ เวทนาเจตสิกเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเจตสิกเป็นสัญญาขันธ์ เจตสิกที่เหลือเท่าไหร่ ๕๐ เป็นสังขารขันธ์ เป็นเราหรือเปล่า ถ้าบอกว่าเป็นสังขารขันธ์ต้องไม่ใช่เรา เวลาที่ขยันมีจริงๆ ไหม ความขยัน มีจริง เป็นจิตหรือเจตสิก เป็นเจตสิก เป็นขันธ์อะไร สังขารขันธ์ คือถ้ายกรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ออกไป ที่เหลือคือสังขารขันธ์ทั้งหมด โลภะก็เป็นสังขารขันธ์ สติเป็นขันธ์อะไร สังขารขันธ์ ปัญญาเป็นขันธ์อะไร สังขารขันธ์
เพราะฉะนั้นชีวิตเราทั้งหมดที่เราบอกว่า คนนั้นดีไม่โลภก็คือสังขารขันธ์ คืออโลภเจตสิกเกิด เพราะฉะนั้นในขณะนั้นก็เป็นสภาพที่เกิดแล้วก็ดับไป ก็เป็นขันธ์ทั้งนั้นเลยทุกอย่างชั่วคราว ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมีปรากฏเพียงชั่วคราวและก็ดับไป ก็คงจะไม่มีข้อสงสัยเรื่องขันธ์ ๕ ได้ยินที่ไหนก็รู้เลย ได้แก่จิต เป็นวิญญาณขันธ์ รูปเป็นรูปขันธ์ เจตสิก ๕๒ เวทนาซึ่งเป็นสภาพรู้สึกเป็นเวทนาขันธ์ สัญญาคือเจตสิกที่จำเป็นสัญญาขันธ์ นิพพานไม่ใช่ขันธ์ มีข้อสงสัยในเรื่องนี้ไหม ใครไม่มีอุปาทานบ้าง ไม่มีความยึดมั่นในขันธ์เหล่านี้มีไหม ไม่ยึดมั่นในรูป ไม่ยึดมั่นในความรู้สึกคือเวทนา ไม่ยึดมั่นในสัญญาความจำ ไม่ยึดมั่นในโลภะ โทสะ สติปัญญาหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมีอยู่ที่ตัวเอง ไม่มีใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็เป็นอุปาทานขันธ์ แสดงให้เห็นว่าเรารู้จักตัวเราขึ้นใช่ไหม ว่าเป็นขันธ์ทั้งหมด แล้วแต่ว่ามีเหตุปัจจัยที่ขันธ์ไหนจะเกิด ขันธ์นั้นก็เกิด ถ้ามีคำถามเชิญ
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวว่าเสียงเกิดขึ้นจึงปรากฏ ปรากฏนี่ปรากฏอย่างไร
ท่านอาจารย์ ปรากฏกับจิตที่ได้ยิน
ผู้ฟัง แล้วเสียงเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นบางคน เขาจะพูดถึงแล้วเสียงในป่า เสียงในป่าหรือเสียงที่ไหนก็ตามแต่ เสียงในครัว เสียงในห้องน้ำ หรือที่ไหนก็ตามแต่ เสียงเกิดขึ้นเพราะของแข็งกระทบกัน เป็นความกังวานหรือเป็นรูปชนิดหนึ่ง ซึ่งโสตปสาท คือทุกคนที่มีรูปพิเศษที่กลางหู ที่สามารถจะกระทบเฉพาะเสียง ถ้ามีรูปนี้อยู่ และก็มีเสียงกระทบก็จะมีจิตได้ยินเกิดขึ้น
ผู้ฟัง แล้วเราไม่อยากฟังได้ไหม ไม่อยากได้ยิน
ท่านอาจารย์ ไม่อยากได้ยิน ก็เกิดเป็นคนหูหนวกไม่ต้องได้ยิน แต่ถ้าเป็นคนหูหนวก ปัญญาก็ไม่สามารถจะรู้ความจริงได้ เพราะฉะนั้นบางลัทธิเขาจะสอนว่าให้ไม่เห็น หลับตาเสีย ให้ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสจะได้ไม่มีกิเลส แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงอย่างนั้นเลย สิ่งใดที่มีแล้วไม่รู้ตามความเป็นจริง ต้องอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ความจริงจึงจะละได้ เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนา ปัญญาจะเกิดไม่ต้องหลับตา ขณะที่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏ ฟังแล้วก็เข้าใจจริงๆ ว่าขณะนี้เป็นธรรมที่ปรากฏทางตา แล้วก็ต้องมีจิตที่เห็น ถ้าจิตเห็นไม่มี สิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะนี้ก็มีไม่ได้ อย่างในห้องนี้ ถ้าเกิดมีคนหลับจะเห็นไหม ทั้งๆ ที่มีแสงสว่างมีสีสันอย่างนี้ คนที่ไม่หลับก็มีจิตเห็น แต่คนที่หลับขณะนั้นจิตไม่ได้ทำหน้าที่เห็น เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงไม่ปรากฏ
ผู้ฟัง อุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น ควรถึงระดับใดจึงจะหลุดพ้นจากอุปทานได้
ท่านอาจารย์ ผู้ที่มีปัญญาที่รู้ความจริงของสภาพธรรมว่าไม่ใช่ตัวตน สามารถที่จะประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรม จะหมดความสงสัยเลยว่าไม่ใช่เรา จะเป็นเราได้อย่างไร เพียงเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ
ผู้ฟัง สติหรือปัญญาก็เป็นสังขารขันธ์ ความต่างกันระหว่างสติกับปัญญามีอย่างไร
อ.อรรณพ สติก็เป็นสังขารขันธ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากปัญญา ตรงที่สติเป็นสภาพที่ระลึกได้ และสติเจตสิกเป็นหนึ่งในสังขารขันธ์ที่จะเกิดกับจิตที่เป็นฝ่ายดีงามทุกดวงทุกประเภทเลย ส่วนปัญญานั้นเป็นสภาพของเจตสิกธรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพที่รู้เข้าใจซึ่งก็มีระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งปัญญาจะต้องเกิดกับจิตที่เป็นฝ่ายดีงามเหมือนกัน แต่ในบางครั้งปัญญาไม่เกิดแต่สติเกิด จึงมีกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา และกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เช่นในขณะที่เราอาจจะให้ทานหรือรักษาศีล ซึ่งในขณะนั้นอาจจะทำตามผู้อื่นไป ซึ่งขณะนั้นก็เป็นจิตที่ผ่องใสในขณะที่เราสละวัตถุสิ่งของให้ไป โดยที่อาจจะไม่มีความเข้าใจ อย่างเช่นตอนที่เป็นเด็กๆ เห็นว่าคุณพ่อคุณแม่ทำเช่นนี้ ก็มีกุศลจิตที่จะทำอย่างนั้น โดยที่ไม่ได้เข้าใจถึงเหตุผล แต่ขณะนั้นก็เป็นกุศลที่ผ่องใส เป็นสภาพที่ระลึกได้ที่จะไม่เป็นอกุศล ขณะนั้นก็มีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ในขณะนั้นอาจจะไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วยก็ได้ แต่ในขณะที่มีความเข้าใจ อย่างเช่นเข้าใจในเรื่องของกรรมและผลของกรรม เข้าใจในเรื่องของธรรมที่เรากำลังสนทนากันขณะนี้ ขณะนั้นปัญญาเจตสิกก็เกิดร่วมด้วย จึงเป็นจิตที่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย
ท่านอาจารย์ ฟังเรื่องสติ แล้วไม่ทราบว่าขณะนี้มีสติหรือเปล่า ต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ เพราะว่าภาษาไทยเรา ใช้คำภาษาบาลีซึ่งไม่ตรงกับสภาพธรรม เช่นบางคนก็เข้าใจว่า ถ้าเดินข้ามถนนไม่หกล้ม หรือทำอะไรไม่ตกหล่นเสียหาย เขาก็บอกว่ามีสติ แต่ความจริงไม่ใช่ เราใช้คำว่าสติของเราเอง แต่ถ้าเป็นสติที่เป็นสภาวธรรมเป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ต้องเป็นเจตสิกไม่ใช่จิต เพราะว่าบางขณะเวลาที่อกุศลจิตเกิด สติเจตสิกจะเกิดไม่ได้เลย เวลาที่กุศลจิตเกิดไม่ว่าจะเป็นกุศลประเภทใดเท่านั้นที่สติเจตสิกจะเกิด เวลาที่ให้ทานหรือให้สิ่งของที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น หรือแม้แต่จะช่วยใครสักคนหนึ่ง ซึ่งเขากำลังถือของหนักๆ ขณะนั้นจิตอ่อนโยนมีความเป็นมิตรต้องการที่จะเกื้อกูลพร้อมที่จะช่วยเหลือ ขณะนั้นเป็นกุศลจิตต้องมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560