ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
ตอนที่ ๑๕๒๙
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรม เราก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นรูปก็ได้ที่หลับ แต่ความจริงรูปไม่ใช่สภาพที่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น จะหลับหรือจะตื่น รูปก็ไม่รู้ จะปวดหรือจะเจ็บ ก็ไม่ใช่รูปที่ปวดเจ็บ แต่เป็นจิตที่สามารถรู้สิ่งที่กระทบกาย ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ร้อน เช่น ไฟ ก็จะมีเจตสิกซึ่งเป็นความรู้สึกเกิดกับจิต ซึ่งเป็นทุกขเวทนา ความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกาย เพราะฉะนั้นลักษณะของความรู้สึก เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต แต่จิตขณะนั้นต้องรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ทราบยังมีใครสงสัยเรื่องรูปหรือเปล่า ต้องไม่ใช่นามธรรม ไม่ใช่สภาพรู้ จะหลับหรือจะตื่นอย่างไรก็ตาม ที่สนามมีหญ้า เป็นรูปใช่ไหม อ่อนหรือแข็ง ถ้ากระทบสัมผัส ที่ตัวก็มีรูปที่อ่อนหรือแข็ง ประเภทเดียวกันหรือเปล่า ลักษณะที่แข็งเหมือนกันไหม เพราะฉะนั้นลักษณะของรูป จะอยู่ไกลอยู่ใกล้ ภายในภายนอก หยาบละเอียด อย่างไรก็ตาม รูปก็เป็นรูป ลักษณะที่แข็งไม่เปลี่ยนแปลง
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ก็จะมีสภาพธรรมที่ต่างกันเป็นสองอย่างเท่านั้น คือนามธรรมกับรูปธรรม แต่ว่านามธรรมก็มีมากมายหลายอย่าง แต่ที่ต่างกันไปอีกก็คือจิตกับเจตสิก ซึ่งจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ และเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยแต่ละเจตสิก ก็มีลักษณะมีหน้าที่เฉพาะเจตสิกนั้นๆ เช่น ความรู้สึกมีจริง ไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก ไม่ใช่รูป ขณะนี้ใครไม่มีเจตสิกบ้างไหม ถ้ามีจิต ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมกันทุกครั้ง ขณะใดที่เจตสิกเกิด หมายความว่าขณะนั้นเกิดกับจิตและเจตสิกอื่น เพราะว่าจิตขณะหนึ่ง จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ถ้าอย่างน้อยที่สุด ๗ หมายความว่าขณะอื่นก็มีมากกว่านั้น
ผู้ฟัง กุศลจิตที่จะไปปฏิสนธิใหม่ จะมีระดับ คือมีความสูง ความต่ำ มีมาก มีน้อย หรือเปล่า
ท่านอาจารย์ มุ่งหมายกุศลจิตเกิดก่อนจุติหรือ จะรู้ได้อย่างไร เพราะว่าวันนี้กุศลเกิดมากหรือว่าอกุศลเกิดมาก เมื่อวานนี้อีก วันก่อนๆ อีก แล้วต่อไปอีก เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่ากรรมไหน กรรมหนึ่งเท่านั้นในกรรมทั้งหมดที่ได้ทำมาแล้ว ทั้งในชาตินี้ชาติก่อนๆ จนถึงชาติก่อนนานมาแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้ เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะเลือก ถ้าเลือกทุกคนก็คงเลือกกุศลที่ประกอบด้วยโสมนัส แล้วก็เป็นกุศลที่ประณีต แต่เพราะเหตุว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา คนที่ทำกุศลมามาก แต่ก็อาจจะมีกรรมหนักที่จะต้องให้ผลก่อนก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่ควรประมาทในกุศลว่าเล็กน้อย หรือว่าในอกุศลเลย เพราะเหตุว่าสามารถที่จะทำให้ปฏิสนธิเกิดได้
แต่ว่าการที่เราได้เกิดมาแล้ว เราก็ทราบว่าเราเป็นมนุษย์ แล้วก็เป็นคนนี้แหละ จะเปลี่ยนไปเป็นบุคคลอื่น จะไปเป็นคนโน้นคนนี้ก็ไม่ได้ เราจะรู้ว่าเราสะสมอะไรมามากน้อยเท่าไหร่ ก็เมื่อจิตเกิด ถ้าจิตไม่เกิดเลย เราจะรู้ได้ไหมว่าจิตของเรามีเมตตามากหรือน้อย หรือว่ามีโทสะมากหรือน้อย หรือว่ามีปัญญามากหรือน้อย เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อจิตประเภทนั้นๆ เกิดขึ้น จึงจะเห็นการสะสมในอดีตว่า เราได้สะสมอะไรมามากน้อยแค่ไหน แล้วก็ทุกคนก็หวังที่จะไปสู่สุคติ เป็นไปได้ไหม ถ้าเราทำกุศลบ่อยๆ แล้วก็ไม่ประมาทในกุศล แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะรับรองได้ ก็เป็นเรื่องของกรรม แล้วก็เป็นเรื่องของอนัตตา แต่ถ้าเป็นพระโสดาบันบุคคล รู้แจ้งอริยสัจธรรม จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิเลย แน่นอน แต่ถ้ายังไม่ใช่พระโสดาบันบุคคล ก็ยังเกิดในอบายภูมิได้
อย่างม้ากัณฐกะ ทุกคนก็เคยได้ยินชื่อ ที่พระผู้มีพระภาคตอนที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ขี่ม้ากัณฐกะเสด็จจากวังไป เวลาที่ม้ากัณฐกะสิ้นชีวิต เกิดเป็นเทวดา จากความเป็นม้า แต่บุญที่ได้สะสมมา ได้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาค หลังจากได้เป็นกัณฐกเทพบุตร ฟังธรรมเป็นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบัน จากการที่สะสมบุญกุศลมาแล้ว แต่ว่าถึงกาลที่กรรมใดจะให้ผล ก็ต้องเป็นไปตามกรรมนั้น แต่ว่าจากการที่สะสมปัญญาแล้ว เมื่อได้ฟังพระธรรม ก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ แต่ระหว่างที่เป็นม้ากัณฐกะ ไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ ขอเชิญคุณอรรณพเพิ่มเติม
อ.อรรณพ ธรรมชาติของอกุศล แม้เล็กน้อยก็มีโทษ คือนำไปสู่ที่ต่ำ นำไปสู่อบาย เหมือนกับเศษหิน แม้ว่าจะเล็กน้อยอย่างไร เมื่อทิ้งลงในน้ำ ไม่มีเรือหรือไม่มีวัตถุใดจะรองรับ ก็จะจมดิ่งลง เพราะฉะนั้นอกุศลกรรมแม้เล็กน้อย ก็นำไปสู่ที่ต่ำคืออบายภูมิ ถ้าหากได้เหตุปัจจัยที่อกุศลกรรมนั้นจะให้ผลนำเกิด แต่ถ้าเป็นฝ่ายกุศลก็เช่นกัน บางคนทำอกุศลกรรม ชั่วชีวิตดูว่าหนักหนาเหลือเกิน แต่กุศลกรรมที่ได้ทำไว้ อาจจะเป็นกุศลกรรมใกล้ตาย หรือว่ากุศลกรรมหนึ่งกุศลกรรมใด มีโอกาสให้ผล ส่งผลให้ปฏิสนธิในสุคติภูมิก็ได้ เหมือนกับเรือสามารถที่จะรองรับหินอิฐซึ่งเหมือนอกุศลไว้ได้ ถ้ากุศลกรรมนั้นให้ผล อกุศลกรรมที่ทำไว้มากดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล เพราะว่ากุศลกรรมนั้นค้ำจุน ป้องกัน ต้านทาน ไม่ให้ไปสู่อบาย แต่อกุศลที่ทำไว้แล้วก็ไม่หายไปไหน พร้อมที่จะให้ผลได้
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วก็น่ากลัว แต่ทุกคนจะกลัวการเกิดในอบายภูมิ คือในภูมิต่ำ เช่น เกิดในนรก หรือว่าเกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ที่น่ากลัวกว่านั้น ก็ควรจะกลัวอกุศล ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้กระทำอกุศลกรรม มิฉะนั้นแล้วเราก็คิดว่าเรากลัวแต่ผลของอกุศลกรรม แต่เราไม่คิดถึงเหตุที่จะทำให้เกิดอกุศลกรรมเลย เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะได้ทราบว่า จริงๆ แล้วเราควรจะมีปัญญามีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องเหตุกับผล ถ้าเป็นอกุศลกรรมเกิดจากอกุศล ผลก็คืออกุศลวิบาก คำว่า วิบาก เป็นภาษาบาลี หมายความถึงผลของกรรม แต่ภาษาบาลีจริงๆ จะใช้คำว่าวิปากะ แต่คนไทยเราก็เรียกสั้นๆ ว่าวิบาก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผลของกุศล อย่างไรอย่างไรก็ต้องเป็นเหตุให้กุศลวิบากเกิด และกุศลวิบากก็ไม่ใช่อื่นไกลจากจิตและเจตสิกนั่นเอง
เพราะฉะนั้นเมื่อจิต เจตสิกเป็นเหตุ ได้กระทำแล้ว ดับไปแล้ว แต่การเกิดดับสืบต่อยังคงสะสมกรรม ซึ่งจะทำให้เกิดวิบาก ขณะแรกของชาตินี้ก็คือปฏิสนธิจิต เป็นผลของกรรมหนึ่งที่ได้ทำแล้ว แล้วต่อจากนั้นก็เป็นกิจที่สองคือภวังคกิจ ทั้งสองขณะหรือทั้งสองกิจ โลกนี้ไม่ปรากฏเลย มืดยิ่งกว่ามืดใช่ไหม ขณะนั้นไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เช่น ขณะที่นอนหลับสนิท จะไม่มีความรู้สึกตัว ไม่รู้ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน เพราะว่าขณะนั้นเป็นจิตที่ทำภวังคกิจ แต่ว่าจะเป็นภวังคกิจไปตลอด เป็นไปไม่ได้เลย กรรมจะไม่ทำให้แค่เกิด ถ้าสมมติว่าเกิดในนรก ก็มีปฏิสนธิจิตขณะแรกดับไปเป็นภวังคจิต ยังไม่มีการได้รับผลของกรรมทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เลย นั่นจะเป็นผลของกรรมจริงๆ ไม่ได้ เพียงแค่ให้เกิด แล้วก็ให้ดำรงภพชาติ
เพราะฉะนั้นกรรมจะต้องให้ผลมากกว่านั้น ในกามภูมิซึ่งเป็นสุคติภูมิ ๗ แล้วก็อบายภูมิ ๔ สุคติก็คือสวรรค์ ๖ ชั้น และมนุษย์ ๑ เป็นภูมิที่เป็นไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ยังเป็นภูมิขั้นต้น ขั้นต่ำ ยังไม่สูงถึงขั้นรูปพรหมภูมิ หรืออรูปพรหมภูมิ เพราะฉะนั้นเราพอที่จะรู้อนาคตชาติว่าเราจะเกิดที่ไหน ใน ๑๑ ภูมินี้ ไม่ถึงรูปพรหมและอรูปพรหม เพราะว่าเรายังมีความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะเป็นคำรวมของสิ่งที่ปรากฏทางกายได้ ๓ รูป คือ รูปที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว สามารถที่จะรู้ได้ทางกาย รวม ๓ รูป เป็นมหาภูตรูป ๓ ที่ปรากฏทางกายได้ ก็รวมเรียกว่าโผฏฐัพพารมณ์ อารมณ์ที่รู้ได้ทางกาย เรายังติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มาก เวลาที่ทำอกุศล ก็เป็นไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ใช่ไหม ต้องการอะไรในชีวิตไม่เกินนี้ มีขณะไหนสักขณะที่ไม่อยากจะได้รูปดีๆ เสียงเพราะๆ กลิ่นหอมๆ รสอร่อย สิ่งที่กระทบสัมผัสสบาย เราติดข้องอย่างมากเลย
เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาที่กระทำกรรม ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ก็ยังเนื่องกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เพราะฉะนั้นการเกิดของเรา ก็จะเกิดใน ๑ ใน ๑๑ ภูมินี้ ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม ก็เป็นมนุษย์ แล้วก็เกิดในสวรรค์ ๖ ชั้น แล้วก็ถ้าเกิดในภูมิต่ำ ก็ ๑ ใน ๔ ซึ่งเรามองเห็นอยู่อย่างเดียว คือสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรม เวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิดมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วก็มีรูปที่เกิดจากกรรมเกิด ทำให้เวลาที่รูปซึ่งเกิดดับ แล้วก็มีรูปที่เกิดจากกรรม เกิดจากจิต เกิดจากอุตุ เกิดจากอาหาร เกิดสืบต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งทำให้เรามีรูปร่างหน้าตาต่างกัน ตามกรรมด้วย กรรมก็เป็นส่วนที่ทำให้รูปร่างหน้าตาของเราจำแนกออกไป เหมือนกับสัตว์แต่ละชนิด สัตว์แต่ละชนิดก็มีรูปร่างของสัตว์แต่ละอย่าง ทั้งๆ ที่ตอนเกิดก็คือมีปฏิสนธิจิตกับเจตสิก ซึ่งมองไม่เห็น แล้วมีกลุ่มของรูป แค่ ๓ กลุ่ม ถ้าเกิดในครรภ์ กัมมชรูปคือรูปซึ่งเกิดจากกรรม จำแนกให้เป็นสัตว์ประเภทต่างๆ รูปร่างต่างๆ แม้เป็นมนุษย์ก็ยังมีรูปร่างหน้าตาต่างกัน แล้วก็เวลาที่กรรมอื่น ซึ่งไม่ใช่กรรมที่ทำให้เกิด แต่ก็ตามอุปถัมภ์หรือเบียดเบียนได้
เพราะฉะนั้นในชีวิตของเราที่เกิดมาแล้ว เมื่อศึกษาเข้าใจแล้ว จะรู้ว่าไม่พ้นจากกรรม แล้วก็ไม่พ้นจากผลของกรรมที่ได้กระทำมาแล้วด้วย เพราะว่าหลังจากที่ปฏิสนธิจิตดับไป ภวังคจิตเกิดสืบต่อ ถึงกาลที่จะต้องรับผลของกรรม ก็จะทำให้มีการเห็น มีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส วันนี้ทั้งวันก็เป็นอย่างนี้ คือเห็นขณะใด ถ้าเข้าใจธรรม ก็รู้ว่าขณะนั้นเป็นจิตที่เป็นผลของกรรม ทำให้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่างๆ เวลาที่ได้ยินเสียง ก็เป็นผลของกรรม เวลาที่ถูกประทุษร้ายเป็นผลของกรรมหรือเปล่า เป็นผลของกรรมแน่นอน เพราะเหตุว่าถ้าไม่ใช่กาลที่กรรมจะให้ผล สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถึงกาลที่กรรมจะให้ผล ใครก็จะไปเปลี่ยนแปลงกาลที่กรรมนั้นๆ จะให้ผล จะเป็นทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางหนึ่งทางใดไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามกรรม
เพราะฉะนั้นก็เท่านี้เอง เกิดมาเพราะกรรม แล้วก็เป็นผลของกรรม แต่ว่าหลังจากที่เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ก็จะเป็นเหตุใหม่ คือกิเลสเริ่มเกิดขึ้นที่จะเป็นสังสารวัฏต่อไป คือมีความโลภ หรือความโกรธ หรือความหลง เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เกิดกระทำกรรมต่อไปอีก ก็จะวนเวียนอยู่ในกิเลส เป็นเหตุให้กระทำกรรม กรรมเป็นปัจจัยให้เกิดวิบาก เมื่อวิบากเกิดก็ยังไม่สิ้นกิเลส ยังมีกิเลสอยู่เพราะว่ากิเลสยังไม่ดับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นอย่างนี้ไปทุกชาติ
ผู้ฟัง ภวังคจิตมีเจตสิกเกิดกี่ดวง ขอคำอธิบายว่าที่ภวังค์มีเจตสิกเกิดด้วยเท่าไหร่
ท่านอาจารย์ ถ้าเจตสิกที่กล่าวไปแล้ว ก็มีเวทนาเจตสิก เป็นสภาพความรู้สึก ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ ผัสสเจตสิก ขณะนี้ผัสสะเกิดไม่เว้นเลย ผัสสเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ เวทนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นก็มีจิตและเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานร่วมกัน ขณะที่นอนหลับสนิท มีผัสสเจตสิกไหม ผัสสะคือเจตสิกซึ่งกระทบอารมณ์ ผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์อะไร จิตและเจตสิกทั้งหมดที่เกิดร่วมกันก็รู้อารมณ์นั้น เปลี่ยนหรือแยกอารมณ์ไม่ได้ จิตที่ไม่ใช่วิถีจิต คือไม่ได้เกิดขึ้นเป็นไปรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะมี ๓ กิจ คือ ๑ ขณะปฏิสนธิทำปฏิสนธิกิจ ขณะนั้นไม่ใช่วิถีจิต ไม่ได้อาศัยทวารหนึ่งทวารใด ทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นเป็นไปในอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ๑ ขณะแล้วที่ไม่ใช่วิถีจิต กิจต่อไปก็คือภวังคกิจ หรือภวังคจิต ก็ไม่ใช่วิถีจิต และอีกขณะหนึ่ง คือขณะสุดท้ายของชาตินี้ คือจุติจิต ก็ไม่ใช่วิถีจิต
เพราะฉะนั้นถ้าจะแบ่งจิตประเภทต่างๆ ซึ่งหลากหลายมาก ตั้งแต่เกิดจนตายมีจิตนับไม่ถ้วน หลายชนิด เดี๋ยวเป็นกุศล เดี๋ยวเป็นอกุศล เดี๋ยวเป็นวิบาก ทั้งหลายก็แบ่งได้อีกอย่างหนึ่ง คือแบ่งจิตเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือจิตที่เป็นวิถีจิตกับจิตที่ไม่เป็นวิถีจิต ถ้าเป็นวิถีจิต ต้องรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใด จะทางตาขณะนี้ก็เป็นวิถีจิต ไม่ใช่ภวังค์ ขณะที่เห็นไม่ใช่ภวังค์ ขณะที่ได้ยินก็ไม่ใช่ภวังค์ ขณะที่ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก เหล่านี้ไม่ใช่ภวังคจิต
ผู้ฟัง จิตที่ไม่ใช่วิถีนี่จะมีเจตสิกเกิดด้วยหรือ
ท่านอาจารย์ ต้องตายตัว คือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือจิตจะเกิดที่ไหน ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย
ผู้ฟัง มีเท่าไหร่
ท่านอาจารย์ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท แต่กล่าวถึงบ้างเพียงบางส่วนเพื่อให้ทราบว่าไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก ความหยาบกระด้าง ความโกรธ ความขุ่นใจเป็นจิต หรือเจตสิก
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องเจตสิก เราจะไปพูดถึงเจตสิกซึ่งไม่ปรากฏ รู้ไม่ได้ก่อน ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ เพียงแต่จำชื่อ แต่อย่างความรู้สึกทุกคนมี สัตว์เดรัจฉานมีความรู้สึกไหม นก แมว ช้าง ขณะใดที่จิตเกิด ผัสสเจตสิกเป็นเจตสิกที่กระทบอารมณ์ใด จิตรู้อารมณ์นั้น และเจตสิกทั้งหมดที่เกิดร่วมกับจิตนั้นก็รู้อารมณ์เดียวกัน แยกกันไม่ได้เลย เพราะว่าเจตสิกเป็นสภาพที่เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จิตเกิดที่รูป เพราะฉะนั้นเจตสิกและจิตเกิดที่รูปเดียวกัน ดับที่รูปเดียวกันด้วย
วันหนึ่งวันหนึ่งถ้าอยากจะทราบว่ามีเจตสิกอะไรบ้าง รู้เองได้ใช่ไหม ผัสสเจตสิกเมื่อสักครู่นี้ชื่อหนึ่งแล้ว สภาพธรรมหนึ่งซึ่งต้องกระทบอารมณ์ทุกครั้ง ผัสสเจตสิกเกิดไม่หยุดเลย เช่นเดียวกับจิต จิตเกิดดับไม่หยุดฉันใด เกิดดับสืบต่อกันไปเรื่อย ผัสสะก็กระทบอารมณ์อยู่เรื่อยๆ ทุกขณะที่จิตเกิด นานมาแล้ว ถ้าเป็นคนก็คงจะเหนื่อย ไม่เคยหยุดเลย คงจะต้องหลับ คงจะต้องทำอะไร แต่นี่เป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้นทำหน้าที่ตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งใครก็จะบังคับบัญชาไม่ได้เลย เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดเพราะจิตเกิด เจตสิกทั้งหลายต้องเกิดด้วย ผัสสะเป็นเจตสิกที่กระทบอารมณ์ใด จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันก็รู้อารมณ์นั้น เมื่อผัสสะกระทบจิตเกิด จะไม่ให้มีความรู้สึกในอารมณ์ที่ปรากฏได้ไหม ลองตอบสักคนว่ารู้สึกอย่างไร ขณะนี้รู้สึกอย่างไร
ผู้ฟัง อุเบกขา
ท่านอาจารย์ เฉยๆ อย่างไรก็ต้องตอบ จะเฉยๆ หรือว่าจะดีใจ หรือว่าจะเสียใจ หรือว่าจะสุขหรือจะทุกข์ ก็ต้องตอบ เพราะว่าต้องมี ถ้าบอกว่าเฉยๆ ก็เฉยๆ นั่นแหละเป็นเวทนาเจตสิก ถ้าบอกว่าไม่สบาย รู้สึกจะเมื่อย ขณะนั้นก็เป็นเวทนาเจตสิก ถ้าขณะที่รู้สึกขุ่นใจ ไม่ชอบ ความรู้สึกขุ่นใจ เป็นทุมนัสหรือโทมนัส หมายความว่าขณะนั้นจิตเสีย ไม่เหมือนปกติ ขณะนั้นก็เป็นความไม่สบายใจ ก็ต้องเป็นความรู้สึก เพราะฉะนั้นจะพ้นจากความรู้สึกได้ไหม ไม่ได้ เรื่องไม่รู้เป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องศึกษาตามความเป็นจริงที่มีผู้รู้ที่ตรัสรู้ ก็เป็นเรื่องที่เราจะค่อยๆ พิสูจน์ได้ แม้แต่ขณะนี้จะถามว่ารู้สึกอย่างไร แค่ตอบว่าเฉยๆ ก็เป็นลักษณะของความรู้สึกแล้ว เป็นเวทนาเจตสิก เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่าจิตเกิดขึ้นแล้วไม่มีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ ๒ เจตสิกแล้วใช่ไหม ผัสสะกับเวทนา จะมีเจตสิกอะไรอีกไหม วันนี้ทั้งวัน มีแค่ ๒ ไม่ได้ มีมากกว่านั้น สัญญาเจตสิก
ขอทบทวนตอนต้นๆ ที่เคยกล่าวถึง สัญญาเจตสิกเป็นสภาพจำ หมายรู้สิ่งที่ปรากฏ ที่จำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ไม่ใช่จิตจำ จิตไม่ทำอะไรเลย นอกจากเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ แล้วก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ตามลักษณะของเจตสิกนั้นๆ โดยจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะเหตุว่าถ้าจิตไม่รู้แจ้งอารมณ์ เจตสิกนั้นๆ จะกระทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ได้ไหม เช่น จะจำ จะจำอะไร ถ้าขณะนั้นจิตไม่รู้แจ้ง แม้ว่าสัญญาเจตสิกก็รู้อารมณ์ แต่รู้โดยจำ แม้แต่นามธรรม ๒ อย่างคือจิตและเจตสิก ก็ไม่มีใครที่สามารถที่จะกล่าวถึงลักษณะที่แท้จริงได้ ถ้าไม่ใช่การตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คงไม่มีใครสงสัยเรื่องจิตและเจตสิกแล้ว และเจตสิกวันนี้ก็มี ๓ แล้ว ผัสสะ เวทนา สัญญา ก็มีผู้ที่คงจะอยากรู้ว่ามีเจตสิกเท่าไหร่ ก็คงจะต้องไม่ทั้งหมด ๕๒ เพราะว่าเราก็คงจะกล่าวถึงตามลำดับ เพราะว่าลำดับแรก ก็จะเป็นการกล่าวเรื่องของจิตก่อน
การศึกษาหรือการฟังพระธรรม ประโยชน์ก็คือสุตมยญาณ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะคิดธรรมได้เอง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี ตรัสรู้สภาพธรรม ประโยชน์สูงสุดคือทรงแสดงพระธรรมที่ตรัสรู้ อุปการะแก่สัตว์โลก เพราะว่าพระองค์ดับกิเลสหมดแล้ว เป็นพระอรหันต์ แต่ถ้าไม่มีพระมหากรุณาอย่างมาก ไม่ทรงแสดงพระธรรม ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ว่าไม่มีเรา ทุกอย่างที่เคยเป็นเรา เมื่อฟังธรรมก็จะมีความเห็นที่ถูกต้องขึ้นว่า เป็นเพียงสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับ คือหมดไปเลย จะเอาอะไรกลับมาสักอย่างก็ไม่ได้ สิ่งที่ดับไปแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าจะจากโลกนี้ไป ผู้ที่มีปัญญาก็สบายใช่ไหม ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ทุกขณะอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเดือดร้อนเลย และโดยเฉพาะจุติจิต ก็เช่นเดียวกับปฏิสนธิจิต และภวังคจิต คือเป็นขณะที่ไม่รู้สึกตัว คนที่กลัวตาย ฟังธรรมแล้วจะไม่กลัว เพราะว่าอะไร ความตายจะเกิดขึ้นขณะไหน เมื่อไหร่ ได้ทั้งหมดเลย ก็คงจะมีตัวอย่างที่มีบ่อยๆ ว่าอยู่ดีๆ ก็ตาย ก็ตั้งหลายคน ก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังสนุกๆ แล้วก็ตายก็ได้ใช่ไหม น่ากลัวไหมอย่างนั้น คือขณะที่ไม่รู้เลย กำลังสนุกก็คือรู้ตอนสนุก แต่พอจุติจิต คือขณะนั้นไม่รู้ตัว ก็จากโลกนี้ไปโดยที่ว่าไม่ต้องกลัวอะไร
ถ้ากำลังป่วยไข้เป็นทุกข์ เจ็บปวดมาก เราก็เคยเจ็บปวดมาแล้ว และเราก็กังวลกับความปวดความเจ็บ ก็เหมือนทุกครั้งแต่ตอนนั้นจุติจิตเกิด ก็คือเกิดต่อจากขณะที่กำลังเจ็บปวด เหมือนที่เคยเจ็บ ก็ไม่น่ากลัวใช่ไหม แต่ความยึดว่าเป็นเราทั้งหมด ทำให้ไม่อยากจะจากทุกอย่าง เหมือนกับทุกอย่างเป็นของเรา ซึ่งทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรูปภายในหรือภายนอก ก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย ถ้าไม่มีการเห็น สิ่งต่างๆ ที่ประณีตสวยงาม จะมีความหมายอะไรไหม ถ้าไม่เห็น เสียงก็เหมือนกัน กลิ่นก็เหมือนกัน รสก็เหมือนกันทุกอย่าง แต่ด้วยความไม่รู้ ก็ทำให้เราติดมาก แล้วก็มีความเห็นผิดที่ยึดถือว่ามีตัวเราจริงๆ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560