ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512


    ตอนที่ ๑๕๑๒

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕


    ผู้ฟัง ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์ได้สนทนาธรรมแก่ท่านผู้มีเกียรติเป็นลำดับต่อไป

    ท่านอาจารย์ ก็ขออนุโมทนาทุกท่านที่ได้มาร่วมการสนทนาในวันนี้ เรื่องของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าคำว่าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ชื่อที่ใครๆ สามารถจะมีได้ เพราะเหตุว่าเป็นคุณธรรมพิเศษสูงสุด แม้ในสวรรค์หรือพรหมโลกก็ไม่มี เพราะเหตุว่าผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานในโลกมนุษย์ซึ่งเป็นชมพูทวีป เพราะเหตุว่าเป็นที่ที่เหมาะควรต่อการที่จะได้รับฟังพระธรรมที่ได้ทรงตรัสรู้ พระธรรมที่ได้ตรัสรู้ทรงแสดงถึง ๔๕ พรรษา

    เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมีความสนใจฟังและก็ศึกษา ในช่วงเวลาเพียงเล็กน้อยก็จะได้เข้าใจเพียงสมควร แต่ว่าถ้าเราได้มีความสนใจเพิ่มขึ้น ศึกษาเพิ่มขึ้น เราก็จะเห็นในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น เพราะว่าจริงๆ แล้วถ้ากล่าวถึงคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แสนไกล ไกลมาก ผู้ที่ไม่ได้ฟังพระธรรมไม่มีโอกาสจะเห็นเลยว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เป็นแต่เพียงรูปสักการะ ที่เรากราบไหว้บูชา เตือนให้ระลึกถึงพระคุณ แต่ว่าต้องเป็นพระปัญญาคุณที่ได้สะสมมานานมาก จนกระทั่งสามารถที่จะตรัสรู้ความจริงของชีวิต แล้วก็ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะอุปการะแก่สัตว์โลก ตลอดที่ยังไม่ได้ดับขันธปรินิพพาน ทรงแสดงพระธรรมมากมายกว่าบุคคลอื่นใดทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นพุทธบริษัทก็มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรม ตราบใดที่ยังมีพระธรรมคือพระไตรปิฎก แต่การฟังนั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียด และก็รู้ว่าสิ่งที่จะได้ยินได้ฟัง เป็นสิ่งที่ต่างจากที่เคยคิด เคยเข้าใจ เพราะเหตุว่าเป็นการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับครั้งแรกก็คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์มาก ถ้าท่านผู้ฟังมีคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องที่สนใจ พอจะมีคำถามไหม

    ผู้ฟัง ท่านอุปติสสปริพาชก ที่ท่านฟังธรรมจากพระอัสสชิแล้วก็บรรลุธรรมในฉับพลัน เพียงฟังแต่พระธรรมว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุและความดับแห่งเหตุนั้น ท่านก็ได้บรรลุธรรม นั้น ขอให้อธิบายว่าเพราะเหตุใดท่านจึงสามารถบรรลุธรรมได้

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นก็คงจะต้องทราบว่าธรรมคืออะไรก่อนใช่ไหม ที่ท่านพระสารีบุตรบรรลุ ท่านรู้อะไร หรือว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงธรรมอะไร เพราะว่าถ้าเราอ่านเพียงแต่ว่าท่านพระสารีบุตรในสมัยที่ยังไม่ได้บวช ยังไม่ได้ฟังธรรม ท่านก็ต้องสะสมปัญญามามากพร้อมที่ว่าเพียงฟังพระธรรมสั้นๆ ก็สามารถที่จะรู้ได้ ซึ่งคนในยุคนี้ก็จะต่างกับคนในยุคก่อน เพราะเหตุว่าคนในยุคก่อนฟังแล้วสามารถที่จะเข้าใจได้รวดเร็ว แต่คนในยุคนี้คงจะต้องเริ่มตั้งแต่คำว่าธรรมคืออะไร ที่ท่านพระสารีบุตรสามารถที่จะรู้ได้ เป็นธรรมเดียวกับที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียด

    เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกคนได้คิดถึงคำว่าธรรม แล้วก็พยายามที่จะศึกษายิ่งขึ้น เช่น ธรรมคืออะไร ก่อนอื่นถ้าใช้คำว่าธรรมก็คงจะยาก ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างตอบ แต่ถ้าจะถามว่า ขณะนี้ความจริงคืออะไร หรือว่าความจริงของชีวิต เพราะเหตุว่าทุกคนเกิดมาแล้ว มีชีวิตแน่นอนที่นั่งอยู่ที่นี่ แต่ว่าชีวิตในวันหนึ่งวันหนึ่ง ซึ่งเป็นความจริงของทุกคนคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมทั้งหมด แต่ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ทุกคนก็เห็น ทุกคนก็ได้ยิน เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ แต่ว่าเป็นเรา ไม่คุ้นเคยกับการที่จะเข้าใจว่าที่เข้าใจว่าเป็นเราหรือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงก็คือธรรม

    เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เราก็คงจะได้ความเข้าใจความหมายของคำว่าธรรม ว่าธรรมหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง ซึ่งอาจจะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเห็นก็เป็นธรรม เสียใจในวันหนึ่งวันหนึ่งก็มี ความรู้สึกเสียใจมีจริงก็เป็นธรรม เสียงมีจริง เสียงเป็นธรรม กลิ่นมีจริงก็เป็นธรรม รวมความว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ธรรม คือ รู้แจ้งความจริงของสภาพที่มีจริงๆ ที่ปรากฏกับทุกคนในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถที่จะพิสูจน์ได้ทุกขณะ เช่นขณะนี้เป็นธรรม ขณะที่เห็นมีธรรมไหม เคยขาดธรรมบ้างไหม ตั้งแต่เกิดมานี่ขาดธรรมบ้างหรือไม่

    มีท่านผู้หนึ่ง ที่ท่านก็พยายามไปแสวงหาธรรม เพราะตอนนั้นท่านก็ยังไม่เข้าใจว่าธรรมคืออะไร ท่านก็เดินทางไปทางเหนือ ทางใต้ ตะวันออก ตะวันตกหาไป ท่านก็ยังไม่พบว่าธรรมคืออะไร แต่เวลาที่ท่านเข้าใจว่า ธรรมคืออะไร คือ เดี๋ยวนี้ทุกอย่างที่มีจริง ท่านบอกว่าเพียงลืมตาตื่น ก็พบธรรมแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่เข้าใจความลึกซึ้งความจริงของธรรม ซึ่งจากการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา หมายความว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่าง มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างจริงๆ

    มาถึงที่ท่านพระสารีบุตรตอนที่ได้ฟัง ก็ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม รวมความว่าท่านได้ฟังธรรมสั้นๆ และท่านก็สามารถที่จะเข้าใจในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ คือรู้ว่าสภาพธรรมต้องมีปัจจัยจึงจะเกิดขึ้นได้ ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ลอยๆ เลย เช่น ถ้าเราเห็นสิ่งที่น่าพอใจก็ทำให้เกิดความติดข้องยินดีพอใจ ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็ทำให้ขุ่นใจ ก็เป็นไปตามเหตุการณ์ เป็นไปตามสิ่งที่มาปรากฏให้เห็นทางตา ให้ได้ยินทางหู ให้ได้กลิ่นทางจมูก ให้ได้ลิ้มรสทางลิ้น ให้กายกระทบสัมผัส แล้วก็ปรุงแต่งคิดนึกเป็นเรื่องต่างๆ แต่ว่าสภาพธรรมที่เป็นอริยสัจธรรมก็คือ สภาพธรรมที่เกิด ขณะนี้เกิด จึงได้ปรากฏแล้วดับไป ถ้าไม่สามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับ ก็ไม่ใช่ทุกขอริยสัจจะ เพราะว่าเวลาพูดถึงอริยสัจ ๔ ทุกคนก็ทราบว่า อริยสัจที่ ๑ คือทุกข์ อริยสัจที่ ๒ คือทุกขสมุทัย เหตุแห่งทุกข์ อริยสัจที่ ๓ คือทุกขนิโรธ การดับทุกข์ และก็อริยสัจที่ ๔ คือหนทางปฏิบัติที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจธรรม ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

    ซึ่งขณะนี้ ถ้ายังไม่ได้ศึกษาธรรม เราก็เข้าใจทุกข์เพียงแค่ว่า เวลาที่เราป่วยไข้แล้วก็ประสบกับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ นั่นคือความทุกข์ของเรา ซึ่งเคยคิดว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เป็นทุกข์ แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทุกข์ยิ่งกว่านั้น คือไม่ได้ตรัสรู้เพียงว่าทุกขเวทนา หรือความรู้สึกเป็นทุกข์ความไม่สบายใจต่างๆ แต่ตรัสรู้ว่า สภาพธรรมใดก็ตามซึ่งเกิด สภาพธรรมนั้นดับ ขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ตัวตน เราไม่สามารถที่จะยับยั้งให้สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดที่เกิด ดำรงคงอยู่ได้ ขณะที่เห็นเป็นขณะเดียวกับขณะที่ได้ยินหรือไม่ ถ้าไม่ศึกษาก็คิดว่าพร้อมกันเลย ทั้งเห็นด้วย ทั้งได้ยินด้วย แต่ถ้าคิดถึงขณะที่สั้นมาก เร็วมาก เช่นเห็น ต้องอาศัยจักขุปสาท ถ้าไม่มีจักขุปสาทจะไม่มีการเห็นเลย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ใครซึ่งไม่มีจักขุปสาท แล้วบอกว่าจะเห็น พยายามให้เห็น ทำให้เห็น ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้นสภาพธรรมทั้งหมด ก็ต้องมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด และเมื่อสภาพธรรมนั้นเกิดแล้วก็ดับ สลับกันรวดเร็วมากทีเดียว เช่นทางตา ไม่ใช่ทางหู จิตเห็นไม่ใช่จิตได้ยิน ไม่ใช่จิตคิดนึก เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งจะมีจิตซึ่งเกิดและดับ เกิดและดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อไม่ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ก็ไม่รู้จักทุกขอริยสัจจะ รู้จักแต่ทุกข์ที่เป็นทุกขเวทนา หรือว่าความรู้สึกที่ไม่พอใจเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องเริ่มศึกษาธรรมให้เข้าใจละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม และเป็นธรรมที่มีจริง ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้น และที่จะเกิดธรรมหนึ่งธรรมใดได้ ก็เพราะเหตุว่าต้องมีเหตุปัจจัยเฉพาะสภาพธรรมนั้นๆ เช่น จิตเห็นก็จะต้องมีจักขุปสาท ไม่เช่นนั้นก็เห็นไม่ได้ จิตได้ยินก็ต้องมีโสตปสาท ถ้าไม่มีโสตปสาท จิตได้ยินก็มีไม่ได้ แล้ววันหนึ่งวันหนึ่งตั้งแต่ลืมตาตื่นก็ไม่พ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทางที่จะนำให้เกิดเรื่องที่จะคิดนึกเป็นสุขเป็นทุกข์ต่างๆ

    เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนจะย้อนไปคิดว่า สุขของทุกคนมาจากอะไร ก็ต้องมาจากเห็น มาจากได้ยิน มาจากได้กลิ่น มาจากลิ้มรส มาจากรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ปรุงแต่งให้เป็นความคิดนึก เป็นสุขเป็นทุกข์ต่างๆ นี่คือชีวิต ซึ่งความจริงของชีวิตก็คือธรรม ทุกอย่างที่เป็นจริงเป็นธรรม และเมื่อใช้คำว่าธรรมก็แสดงอยู่ในตัวว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย แต่ว่าเป็นสิ่งซึ่งมีจริงๆ และก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ไม่ทราบตอนนี้ยังมีข้อสงสัยอะไรไหม เพราะว่ากว่าจะถึงท่านสารีบุตรรู้แจ้งอริยสัจธรรม การที่เราจะเข้าใจอย่างนั้นได้ เราก็ต้องเริ่มต้นจากที่เข้าใจว่าธรรมคืออะไร แล้วถ้าเป็นขณะนี้ใครสะสมปัญญามาพอ ก็สามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับทุกขอริยสัจจะอย่างที่ท่านพระสารีบุตรได้ประจักษ์ แต่ถ้ายังไม่ประจักษ์ก็ต้องอบรมด้วยการฟังการเข้าใจเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง ขออนุญาตถามว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ไม่ทราบว่าจะเกี่ยวข้องกับธรรมตรงจุดไหน

    ท่านอาจารย์ เริ่มต้นตั้งแต่การเกิดใช่ไหม ถ้ามีแต่รูปคือสภาพที่มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ก็ไม่มีชีวิต ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ทุกโลกเหมือนกันหมด คือมีสภาพที่มีจริง และสภาพที่มีจริงมีลักษณะที่ต่างกันเป็นสองอย่างใหญ่ๆ สองประเภทใหญ่ คือสภาพธรรมอย่างหนึ่งแม้ว่ามีจริง แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เช่นแข็ง แข็งไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่เห็น ไม่หิว ไม่ง่วง กลิ่นก็มีจริงๆ แต่ว่าไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ก็ต้องแยกลักษณะของธรรมออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือเราจะเริ่มต้นตั้งแต่ว่าทุกอย่างเป็นธรรมก่อน สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือ สากลโลก โลกไหนๆ ก็ตาม สิ่งที่มีจริงทุกอย่างเป็นธรรม และธรรมก็ต่างกันเป็นสองประเภท คือธรรมประเภทหนึ่งเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่สภาพที่จะรู้อะไรได้เลย กลิ่นเสียงพวกนี้เป็นธรรมที่ทางภาษาบาลีใช้คำว่า รู-ปะ หรือว่า รูปธรรม หมายความว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แต่เป็นประเภทของรูปธรรม คือ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แล้วจริงๆ แล้วที่เรามองหรือเราเข้าใจว่ามีโลกต่างๆ สิ่งใดก็ตาม จะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม อย่างเสียง มองไม่เห็นแต่เสียงมีจริงแน่นอน

    เพราะฉะนั้นเสียงก็เป็นธรรมชนิดหนึ่ง แต่เป็นธรรมประเภทที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เราค่อยๆ คิด เราก็ค่อยๆ เข้าใจใช่ไหม กลิ่นมีไหม กลิ่นมีจริง กลิ่นก็เป็นธรรม เป็นธรรมประเภทไหน ก็เป็นธรรมที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นประเภทรูปธรรม ถ้าเข้าใจรูปธรรมแล้ว ต่อไปก็จะเข้าใจสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีจริงเหมือนกัน แต่ว่าต่างกับรูปธรรมโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่ไม่มีรูปร่างสัณฐานใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เป็นสภาพที่สามารถรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ ถ้ามีแต่เสียง เสียงในป่าหรือเสียงที่ไหนก็ตาม เวลาของแข็งสองอย่างกระทบกัน เสียงเกิดแต่ถ้าไม่มีสภาพนามธรรม ธาตุชนิดหนึ่งซึ่งสามารถได้ยิน หรือสามารถรู้เสียงนั้น เสียงนั้นก็ไม่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นในห้องนี้มีเสียง แต่ก็ต้องมีสภาพรู้หรือธาตุรู้ที่กำลังได้ยินเสียงด้วย เพราะฉะนั้นสภาพรู้หรือธาตุรู้ เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริงก็เป็นธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งทางธรรมใช้คำว่า นามธรรม นา-มะ หมายความถึงสภาพที่รู้ เมื่อเกิดขึ้นต้องรู้ น้อมไปสู่สิ่งที่กำลังปรากฏ เช่นทางตากำลังเห็น โต๊ะไม่มีจักขุปสาท ไม่มีธาตุรู้ โต๊ะเป็นรูปธาตุ หรือรูปธรรม โต๊ะไม่เห็น แต่ในขณะที่กำลังมีธาตุเห็น ซึ่งคนตายไม่เห็น แต่คนที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้เห็น เพราะฉะนั้นสภาพที่เห็นมีจริงๆ แต่ไม่มีรูปร่างใดๆ ทั้งสิ้น สภาพนั้นเป็น นามธรรม เพราะฉะนั้นเวลาที่จะพูดถึงเรื่องเกิด ถ้าไม่รู้ว่าอะไรเกิด ขณะนั้นก็จะไม่มีการรู้อะไรเลยทั้งสิ้น แต่ถ้ามีความเข้าใจเรื่องนามธรรมกับรูปธรรม ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า สิ่งที่มีชีวิตที่เป็นสัตว์ เป็นบุคคลทั้งหมด ก็คือนามธรรมและรูปธรรมเกิด ถ้าเป็นต้นไม้ เป็นภูเขา เป็นหินเกิดได้ใช่ไหม แต่ว่าเป็นรูปธรรม

    เพราะฉะนั้นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต ไม่ใช่มีแต่เฉพาะรูปธรรมเท่านั้น มีนามธรรมด้วย เพราะฉะนั้นเวลาบอกว่าเกิด ต่อไปนี้เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้มากกว่าที่จะไม่คิดเรื่องเกิดเลย ที่เคยเป็นเรา เป็นเขา เป็นใครเกิด ก็คือสภาพธรรมเกิด แล้วก็ต้องเป็นสภาพธรรม ๒ อย่างคือ นามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้น ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ท่านที่เคยไปวัดก็อาจจะชินกับคำว่าขันธ์ ๕ แต่ว่าท่านที่ยังไม่ได้ฟังเรื่องขันธ์ ๕ เลยก็ไม่เป็นไร เพราะว่าถึงแม้ว่าจะได้ยินคำว่าอริยสัจธรรม โพธิปักขิยธรรม ปฏิจจสมุปบาทหรืออะไรก็ตามแต่ ทั้งหมดต้องเป็นธรรม แล้วก็ต้องเป็นธรรมที่เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม ซึ่งจะละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ต้องรู้จริงๆ ว่าธรรมมีสองอย่างคือนามธรรมกับรูปธรรม เพราะฉะนั้นตอนเกิดก็ไม่ใช่มีแต่รูปธรรมเท่านั้น แต่ต้องมีนามธรรมด้วย แต่ถ้าศึกษาละเอียดต่อๆ ไป ก็จะมีความวิจิตรของนามธรรมและรูปธรรมอีกมาก

    วันนี้ก็ได้ศัพท์ธรรมหลายศัพท์ คือ ๑ ธรรม และธรรมก็มี ๒ อย่าง ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือโลกไหนทั้งสิ้น ขึ้นไปถึงโลกพระจันทร์ ดาวอังคารอะไรก็ตามแต่ ก็จะไม่พ้นจากธรรม ๒ อย่างคือนามธรรมกับรูปธรรม และสำหรับนามธรรมก็ยังต่างเป็น ๒ ชนิด คือจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เมื่อจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เป็นสภาพหรือเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งมีจริง และก็เมื่อเกิดขึ้นขณะใดต้องรู้ จิตจะเกิดขึ้นแล้วไม่รู้อะไรไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าลักษณะของนามธาตุซึ่งต่างกับรูปธาตุ เวลารูปธาตุเกิด รูปธาตุไม่รู้อะไรเลย แต่เวลาที่นามธาตุเกิด นามธาตุต้องรู้ทุกครั้งที่เกิด

    เพราะฉะนั้นนามธาตุก็เป็นสภาพธรรมที่รู้ จึงต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ในภาษาบาลีใช้คำว่า อารัมมณะ หรืออาลัมพนะ แต่ภาษาไทยเราชอบตัดไม่พูดเต็ม เพราะฉะนั้นแทนที่จะพูดว่า อารัมมณะ เราก็พูดว่าอารมณ์ ซึ่งภาษาไทยเราก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่งด้วย คือว่า ตามภาษาไทยก็คิดเข้าใจว่าอารมณ์ก็หมายความถึงความรู้สึกของเราในวันหนึ่งวันหนึ่ง อารมณ์ดี อารมณ์ร้าย หรือว่าอะไรอย่างนั้น แต่ว่าต้นตอที่มาของอารมณ์ที่จะดีหรือร้าย ก็คือสิ่งที่ถูกจิตรู้นั่นเอง ถ้าจิตเห็นสิ่งที่ดีๆ ได้ ยินเสียงที่ดีๆ วันนั้นอารมณ์เป็นอย่างไรในภาษาไทย อารมณ์ดีใช่ไหม แต่ถ้าเห็นอะไรก็ไม่น่าดู เสียงก็ไม่ดี กลิ่นก็ไม่ดี ทุกอย่างไม่ดีหมดทางตาหู จมูก ลิ้น กาย วันนั้นอารมณ์เป็นอย่างไร อารมณ์ไม่ดีในภาษาไทย แต่ว่าถ้าศึกษาธรรม อารัมมณะ หมายความถึงเมื่อมีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ ต้องมีอารมณ์ คือ สิ่งที่ถูกรู้คู่กันไปทุกครั้ง จะมีแต่จิตโดยที่ไม่มีอารมณ์ไม่ได้เลย แล้วถ้ากล่าวว่ามีอารมณ์ปรากฏก็หมายความว่าปรากฏกับจิต ซึ่งกำลังรู้อารมณ์นั้น เพราะฉะนั้นต้องคู่กันเสมอ เวลาที่ศึกษาธรรมก็ต้องเข้าใจเพิ่มเติมในความหมายในภาษาไทยซึ่งเราเอามาใช้ แต่ว่าไม่ตรงกับคำสอนในพระพุทธศาสนา แต่ก็เกี่ยวเนื่องกัน เช่นคำว่า อารมณ์ดี ก็ต้องมีต้นตอ คือเห็นดี ได้ยินดีพวกนี้ ก็คงจะค่อยๆ เข้าใจ รูปธรรม นามธรรม และนามธรรมก็มีสองอย่าง

    สำหรับจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ เกิดตั้งแต่ปฏิสนธิจิตคือขณะแรกที่เกิดจนกระทั่งถึงจิตขณะสุดท้ายที่เราใช้คำว่าตาย พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แต่ไม่ใช่จิตชนิดเดียวกันเลย จิตขณะที่เกิดก็เป็นประเภทหนึ่งคือเป็นผลของกรรม แล้วก็ต่อจากนั้นก็จะมีจิตประเภทต่างๆ ซึ่งบางครั้งบางขณะก็เป็นจิตที่เป็นเหตุ ที่จะให้เกิดผลข้างหน้า หรือว่าตลอดชีวิตของเราถ้าศึกษาต่อไปจะพบว่าไม่พ้นกรรมคือ ต้องเป็นผลของกรรมที่เกิด ในขณะแรกที่เกิด ปฏิสนธิจิต ภาษาบาลีคำว่าเกิด หมายความถึง สืบต่อจากชาติก่อน ใช้คำว่าปฏิสนธิ จิตในขณะที่เกิด เกิดพร้อมกับเจตสิก และก็พร้อมกับกัมมชรูป คือ รูปซึ่งเกิดเพราะกรรม ทำให้แต่ละคนต่างกันไป ตั้งแต่ขณะแรกที่เกิด แล้วก็เวลาที่จิตเกิดขณะแรก เรายังไม่ถึงแก่เจ็บตาย เพียงแต่ว่าเกิดมาก่อน ย้อนกลับไปถึงตอนที่เกิด เพราะว่าทุกคนก็ได้เกิดมาแล้ว

    ตอนที่เกิดก็คือรูปธรรมกับนามธรรม ตอนนี้ก็ทราบแล้ว จิตเจตสิกรูปนั่นเองเกิด แต่จิตและเจตสิกที่เกิด ก็เป็นจิตประเภทที่เป็นผลของกรรม เพราะขณะเกิดไม่ได้ทำกรรมอะไรเลย แต่ว่ากรรมใดๆ ที่ทำไว้ ก็สะสมสืบต่อ เป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตที่เป็นผลของกรรมเกิดในขณะแรก เป็นผลของกรรมและต่อไปอีก แต่ว่าให้ทราบว่าจิต เจตสิก รูปเกิด จิต เจตสิก รูปแก่ไหม และก็ตายไหม ก็คือไม่มีอะไรที่จะพ้นไปจากจิต เจตสิก รูป ซึ่งในภาษาบาลีใช้อีกคำหนึ่งนอกจากคำว่าธรรม และก็ยังมีคำว่าปรมัตถธรรม หมายความถึงธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นได้เลย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

    เมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ก็ทรงตรัสรู้ความจริงของธรรม ซึ่งทรงแสดงว่าเป็นปรมัตถธรรม เป็นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งเป็นอย่างนั้น ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมให้เป็นอย่างอื่นได้ เช่นเวลาที่โกรธเกิดขึ้น โกรธเกิดแล้ว ลักษณะของโกรธ ขุ่นเคือง หยาบกระด้างไม่พอใจ ขณะนั้นจะเปลี่ยนโกรธให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม นี่คือปรมัตถธรรม เสียงไม่ใช่กลิ่น เปลี่ยนกลิ่นให้เป็นเสียงไม่ได้ เปลี่ยนเสียงให้เป็นกลิ่นไม่ได้ นี่คือลักษณะของสภาพธรรมทั้งหมด เป็นปรมัตถธรรม

    วันนี้คงยังไม่ต้องพูดถึงภาษาบาลีโดยละเอียดที่จะแยกเป็นศัพท์ แต่ถ้ามีความสนใจต่อไปก็สามารถจะอธิบายได้ว่า คำนั้นหมายความว่าอย่างไร แล้วก็สำหรับธรรมที่มีลักษณะที่เฉพาะแต่ละอย่าง ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงได้ ก็เป็นอภิธรรมด้วย เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฎก จึงมี ๓ ปิฎก พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก

    ในเรื่องของพระวินัยปิฎก ก็เป็นเรื่องของข้อประพฤติปฏิบัติส่วนใหญ่ของพระภิกษุ แต่ก็มีข้อความอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเรื่องความประพฤติทางกายวาจาของพระภิกษุเท่านั้น สำหรับพระสุตตันตปิฎกพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ในพระสูตรก็เป็นเรื่องของธรรมที่เป็นพระอภิธรรม เพราะว่าทรงแสดงธรรม ไม่ได้แสดงอย่างอื่นเลย แสดงธรรมที่ทรงตรัสรู้ ๔๕ พรรษา เพราะฉะนั้นในพระสูตรก็จะมีธรรมซึ่งเกี่ยวกับบุคคล และสถานที่ต่างๆ ด้วย


    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    20 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ