ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
ตอนที่ ๑๕๓๑
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เพราะว่าสิ่งที่สามารถจะเห็นได้มีอย่างเดียว เป็นรูปเดียว คือสิ่งที่กระทบตาแล้วปรากฏ เป็นสีสันวรรณะต่างๆ ขณะนี้เท่านั้น ที่เป็นรูปที่ปรากฏได้ทางตา รูปทั้งหมดมี ๒๘ รูป อีก ๒๗ รูป ไม่สามารถจะปรากฏทางตาได้เลย เช่น เสียง มี แต่เสียงไม่ได้ปรากฏทางตา ไม่มีใครเห็นรูปร่างหน้าตาของเสียงเลย แต่ว่ากระทบกับโสตปสาทซึ่งเป็นทวาร ก็ทำให้จิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นแต่ละทวารก็มีลักษณะพิเศษเฉพาะเป็นรูปพิเศษซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ก็จะมีจักขุปสาท ใช้คำว่าปสาท เพราะเหตุว่าเป็นลักษณะของรูปที่ใส สามารถที่จะกระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้าเป็นจักขุปสาท เพราะฉะนั้นรูปที่จะสามารถกระทบกับรูปอื่นได้เป็นปสาทรูปทั้งหมด แต่ว่าเป็นสิ่งที่จะมองไม่เห็นเลย เช่น จักขุปสาท อยู่กลางตา ไม่มีใครเห็นเลย ถ้าเห็นเห็นอะไร เห็นสิ่งที่ปรากฏแต่ไม่ใช่เห็นตัวปสาทรูป ถ้ากระทบสัมผัส ก็กระทบสัมผัสสิ่งที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน แต่ไม่ได้กระทบสัมผัสกับปสาทรูป
เพราะฉะนั้นรูปทั้งหมดมี ๒๘ รูป รูปเดียวที่สามารถจะเห็นได้คือ สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้เมื่อกระทบกับจักขุปสาท ถ้าหลับตาให้สนิทเลย รูปนี้ก็ไม่ปรากฏ แต่ทันทีที่ลืมตา จักขุปสาทก็เป็นทวารสำหรับให้จิตเห็นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพที่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏทางตาในขณะนี้ อันนี้ก็คงขอข้ามไปยังไม่ไปถึงอาวัชชนกิจซึ่งเป็นกิจที่ ๓ แต่ขอกล่าวถึงเรื่องปสาทรูปก่อน เพราะเหตุว่าจะได้เข้าใจกิจที่ ๓ ซึ่งเป็นจิตประเภทหนึ่ง ก่อนที่จะมีจิตเห็นจิตได้ยินพวกนี้ ก็ควรที่จะได้รู้จักทวารว่าที่ตัวของเรา ร่างกายของเรามีทวารกี่ทวาร ซึ่งเป็นรูปที่สามารถรับกระทบกับสิ่งต่างๆ เช่น ทางตา จักขุปสาทเป็นทวารสามารถกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็จิตเห็นเกิดขึ้นเห็นหนึ่งรูป ที่หู ไม่ใช่ใบหูทั้งหมด แต่เฉพาะส่วนที่สามารถกระทบเสียง มองเห็นไหม ไม่เห็น เพราะว่าต้องยืนยันเลยว่าที่เห็นได้เป็นรูปเดียว คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้เท่านั้น แต่รูปทั้งหมดอีก ๒๗ รูป ไม่สามารถที่จะเห็นได้เลย
เพราะฉะนั้นโสตปสาท ทุกคนรู้ว่ามี เพราะว่ามีเสียงปรากฏ ถ้าเสียงไม่ปรากฏหมายความว่าบุคคลนั้นไม่มีโสตปสาท อย่างคนหูหนวก กรรมไม่ได้ทำให้โสตปสาทรูปเกิด เป็นเรื่องของกรรมทั้งหมด ที่จะทำให้รูปที่เป็นทวารเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้าคนนั้นจะเป็นคนที่หูหนวก ก็คือว่ากรรมไม่ได้ทำให้โสตปสาทรูปเกิด เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเสียงจะกระทบกับโสตปสาทรูปของคนอื่นที่เขามีกรรมทำให้โสตปสาทรูปเกิด คนอื่นได้ยินแต่คนนั้นจะไม่ได้ยิน เพราะเหตุว่าไม่มีโสตปสาทรูป ทั้งหมดนี่คือธรรมที่เป็นอนัตตา ซึ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตั้งแต่เกิดจนตาย ตรงกับคำว่าอนัตตา ตั้งแต่ต้นจนตลอด นี่ก็สองทางแล้วใช่ไหม ที่ทุกคนกำลังมีในขณะนี้คือจักขุปสาท มี กระทบกับสีสันวรรณะแสงสว่างที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ทำให้มีการเห็น ไม่ใช่คนตาบอด แต่สามารถเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา สำหรับรูปที่เป็นโสตปสาทรูป ก็เป็นรูปที่อยู่กลางหูสามารถกระทบกับเสียงเท่านั้น จะกระทบรูปอื่นไม่ได้เลย
อีกรูปหนึ่งก็คือฆานปสาทรูป นี่เป็นภาษาบาลี ก็ค่อยๆ เข้าใจ เพราะว่าภาษาไทยเราก็ใช้จักขุโสตะกันอยู่แล้ว สำหรับจมูก ภาษาบาลีก็เป็นฆานะ ก็เป็นรูปที่สามารถกระทบกลิ่น เวลากระทบกลิ่น กระทบทางกายได้ไหม กระทบทางตาได้ไหม กระทบทางหูได้ไหม ไม่ได้แน่นอน ต้องเป็นฆานปสาทรูปเท่านั้นที่สามารถกระทบกลิ่น เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเป็นอย่างนั้น แล้วก็เกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัยทั้งนั้น หนึ่งรูปคือจักขุปสาท โสตปสาทอีกหนึ่ง ฆานปสาทอีกหนึ่ง ชิวหาปสาทรูปอยู่กลางลิ้น รับกระทบกับรสต่างๆ เวลาที่ทุกคนรับประทานอาหาร ลิ้มรสใช่ไหม สามารถที่จะรู้ว่ารสอะไร กลมกล่อม หรือว่าเผ็ดไป หรือว่าหวาน หรือว่าเค็ม ทั้งหมดเป็นรูปที่มีจริง รสต่างๆ มองไม่เห็น และอยู่ในทุกอย่างที่มีมหาภูตรูป
ที่ใดที่มีธาตุดินน้ำไฟลม ต้องมีสี คือรูปที่สามารถกระทบปรากฏกับจักขุปสาท ต้องมีกลิ่น ต้องมีรส แล้วก็ต้องมีโอชา ซึ่งเป็นรูปที่จะทำให้เกิดรูปอื่นต่อไป เป็นอาหารชรูปต่อ เพราะว่าเกิดจากโอชาซึ่งเป็นอาหาร ขณะใดที่ไม่มีชิวหาปสาท สัตว์บางชนิดมีไหม หรือว่าต้องมีทั้งหมด ไม่จำกัดเลยว่าจะเป็นสัตว์ชนิดไหน สัตว์ดึกดำบรรพ์ หรือว่าสัตว์ในอนาคต หรือว่าคนนอกโลก หรือว่าอะไรๆ ก็ตามแต่ ธรรมก็คือธรรม ถ้าไม่มีชิวหาปสาทจะให้รสปรากฏไม่ได้เลย และรสที่จะปรากฏก็ต้องกระทบกับชิวหาปสาทรูป จะกระทบมือเท้าอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะลิ้มรสนั้นได้ ๔ รูปแล้วใช่ไหม ที่ตัว
อีกรูปหนึ่งคือกายปสาทรูป ซึมซาบอยู่ทั่วตัว เป็นรูปที่สามารถกระทบกับเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ที่เราสามารถที่จะรู้ว่าร้อน เพราะเหตุว่ามีกายปสาทรูป ที่เราสามารถที่จะรู้ว่าแข็งก็ต้องกระทบกาย ถ้าเราสามารถจะรู้ว่าเย็น อย่างน้ำแข็ง มองด้วยตาอย่างไรอย่างไรก็ไม่เย็น ไฟร้อนสักเท่าไหร่ มองด้วยตาอย่างไรอย่างไรลักษณะที่ร้อนนั้นก็ไม่ปรากฏ ต้องกระทบกายปสาทซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วตัว ทั้งภายในและภายนอก เพราะฉะนั้นรูปนี้ก็เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต สำหรับในภูมิที่เกิดเป็นมนุษย์ในครรภ์ครั้งแรก ก็จะมีกลุ่มของรูปกลุ่มเล็กๆ ๓ กลุ่ม คือ กายปสาท หทย และก็ภาวะ ซึ่งได้กล่าวถึงแล้วในคราวก่อน
แต่สำหรับวันนี้จะกล่าวถึงเฉพาะรูปที่เป็นทวารคือ ๕ รูป จักขุปสาทรูปหนึ่ง โสตปสาทรูปหนึ่ง ฆานปสาทรูปหนึ่ง ชิวหาปสาทรูปหนึ่ง กายปสาทรูปหนึ่ง ทุกคนสามารถพิสูจน์ธรรมได้ใช่ไหม เป็นเรื่องจริง ถ้ากำลังหลับสนิท แล้วก็มีคนมาสะกิด แล้วก็ยังไม่ตื่น ขณะนั้นจิตทำกิจอะไร ทำกิจภวังค์ เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะรู้อารมณ์ใดๆ ได้เลย ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต จะไม่มีอารมณ์ของโลกนี้ปรากฏเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่โลกนี้จะปรากฏ ก็คือจิตต้องไม่เป็นภวังค์ ถ้าจิตยังคงเป็นภวังค์อยู่ จิตอื่นจะเกิดรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามีตามีหูมีจมูกมีลิ้นมีกาย แล้วแต่ว่าขณะนั้นจะมีรูปใดกระทบปสาทรูปใด ต้องมีการกระทบกับปสาทรูป ถ้าไม่มีปสาทรูปเลย อย่างอสัญญสัตตาพรหมก็มีแต่รูปปฏิสนธิ จะไม่มีการรู้อารมณ์ใดๆ เลย เพราะไม่มีจิต ไม่มีปสาทรูป สำหรับอรูปพรหมบุคคลก็มีแต่นามธรรม ไม่มีรูปเลย เพราะฉะนั้นก็ไม่เห็นไม่ได้ยินใดๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าในภูมิที่มีขันธ์ ๕ คือมีทั้งนามธรรมและรูปธรรม นามธรรมซึ่งเป็นจิต การที่จิตจะเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ต้องมีทางหรือทวารซึ่งจิตจะเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นถ้าขณะนั้นสีสันวรรณะกระทบกับจักขุปสาท ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดเห็น ขณะใดที่เสียงกระทบกับโสตปสาท ก็เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นได้ยิน แต่ว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความละเอียดของสภาพธรรมทุกขณะจิต ขณะที่เป็นภวังค์อยู่ จะเปลี่ยนสภาพจากภวังค์มาเป็นเห็น มาเป็นได้ยินทันทีไม่ได้ เพราะว่าจิตมีนิยามคือธรรมเนียม หรือธรรม ธรรมชาติของจิตว่า จะต้องเกิดดับสืบต่อตามลำดับด้วย ไม่ใช่ว่าจากภวังคจิต ก็จะเป็นจิตเห็น หรือจิตได้ยินได้ทันที จิตของใครอยู่นิ่งบ้างเวลานี้ เท่าที่ได้ฟัง ไม่มีทางที่จะอยู่นิ่งเลย เพราะเหตุว่าจิตต้องเกิดขึ้นทำกิจการงานอย่างหนึ่งอย่างใด เราจะเรียกว่าเราหลับ เราตื่นอย่างไรก็ตามแต่ แต่จิตก็จะต้องเกิดขึ้นทำกิจตลอดเวลาไม่หยุดเลย
สำหรับในความรู้สึกของพระอรหันต์ ท่านก็คงจะเห็นผู้ที่ไม่มีปัญญาเหมือนกับลิงซึ่งไม่หยุดนิ่งเลย ไม่หยุดนิ่งคือในขณะนี้เอง เห็นแล้วก็ได้ยิน แล้วก็คิด ทางกายบางคนก็อาจจะรู้สึก ไม่ทราบจะเจ็บจะปวดจะเมื่อยบ้างหรือเปล่า นี่ก็แสดงให้เห็นว่าไม่เคยหยุดเลย เดี๋ยวทางตา เดี๋ยวทางหู เดี๋ยวใจคิดนึก แล้วก็เดี๋ยวทางกาย เป็นอย่างนี้ตลอดเวลาที่ไม่ใช่ภวังคจิต เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า คำว่าสังสาระที่เราใช้ เราก็คิดถึงภพหนึ่งชาติหนึ่ง ตายแล้วก็เกิด แล้วก็ตาย แล้วก็เกิด วนไปเวียนมา จากเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเทวดา แล้วก็เป็นเปรต หรือว่าเป็นอะไรก็ตามแต่ เหมือนกับนั่นคือสังสารวัฏ แต่จริงๆ แล้วสังสาระคือการเกิดวนเวียน ทางตาไม่ใช่เห็นตลอดเวลา มีได้ยิน แล้วก็มีคิดนึก ดูเหมือนว่าพร้อมกัน แต่ข้อสำคัญที่สุดที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ว่ามารวมกัน แล้วก็เป็นโลก แล้วก็เป็นเรา แล้วก็เป็นตัว แต่ต้องเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดและก็ดับสืบต่อกันอย่างเร็วมาก
นี่คือผู้ที่ตรัสรู้แล้วก็รู้ความจริงของนามธรรมและรูปธรรม คือจิตเจตสิกรูป แล้วก็ทรงแสดงว่า จิตเจตสิกต้องเกิดพร้อมกัน แล้วก็รู้อารมณ์ แต่ว่าจะเป็นอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ทรงแสดงไว้ละเอียดตั้งแต่เกิดจนตาย คือตอนเกิดจิตรู้อารมณ์ แต่ไม่ใช่อาศัยทวารหนึ่งทวารใด คือไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึกด้วย ถึงจะเป็นภวังค์ ถ้าขณะใดที่คิดนึก ขณะนั้นก็ไม่ใช่ภวังค์ เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตไม่ใช่ภวังคจิตเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็จะต้องเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งไม่ใช่เป็นสภาพของภวังค์อีกต่อไป สภาพของภวังค์ขณะที่เราจะเห็นได้ชัด ก็คือขณะที่หลับสนิท หลับสนิทแล้วทำไมตื่น ทำไมต้องตื่น ไม่ตื่นได้ไหม ถ้ามีจิตแล้วจะไม่ตื่นได้ไหม ไม่มีทาง เพราะจิตต้องทำหน้าที่เมื่อไหร่ เมื่ออารมณ์กระทบ อารมณ์ใหม่ซึ่งไม่ใช่อารมณ์ของปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ เพราะเหตุว่าอารมณ์ของปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ไม่ปรากฏเลย ไม่ว่าจะในภูมิไหนทั้งสิ้น แต่เมื่อตื่นขึ้น ต้องไม่ใช่ภวังค์ คือมีการเห็น หรือมีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีการคิดนึกขณะใด ขณะนั้นก็คือตื่น เวลาที่หลับแล้วฝัน ตื่นหรือเปล่า
เพราะฉะนั้นความต่างของคำที่เราใช้คำว่าตื่นคืออะไร ฝันไม่ใช่ภวังค์ ต้องทราบ ถ้าเป็นภวังค์ตราบใด ไม่ฝัน ไม่รู้หลับสนิทเลย แต่เวลาที่ฝันก็คือขณะที่คิด แต่คิดจากความจำซึ่งเราบังคับบัญชาไม่ได้ แม้ขณะนี้ที่ทุกคนคิด เลือกคิดได้ไหม กำลังนั่งอยู่ที่นี่ คิดถึงธุระทางบ้าน เกิดคิดขึ้นมาแล้ว อาจจะคิดถึงลูกหลาน เพื่อนฝูง หน้าที่การงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วแต่จะคิด แต่ว่าบังคับบัญชาไม่ได้เลยแม้ความคิด
ถ้าศึกษาธรรมแล้ว ก็จะยิ่งเห็นความเป็นอนัตตาชัดเจน แม้แต่ความคิด ฝันก็คือความคิด เลือกฝันได้ไหม คืนนี้อยากจะฝันอะไรที่สนุกๆ ไม่มีทางสำเร็จ อาจจะฝันถึงสิ่งที่น่าตกใจและก็น่ากลัวมาก เพราะฉะนั้นแม้แต่ความฝัน ก็คือจิตคิด แต่ว่าต่างกับตื่น เพราะเหตุว่าขณะที่ตื่น จิตคิดถึงสิ่งที่ปรากฏ เช่น ขณะนี้อะไรกำลังปรากฏทางตา จิตคิดรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็อาจจะคิดถึงชื่อ คิดถึงเรื่องราวยาวไกลมาก ถ้าเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักกัน เรื่องยาวไหม แต่ถ้าเป็นคนไม่คุ้นเคย เรื่องสั้นไหม ชื่ออะไรก็ยังไม่รู้จัก เป็นใครก็ยังไม่ทราบ ทำงานที่ไหนก็ไม่รู้ ครอบครัวเป็นอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะไปคิดถึงได้เลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าความต่างของหลับกับตื่น ก็คือขณะที่ตื่น จิตคิดถึงสิ่งที่ปรากฏ ขณะได้ยินเสียงอย่างนี้ คิดถึงความหมายของเสียง ทันทีที่ได้ยิน ได้ยินคำว่าไม่ จะคิดถึงคำอื่นได้ไหม ถ้าได้ยินคำว่าไม่ ก็คิดถึงความหมายของเสียงนี้ แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจได้
เพราะฉะนั้นความต่างของหลับกับตื่น ก็คือว่าตื่น มีสิ่งที่ปรากฏ แต่เมื่อปรากฏแล้ว จิตก็คิดตามสิ่งที่ปรากฏ แต่ถ้าเป็นฝันไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ไม่เห็นแต่ฝันคือคิด ฝันเห็นใช่ไหม เวลาที่ใช้คำว่าฝัน ฝันเห็นถูกต้องหรือเปล่า หรือไม่เห็น ถ้าไม่เห็นจะเป็นฝันได้ไหม ก็ไม่ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นฝันเห็น เห็นอะไรในฝัน เห็นอะไรในฝัน ทุกคนก็คงจะฝันทุกคืน บางคนก็บอกว่าไม่ค่อยฝันเลย แต่ว่าจริงๆ แล้วฝันแต่ไม่รู้ ลืมเร็วมาก เพราะเหตุว่าจิตไม่หยุด จิตจะทำกิจการงานของจิตตามการสะสม ตามการสืบต่อซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้นฝันเห็นใช่ไหม ถูกต้องไหม อาจจะฝันเห็นเพื่อน ฝันว่าไปเที่ยวสวนสาธารณะ มีดอกไม้ มีเสียงดนตรี นั่นคือฝัน หมายความว่าขณะนี้กำลังมีสิ่งที่ปรากฏ ความจริงเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่เราทุกคนนึกถึงเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏ แล้วเก็บไปคืนนี้อาจจะฝันถึงสถานที่นี้ก็ได้ เพราะว่าเราไม่ได้ฝันเป็นเพียงแสงสว่างเฉยๆ ใช่ไหม แต่มีรูปร่างสัณฐาน และก็มีความคิดนึก
เพราะฉะนั้นเรามีเรื่องราวมากมายจากสิ่งที่ปรากฏ เพราะว่าเราคิดถึงรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏแล้วจำไว้ เพราะฉะนั้นคืนนี้เราก็ฝันถึงสิ่งที่เราจำ อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ทางที่จะรู้อารมณ์ชัดเจนว่า ต้องมี ๖ ทาง และ ๖ ทาง แต่ละทางต้องแยกขาดจากกัน คืออย่างทางตากำลังเห็น เสียงจะปรากฏร่วมกับสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ได้ เรื่องราวความคิดนึก แม้ไม่เห็นหลับตาก็คิดได้ เพราะฉะนั้นขณะที่ลืมตาเห็น แล้วก็คิด แล้วก็ลองหลับตา แล้วคิด คิดก็คือคิด แต่คิดไม่ใช่เห็น นี่ก็คือเรื่องของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งคนตาบอดก็คิดได้แต่ว่าไม่เห็น
เพราะฉะนั้นลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างแต่ละทาง ก็แยกขาดจากกันว่า ถ้าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาก็ปรากฏเป็นสิ่งนี้ แล้วก็ถ้าเป็นเสียงก็ปรากฏอย่างที่กำลังได้ยิน ถ้าเป็นกลิ่นก็ปรากฏเป็นกลิ่นต่างๆ ถ้าเป็นรสก็ปรากฏเมื่อกระทบลิ้น ถ้าเป็นเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ก็ปรากฏเมื่อกระทบกาย แต่ว่าใจรับทุกสิ่งทุกอย่างสืบต่อจากตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็คิดนึกเป็นเรื่องราวต่างๆ ก็คงจะต้องถึงหลังจากที่ปฏิสนธิจิตแล้ว แล้วก็เป็นภวังค์ เราค่อยๆ ไปตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความละเอียดยิ่ง ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถที่จะรู้ได้ นอกจากการตรัสรู้ของพระองค์
ผู้ฟัง มีคำถามซึ่งมีท่านผู้ฟังฝากกับผมมาถามว่า ความหมายของคำว่าสัมภเวสี มีความหมายลึกซึ้งและกว้างขวางสักแค่ไหน
ท่านอาจารย์ คือทุกคำที่ได้ยิน ขอให้มีความเข้าใจที่มั่นคงที่ไม่เปลี่ยน อย่างได้ยินคำว่าสัมภเวสี หมายความถึงผู้ที่แสวงหาที่เกิด แปลตามศัพท์ใช่ไหม แต่ความจริงทุกคนขณะนี้แสวงหาหรือเปล่า ยังอยากจะเกิดต่อไปหรือเปล่า ใจจริง ไม่อยากจากโลกนี้ไปหมายความว่าอะไร ก็หมายความว่ายังต้องอยากเห็น อยากได้ยิน อยากรู้เรื่อง อยากสนุก อยากอะไรอยู่ทั้งหมดเลย เพราะว่าเป็นผู้ที่ยังมีกิเลส แต่สำหรับพระอรหันต์ แม้ว่าท่านดับกิเลสแล้ว แต่กรรมยังไม่สิ้น ท่านก็ยังมีชีวิตต่อไปเหมือนคนทำงานที่รอเวลาเลิกงาน ถ้าเลิกงานก็คือจบ ไม่ต้องมีการเกิด ไม่ต้องมีการเห็น ไม่ต้องมีการได้ยิน ไม่ต้องมีเรื่องราวใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งถ้าไม่มีปฏิสนธิจิตจะไม่มีเรื่องราว ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ใดๆ ทั้งหมดเลย แต่เมื่อมีปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นนำมาซึ่งทุกข์ หลังจากปฏิสนธิแล้วก็จะต้องเห็นเรื่องราวเยอะแยะ จะต้องได้ยิน จะต้องได้กลิ่น จะต้องลิ้มรส จะต้องมีร่างกายที่จะต้องบริหารตลอด หยุดไม่ได้เหมือนกัน ทั้งวันเราก็บริหารร่างกาย ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งจะนอนหรือจะหลับก็ต้องเป็นอย่างนั้น ก็มีทุกข์ติดตามตัวมาตลอด แต่ว่าโดยความไม่รู้ แต่ว่าสำหรับผู้ที่ดับกิเลสแล้ว หลังจากที่สิ้นชีวิต จุติจิตดับก็คือปรินิพพาน ไม่มีการเกิดอีกเลย เพราะฉะนั้นก็ถามให้แน่ใจอีกครั้งหนึ่งว่า ขณะนี้ยังไม่ทันตาย เป็นสัมภเวสีหรือเปล่า
ผู้ฟัง คงเป็น
ท่านอาจารย์ คือถ้าได้ยินคำไหนก็ขอให้เข้าใจให้มั่นคง ถ้าไปพบคำนี้ที่อื่น และความหมายที่ไม่ตรง ก็ต้องรู้ว่านั่นเป็นความคิดหรือความเข้าใจของแต่ละบุคคล แต่ถ้าตามศัพท์ตามความเป็นจริง ตามพระไตรปิฎกก็คือผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ และทุกคนขณะนี้ทุกวันกำลังแสวงหาที่เกิด ถ้าเรากระทำดี กุศลกรรม แสวงหาที่เกิดที่เป็นสุคติ ถ้าทำอกุศลกรรม เราก็แสวงหาที่เกิดที่เป็นทุคติ ไม่มีใครนำไปให้เลย ใครจะดึงจะรั้งจะฉุดเราไปไม่ได้ นอกจากกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นขณะนี้เอง ชาตินี้ทั้งชาติก็คือเกิดมาเพื่อแสวงหาที่เกิด แล้วแต่ว่าที่เกิดชาติต่อไปจะเป็นอะไร ก็คงจะไม่สับสนเรื่องคำว่าสัมภเวสี
ตอนนี้ทุกคนก็ลืมชื่อของตัวเองหมดแล้วใช่ไหม กำลังมีชื่อของจิต เพราะว่าจริงๆ จิตก็มีเยอะ แล้วถ้าเราไม่ใช้ชื่อ เราก็จะไม่เข้าใจเลยว่าหมายความถึงจิตไหน และก็ทำหน้าที่อย่างไร เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็มีเรื่องชื่อของจิต อย่างปฏิสนธิจิต ไม่มีชื่อเลย ตอนนั้นยังไม่ได้ตั้งชื่อว่าปฏิสนธิ นี่ใครจะชื่ออะไร แต่จิตเกิดขึ้นทำกิจนี้จึงชื่อว่าปฏิสนธิจิต และจิตนี้ก็ไม่ใช่มีดวงเดียวประเภทเดียว เพราะว่ากรรมมีมากมาย ก็แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม เป็นไปในรูปเสียงกลิ่นรส หรือว่าจะเป็นเทพเป็นพรหมอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิตก็มีต่างกัน แต่ทุกจิตที่ทำกิจนี้จะชื่อว่าปฏิสนธิจิต เรียกชื่อตามกิจได้ คือเมื่อทำกิจนี้ก็ชื่อว่าปฏิสนธิจิต นี่ชื่อหนึ่งแล้วคงไม่ลืม ชื่อที่สองคือภวังค์ ตามกิจอีก จิตที่ทำกิจภวังค์ ประเภทเดียวกับจิตปฏิสนธิ เมื่อจิตใดปฏิสนธิ จิตนั้นก็ทำกิจภวังค์ แต่ไม่ใช่จิตก่อน จิตก่อนดับแล้วดับเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560