ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
ตอนที่ ๑๕๓๖
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เพราะว่าจริงๆ แล้ว การที่สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายทาง ๕ ทวาร ซึ่งเป็นรูปเป็นเสียงเป็นกลิ่นเป็นรสเป็นโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่สามารถจะปรากฏทางกายได้ เพื่อให้จิตสามารถที่จะรู้อารมณ์นั้นต่อไปอีก ไม่ใช่เพียงแค่เห็นแล้วก็เป็นสัมปฏิจฉันนะ แล้วก็เป็นสันตีรณะ หมดหน้าที่ของวิบาก คือวิบากเพียงแค่กรรมทำให้เห็น แล้วก็ทำให้สัมปฏิจฉันนจิตเกิด ทำให้สันตีรณะเกิดเท่านี้เอง เป็นหน้าที่ของวิบาก ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของจิตที่เป็นกิริยาจิตที่เป็นโวฏฐัพพนะ ซึ่งเป็นกิจที่ ๑๑ ที่เปลี่ยนจากวิบากไปสู่จิตที่ไม่ใช่วิบาก โดยที่ว่าโวฏฐัพพนะก็เป็นกิริยาจิตที่เกิดขึ้นกระทำทาง หรือว่าเป็นบาทเฉพาะที่จะให้จิตที่เป็นกุศลหรืออกุศลเกิดสำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะเหตุว่าตามธรรมดาเมื่อเห็นแล้ว วิถีจิตไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น ยังต่อไปถึงว่ามีความชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่เห็น เวลาที่ได้ยินเสียงหนึ่งเสียงใด ก็ต้องไปถึงการมีความชอบหรือไม่ชอบในเสียงที่ได้ยิน เวลาที่ได้กลิ่นแม้ว่าจะเร็วแสนเร็ว ขณะนั้นก็จะมีความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจในกลิ่นนั้น เวลาลิ้มรสก็เช่นเดียวกัน หรือแม้กาย ยากที่จะสังเกต แต่ว่าแม้แต่กายที่มีการรู้สิ่งที่กระทบเย็นบ้างร้อนบ้าง อ่อนบ้างแข็งบ้าง ตึงบ้างไหวบ้าง ก็เป็นเหตุให้เกิดสุขและทุกข์ แม้ว่าจะเล็กน้อยสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่เมื่อกายเป็นรูปที่หยาบกระทบกับสิ่งที่หยาบ ก็ทำให้ความรู้สึกในขณะนั้นเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
เพราะฉะนั้นวิถีจิตสำหรับทางตาหูจมูกลิ้นกาย เริ่มตั้งแต่ปัญจทวาราวัชชนะ และก็ต่อจากนั้นก็เป็นจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นี่ก็เป็นกิจแต่ละกิจของจิต ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะแต่ละทาง สัมปฏิจฉันนจิตรับต่อ สันตีรณจิตพิจารณา และต่อจากนั้นโวฏฐัพพนจิตก็เกิดขึ้น เพื่อหลังจากที่โวฏฐัพพนจิตดับไปแล้ว การสะสมก็จะเป็นปัจจัยทำให้กุศลจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิด บังคับได้ไหม ถ้าบังคับได้ ทุกคนก็ไม่มีอกุศลเลย เพราะว่ารู้สึกว่าทุกคนก็คงไม่อยากจะให้จิตเป็นอกุศล แต่อกุศลวันหนึ่งวันหนึ่งกับกุศล อะไรเกิดบ่อยกว่ากัน แล้วทำอย่างไร ก็คือต้องเพิ่มกุศลโดยการฟังพระธรรมให้เข้าใจขึ้น ไม่ใช่เราสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราได้ ไม่มีใคร ทั้งๆ ที่อยากจะเป็นคนดี แต่ถ้าไม่มีปัญญา ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงจะดีได้อย่างไร ด้วยความไม่รู้ใช่ไหม
ผู้ฟัง ยกตัวอย่าง ขณะที่เราเห็นไม่ดี
ท่านอาจารย์ หมายความว่าเห็นสิ่งที่ไม่ดีหรือ
ผู้ฟัง แล้วเสร็จแล้ว จะตัดสินอารมณ์ที่โวฏฐัพพนะที่ดีได้ไหม
ท่านอาจารย์ โวฏฐัพพนะเป็นกิริยาจิตเกิดต่อจากสันตีรณะ แล้วโวฏฐัพพนะไม่ได้ทำหน้าที่ที่จะไปบังคับบัญชาอะไรได้เลย เพียงแต่ว่าถึงวาระที่โวฏฐัพพนจิตจะเกิดทำกิจ กระทำทางให้กุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิดต่อ คือเป็นบาทเฉพาะที่ต่อจากนั้นแล้ว จิตอื่นเกิดไม่ได้ สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ต้องเป็นกุศลหรืออกุศล มิฉะนั้นแล้วพอเห็นแล้วก็ไม่เป็นอะไรเลย เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เห็นแล้ว เราอาจจะไม่รู้เลยว่า หลังจากที่จักขุวิญญาณที่เห็นดับ ต้องมีสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะ เรารู้แต่เพียงว่าเห็นแล้วชอบไม่ชอบทันที แต่ความจริงก่อนที่จะถึงวาระของกุศลจิตหรืออกุศลจิต ก็จะต้องเกิดตามลำดับ คือหลังจักขุวิญญาณ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ซึ่งเป็นวิบาก ก็จะต้องมีการเปลี่ยนจากวิบากเป็นอีกชาติหนึ่ง คือเป็นกุศลหรืออกุศลสำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ แล้วก็เป็นกิริยาสำหรับพระอรหันต์
เพราะฉะนั้นจิตถ้าคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์ เวลาที่โวฏฐัพพนจิตดับจะให้กิริยาจิตอย่างพระอรหันต์เกิดได้ไหม ไม่ได้ แล้วคนที่สะสมอกุศลมามากๆ อย่างคนขี้โกรธ เห็นอะไรก็หงุดหงิด แล้วก็ไม่ชอบไปหมดเลย แม้แต่สิ่งซึ่งน่าพอใจก็ไม่ดี แล้วจะให้จิตของเขาไม่เป็นอย่างนั้นได้ไหม โวฏฐัพพนะจะไปทำอะไรได้ เพียงแต่ว่าถึงกาลที่จะทำให้จิตที่เกิดต่อไป เป็นชาติกุศลหรืออกุศลสำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ และสำหรับพระอรหันต์หมดกิเลสแล้ว เวลาที่โวฏฐัพพนะดับไป จะยังคงให้กุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิดได้ไหม ก็ไม่ได้
ผู้ฟัง อย่างทานข้าวอะไรอร่อยๆ แล้วเคี้ยวไปเจอพริกซึ่งเผ็ด กับบางคนก็ไม่ดี แต่บางคนเคี้ยวอาหารเจอพริก อร่อยชื่นชม ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยของแต่ละบุคคลใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นบางคนก็ชอบแม้ในสิ่งที่ไม่ดีก็ได้ ซึ่งต่อไปเราก็คงจะกล่าวถึง แต่ตอนนี้เรากำลังกล่าวถึงเรื่องของวิถีจิต แล้วก็กิจของจิตด้วย ซึ่งพอถึงโวฏฐัพพนะเป็นกิจที่ ๑๑ แล้วก็ชวนกิจก็เป็นกิจที่ ๑๒ แต่ว่าเวลาที่โวฏฐัพพนะดับไปแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามการสะสม ซึ่งแต่ละคนก็จะบังคับบัญชาไม่ได้เลย อาจจะคิดว่าเป็นเราทำได้ แต่ความจริงขณะที่คิดไม่ใช่ขณะที่เป็นอย่างนั้น ถ้าขณะที่จะเป็นกุศลก็คือเมื่อมีปัจจัยให้กุศลจิตเกิด ก็เป็นกุศล ถ้ามีปัจจัยให้อกุศลจิตเกิด ก็เป็นอกุศล อาจจะคิดว่าเราทำ แต่คิดคือคิด ไม่ใช่กุศลหรืออกุศลที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แล้วแต่ว่าคิดขณะนั้นจะเป็นคิดด้วยกุศลหรือจะเป็นคิดด้วยอกุศลก็ได้ เพราะเหตุว่าบางคนอยากให้กุศลจิตเกิด กำลังอยาก เป็นกุศลหรือเปล่า ไม่ใช่ เป็นอกุศล แล้วเวลาที่เกิดกุศลขึ้น ขณะนั้นมีเหตุปัจจัยที่จะให้เป็นกุศล กุศลก็เกิด แต่ไม่ใช่อยากเป็นกุศล ตัวอยาก แล้ว ขณะที่อยากไม่ใช่กุศลเป็นอกุศลจิต แต่ขณะที่เป็นกุศลนั้นเมื่อมีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจความหมายของอนัตตา สภาพธรรมทั้งหมดมีปัจจัยปรุงแต่งก็เกิด เกิดแล้วไปไหน ดับไปเลยไม่เหลือสักขณะเดียว ไม่มีอะไรที่เหลือเลย ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม แต่ความติดความพอใจเพราะความไม่รู้ ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าเมื่อไหร่ เมื่อโวฏฐัพพนจิตดับ ตอนนี้จะรู้จักตัวเองว่าสะสมอะไรมามากน้อยแค่ไหน สะสมอกุศลมามาก หรือว่าสะสมกุศลมามาก สะสมปัญญามามาก หรือว่าสะสมอวิชชามามาก นี่ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนเริ่มรู้จักตัวเอง รู้จักตัวเองคือรู้จักธรรม รู้จักโลก เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีธรรม โลกก็ไม่มี แต่ไม่ว่าจะเป็นโลกไหนก็ตาม ทั้งหมดก็เป็นธรรม ซึ่งมีสองอย่างคือนามธรรมและรูปธรรม และสำหรับที่เป็นบุคคลเป็นสัตว์โลก ก็มีทั้งนามธรรมและรูปธรรม สำหรับในภูมิที่มีขันธ์ ๕ บางภูมิก็มีขันธ์หนึ่ง บางภูมิก็มีขันธ์ ๔ อันนี้ก็เป็นเรื่องละเอียดต่อไป
แต่วันนี้เราก็ได้ทราบเรื่องกิจของจิต จนกระทั่งถึงกุศลจิตและอกุศลจิต ซึ่งทำชวนกิจ เป็นกุศลก็จริง เป็นอกุศลก็จริง แต่ทำชวนกิจ ชื่อใหม่มาอีกแล้วใช่ไหม เมื่อสักครู่นี้ก็มีอาวัชชนกิจ และก็กิจทั้ง ๕ และสัมปฏิจฉันนกิจ สันตีรณกิจ โวฏฐัพพนกิจ ตอนนี้ก็มาถึงอีกกิจหนึ่ง แต่จะขอกล่าวถึงว่าจิตอะไรทำกิจนี้ คือกุศลจิตหรืออกุศลจิตทำกิจนี้ เพราะเหตุว่าจิตอื่นๆ เช่น จักขุวิญญาณ จิตเห็นทำกิจเห็นขณะเดียว สัมปฏิจฉันนะทำกิจรับต่อขณะเดียว สันตีรณะทำกิจพิจารณาเร็วมากชั่วขณะเดียว โวฏฐัพพนะเกิดขึ้นทำกิจขณะเดียว แต่ละขณะที่เป็นวิถีจิตตั้งแต่ปัญจทวาราวัชชนจิตทำหนึ่งขณะเท่านั้นเอง แต่พอถึงกุศลจิตและอกุศลจิตทำ ๗ ขณะ ใช้คำว่าแล่นไปในอารมณ์ เพราะเหตุว่าจิตอื่นได้ทำกิจอื่น ไม่มีเหลือแล้ว เพราะฉะนั้นที่เหลือก็คือว่าชอบหรือไม่ชอบในอารมณ์ที่ปรากฏ เป็นกุศลหรือเป็นอกุศลในอารมณ์ที่ปรากฏ
เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามีความรู้สึกต่อสิ่งที่กำลังปรากฏ เราจะรู้สึกเมื่อจิตนั้นทำชวนกิจ คือชอบ เราก็รู้สึกได้ แต่สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะนี่จะไม่รู้เลย แต่พอถึงชอบรู้ได้ พอถึงไม่ชอบที่เป็นอกุศล ที่เป็นโทสมูลจิตก็รู้อีก เวลาที่เป็นกุศลก็รู้อีก เพราะเหตุว่าจิตที่ทำชวนกิจ อารมณ์ยังเหลืออยู่ เพราะว่าอารมณ์หนึ่งหรือรูปๆ หนึ่งที่เกิด จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ นับตั้งแต่อตีตภวังค์หนึ่งขณะ ภวังคจรณะหนึ่งขณะ ภวังคุปัจเฉทะหนึ่งขณะ ๓ แล้วใช่ไหม ต่อจากนั้นเป็นอะไร ปัญจทวาราวัชชนะ ๔ จิตเห็นจิตได้ยินพวกนี้เป็น ๕ และก็สัมปฏิจฉันนะเป็น ๖ สันตีรณะเป็น ๗ โวฏฐัพนนะเป็น ๘ แล้ว แล้วเหลืออีกเท่าไหร่ ทั้งหมดมีอายุ ๑๗ ขณะจิต หมดไป ๘ เหลืออีกเท่าไหร่ เหลืออีก ๙ ขณะ
เพราะฉะนั้นกุศลหรืออกุศลจิตแล่นไปในอารมณ์นั้น ๗ ขณะติดต่อกัน จึงชื่อว่าทำชวนกิจ และการที่เราจะรู้อารมณ์จริงๆ จะรู้ตรงชวนะ เพราะว่าไม่สามารถที่จะเข้าใจขณะที่เป็นสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ปัญจทวาราวัชชนะอะไรพวกนั้นได้ สำหรับปกติ ชวนะจะเกิดดับสืบต่อ ๗ ขณะ แล่นไปในอารมณ์นั้น แล่นนี่ไม่ใช่วิ่งแบบเร็วกว่าจิตอื่นๆ แต่ว่าหมายความว่าเกิดดับสืบต่อถึง ๗ ครั้ง ในเมื่อจิตอื่นเกิดทีละหนึ่งขณะเท่านั้นเอง ใครไม่มีกุศลจิตบ้าง มีไหม คนที่ไม่มีกุศลจิต แน่ใจใช่ไหม มากหรือน้อย แต่ก็คงมี กับมารดาบิดา กับเพื่อนฝูง หรือเพื่อนร่วมงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ใครไม่มีอกุศลจิต ที่นี่ไม่มีใช่ไหม แต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีทั้งกุศลจิตและอกุศลจิต มิฉะนั้นแล้วก็ยังต้องมีการเกิด เพราะเหตุว่ากุศลก็เป็นเหตุที่จะให้เกิดกุศลวิบาก อกุศลก็เป็นเหตุที่จะให้เกิดอกุศลวิบาก แต่ว่าเมื่อเป็นพระอรหันต์ดับกิเลสหมด ต้องดับทั้งกุศลและอกุศล ไม่ใช่ดับแต่เฉพาะอกุศล แล้วยังเหลือกุศลไม่ได้ แต่ว่าถ้าเป็นพระอริยบุคคลระดับอื่นที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็เป็นกุศลและอกุศลจนกว่าจะดับกิเลสหมด ถึงจะชวนจิตเป็นกิริยาได้ เพราะฉะนั้นก็ทราบได้เลย จิตที่เป็นกุศล จิตที่เป็นอกุศล หรือว่าจิตที่เป็นกิริยาของพระอรหันต์ทำชวนกิจ มีข้อสงสัยอะไรบ้างไหม
ผู้ฟัง ขอเรียนถาม ถ้าเกิดมโนทวาราวัชชนจิตแล้ว จะมีปัญจวิญญาณ สัมปฏิฉันนะ สันตีรณะไหม
ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะเหตุว่าเมื่อมโนทวาราวัชชนจิตดับแล้ว กุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิดสืบต่อจากมโนทวาราวัชชนะทันที ก็รู้สึกว่าเป็นประโยชน์ที่จะได้ทบทวนเรื่องของภวังค์ เพราะเหตุว่ามีคำถามเรื่องของทางมโนทวารด้วย ถ้าเป็นทางมโนทวาร ไม่มีอตีตภวังค์ เพราะเหตุว่าไม่ใช่รูปที่กระทบกับทวาร เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอตีตภวังค์ ถ้ารูปกระทบกับปสาทแสดงอายุว่ารูปเกิดในขณะที่กระทบ ปสาทก็เกิดในขณะที่กระทบ แล้วทั้งสองรูปก็จะมีอายุ ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นต่อไปก็จะได้กล่าวถึงเรื่องของจิตว่า มีจิตอะไรเกิดบ้างในขณะที่รูปๆ หนึ่งเกิดกระทบกับทวารและรูปดับไป
สำหรับทางมโนทวาร เมื่อไม่มีรูปกระทบกับปสาทก็ไม่มีอตีตภวังค์ แต่ว่าเวลาที่จิตเกิดจะคิดนึกเรื่องหนึ่งเรื่องใดขึ้นมา กำลังเป็นภวังค์อยู่ แล้วก็จะเกิดคิดทันทีไม่ได้ จิตตนิยามก็คือว่าภวังคจรณะไหว ที่จะมีอารมณ์อื่นที่ไม่ใช่อารมณ์ของภวังค์ เพราะการสะสมมาที่จะทำให้เกิดความคิดนึกนั้นๆ เมื่อภวังคจรณะดับ ทางมโนทวารก็จะมีภวังคจรณะดับไป ภวังคุปัจเฉทะเกิด ต้องมีภวังคุปัจเฉทะทุกครั้งที่หลังจากนั้นแล้ววิถีจิตจึงจะเกิดได้ ถ้ายังไม่ใช่ภวังคุปัจเฉทะยังคงเป็นภวังค์ต่อ วิถีจิตยังเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดถึงภวังค์ ก็คือวิบากจิตประเภทเดียวกับปฏิสนธิ ซึ่งเกิดต่อตั้งแต่ปฏิสนธิขณะแรก จิตประเภทนั้นก็จะเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติ แต่ไม่ใช่จิตนั้นกลับมาเกิดกลับมาเกิด จิตใดเกิดขึ้นเพราะการปรุงแต่งดับไปไม่กลับมาอีกเลย แม้แต่ภวังค์ขณะที่หนึ่งก็ไม่ใช่ภวังค์ขณะที่สอง ภวังค์ขณะที่สองก็ไม่ใช่ภวังค์ขณะที่สาม ทุกขณะเป็นจิตซึ่งเกิดแล้วไป ไปวับเลย คือว่าไม่กลับมาอีกเลยทุกขณะ จะไม่มีการที่จะให้จิตดวงหนึ่งดวงใดกลับมาได้เลย
เราอาจจะคิดถึงเรื่องราวที่ได้ผ่านมาแล้ว แต่จิตที่คิดเป็นจิตที่ใหม่ที่มีสัญญาความทรงจำเรื่องที่คิด จึงได้เกิดคิดขึ้นแล้วก็ดับ แต่ว่าไม่ใช่ว่าจิตเก่าที่ดับไปแล้ว จะกลับมาเกิดอีกได้เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นสำหรับภวังค์จะชื่อว่าอตีตภวังค์ ก็คือขณะนั้นมีอารมณ์กระทบภวังค์นั้น แล้วก็ภวังค์ก็ดับ และเมื่ออตีตภวังค์ดับ ภวังคจรณะเกิดต่อ ภวังคจรณะก็ดับ แล้วภวังคุปัจเฉทะก็ดับ นี่สำหรับทางปัญจทวารที่มีอตีตภวังค์ แต่สำหรับมโนทวารเนื่องจากไม่มีรูปกระทบกับปสาท จึงไม่มีอตีตภวังค์ แต่ก่อนที่จะเกิดการนึกคิดทางมโนทวาร ก็จะต้องมีภวังคจรณะแน่นอน และเมื่อภวังคจรณะดับก็เป็นภวังคุปัจเฉทะ ต่อจากภวังคุปัจเฉทะ จะคิดทางมโนทวาร จิตอะไรเกิด วิถีจิตอะไรเป็นวิถีแรก ลืมไม่ได้เลยเรื่องวิถีแรก
จิตที่เป็นวิถีแรกมีเพียงสองประเภท ปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นวิถีแรกทางปัญจทวาร มโนทวาราวัชชนจิตเป็นวิถีแรกทางมโนทวาร เพราะฉะนั้นมโนทวาราวัชชนะไม่ใช่มโนทวาร เพราะมโนทวารคือภวังคุปัจเฉทะ แต่ว่ามโนทวารไม่ใช่วิถีจิตเป็นภวังค์ แต่วิถีจิตแรกเป็นมโนทวาราวัชชนะซึ่งเป็นวิถีจิต เมื่อมโนทวาราวัชชนะดับ กุศลจิตหรืออกุศลจิตก็เกิด ทุกครั้งที่ทุกคนคิดเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตที่คิด ถ้าเป็นพระอรหันต์คิด ทุกครั้งที่คิดเป็นกิริยาจิต เราคิดถึงคำว่าพระนครสาวัตถี ทุกคนคิดได้ใช่ไหม หรือว่าบางลำพู หรือว่าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราจะคิดอะไรก็คิดได้ทั้งนั้นเลย พระอรหันต์คิดเหมือนกัน ท่านก็คิดพระนครสาวัตถี แต่จิตที่คิดต่างกัน เราไม่มีการที่จะคิดถึงคำว่าพระนครสาวัตถีด้วยกิริยาจิต และพระอรหันต์ก็ไม่มีการที่จะคิดถึงคำว่าพระนครสาวัตถีด้วยกุศลจิตหรืออกุศลจิต
เพราะฉะนั้นเรื่องของคำหรือเรื่องที่คิด แล้วแต่จิตขณะนั้นว่าเป็นจิตอะไรที่คิด แม้ว่าคิดเรื่องเดียวกัน แต่ว่าคิดด้วยกุศลจิตหรืออกุศลจิต คำเดียวกันแล้วแต่คิดด้วยกุศลจิต อกุศลจิต หรือกิริยาจิต สำหรับทางมโนทวาร เนื่องจากไม่มีอารมณ์มากระทบ ไม่มีรูปกระทบตาหูจมูกลิ้นกาย จึงไม่มีจักขุวิญญาณ ไม่มีสัมปฏิจฉันนะ ไม่มีสันตีรณะ ไม่มีโวฏฐัพพนะ หลังจากภวังคุปัจเฉทะแล้วก็เป็นมโนทวาราวัชชนะ และหลังจากที่มโนทวาราวัชชนะดับแล้วก็เป็นกุศลและอกุศล เกิดกี่ขณะ กุศลอกุศลทางมโนทวาร ๗ ทุกครั้งที่เป็นกุศลหรืออกุศล จะเกิดดับสืบต่อเป็นจิตประเภทเดียวกัน ๗ ขณะ ก็เป็นชีวิตประจำวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทางปัญจทวารจะต้องมีจิตอะไรเกิดบ้าง และทางมโนทวารจะมีจิตอะไรเกิด
ผู้ฟัง ปฏิสนธิ ภวังค์มีอารมณ์เดียวกัน คืออารมณ์ของชาติที่แล้ว และจุติจิตที่จะเกิดกับเราในชาตินี้
ท่านอาจารย์ ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิตเป็นผลของกรรมเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็มีอารมณ์เดียวกัน
ผู้ฟัง จุติจิตที่จะเกิดกับเราในชาตินี้ ก็มีอารมณ์ของชาติที่แล้วด้วยหรือ
ท่านอาจารย์ ปฏิสนธิจิตมีอารมณ์อะไร ดับไปแล้ว กรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดก็ทำให้ภวังคจิตเกิดประเภทเดียวกัน มีอารมณ์อย่างเดียวกัน และจุติจิตก็เช่นเดียวกัน ในคราวก่อนก็ได้พูดถึงเรื่องจุติจิตว่า เป็นขณะที่ไม่รู้สึกตัวเหมือนขณะที่เป็นปฏิสนธิ เหมือนขณะที่เป็นภวังค์ เพราะฉะนั้นไม่น่ากลัวเลย ต่อไปนี้ก็ไม่มีใครจะกลัวความตายแล้วใช่ไหม เห็นๆ อย่างนี้ พอวาระนั้นดับหมด จุติจิตก็เกิดได้ กำลังได้ยิน ได้ยินเสร็จแล้ว จุติจิตก็เกิดได้ ทุกทวารหมดเมื่อดับไปแล้วจุติจิตก็เกิดได้ และขณะที่จุติจิตเกิด ไม่รู้สึกตัวแล้วจะกลัวอะไร ถ้ากลัวความเจ็บ ก่อนจะตายเราก็เคยเจ็บ แล้วก็คิดถึงเจ็บ แล้วก็เป็นห่วงเจ็บ แต่ไม่ตายเพราะจุติจิตไม่เกิด ขณะที่ใกล้จะตาย ก็เจ็บ คิดถึงเจ็บ เป็นห่วงเรื่องเจ็บ แต่จุติจิตเกิดโดยเราไม่ทันรู้ตัวเลย ก็เป็นสิ่งซึ่งธรรมดาที่สุด ไม่ต้องกลัว อาจจะคิดกลัว เพราะว่าไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว ความตายจะมาถึงเมื่อไหร่ได้หมดเลย
ผู้ฟัง ที่กล่าวว่าภวังคจิตที่แต่ละคนมี จะซ้ำกับเมื่อชาติที่แล้ว
ท่านอาจารย์ ภวังค์ชาตินี้กับภวังค์ชาติก่อนจะซ้ำกันไม่ได้ เพราะว่าเป็นแต่ละบุคคล ต้องไม่สับสนว่าเวลาพูดถึงชาติที่แล้ว หมายความว่าปฏิสนธิจิตชาตินี้ มีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จุติของชาติก่อน เวลาที่เรามีตรา แล้วเราประทับตรา รูปของที่เราประทับแล้ว กับตัวตราเหมือนกันไหม เสียงสะท้อนเหมือนเสียงเดิมไหม หรือไปสะท้อนเสียงอื่น ไม่เปลี่ยนใช่ไหม หมายความว่าก่อนจะจุติ จิตใกล้จะตาย แล้วแต่ว่าเป็นผลของกรรมใด ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมก็จะทำให้จิตรู้อารมณ์ที่ทำให้กุศลจิตเกิด เพราะฉะนั้นเวลาที่กุศลจิตเกิดก่อนจุติ จะเป็นชนกกรรมคือกรรมที่ทำให้เกิดเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิด โดยมีอารมณ์สืบต่อจากจิตใกล้จุติของชาติก่อน แต่เมื่อข้ามภพชาติก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะเหตุว่าไม่ใช่วิถีจิต เป็นอารมณ์ของชาติก่อนแต่ว่าสืบต่อ ทุกขณะในขณะนี้เวลาเห็นแล้ว เวลาเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาดับแล้ว ภวังคจิตเกิดคั่นแล้ว ทางใจยังรู้สิ่งที่ทางตาเห็นสืบต่อ จะต้องคู่กันไปทุกครั้ง เวลาที่ศึกษาต่อไปจะทราบได้ว่า หลังจากที่วิถีจิตทางตาดับ เป็นภวังค์ แล้วมโนทวารวิถีจิตจะเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์สืบต่อจากทางปัญจทวาร ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจสิ่งนั้นว่าเป็นอะไร นี่ก็เป็นเรื่องความละเอียดของจิตต่อไป แต่ว่าสำหรับวันนี้ก็ถึงกิจที่ ๑๒ ชวนกิจ
ผู้ฟัง ในขณะที่คนใกล้จะตาย ผมว่าจะต้องมีภวังค์เกิดหลายวาระ
ท่านอาจารย์ เวลาจะตายจริงๆ หลังเห็นแล้ว ชวนจิตดับแล้ว จุติจิตเกิดต่อได้ หรือว่าหลังจากที่ชวนจิตดับไปแล้ว จะมีจิตอีกกิจหนึ่งซึ่งยังไม่ได้กล่าวถึงในวันนี้ เกิดต่อแล้วจุติจิตก็เกิดได้ หรือว่าหลังจากที่ชวนจิตดับแล้ว ภวังคจิตเกิด แล้วจุติจิตก็เกิดได้ เพราะฉะนั้นอย่างไรอย่างไรก็ตาม ก่อนที่จุติจิตเกิด จะต้องมีกุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิดก่อน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560