ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545


    ตอนที่ ๑๕๔๕

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ แล้วก็อัตตวาทุปาทาน การยึดมั่นในสิ่งที่มีว่าเป็นเรา ไม่ว่าจะเป็นจิตเจตสิกรูป เพราะฉะนั้นที่จะปล่อยวาง การยึดถือกับการปล่อยวาง เรายึดถือด้วยความไม่รู้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นถ้าจะปล่อยวาง จะเอาอะไรปล่อยวาง เอาความไม่รู้ปล่อยวางได้ไหม ไม่ได้ ต้องเป็นปัญญาปล่อยวางความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนก่อน มิฉะนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะปล่อยวางอะไรได้เลยทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าการที่เรามีความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะมาก เป็นกามุปาทาน พอถึงทิฏฐุปาทานทำให้เรามีความเห็นผิดต่างๆ ความเห็นผิดในโลกนี้มากมาย ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่าศาสนาไหนก็ได้ แต่ขณะใดที่ความเห็นผิดใดๆ เกิดขึ้น ขณะนั้นก็คือความเห็นผิด จะเรียกว่าศาสนาอะไรก็แล้วแต่ หรือไม่เรียกก็ได้ แต่ความเห็นผิดก็เป็นความเห็นผิด

    อุปาทานที่ ๓ สีลัพพตุปาทาน ศีลคือความประพฤติทางกายทางวาจา แล้วก็มีวัตรคือการบำเพ็ญอย่างหนึ่งอย่างใดที่คิดว่าจะให้ผล ตอนเป็นนักเรียนก็คงจะมีหลายคนใช่ไหม ที่อยากจะสอบไล่ได้ บางคนก็เอาปากกาไปให้ใครเจิม หรือว่าอาจจะทำอะไรก็ได้หลายๆ อย่าง ที่ฟังแล้วก็คิดว่าจะให้ผลเป็นอย่างนั้น แต่นั่นก็คือความเห็นที่ไม่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าไม่มีเหตุมีผลอะไรเลย

    เพราะฉะนั้นอุปาทานที่ ๔ คืออัตตวาทุปาทาน อัตตคืออัตตา ความเห็นว่ามีเราหรือเป็นเรา เป็นต้นเหตุของสีลัพพตปรามาส หรือสีลัพพตุปาทาน ความรักตัวทำให้มีความที่ประพฤติปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยเฉพาะคือเมื่อมีกามุปาทาน ความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ ต้องการแสวงหา แต่ว่าบางคนก็อาจจะแสวงหาตามเหตุตามผล คือทำงานแล้วก็มีเหตุมีผลที่จะได้สิ่งนั้นมา แต่บางคนก็ในทางทุจริต นั่นก็เป็นเรื่องของทุจริต แต่ในเรื่องของความเห็นที่ทำให้ไปแสวงหาสิ่งต่างๆ เหล่านั้น โดยที่ว่าไม่สามารถจะเป็นไปได้เลย ก็คงจะมี อาจจะคิดว่าเล่นแร่แปรธาตุ ก็คงจะออกมาเป็นเงินเป็นทองหรืออะไรอย่างนี้ ก็มีหลายๆ อย่าง ตั้งแต่โบร่ำโบราณมาก็ด้วยความรักตัว ก็มีความเห็นผิดต่างๆ มีการแสวงหาต่างๆ ที่จะทำให้ได้มาซึ่งรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะมีความยึดมั่นในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนั้น

    เพราะฉะนั้นทั้ง ๔ อุปาทานก็จะเห็นได้ว่า ต้องละความเห็นผิดก่อน ไม่ใช่ว่าไปละกามุปาทานก่อน แต่ต้องละความเห็นผิด แต่ความเห็นผิดนี่ละยากเพราะว่าความเป็นเรา ซึ่งมีความต้องการทุกอย่างเพื่อเราอย่างดีที่สุด ทำให้มีการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งถ้าไม่พิจารณาไม่ศึกษาในเหตุในผลให้ถูกต้อง หนทางนั้นทั้งหมดก็จะทำให้เราติดและก็ยึด แล้วก็ไม่สามารถที่จะสละไปได้ ทำให้เป็นสีลัพพตุปาทาน เพราะเหตุว่ามีอัตตวาทุปาทาน แต่ถ้าเป็นคนที่มีเหตุมีผล เมื่อฟังดูแล้วก็รู้ว่านั่นไม่ใช่เหตุที่จะให้เป็นอย่างนั้นได้ ก็สามารถที่จะละได้ แต่ถ้ามีความติดมากๆ จนกระทั่งเป็นอุปาทานแล้วก็ยากที่จะละได้ เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม และก็การพิจารณาพระธรรมรู้ว่า สิ่งใดเป็นเหตุเป็นผล ก็จะเป็นทางที่จะทำให้ค่อยๆ ละอัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในความเป็นเราด้วยความเห็นถูกต้องขึ้น และก็ค่อยๆ ละอย่างอื่นได้ แต่ว่าต้องละความเห็นผิดก่อน

    ถ้าเข้าใจสภาพธรรม ซึ่งก็ได้แก่จิตเจตสิกรูป ก็จะเข้าใจขันธ์ด้วย เพราะว่าสภาพธรรมที่มีชื่ออยู่ในพระไตรปิฎกต่างๆ ก็จะไม่พ้นจากปรมัตถธรรม คือไม่พ้นจากจิตเจตสิกรูป เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจเรื่องจิตเจตสิกรูป ก็จะรู้ได้ว่ารูปทุกรูปเป็นรูปขันธ์ เพราะคำว่าขันธ์ หมายความถึงกองหรือส่วนหรือประเภท เพราะฉะนั้นคำว่าขันธ์ ก็คือการจำแนกธรรมออกเป็นส่วนๆ หรือว่าเป็นประเภท เช่น รูปทุกชนิดไม่ว่าจะรูปในอดีตกี่ชาติมาแล้วก็ตาม เสียงก็เป็นเสียง เป็นอื่นไม่ได้ กลิ่นก็เป็นกลิ่น เป็นอื่นไม่ได้ รูปแต่ละรูปก็มีลักษณะเฉพาะของรูปนั้นรูปนั้น เพราะฉะนั้นรูปทุกรูปไม่ว่าอดีตที่ผ่านมาแล้ว หรือว่าขณะนี้ หรือว่าอนาคตข้างหน้า รูปก็ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นรูปก็คงเป็นรูป เป็นรูปขันธ์ รูปจะเป็นนามขันธ์ไม่ได้เลย เมื่อปรมัตถธรรมมี ๓ คือจิตเจตสิกรูป ขันธ์มี ๕ ขันธ์ที่หนึ่งคือรูปขันธ์ เหลืออีก ๔ ขันธ์ก็ต้องได้แก่จิต และเจตสิก เพราะว่านิพพานไม่เกิดนิพพานไม่ดับ

    เพราะฉะนั้นนิพพานจะเป็นอดีตเป็นปัจจุบันเป็นอนาคต เป็นภายในภายนอก ใกล้ไกล หยาบละเอียด เลวประณีตไม่ได้เลย แต่รูปสามารถที่จะจำแนกออกได้ รูปบางรูปก็ประณีต รูปบางรูปก็หยาบ แล้วก็มีคำอธิบายต่อไปถึงรูปที่เลว รูปที่ประณีต รูปที่ใกล้ไกลต่างๆ ภายในภายนอก แต่ทั้งหมดต้องเป็นรูป และรูปทุกรูปเป็นรูปขันธ์ เพราะฉะนั้นขณะนี้มีทั้งจิตเจตสิกรูป ก็แสดงว่ามีทั้ง ๕ ขันธ์ คือรูปปรมัตถ์เป็นรูปขันธ์ทั้งหมดทุกรูป ที่เหลือจิตเป็นวิญญาณขันธ์ เพราะเหตุว่าจิตมีหลายชื่อ จะเรียกว่าวิญญาณก็ได้ แต่เวลาที่ใช้คำว่าขันธ์จะไม่ใช้คำว่าจิตขันธ์ แต่ใช้คำว่าวิญญาณขันธ์ ก็เป็นความหลากหลายของภาษา ที่แสดงให้เห็นว่าใช้คำไหนก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าวิญญาณขันธ์ ได้แก่ จิตทุกชนิดทุกประเภท ไม่ว่าจิตของใครทั้งหมด เกิดแล้วก็ดับ สภาพธรรมที่เกิดดับก็เป็นปัจจุบันขณะที่เกิด ขณะที่ดับก็เป็นอดีต ขณะที่ยังไม่มาถึงก็เป็นอนาคต

    เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เกิดดับทุกอย่างเป็นขันธ์ รูปเป็นรูปขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ สองขันธ์แล้ว ก็เหลือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ เพราะถ้าเรียงตามขันธ์ ๕ ก็คือรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ รูปเป็นรูปขันธ์ จิตเป็นวิญญาณขันธ์ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท เฉพาะเจตสิกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอินทรีย์เป็นใหญ่ เพราะเหตุว่าเป็นความรู้สึก วันหนึ่งวันหนึ่งทุกคนต้องรู้สึก ไม่มีใครที่จะไม่รู้สึกใช่ไหม ความรู้สึกจำแนกออกได้เป็น ๕ ประเภท หรือ ๕ อย่าง ๕ ลักษณะ คือความรู้สึกดีใจโสมนัสตรงกันข้ามกับความรู้สึกโทมนัส สองแล้ว ความรู้สึกเป็นสุขความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกาย บางครั้งก็สุขบางครั้งก็ทุกข์ และสภาพธรรมที่ไม่ทุกข์ไม่สุขคืออทุกขมสุขเวทนา หรือบางคราวก็เรียกว่าอุเบกขาเวทนา แต่คำว่าอุเบกขา ใช้ในหลายความหมาย แต่ถ้าพูดถึงอุเบกขาเวทนา ต้องหมายความถึงอทุกขมสุข คือขณะที่ไม่สุขไม่ทุกข์

    ทุกคนมีเวทนา ๕ ครบไหม ใครมีแต่สุขเวทนา ใครมีแต่โสมนัสเวทนา ใครมีแต่อุเบกขาเวทนา เป็นไปไม่ได้เลย แต่ว่าวันหนึ่งวันหนึ่งของใครแต่ละคน จะมากจะน้อย ต่อไปก็จะทราบว่า เวทนาชนิดไหนเป็นวิบากคือผลของกรรม แล้วเวทนาชนิดไหนไม่ใช่วิบากไม่ใช่ผลของกรรม อย่างโทมนัสเวทนาความรู้สึกเสียใจ ขุ่นใจแม้นิดเดียว นิดเดียวเพียงแค่เห็นฝุ่น ขณะนั้นอาจจะไม่รู้เลยเวทนาเป็นอะไร แต่ว่าสภาพของเวทนาต้องเกิดกับจิตทุกดวงทุกขณะ แล้วก็เป็นใหญ่จริงๆ เพราะเหตุว่าทุกคนแสวงหาหรือติดข้องในความรู้สึก ทั้งวันนี่เราทำอะไรเพื่อสุขเวทนา เพื่อโสมนัสเวทนา

    เพราะฉะนั้นเวทนาทั้งหมดก็เป็นอินทริยอินทรีย์เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ แต่อันนี้ก็คือเวทนาขันธ์ เวทนาทุกชนิดเป็นเวทนาขันธ์ รูปขันธ์หนึ่ง เวทนาขันธ์หนึ่ง สัญญาขันธ์หนึ่ง สัญญาคือเจตสิก ซึ่งภาษาไทยก็คงจะใช้ในอีกความหมายหนึ่ง สัญญากันหรือว่าอาจจะสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อจำได้ เพราะเหตุว่าลักษณะของสัญญาเจตสิกเป็นสภาพจำ เวลานี้ที่เห็นอะไรแล้วเรารู้ว่าเป็นอะไร ถ้าไม่มีสัญญาเจตสิกจะจำไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าต้องเป็นกิจหน้าที่ของเจตสิกที่เป็นสัญญาเจตสิก ซึ่งจะไม่ทำกิจอื่นเลย

    สัญญาเจตสิกจะจำหมายรู้สิ่งที่เห็น แล้วก็จำว่าเป็นอะไร แม้แต่เสียง เสียงมีมากมายหลากหลายใช่ไหม เสียงคน เวลาที่รับโทรศัพท์รู้ได้เลยไหมว่าใคร ก็เสียงก็ไม่น่าจะละเอียดถึงอย่างนั้น เพราะคนก็มีเยอะแยะ ต่างคนก็ต่างเสียง แต่ก็สามารถที่สัญญาจะจำได้ สัญญาจำทุกอย่าง เพราะเหตุว่าสัญญาเกิดกับจิตทุกขณะ สิ่งใดที่ผ่านมาแล้ว แล้วก็ขณะใดที่มีการจำได้ ขณะนั้นก็เป็นหน้าที่ของสัญญาที่ปรากฎให้เห็นว่าเป็นลักษณะของสัญญาเจตสิก แต่ว่าตามความเป็นจริงสัญญาเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง เพราะฉะนั้นสัญญาเจตสิกหนึ่งเป็นสัญญาขันธ์ เจตสิกที่เหลือ ๕๐ เป็นสังขารขันธ์

    เพราะฉะนั้นก็ครบ ปรมัตถธรรม ๓ คือ จิต เจตสิก รูป ก็จำแนกเป็นขันธ์ ๕ ตามการยึดถือด้วย เพราะว่าทุกคนยึดถือรูป แน่นอนใช่ไหม ทั้งที่ตัวเองและก็รูปอื่นด้วย เวทนาความรู้สึกนี่ยึดมั่นมากเลย เวลาที่สุขเวทนาเกิดเราสุข เวลาที่ทุกขเวทนาเกิด เพียงแค่ความรู้สึกเป็นทุกข์เกิด ก็เป็นเราทุกข์ ทั้งๆ ที่ทุกขเวทนาก็มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ ไม่ยั่งยืนเลยสักเวทนาเดียว เพราะว่าต้องเกิดดับพร้อมกับจิต สัญญาก็เช่นเดียวกัน สังขารขันธ์ ก็ได้แก่เจตสิกอื่น เช่น สติ โลภะ โทสะ เมตตา หรืออโทสะ วิริยะความเพียร

    ทั้งหมดในชีวิตประจำวันที่เราบอกว่า ใครเป็นอะไร นั่นก็คือพูดถึงเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตของคนนั้นๆ ทำให้สามารถที่จะปรากฏลักษณะของแต่ละบุคคล เป็นคนขยันหรือว่าเป็นคนเอาเปรียบ หรือว่าเป็นคนที่มีกุศลจิตมาก มีความกรุณามาก หรืออะไร ก็เป็นเรื่องของเจตสิกทั้งหมดที่เกิดกับจิตในวันหนึ่งวันหนึ่ง ทั้งหมดนี้ก็เป็นสังขารขันธ์ ซึ่งความหมายของสังขารขันธ์ ก็คือเป็นขันธ์ที่ปรุงแต่ง เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง แล้วแต่ว่าจะเป็นระดับไหน

    ผู้ฟัง ขอถามว่าสัญญาที่ทราบก็คือ แปลว่าจำได้หมายรู้ ถามว่าเวลาเราเกิดเห็นขึ้นครั้งหนึ่งแล้วก็ดับไป แล้วก็มีจิตคิดตามจากเห็นนั้น ในแรกๆ เมื่อเห็นไม่เท่าไหร่ อาจจะจำไม่ได้ว่านี่คือใคร แต่พอเห็นบ่อยๆ เข้า ก็เริ่มที่จะจำได้ว่าคนนี้เป็นอย่างนั้น หรือสิ่งนั้นเป็นสิ่งนั้น อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นต้น ตรงนั้นสัญญาเป็นสภาพที่สะสมหรือเปล่า เหมือนกับจิตหรือเปล่าว่า จิตมีหน้าที่ในการสั่งสมด้วย ทีนี้สัญญามีสภาพในการสั่งสมด้วยหรือเปล่า หรือจำที่สั่งสมกับที่จิตที่สั่งสมต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เรื่องของสัญญาขณะที่เกิดกับจิตเห็น และก็เกิดจำในสิ่งที่เห็น จิตเกิดดับเร็วมาก ขณะที่เหมือนกับว่ากำลังทั้งเห็นและได้ยินด้วย ก็มีเห็นและก็มีคิดถึงสิ่งที่เห็น และก็มีได้ยินแล้วคิดถึงสิ่งที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นเวลาที่เห็นแล้ว เพราะจำสิ่งนั้น จึงได้คิดถึงสิ่งนั้นได้ ทั้งๆ ที่ในขณะนี้เกือบไม่เห็นขณะคิดเลย จะเห็นเพียงเห็นกับได้ยินสองอย่าง แล้วที่คิดอยู่ตรงไหน คิดก็คืออยู่ระหว่างเห็นกับได้ยิน เพราะว่าทุกครั้งที่เห็นแล้ว จะต้องมโนทวารวิถีจิตคิดถึงสิ่งที่เห็น นั่นก็แสดงถึงว่ามีความจำในสิ่งที่เห็น จึงได้คิดถึงสิ่งที่เห็นได้ แต่ถ้าไม่มีสัญญาเจตสิกที่เกิดกับจิตที่จำ จะคิดอะไรก็คิดไม่ได้ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นความรวดเร็วของจิตซึ่งเกิดดับอย่างเร็วมาก จากตามาใจ จากหูมาใจ จากจมูกมาใจ ใจเป็นที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย ถ้าจะคิดถึงลักษณะของจิตก็คงไม่ลืมว่า จิตไม่มีสีสันอะไรเลย ไม่มีรูปร่าง ไม่มีสัณฐาน เป็นนามธาตุล้วนๆ ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น เอารูปออกให้หมดทุกชนิด ก็เหลือสภาพซึ่งเป็นธาตุรู้ซึ่งมืดสนิท แต่ว่ามืดสนิทเมื่อไหร่ ตอนเกิดปฏิสนธิขณะ โลกนี้ไม่ปรากฏ กลิ่นอะไรก็ไม่มี ทวารใดๆ ที่จะให้จิตใดๆ เกิดในขณะปฏิสนธิก็มีไม่ได้ เพราะว่าปฏิสนธิจิตเป็นจิตที่เป็นผลของกรรมหนึ่ง ที่ทำให้เกิดสืบต่อจากจุติจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน แล้วปฏิสนธิจิตก็เกิด ขณะนั้นมืดสนิท แต่เพราะเหตุว่ามีจักขุปสาทนี่เอง โลกจึงไม่มืดสนิท มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ แต่เมื่อเห็นนี่สั้นมาก จริงๆ แล้วก็คือว่าแสนสั้น เพราะว่าเห็นกับได้ยินคนละขณะ และก็มีจิตเกิดดับอยู่ระหว่างนั้นมากหลายขณะ

    เพราะฉะนั้นความสั้นของสิ่งที่ปรากฏทางตาแล้วดับ ทางใจรับรู้ต่อ เพราะฉะนั้นก็เป็นความมืดสนิท ซึ่งคิดถึงสิ่งที่ปรากฏนิดเดียวทางตา คิดถึงเสียงที่ปรากฏนิดเดียวทางหู คิดถึงกลิ่นนิดเดียวที่ปรากฏทางจมูก คิดถึงรสที่ปรากฏนิดเดียวขณะที่ลิ้ม คิดถึงสิ่งที่กระทบกายนิดเดียว เพราะทุกอย่างต้องมารวมที่ใจที่คิดเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ เพราะฉะนั้นโลกมืดสนิท แต่สว่างนิดเดียวขณะที่กำลังเห็น แล้วก็มีความคิดนึกเรื่องทุกสิ่งที่ผ่านทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ เวลาไม่เห็น เวลาไม่ได้ยิน เวลาไม่ได้กลิ่น เวลาไม่ลิ้มรส เวลาไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกได้ไหม คิดนึกได้ ขณะนั้นไม่มีสีสันวัณณะใดๆ ปรากฏทางตา ไม่มีเสียงปรากฏทางหู แต่จิตคิด คิดถึงอะไร คิดถึงสิ่งที่เห็น คิดถึงเสียงที่ได้ยิน คิดถึงกลิ่นก็ได้ คิดถึงรสก็ได้ คิดถึงสิ่งที่กระทบสัมผัสกายก็ได้ เพราะฉะนั้นความคิดก็จะรับจากทางตาหูจมูกลิ้นกาย ซึ่งสัญญาจะจำทุกอย่าง มิฉะนั้นจิตจะคิดถึงสิ่งนั้นไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง เวลาเราคิดถึงรสของมะดัน ก็รู้สึกว่าเรามีความรู้สึกความเปรี้ยวของมะดันขึ้นมาทันที ขณะนี้คิดอย่างไร ไปนึกถึงความเปรี้ยวนั้นๆ หรือ

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้ว ถ้าทุกคนลองคิดถึงมะดัน คิดว่าไม่ได้เปรี้ยวทุกคนใช่ไหม เพียงแต่คิดถึงชื่อใช่ไหม ความทรงจำเรื่องรสจะไม่ได้ชัดเจนถึงขนาดจะเป็นอย่างนั้น นอกจากว่าเวลาที่กระทบลิ้น แล้วก็นึกถึงสืบต่ออย่างใกล้ชิดอย่างนั้น ลักษณะของรสก็จะผ่านจากลิ้นไปสู่ทางใจ แต่ถ้าจะให้นึกถึงเดี๋ยวนี้ว่า มะดันรสอย่างนี้ แล้วก็นึกถึงรสมะยม หรือว่านึกถึงรสมะขาม ก็คงจะเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากจำชื่อกับจำเรื่อง และจำความเปรี้ยว แต่ไม่ใช่รสเปรี้ยว ก็เป็นเรื่องซึ่งแต่ละคนเมื่อศึกษาธรรมแล้วก็มีธรรมทุกขณะ ไม่มีใครพ้นจากธรรมเลยสักขณะเดียว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนอย่างไร ก็เป็นธรรมที่พร้อมจะให้เข้าใจถูกยิ่งขึ้น เมื่อได้ศึกษาเข้าใจ และก็มีความเห็นถูกต้องว่าเป็นธรรมแต่ละทาง ถ้าใครจะคิดถึงอะไร ถ้าไม่มีสัญญาความจำจะคิดอย่างนั้นได้ไหม

    ผู้ฟัง นั่นแสดงว่าการตรึกถึง ตรึกถึงสัญญาหรือ

    ท่านอาจารย์ เพราะสัญญามี ในขณะนั้นก็ตรึกได้ถึงสิ่งที่เคยจำไว้ และขณะที่ตรึกก็เป็นสัญญาด้วย

    ผู้ฟัง ปัญญารู้ไหมว่าขณะนั้นตรึกหรือขณะนั้นสัญญา

    ท่านอาจารย์ ปัญญาที่เราใช้ในภาษาไทย ไม่ใช่ปัญญาเจตสิก เพราะว่าปัญญาในภาษาไทยเป็นความเฉลียวฉลาด เป็นความสามารถในวิชาการต่างๆ ในความรู้ต่างๆ แต่ปัญญาเจตสิกต้องเป็นความเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง จึงจะเป็นปัญญาเจตสิก ขณะนี้ที่กำลังฟังธรรม ขณะใดที่เข้าใจ ไม่ใช่รูป ต้องเป็นจิตที่เกิดพร้อมกับปัญญาเจตสิก เพราะว่าปัญญาเป็นสภาพที่เข้าใจ เป็นหน้าที่ของปัญญาเจตสิกที่เริ่มเข้าใจเรื่องราว จนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ได้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนกระทั่งปัญญานั้นถึงระดับโลกุตระสามารถประจักษ์อริยสัจธรรม มีนิพพานเป็นอารมณ์ได้ ก็เป็นการอบรมเจริญปัญญาตั้งแต่ขั้นฟังเรื่องสภาพธรรม เข้าใจถูกว่าเป็นธรรม ขณะนั้นจึงจะเป็นปัญญาเจตสิก

    วันนี้ก็เป็นการทบทวนเรื่องจิต เพราะว่าโลกดำเนินไปได้เพราะมีจิต ถ้ามีแต่เพียงรูปธรรม คือสิ่งที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ก็จะไม่มีการกระทำใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าลองคิดถึงตั้งแต่เช้าเฉพาะวันนี้ จิตทำอะไรบ้าง นอกจากเห็นได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสคิดนึก ก็ยังมีการกระทำเรื่องราวต่างๆ มากมาย ซึ่งถ้าไม่สังเกตจะไม่ทราบเลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏเพราะมีจิต ซึ่งเป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้ เพราะขณะใดที่จิตไม่เกิด โลกก็ไม่ปรากฏเลย ทุกอย่างก็สิ้นสุด แต่เพราะเหตุว่าจิตเกิดแล้วก็ดับ แล้วก็เกิดดับสืบต่อตลอดเวลา เพราะฉะนั้นโลกจึงปรากฏเหมือนไม่ดับ เหมือนเที่ยง

    เพราะฉะนั้นเรื่องของจิต เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก ถ้าลองคิดดูว่าวันนี้แต่ละคนพูดอะไรบ้าง แล้วก็คิดอะไรบ้าง แล้วก็ทำอะไรบ้าง ทั้งหมดมาจากจิต การกระทำก็มีทั้งที่เป็นกุศลคือที่ดีงามทางกายทางวาจา และก็ที่เป็นอกุศลคือไม่ดีงาม ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และใจของเราเองก็เดือดร้อนด้วย ขณะนั้นก็เป็นจิตประเภทที่ไม่ดีงาม ทั้งดี และชั่วมาจากไหน เป็นสิ่งที่น่าคิดมาก ถ้าถอยกลับไปถึงขณะแรก คือขณะที่เกิดขึ้นต้องมีจิต และจิตที่เกิดขณะนั้นสะสมทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งไม่มีใครมองเห็นเลย เพราะว่าจิตเป็นนามธรรมเป็นธาตุรู้เป็นสภาพรู้ แต่มีสิ่งซึ่งสะสมอยู่ในจิตมากมายที่จะทำให้ชีวิตของแต่ละคนเมื่อเจริญเติบโตขึ้น ก็มีวิถีชีวิตหรือว่าวิถีจิตต่างๆ กันไปตามการสะสม

    พอพูดถึงลักษณะของจิต ซึ่งเป็นสภาพรู้ขณะแรกที่เกิดขึ้น ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส แล้วภายหลังจึงจะมีการเห็นการได้ยิน แล้วก็มีสภาพของจิตต่างๆ กันไป ซึ่งทำให้แต่ละคนก็มีลักษณะซึ่งเป็นคนที่มีกายวาจาต่างๆ กัน มีความคิดต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นถ้าพิจารณาถึงจิตขณะแรกที่ทำปฏิสนธิกิจ ไม่มีรูปร่างสัณฐานเลย มองไม่เห็น แต่ก็มีนามธรรมอีกชนิดหนึ่งซึ่งขณะนั้นเกิดกับจิต ไม่มีใครมองเห็นทั้งสองอย่าง ทั้งจิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เมื่อเกิดแล้วต้องรู้ และสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ก็คือเจตสิกเกิดพร้อมกัน และก็ดับอย่างรวดเร็ว และก็มีจิตที่เกิดสืบต่อเรื่อยๆ มา แต่ว่าจิตขณะแรกมีอะไรอยู่ที่นั่นบ้าง ต้องมีเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงาน โดยเป็นชาติวิบากคือเป็นผลของกรรม วิบากจิต หรือว่ากุศลจิต หรือว่าอกุศลจิต หรือจิตใดๆ ก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นต้องทำหน้าที่ จะเกิดโดยไม่ทำอะไรไม่ได้เลย ที่เราคิดว่าเราทำ แท้ที่จริงก็คือจิตและเจตสิกทำนั่นเอง

    เพราะฉะนั้นขณะแรก จิตเจตสิกซึ่งไม่มีใครมองเห็นเลย เกิดแล้วเมื่อเป็นผลของกรรมหนึ่ง ที่ทำให้จิตนี้เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ทันทีที่จุติจิตของชาติก่อนดับ พ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิง ชาติก่อนจะเป็นหญิงหรือชาย จะมีครอบครัว จะมีวงศาคณาญาติอย่างไร ไม่สามารถที่จะกลับไปเป็นบุคคลนั้นอีกได้เลย แต่กรรมหนึ่งที่ทำให้ปฏิสนธิจิต คือจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    27 ก.ย. 2568

    ซีดีแนะนำ