ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
ตอนที่ ๑๕๔๒
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ สันตานะแปลว่าการเกิดดับสืบต่อของจิต ซึ่งทำให้แต่ละคนมีอุปนิสัยต่างกัน บางคนก็มีอุปนิสัยในการให้ทาน เขาก็จะเป็นคนที่ให้ทานง่ายๆ พร้อมที่จะให้ได้เร็ว บางคนก็มีอุปนิสัยในศีล เป็นผู้ที่มีกายวาจาดี ในขณะที่บางคนแม้ว่าจะให้ทานได้ง่าย แต่วาจาก็ทำให้คนอื่นไม่สบายใจก็เป็นไปได้ และบางคนก็เป็นผู้ที่มีจิตใจที่เมตตามีความสงบ ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน พร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่น คิดถึงคนอื่นในทางที่จะเกื้อกูล แล้วบางคนก็สนใจในธรรม เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งซึ่งแต่ละคนได้สะสมมาจะปรากฏเมื่อมีเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งซึ่งธรรมดา ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้ฟังพระธรรมอีก ถ้ามีการสะสมแล้วก็เป็นกุศล ซึ่งแต่ละคนก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ขณะที่ให้ทานรู้หรือเปล่าว่าไม่ใช่เรา ต้องประกอบด้วยโสภณสาธารณเจตสิกถึง ๑๙ ประเภท ที่ต้องเกิดร่วมกันในขณะนั้น ที่จะทำให้กุศลแต่ละขณะเกิดขึ้น ถ้าศึกษาธรรมแล้วจะรู้ความลึกซึ้งของจิตแต่ละขณะได้ละเอียดขึ้นว่า ต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง จึงเกิดขึ้นเป็นไปในทางกุศล สามารถที่จะอบรมกุศล จนถึงการรู้แจ้งประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม ที่กำลังพูดถึงคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ นี่เป็นขั้นฟังเรื่องของสภาพธรรม แต่ว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงหนทางที่จะทำให้ปัญญาเจริญขึ้น จนถึงสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้
เพราะฉะนั้นก็เป็นกุศลที่ต่างกับขณะที่เพียงให้ทาน หรือว่ารักษาศีล หรือว่าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม ไม่ได้ฟังเรื่องราวของธรรม นี่ก็เป็นความต่างของกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา และไม่ประกอบด้วยปัญญา
ผู้ฟัง สำหรับกรณีที่คนที่ฝึกสมาธิ ทำสมาธิ นี่ก็ไม่ใช่ประกอบด้วยปัญญาอย่างนั้นหรือเปล่า
อ.อรรณพ ขณะที่คิดที่จะไปนั่งสมาธิ หรือขณะที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ เข้าใจอะไร แล้วทำไมถึงต้องไปนั่ง ก็คงต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นก่อน เพราะการที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องเริ่มจากความเข้าใจก่อนว่าสิ่งนั้นคืออะไร สมาธิคืออะไร สัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร จึงจะรู้ว่าการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นการเจริญธรรมหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ธรรมก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาโดยละเอียด ไม่สับสน แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น อย่างคำว่ามิจฉาสมาธิ สัมมาสมาธิ หรือจะกล่าวว่ากุศลสมาธิ หรืออกุศลสมาธิก็ได้ ขณะใดที่กุศลจิตเกิด เจตสิกทั้งหมดต้องเป็นกุศล เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นโสภณเจตสิกคือเจตสิกฝ่ายดีเกิดขึ้น ทำหน้าที่ของเจตสิกฝ่ายดี จิตจึงจะเป็นกุศล แต่ถ้าเป็นโลภะเป็นความติดข้องต้องการ ขณะนั้นไม่ใช่กุศลแน่นอน แม้สมาธิก็เป็นอกุศลสมาธิ เพราะเหตุว่าเอกัคคตาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ควรที่จะทราบว่า แม้ในขณะนี้เอง เอกัคคตาเจตสิกก็กำลังเกิดกับจิต ดับพร้อมจิต เป็นสัมปยุตตปัจจัย
สำหรับคำว่าสัมปยุตตปัจจัย คงไม่ลืม สภาพธรรมคือจิตและเจตสิก เกิดพร้อมกันหนึ่ง ดับพร้อมกันหนึ่ง รู้อารมณ์เดียวกันหนึ่ง ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็เกิดที่เดียวกัน จึงจะเป็นสัมปยุตตธรรมเป็นสัมปยุตตปัจจัย เพราะฉะนั้นในขณะนี้เอกัคคตาเจตสิกกำลังเกิดกับกุศลจิตทุกขณะที่กำลังฟังเข้าใจ และก็ถ้าขณะใดก็ตามที่เป็นอกุศล ขณะนั้นเอกัคคตาเจตสิกก็เกิดกับอกุศลจิต จะเป็นโสภณ จะเป็นสัมมาสมาธิได้ไหม ถ้าเอกัคคตาเจตสิกเกิดกับอกุศลจิต ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่ตรงต่อสภาพธรรม เวลาที่อกุศลจิตเกิด เจตสิกทั้งหมดเป็นอกุศล ไม่ว่าขณะใดทั้งสิ้น แต่เวลาที่โสภณเจตสิกเกิด เอกัคคตาเจตสิกก็เกิดด้วย แต่ว่าเป็นฝ่ายกุศล ในขณะที่ให้ทานมีเอกัคคตาเจตสิกไหม ถ้าไม่มี จะหยิบวัตถุยื่นให้ได้ไหม ไม่ได้
เพราะฉะนั้นจิตทุกขณะต้องมีอารมณ์หนึ่ง แล้วก็ต้องรู้อารมณ์เดียว แล้วก็หน้าที่ของเจตสิกแต่ละเจตสิกก็ต่างกัน เช่น สภาพของเอกัคคตาเจตสิกจะตั้งมั่นในอารมณ์ จิตไม่ใช่เป็นสภาพที่ตั้งมั่น จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง เป็นธรรมหรือนามธาตุที่สามารถรู้ เช่น ขณะเห็น สามารถเห็นทุกอย่างที่กำลังปรากฏ เวลาที่เสียงปรากฏ จิตก็สามารถได้ยินทุกเสียงที่กำลังปรากฏให้ได้ยิน แต่ว่าเจตสิกแต่ละเจตสิกก็ทำหน้าที่ตามกิจการงานของเจตสิกนั้น คือ เอกัคคตาเจตสิกก็ตั้งมั่นในอารมณ์ทุกอารมณ์ที่จิตกำลังรู้ นั่นก็คือลักษณะของสมาธิ เพราะฉะนั้นเวลาให้ทานก็ต้องมีเอกัคคตาเจตสิก เวลาเดินข้ามถนนไม่ให้รถชน เป็นเอกัคคตาเจตสิกหรือเปล่า เป็น เป็นสมาธิได้ใช่ไหม เพราะว่าขณะนั้นลักษณะของสมาธิปรากฏ แต่ว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลสมาธิ ถ้าข้ามด้วยอกุศลจิตก็เป็นอกุศล และปกติก็รู้ตัวเอง
คือธรรม ประโยชน์สูงสุด คือให้เกิดปัญญาของตนเองที่จะรู้จักตนเองตามความเป็นจริง เราจะรู้จักจิตของคนอื่นเป็นไปไม่ได้เลย เราอาจจะคิดอาจจะเดา แต่จิตของใครเกิดขึ้นเมื่อไหร่เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ปัญญาของคนนั้นจะค่อยๆ เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ทุกคนที่ก้าวเท้าข้ามถนน ข้ามด้วยจิตอะไร ลองคิดดู
ผู้ฟัง ข้ามด้วยสติ
ท่านอาจารย์ ข้ามด้วยสติหรือ สติต้องเกิดกับโสภณธรรม คือโสภณจิต จิตที่เป็นกุศลก็คือขณะที่ให้ทาน รักษาศีล วิรัติทุจริต แล้วก็ขณะนั้นจิตสงบ และก็มีสติสัมปชัญญะที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม จึงจะเป็นกุศล หรือว่าเราจะแจกโดยละเอียด ก็คือขณะใดที่เป็นบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เพราะว่าบุญไม่ใช่เพียงแต่ให้ทานอย่างเดียว บุญคือสภาพของจิตที่ดีงาม เป็นไปใน ๑๐ ประการ คือในการให้ทาน แล้วก็รักษาศีล แล้วก็อบรมเจริญปัญญา แต่ว่าถ้าแจกไปโดยละเอียดก็มี ตรงต่อตัวเองตามความเป็นจริง คือขณะที่กำลังข้ามถนนเป็นกุศลสมาธิหรืออกุศลสมาธิ ขณะที่กำลังข้ามถนนเป็นกุศลอะไร แต่มีความต้องการใช่ไหม ที่จะข้าม ความต้องการขณะนั้น เป็นโลภะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่กุศล
ผู้ฟัง มีปัญหา จะข้ามถนน คือมีเอกัคคตาในการข้ามถนนอย่างมีปัญญาได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ จะให้มีคงไม่ได้ แต่ว่าอบรมจนกว่าปัญญาจะเกิดได้ เพราะว่าปัญญาไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ถ้าไม่มีเสียงกระทบหู จะให้ได้ยินได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะให้ปัญญาเกิดในขณะที่ข้ามถนนได้ไหม ต้องเข้าใจถูกต้องว่าขณะนั้นจิตเป็นอะไร ก่อนอื่นเป็นผู้ตรงต่อธรรม จึงจะได้สาระจากพระธรรม การฟังพระธรรมต้องเป็นผู้ตรงต่อธรรม เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอกุศล ขณะนั้นเอกัคคตาต้องเป็นอกุศลสมาธิด้วย จะเป็นกุศลไม่ได้
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นตลอดชีวิตก็เป็นอกุศลสมาธิโดยตลอด
ท่านอาจารย์ ขณะใดที่อกุศลจิตเกิด ต้องเป็นอกุศลสมาธิ
ผู้ฟัง เพราะขณะเดิน ผมก็ต้องมีสมาธิที่จะเดิน แม้ไม่ต้องข้ามถนน
ท่านอาจารย์ ขณะใดก็ตามที่เป็นอกุศล ขณะนั้นมีเอกัคคตาเจตสิกซึ่งเป็นอกุศลสมาธิ
ผู้ฟัง ถ้าไม่ได้ศึกษาอย่างนี้แล้ว ก็คิดว่าตัวเองมีกุศลอยู่บ้างสลับอยู่บ้าง ความจริงแล้วก็เป็นอกุศลสมาธิตลอดเวลา ที่ไม่เป็นไปในทานในศีล หรือว่าท่านอาจารย์ว่าเป็นการอบรมเจริญปัญญา ชีวิตก็มีแต่อกุศลสมาธิตลอด
ท่านอาจารย์ ขณะใดที่จิตเป็นอกุศล ขณะนั้นเอกัคคตาเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็ต้องเป็นอกุศลด้วย ชื่อว่าเป็นอกุศลสมาธิ จะใช้คำว่ามิจฉาสมาธิก็ได้
ผู้ฟัง มีการฟังเรื่องจิต ก็เลยมีคำถามว่า คำว่าจิตว่างที่คนอื่นใช้กัน จริงๆ หมายถึงอะไร
ท่านอาจารย์ ดิฉันไม่ได้ใช้คำว่าจิตว่าง เพราะฉะนั้นการได้ยินได้ฟังคำนี้ก็ไม่ทราบว่า ผู้พูดมีความหมายว่าอย่างไร เพราะว่าจิตเกิดขึ้นต้องทำกิจการงาน ว่างไม่ได้เลย เวลาที่เรารู้สึกว่าเราว่าง เรารู้สึกว่าเป็นเราไม่ได้ทำการงานธุระต่างๆ แต่จิตที่เกิดแล้วจะไม่ทำกิจการงานไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตจะต้องทำหน้าที่หนึ่งหน้าที่ใดในหน้าที่ของจิต ซึ่งมีทั้งหมด ๑๔ กิจ ปฏิสนธิกิจเป็นกิจแรก จิตทำหน้าที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เมื่อปฏิสนธิจิตดับ จิตที่ดับไปแล้ว เป็นปัจจัยทำให้จิตต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อโดยกรรมเดียวกัน ที่ทำให้เมื่อบุคคลนั้นปฏิสนธิด้วยจิตอะไร ก็ทำให้จิตประเภทเดียวกันนั้นเองเป็นผลของกรรมเดียวกัน เกิดสืบต่อดำรงภพชาติทำภวังคกิจ
ซึ่งขณะที่ทำภวังคกิจ จิตไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้นรส ไม่ได้คิดนึกใดๆ เลยทั้งสิ้น ที่เราจะรู้ลักษณะของภวังคกิจได้ขณะที่นอนหลับสนิทจริงๆ ขณะนั้นโลกไม่ปรากฏ เราเป็นใครก็ไม่รู้ ญาติพี่น้องอยู่ที่ไหน นอนอยู่ที่ไหนอย่างไร ไม่มีความรู้ทั้งสิ้น แต่ยังไม่สิ้นความเป็นบุคคลนั้น เพราะเหตุว่าจิตเกิดดับทำภวังคกิจสืบต่อดำรงภพชาติ ไม่ให้ตาย ยังตายไม่ได้ ยังพ้นความเป็นบุคคลนั้นไม่ได้ เพราะว่ากรรมเพียงให้ผลแค่ปฏิสนธิกับภวังค์เท่านั้น ยังไม่พอ เท่ากับว่าไม่ได้รับผลอะไรเลย เพราะว่าไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า ต้องแล้วแต่ว่าจิตเกิดขึ้นทำกิจอะไร แต่ไม่ว่าง บางท่านอาจจะหมายความว่า ว่างจากโลภะโทสะโมหะ แต่ขณะนั้นเป็นกุศล ซึ่งจะต้องทำกิจหนึ่งกิจใด ถ้าเป็นกุศลก็ต้องทำชวนกิจ ๑ ใน ๑๔ กิจ
ผู้ฟัง ตกลงจิตไม่ว่าง ทำกิจการงานอยู่ตลอด เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ท่านอาจารย์ ในความหมายที่ว่า จิตต้องเกิดขึ้นทำกิจการงาน ไม่มีจิตสักจิตเดียวซึ่งเกิดแล้วไม่ได้ทำกิจการงาน
ผู้ฟัง ภวังคจิตไม่ใช่จิตว่างหรือ
ท่านอาจารย์ จิตทำกิจภวังค์ ขณะนั้นไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก แต่ไม่ได้ตายใช่ไหม เพราะฉะนั้นไม่ใช่จุติจิต ซึ่งเป็นจิตขณะสุดท้าย ก็ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิง จะกลับเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลย เหมือนโลกก่อนเป็นใคร แต่พอจุติจิตเกิดแล้วดับ ก็สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น ขอถามเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง ทบทวนความเข้าใจว่าขณะที่นอนหลับสนิท จิตรู้อารมณ์หรือเปล่า
ผู้ฟัง รู้อารมณ์
ท่านอาจารย์ รู้ แต่ว่าอารมณ์นั้นไม่ใช่อารมณ์ของโลกนี้ เพราะฉะนั้นโลกนี้จึงไม่ปรากฏ แต่จิตเป็นสภาพรู้ จะมีจิตเกิดโดยไม่รู้อารมณ์ไม่ได้ แม้แต่ปฏิสนธิหรือภวังค์ก็ต้องรู้อารมณ์ของปฏิสนธิและภวังค์ซึ่งไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าไม่ใช่อารมณ์ของโลกนี้ โลกนี้จะปรากฏเมื่อเห็น ถ้าไม่เห็นเลยโลกนี้จะปรากฏไหม ถ้าไม่ได้ยินเลย ไม่ได้กลิ่นเลย ไม่ลิ้มรสเลย ไม่กระทบสัมผัสอะไรเลย ไม่คิดนึกใดๆ เลย โลกนี้ก็ไม่ปรากฏ
ผู้ฟัง ในชาติที่แล้วผมว่าน่าจะมีอะไรที่พอจะย้อนมาสู่โลกปัจจุบันได้บ้างไหม น่าจะมีบ้าง หรือจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจถูกต้องว่า ชาตินี้คือชาติหน้าของชาติก่อน ไม่สงสัยเลยใช่ไหมว่า ชาติก่อนทำอะไรบ้าง เพราะขณะที่กำลังเป็นชาตินี้ พอจุติพ้นไปก็คือชาติก่อนของชาติหน้าแล้ว หมดสงสัย ชาติก่อนก็ต้องเหมือนอย่างนี้ ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ต้องคิดนึกสารพัดเรื่อง ผ่านสุขผ่านทุกข์มาแล้วมากมาย ทั้งดีใจเสียใจ เหมือนในชาตินี้ เพียงแต่ว่าต่างลักษณะกันเท่านั้นเอง
ก็ขอสนทนาเรื่องจิตว่างอีกสักนิดหนึ่ง คือว่า ไม่อยากจะปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไป โดยที่ยังไม่แน่ใจว่าคืออะไร สับสน ถ้าใครใช้คำว่าจิตว่าง น่าจะถามว่าว่างอย่างไร แต่ว่าโดยมากพอได้ยินคำว่าจิตว่าง อยากว่างแล้วใช่ไหม คล้ายๆ กับเหน็ดเหนื่อย จิตทำงานทั้งวัน ยุ่งมากเบื่อเหลือเกิน เมื่อไหร่จะจิตว่าง เข้าใจว่าดีใช่ไหม คือถ้าใช้คำว่าจิตว่าง ก็ควรที่จะได้เข้าใจให้ถูกต้องว่า หมายความถึงอะไรอย่างไรใช่ไหม ไม่เช่นนั้นเราก็ใช้คำที่ไม่ทราบว่าหมายความถึงอะไร
เพราะฉะนั้นคนทั่วไป พอได้ยินคำว่าจิตว่าง อยากจิตว่าง แต่ไม่รู้ว่าจิตว่างคืออะไร แต่ตามความจริงก็คือว่าว่างจริงๆ เพราะเหตุว่าไม่ใช่เรา เพียงเกิดปรากฏแล้วหมดไปเลย ไม่เหลือ สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วจะไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นทุกขณะไม่มีอะไรเหลือที่จะเป็นของเก่าของเดิมเลย แม้แต่เห็นที่กำลังเห็นขณะนี้ ก็ไม่ใช่เห็นตอนที่เพิ่งเข้ามาในห้องนี้แล้วเห็น เพราะฉะนั้นทุกขณะก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เพราะว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับหมดไป หมดไปแล้วทุกอย่าง ไม่มีอะไรเหลือเลย คืนนี้ก็คงจะเป็นอย่างนี้ใช่ไหม ไม่เหลืออะไร วันนี้จบแล้ว แต่ว่าจริงๆ แล้ว ทุกขณะเป็นอย่างนั้น คือเกิดแล้วก็ดับไปทันที ต้องการอย่างนี้หรือเปล่า ต้องการว่างอย่างนี้หรือเปล่า
ว่างคือว่างจากความเป็นเรา ความเป็นตัวตน แต่ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะเห็นความจริงนี้ได้ เพราะเหตุว่ายังคงเป็นเราที่เข้าใจ ยังเป็นเราที่คิดอย่างนี้ แต่ว่ายังไม่ใช่การรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง ขณะนั้นต้องเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งจะเกิดต่อเมื่อมีความเข้าใจถูกต้องมั่นคงในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏว่า เป็นสิ่งที่มีจริง เกิดแล้วดับ ยิ่งฟังยิ่งเข้าใจ ยิ่งเป็นสัจจญาณที่มั่นคงว่า ปัญญาสามารถที่จะประจักษ์ความจริงในขณะนี้ จึงจะเป็นปัญญาขั้นที่เป็น อริยสัจธรรม เพราะเหตุว่าสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมตามความเป็นจริงที่กำลังเกิดดับได้
ผู้ฟัง ผมยังข้องใจคำว่า รูปเกิดดับกับนามเกิดดับ ที่จริงนามเกิดดับพอจะเข้าได้ แต่ว่าทีนี้รูปในขณะที่ตาเห็นรูป แล้วหูได้ยินเสียง ก็สีที่ตาเห็นก็ดับ แต่ว่าที่จริงแล้ว รูปก็ยังคงอยู่จริงใช่ไหม ที่ดับไม่ใช่รูปดับ แต่ว่านามดับ ถึงได้สรุปว่ารูปดับ
ท่านอาจารย์ ลืมความคิดเดิมๆ แต่ว่าคิดถึงเหตุผล สิ่งใดที่ปรากฏ สิ่งนั้นต้องเกิดหรือเปล่า
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ แน่นอนใช่ไหม เวลาที่กำลังกระทบแข็ง แข็งปรากฏหมายความว่าแข็งต้องเกิดหรือเปล่า เราไม่ได้คิดถึงโต๊ะ ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย ขณะนั้นก็จะมีกายทวารหรือกายปสาท ซึ่งเป็นรูปที่เกิดจากกรรมที่สามารถจะกระทบกับเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหวที่กระทบกาย ไม่ว่าเย็นหรือร้อนต้องเกิดกระทบกายปสาท กายปสาทก็ต้องเกิดแล้วก็ดับด้วย เรามองโลกเหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเกิดดับสืบต่อมั่นคง เป็นสิ่งที่หนาแน่นใหญ่โต แต่ความจริงมีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียด แม้รูปก็ต้องมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น บางรูปเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน ก่อตั้งให้รูปนั้นเกิดขึ้น บางรูปเกิดเพราะจิต บางรูปเกิดเพราะอุตุความเย็นความร้อน บางรูปก็เกิดเพราะอาหาร และรูปแต่ละกลุ่มก็เล็กมาก เพราะว่าอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่โดยละเอียดยิบจริงๆ แม้แต่ในโต๊ะนี่ก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นด้วย ถ้าเราไม่คิดถึงโต๊ะเลย แต่ว่ามีสิ่งที่กระทบกายปสาท สิ่งนั้นต้องเกิดแล้วก็ดับด้วย
พระธรรมที่ทรงแสดงไว้จากการตรัสรู้ ไม่ใช่จากการคิดไตร่ตรองแล้วก็แสดง แต่ว่าเพราะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม ซึ่งแต่ละคนก็จะเริ่มต้นจากเหตุผล สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ สิ่งนั้นต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะไม่ปรากฏเลย แค่นี้ก็ทำให้เราสามารถจะรู้ได้ว่า ปัญญาจริงๆ สามารถจะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ จึงจะเป็นการรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคลได้ ซึ่งในครั้งที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพาน เมื่อทรงแสดงธรรม ก็มีผู้ที่ได้สะสมปัญญาในอดีตมามาก สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริงได้ แต่ว่าผู้ที่ยังไม่ได้สะสมปัญญาถึงระดับนั้น ก็จะต้องอบรมเจริญปัญญา ตั้งแต่ขั้นการฟังพิจารณา และมีความมั่นคงในความเป็นจริงของเหตุผลด้วย เพราะฉะนั้นเวลานี้คุณวิจิตรมีฟันไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ กำลังเห็น มีฟันไหม
ผู้ฟัง กำลังเห็น ก็ไม่มีฟัน
ท่านอาจารย์ กำลังได้ยิน มีฟันไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ กำลังได้กลิ่น มีฟันไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ กำลังลิ้มรส
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ กำลังกระทบสัมผัสสิ่งที่อ่อนหรือแข็ง
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีฟันหรือ
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีฟันหรือมีแข็ง
ผู้ฟัง มีแข็ง แข็งคือฟัน
ท่านอาจารย์ แล้วแข็งคือโต๊ะหรือเปล่า
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นฟันกับโต๊ะก็เหมือนกัน
ผู้ฟัง ก็ไม่เหมือนกัน สัมผัสคนละที่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแข็งคือแข็ง ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน โลกนี้หรือโลกไหนก็ตาม ใครเปลี่ยนลักษณะของแข็งไม่ได้เลย แต่ขณะใดที่แข็งไม่ปรากฏ แล้วพอถามว่าคุณวิจิตรมีฟันไหม ถ้าตอบว่ามี ถูกหรือผิด ในเมื่อสิ่งนั้นไม่ปรากฏเลย ขณะนี้มีหัวใจไหม
ผู้ฟัง มองไม่เห็น
ท่านอาจารย์ มีหรือเปล่า
ผู้ฟัง น่าจะมี
ท่านอาจารย์ คิดว่ามี เข้าใจว่ามี จำได้ว่ามี นั่นคืออัตตสัญญา ความทรงจำว่ามีเรา ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า แม้กำลังเห็นก็เข้าใจว่ากำลังนั่งแล้วเห็น ถ้ากำลังยืนแล้วเห็นก็เข้าใจว่ากำลังยืนแล้วเห็น แต่จริงๆ แล้ว โลกจริงๆ ก็คือชั่วขณะที่จิตเกิดขึ้นมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏแล้วดับ แต่ว่าเกิดดับสืบต่อจนกระทั่งเหมือนนายมายากล ที่ทำให้คิดว่ามีคนจริงๆ มีโลกจริงๆ มีทุกอย่างจริงๆ แต่ตามความเป็นจริง เพราะมีตามีหูมีจมูกมีลิ้นมีกายมีใจต่างหาก เวลาที่เห็นแล้วคิด เวลาได้ยินแล้วคิด เวลาได้กลิ่นแล้วคิด
เพราะฉะนั้นความคิดทำให้ทรงจำสิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกาย รวมกันเป็นสิ่งที่เที่ยง แต่จริงๆ แล้วทุกขณะไม่เที่ยง ขนิกมรณะ เกิดแล้วก็ดับไป นี่คือปัญญาที่อบรมแล้วก็ประจักษ์ได้จริงๆ เพราะว่าผู้ที่ประจักษ์แล้วมี แต่ว่าก่อนจะประจักษ์ ท่านเหล่านั้นก็เหมือนผู้ที่กำลังเริ่มต้นที่กำลังฟังที่กำลังค่อยๆ เข้าใจ
ผู้ฟัง แต่ถ้าอยู่ในโลกสมมติ ถ้าตอบว่าคุณไม่มีฟันอย่างนี้ จะน่าขำไหม
ท่านอาจารย์ กำลังอยู่ในโลกไหนใช่ไหม เพราะฉะนั้นขณะที่เราศึกษาธรรม เราอยู่ในโลกของความจริงแท้ ซึ่งแม้ไม่ต้องเรียกชื่อเลยสิ่งนั้นก็มีจริง เวลาที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม หรือแม้ใครก็ตาม ขณะนั้นมีสภาพธรรมปรากฏ ปัญญาสามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกโดยไม่มีชื่อ เพราะว่าสภาพธรรมจริงๆ ที่มีจริง ไม่ต้องเรียกชื่อใดๆ เลย สภาพธรรมนั้นก็ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เช่น เสียง เปลี่ยนเสียงให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เห็น เปลี่ยนเห็นให้เป็นได้ยินไม่ได้
เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะไม่เรียกว่าเห็น ก็กำลังเห็น เห็นกำลังทำหน้าที่ของเห็น แต่ถ้ามีปัญญาจริงๆ ก็สามารถที่จะประจักษ์ในธาตุแท้ของเห็นว่า ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏ แต่เป็นนามธาตุเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งมีจริงๆ เวลาที่ศึกษาวิชาการอื่น เราไม่สงสัยในรูปธาตุ เป็นสิ่งที่มีเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นธาตุแต่ละธาตุ แต่นามธาตุเป็นสิ่งที่มีจริง ใครก็มองไม่เห็น เพราะว่าเป็นธาตุรู้ รู้ที่นี่ไม่ใช่รู้อย่างปัญญา แต่สามารถจะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏให้รู้ เช่น ในขณะที่กำลังเห็น มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏให้เห็น นั่นคือธาตุรู้กำลังเห็น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560