ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
ตอนที่ ๑๕๒๗
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
------------------------------------------------------------------------------------
ท่านอาจารย์ แต่สำหรับ หทยทสกะ เป็นรูปที่มีกลุ่ม ๑๐ รูป ซึ่งเป็นที่เกิดของจิต ซึ่งจะปราศจากมหาภูตรูป ๔ สี กลิ่น รส โอชา ไม่ได้ ทสกะ ก็คือ ๑๐ กลุ่มของรูปที่มีรูปซึ่งเป็นที่ตั้งของจิตรวมอยู่ด้วย ทั้งหมดเป็น ๑๐ รูป มี ๓ กลุ่ม อีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือภาวทสกะ ต่อไปรูปนี้กลุ่มนี้ จะทำให้มีอาการแสดงความเป็นหญิง หรือเป็นชาย เพราะฉะนั้นก็มี ๒ อย่าง คืออิตถีภาวรูป หรือว่าปุริสภาวรูป แต่ละคนจะมีเพียงหนึ่งคือกลาปที่เกิด ถ้าเกิดเป็นหญิง ปฏิสนธิจิตเกิดพร้อมกับเจตสิก และก็พร้อมกัมมชรูป คือมีหทยรูป แล้วก็มีภาวรูปอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็จะต้องเป็น ๑๐ เหมือนกัน เพราะว่าขาด ๘ รูปไม่ได้ แล้วก็รวมภาวรูปอีกหนึ่ง แล้วก็ชีวิตินทรียรูปอีกหนึ่ง ก็เป็นรูปที่เกิดจากกรรม นี่ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง สองกลุ่มแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นกายทสกะ เป็นกลุ่มของกายปสาทรูป ซึ่งเป็นรูปที่ซึมซาบอยู่ทั่วตัว ที่ตัวของเราทุกคน ตั้งแต่เกิดมาเลย กรรมทำให้กลุ่มของรูปนี้เกิดขึ้น และต่อมาภายหลัง อุตุ ธาตุไฟที่มีอยู่ในกลุ่มของรูปแต่ละกลุ่ม ก็จะทำให้มีรูปอื่นเกิดเติบโตขึ้นพร้อมกับกรรม
เพราะฉะนั้นธาตุไฟซึ่งเกิดจากกรรม ก็จะทำให้กลุ่มของรูปต่างกันออกไป ถ้าโตขึ้นมาก็เป็นรูปร่างหน้าตาที่ต่างกัน หรือว่าถ้าเป็นผลของกรรมที่ต่างกัน ก็จะทำให้เกิดเป็นสัตว์ตัวเล็กตัวใหญ่ อะไรก็แล้วแต่ นั่นก็เป็นเรื่องของกรรมทั้งสิ้น แต่ให้ทราบว่าในขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิด ไม่ได้มีแต่นามธรรมเกิด มีรูปเกิด ๓ กลุ่ม คือ หทยทสกะหนึ่งกลุ่ม แล้วก็ภาวทสกะหนึ่งกลุ่ม อีกกลุ่มหนึ่งคือกายทสกะ ได้แก่ กายปสาทที่สามารถจะรับกระทบสิ่งที่สัมผัสกาย ปรากฏเป็นลักษณะที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วทั้งภายในและภายนอก สามารถที่จะกระทบ และก็ทำให้มีการรู้ลักษณะที่เย็นบ้าง อ่อนบ้าง แข็งบ้าง ร้อนบ้าง ตึงบ้าง ไหวบ้าง
ผู้ฟัง ทั้งหมดที่ท่านอาจารย์บรรยาย ปฏิสนธิจิต กัมมชรูป และในรูป ๓ กลุ่ม รวมถึงที่เขาโคลนนิ่งไหม ชีวิตที่เกิดจากการโคลนนิ่งนั้นไม่มาจากกรรมใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ต้องทราบขณะปฏิสนธิจิตของสัตว์นั้น ปฏิสนธิจิตของสัตว์นั้นต้องมีใช่ไหม ไม่ใช่ไม่มี ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไหม กับปฏิสนธิจิต ต้องมี แล้วถ้าเป็นในภูมิที่มีรูปด้วย ก็ต้องมีรูปซึ่งเกิดจากกรรม เพราะว่าจิตของสัตว์ที่เกิดเป็นผลของกรรม ไม่ว่าจะโดยวิธีใดทั้งสิ้น ต้องมีจิตปฏิสนธิพร้อมเจตสิก และจิตนั้นเป็นผลของกรรมที่ทำให้รูปเกิดด้วย เป็นกัมมชรูป
ผู้ฟัง ฉะนั้นก็สรุปว่าจิตที่เกิดกับสัตว์ที่โคลนนิ่งออกมา ก็มาจากกรรมเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เรียกโคลนนิ่งหรือไม่เรียกอะไร ที่ใดก็ตามที่มีปฏิสนธิจิตเกิดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เป็นผลของกรรมหนึ่ง แล้วถ้าเป็นในภูมิที่มีรูปด้วย ก็ต้องมีรูปซึ่งเกิดจากกรรม เพราะว่าตามธรรมดาสมุฏฐานที่เกิดของรูปจะมี ๔ คือรูปเกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากจิตก็มี รูปที่เกิดจากอุตุ ความเย็นความร้อนก็มี และรูปที่เกิดจากอาหารก็มี แต่ว่าที่ใดก็ตามที่มีปฏิสนธิจิต ไม่ต้องพูดถึงโดยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อปฏิสนธิจิตเกิดพร้อมเจตสิก ต้องมีกัมมชรูป เพราะว่าจิต เจตสิก ที่เกิดเป็นผลของกรรมที่ทำให้รูปนั้นเกิด ถ้าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม ใครก็สร้างไม่ได้ ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดที่จะสร้างรูปที่เกิดจากกรรมได้ จะทำได้ก็แต่เฉพาะรูปที่เกิดจากอุตุ
ผู้ฟัง ถ้าเด็กที่เขาผ่าท้องให้เกิด หมายความว่ามาจากกรรมเหมือนกันว่าจะเกิดได้เมื่อไหร่ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ก่อนจะผ่าก็ต้องมีจิตเกิดแล้วใช่ไหม ตั้งแต่ปฏิสนธิจิต จิตขณะแรกของชาติหนึ่ง คือจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน หมายความว่า ทันทีที่สิ้นชีวิตลง จิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนดับ ปฏิสนธิจิตของชาติต่อไปต้องเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย แล้วแต่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด และรูปทั้งหมด พร้อมกับปฏิสนธิจิตต้องเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน อย่างในเทวดา ก็ไม่มีแค่ ๓ กลุ่ม มีมากกว่านั้น เพราะว่าเกิดเป็นโอปปาติกะ เกิดทันที ครบทันที แต่ว่าในภูมิมนุษย์ก็มีเพียงแค่กัมมชรูป ๓ รูปที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิต
ตอนต้นก็ได้กล่าวแล้วว่าทุกคนไม่พ้นกรรม ไม่มีใครสามารถที่จะพ้นกรรมได้เลย แต่ไม่รู้ว่าขณะไหนเท่านั้นเอง ตอนเกิดก็เพราะกรรม และเมื่อมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย โดยกรรมทำให้เกิดขึ้น เพื่ออะไร เพื่อเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นี่เป็นชีวิตประจำวัน มีใครบ้างที่วันนี้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีเลย เพราะเหตุว่ากรรม ก็มีรูปเหล่านี้เพื่อให้เกิดจิตที่เป็นผลของกรรม คือมีตาสำหรับเห็นขณะนี้ ซึ่งเราก็เลือกไม่ได้ ทุกคนอยากจะเห็นสิ่งที่ดีมากๆ เลย เพชรนิลจินดา แก้วแหวนเงินทอง อะไรก็แล้วแต่ แต่ก็แล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้เห็นอะไร อยากได้กลิ่นหอม อยากได้เสียงเพราะ แต่ก็แล้วแต่กรรม
เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่าไม่พ้นกรรม คือทุกวันนี้เลย ตั้งแต่ตื่น ขณะนี้เรายังไม่ได้หลับ แต่คืนนี้ต้องหลับ ไม่หลับได้ไหม เราอยากหลับหรือว่าต้องหลับ บางครั้งเราอยากหลับก็ไม่หลับ ต้องหลับได้ไหม ไม่ได้ บางครั้งอยากจะตื่นก็หลับไปแล้ว ก็ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นแม้แต่การตื่นหรือการหลับ ก็เป็นผลของกรรม เพราะว่าขณะตื่น เราเห็น รับผลของกรรมแล้วทางตา ได้ยินรับผลของกรรมแล้วทางหู ถ้ากรรมยังทำให้ต้องเห็น คือยังไม่ให้หลับ อาจจะมีรถชนกัน อาจจะมีฟ้าผ่า อาจจะมีอะไรก็แล้วแต่เกิดขึ้น ไฟไหม้ แต่ถ้าหลับตอนนั้นก็ไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะรับผลของกรรมทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือรับผลโดยการหลับ อันนั้นก็เป็นเรื่องซึ่งแต่ละคนก็ไม่สามารถที่จะเลือกได้เลยจริงๆ
เพราะฉะนั้นก็เห็นได้ว่าเราหนีไม่พ้นกรรม ไปที่ไหนก็คือมีตาไปด้วย มีหูไปด้วย มีจมูก มีลิ้น มีกาย ไปด้วย ซึ่งจะต้องรับผลของกรรมไปตลอด แต่ว่าหลังจากนั้นแล้ว ทุกคนเห็นเหมือนกัน แต่การสะสมตั้งแต่ปฏิสนธิ ตั้งแต่เกิดจิตขณะแรกต่างกัน เพราะว่าไม่ได้สะสมเพียงเฉพาะในชาตินี้ ในชาตินี้ถ้าเราไปเห็นเด็กที่แรกเกิด เหมือนๆ กันหมดเลยใช่ไหม จะรู้ไหมว่าข้างหน้าวิถีชีวิต วิถีจิตของเขาจะต่างกันไปสุดขีดอย่างไรก็ได้ เป็นเรื่องของกรรมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามีการเกิดขึ้น ที่จะไม่มีการรับผลของกรรมเป็นไปไม่ได้ แต่แม้ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตามเมื่อเห็นแล้ว จิตต่างคนก็ต่างเป็นไปตามการสะสม เราจะแลกจิตของเรากับจิตของคนอื่นไม่ได้เลย แต่ว่าเราสามารถที่จะเข้าใจคนที่เขาเกิดความโลภ หรือความโกรธ หรือการกระทำทุจริตได้ว่า เขาสะสมอกุศลธรรม อกุศลกรรมต่างๆ หรืออกุศลเจตสิกต่างๆ ไว้มาก ทำให้ทันทีที่เห็น หลังจากที่เห็นดับไปแล้ว จิตที่เป็นกุศลจะเกิด หรือจิตที่เป็นอกุศลจะเกิดตามการสะสม
เพราะฉะนั้นนอกจากการรับผลของกรรมแล้ว ก็ยังมีกิเลส ซึ่งเพราะมีกิเลสจึงเกิด คนที่ดับกิเลสหมดแล้ว เช่น พระอรหันต์ทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย หลังจากที่จุติจิตดับแล้ว ใช้คำว่าปรินิพพาน หมายความว่าดับโดยรอบ เป็นสมุจเฉทมรณะ ไม่มีการเกิดอีกเลย แต่ว่าการที่จิตขณะหนึ่งเกิด และก็ดับไป แล้วขณะต่อไปเกิดและดับไป เป็นขณิกมรณะ ชั่วขณะชั่วขณะ แล้วก็จะเป็นสมมติมรณะ เวลาที่เราใช้คำว่าตาย คือการสิ้นสุดสภาพของบุคคลนี้ในชาติหนึ่ง เราก็ใช้คำว่าตาย นั่นคือสมมติมรณะ เพราะว่าไม่ได้ตายจริงๆ เกิดทันที กรรมหนึ่งไม่ทราบว่าจะเป็นกรรมไหน ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้
ถ้าทุกคนที่ทำกรรมในชาตินี้แล้วจะจากโลกนี้ไป ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่ากรรมไหนที่ทำในชาตินี้ หรือกรรมก่อนๆ ซึ่งสามารถที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ถ้ารู้อย่างนี้ ก็คงจะทำให้ทุกคนทำกรรมดีเพิ่มขึ้น เพราะว่าเราก็มองเห็นชีวิตที่หลากหลาย ที่เป็นผลของกรรมที่ลำบากต่างๆ ตั้งแต่มนุษย์ที่ทุกข์ยากลำบากด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ด้วยการขาดอาหาร จนกระทั่งถึงสัตว์ต่างๆ ก็ยังมีความทุกข์ต่างๆ มากมาย เพราะว่ามีกายที่จะไม่ให้มีทุกข์ไม่ได้ เมื่อมีตาก็ต้องมีโรคตา มีหูต้องมีโรคหู มีจมูกต้องมีโรคจมูก มีลิ้นต้องมีโรคลิ้น มีกายก็ต้องมีโรคกาย เพราะฉะนั้นกายที่ทุกคนรักมาก เป็นที่เกิดที่ตั้งที่จะนำมาซึ่งทุกข์ คือโรคภัยต่างๆ
เพราะฉะนั้นชีวิตก็น่าศึกษา เพราะเหตุว่าจะแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ ส่วนหนึ่งคือรับผลของกรรม อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นอกุศล หรือกุศลแล้วแต่การสะสม ซึ่งจะเป็นเหตุให้กระทำกรรมใหม่ ที่จะเป็นเหตุให้เกิดผลข้างหน้าต่อไป ซึ่งตรงกับวัฏฏะ ๓ คือกิเลสวัฏเป็นปัจจัยให้เกิดกรรมวัฏ กรรมวัฏเป็นปัจจัยให้เกิดวิปากวัฏ แต่ถ้าเพียงย่อๆ อย่างนี้ เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าวิบากเมื่อไหร่ ต่อเมื่อไหร่เรียนเรื่องจิต และก็รู้ว่าจิตที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งครั้งหนึ่ง ขณะหนึ่งขณะหนึ่ง จะต้องเป็น ๑ ใน ๔ ชาติ ไม่ใช่ชาติจีน ชาติไทย ชาติอะไรเลย แต่เป็นชาติของจิต คือเกิดเป็นกุศลเป็นชาติหนึ่ง เกิดเป็นอกุศลชาติหนึ่ง เกิดเป็นวิบากคือเป็นผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรมชาติหนึ่ง แล้วก็เกิดเป็นกิริยาจิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นจิตของพระอรหันต์ เพราะเหตุว่าไม่ใช่กุศลจิต ไม่ใช่อกุศลจิต และก็ไม่ใช่วิบากจิต
เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาพระธรรม ก็จะรู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักแม้แต่อกุศลจิตที่เกิดแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งคนอื่นยังไม่ทันรู้เลยใช่ไหม แต่ผู้รู้คือตัวเองก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนั้นเป็นจิตประเภทใด แล้วถ้ายังมีการพูดหรือการทำ ก็รู้เลยคำพูดอย่างนี้เกิดเพราะจิตประเภทใด คำพูดอย่างนั้นเกิดเพราะกุศลจิตหรืออกุศลจิต ก็เป็นเรื่องซึ่งเป็นชีวิตในแต่ละวันของแต่ละคน ซึ่งไม่สามารถที่จะพ้นจากธาตุ ซึ่งเป็นนามธรรมและรูปธรรมได้ เพราะเหตุว่าถ้าพูดถึงอนัตตาหรือธาตุ ทุกคนก็ไม่เคยยึดถือธาตุหนึ่งธาตุใดว่าเป็นเราเลย อย่างไฟที่ร้อน กองไฟเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งร้อน ไม่มีเจ้าของ ไม่มีของใคร จิตก็เช่นเดียวกันเป็นนามธาตุ ความต่างของธาตุที่เป็นนามธรรม จะต่างกับรูปธาตุ เพราะว่ารูปธาตุทางวิทยาศาสตร์ก็จะใช้ความสามารถจากเรื่องราว ความทรงจำ การเกิดขึ้นของจิตและเจตสิก และก็ทำให้เกิดวิชาการสาขาต่างๆ แต่เขาไม่สามารถที่จะประจักษ์ลักษณะของจิต เจตสิก รูป ตามที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดง
เพราะฉะนั้นอย่างมากที่ศาสตร์อื่นจะสอนจะทำ ไม่ว่าสาขาแพทย์ หรือว่าอะไรก็ตามแต่ ก็เป็นแต่เพียงเรื่องราวของสภาพธรรม แต่ตัวธรรมจริงๆ ซึ่งเกิดดับเร็วมาก ทำให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ทุกวัน ก็เพราะเหตุว่าจิต เจตสิก มี แล้วก็เป็นประเภทต่างๆ นั่นเอง เพราะฉะนั้นการศึกษาก็จะทำให้เราเห็นได้ว่า ไม่พ้นจากจิต เจตสิก รูป จึงใช้คำว่าปรมัตถธรรม นอกจากใช้คำว่าธรรม ซึ่งหมายความถึงอนัตตา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ก็มีชื่อตามกิจการงานหน้าที่ของธรรมนั้นๆ ถ้าเป็นกุศล ก็เป็นชาติกุศล ไม่ใช่ชาติจีนไทย ไม่ว่าเกิดที่ไหนกับใคร โลภะความติดข้อง บนสวรรค์มีไหม เมื่อสักครู่นี้ก็สนุกกันมากใช่ไหม เทพธิดา เล่นกันเพลิน ไม่มีอะไรจะทำ ไม่มีทุกข์ยาก แต่ความต้องการไม่พ้นเลย ต่อให้จะเกิดที่ไหนก็ตาม ถ้าเป็นในภูมิที่ยังมีความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ วันหนึ่งวันหนึ่งก็จะแสวงหาแต่ความเพลิดเพลินจากสิ่งนั้น ยิ่งเป็นเทวดาก็ยิ่งมีเวลามาก ไม่ต้องไปกวาดบ้าน ถูบ้าน ทำอะไรเลยใช่ไหม เวลาที่จะเพลิดเพลินมาก
มีคำกล่าวว่า สวนนันทวันเป็นที่เพลิดเพลินจนกระทั่งลืมทุกอย่างได้ แล้วก็ภาษาไทยเราประเทศไทยเรา ก็เอาสวนสวรรค์มาตั้งชื่อหมดเลยทุกสวน ก็หมายความว่าเป็นที่ที่รื่นรมย์ แต่ว่าถึงอย่างนั้น จุติจิตจะเกิดเมื่อไหร่ก็ได้ ข้อสำคัญที่สุดคือว่าให้เรารู้จักตัวเราเองเพิ่มขึ้น เรื่องของวิบากเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ก่อนนี้อาจจะทุกข์โทมนัสว่าทำไมสิ่งนี้เกิดกับเรา อย่างที่บางคนชอบพูด ทำไมต้องเป็นเรา ครั้งหนึ่งก็พูดกันบ่อยๆ พออะไรเกิดขึ้นก็ทำไมต้องเป็นเรา แต่ทางธรรมตอบตรง เพราะต้องเป็นเรา จะเป็นคนอื่นไม่ได้ กรรมที่ได้ทำมาแล้ว ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในลักษณะอาการที่วิจิตรมาก การให้ผลของกรรม ถ้าจะสำรวจดูตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวต่างๆ จะเห็นวิถีของกรรมหรือการให้ผลของกรรม ซึ่งคนเราบางคนก็นึกไม่ถึง
มีท่านหนึ่งที่ท่านบอกว่าท่านเคยติดอยู่ในลิฟท์ ท่านก็เคยมาฟังธรรม ไม่ทราบนานเท่าไหร่ หลายชั่วโมง นั่นก็เป็นเรื่องซึ่งยากที่ใครจะเป็นอย่างนั้นบ่อยๆ ได้ใช่ไหม ก็เป็นเรื่องที่จะมองเห็นจริงๆ ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ก่อนนี้เคยอาจจะเสียใจ โทมนัส หรือคิดว่าเพราะคนนั้นคนนี้ทำให้ แต่ความจริงกรรมของเราเอง แล้วก็แลกเปลี่ยนกรรมไม่ได้ด้วย จะไปขอร้องให้รับผลแทนคนอื่นก็ไม่ได้ อย่างมารดาที่เห็นลูกป่วยไข้ ก็อยากจะป่วยไข้แทน ไม่มีทาง หรือว่าลูกเห็นมารดา บิดาป่วยไข้ ก็อยากจะป่วยไข้แทน เป็นไปไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะว่าแม้แต่รูปก็เกิดจากกรรม ที่จะทำให้รับผลของกรรมต่างๆ
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า ขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิดแล้ว ก็จะเป็นภวังคจิต จากนั้นก็ถ้าเป็นวิถีจิตก็คือโลภะติดโดยที่ยังไม่ทราบเลยว่าเป็นอะไร เป็นใคร อย่างไร ตรงนี้จะเป็นไปได้ไหมว่าขณะที่จะตาย คือเรารู้สึกเองว่าเหมือนจะตาย เราจะติด ไม่อยากที่จะจาก หวงมากร่างนี้ อย่างอื่นก็ไม่สนใจแล้ว
ท่านอาจารย์ ตายคือถึงแก่กรรมใช่ไหม หมายความว่ากรรมนั้นสิ้นสุดไม่ทำให้เป็นบุคคลนี้อีกต่อไป จึงทำให้จุติจิตเกิด เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิตก็เป็นผลของกรรม และภวังคจิตก็เป็นผลของกรรม ยังตายไม่ได้ เพราะว่ากรรมยังไม่หมด แต่พอถึงวาระที่จะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ กรรมก็จะทำให้จุติจิตเกิด ยับยั้งไม่ได้อีกเหมือนกัน หมอก็ช่วยไม่ได้ เงินทองจะซื้อสักเท่าไหร่ก็ไม่สามารถที่จะยืดเวลาของจุติจิตต่อไปได้เลย เพราะว่าจุติจิตเกิดเพราะกรรม สภาพของจิตเป็นไปตามกรรมเมื่อเป็นวิบาก แล้วก็เวลาเป็นกุศล อกุศลก็เป็นไปตามการสะสม หลังจากที่เห็นแล้วได้ยินแล้วซึ่งเป็นวิบาก
เพราะฉะนั้นก่อนจะตาย ถ้าทุกคนเลือกได้ก็เลือกดีๆ ใช่ไหม ที่พยายามกันมากก็คือพยายามที่จะให้กุศลจิตเกิดก่อนตาย แต่ตายจริงๆ ไม่มีใครรู้ จิตหนึ่งขณะเท่านั้น ลองคิดถึงจิตหนึ่งขณะ เหมือนปฏิสนธิจิตก็เพียงหนึ่งขณะ แต่จิตเห็นมากมายหลายขณะ จิตเกิดดับสืบต่อสลับกัน ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง เพราะฉะนั้นไม่ใช่ขณะเดียวแต่จุติจิตเพียงขณะเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องของเราที่จะเลือก แต่ว่าเป็นการที่ว่าถ้าเราทำกุศลไปมากๆ เรื่อยๆ ก็มีทางที่กุศลนั้นจะเป็นปัจจัยทำให้ปฏิสนธิจิตได้เมื่อใกล้จะจุติ เพราะเวลาที่จุติจิตจะเกิดจริงๆ ไม่มีใครรู้สึกตัว เหมือนกับตอนเกิด ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อจากจุติของชาติก่อน จะรู้สึกตัวได้อย่างไร ในเมื่อก่อนจะตายชาติก่อนก็ไม่รู้สึกตัว แล้วพอจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตเกิดต่อ ก็ไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน ฉันใด ขณะที่กำลังสนุก ตายได้ไหม มีคนหนึ่งก็คงจะหลายๆ คน หลายๆ แบบ รับประทานอาหารเสร็จ นั่งดูโทรทัศน์แล้วก็ตาย จุติจิตก็เกิด โดยที่ว่าเขากำลังเพลินกับโทรทัศน์
ถ้าเป็นคนที่ป่วยหนักในโรงพยาบาลแล้วตาย เขาก็กำลังคิดเรื่องเจ็บปวดเหมือนกับที่ทุกวันนี้ถ้าเราเกิดจะปวดฟัน หรือปวดท้อง หรือว่าเป็นโรคภัยชนิดหนึ่งชนิดใด เราก็มีความเจ็บเป็นธรรมดา แต่ยังไม่ตาย เพราะฉะนั้นถ้าคนที่ใกล้จะตายเจ็บ พอเจ็บแล้วก็ตาย ก็ไม่รู้สึกตัวเหมือนกัน เพราะว่าตอนตายไม่รู้ แต่รู้ตอนที่กำลังเจ็บ ถ้ากำลังสนุกอยู่ แล้วก็จุติจิตเกิด ก็เพลินอยู่กับเรื่องที่กำลังสนุก แล้วจุติจิตก็เกิด เพราะฉะนั้นจุติจิตจริงๆ ไม่น่ากลัวเลย การจะจากโลกนี้ไป เป็นของธรรมดา ทุกคนต้องตายแน่ แล้วก็วันหนึ่งวันใดก็ไม่รู้ แล้วแต่กรรมจะทำให้อยู่ต่อไปอีกนานมากน้อยเท่าไหร่
เพราะฉะนั้นจุติขณะไม่น่ากลัว ไม่น่าตกใจ เพราะว่าขณะนั้นไม่รู้ตัว รู้ตัวแต่ตอนที่กำลังป่วย หรือกำลังเจ็บ หรือว่ากำลังสนุก หรืออาจจะกำลังโศกเศร้าร้องไห้ แต่ถึงกระนั้นแรงของกรรมที่สามารถจะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ทำให้จิตใกล้จะจุติผ่องใส หรือเศร้าหมอง โดยอารมณ์ที่ปรากฏเพราะกรรมเป็นปัจจัย ซึ่ง ๕ ขณะของจิตก่อนจุติ ไม่มีใครรู้ว่าเร็วขนาดไหน แต่ก็เป็นกุศลหรืออกุศล ซึ่งจะทำให้ปฏิสนธิเป็นผลของกุศลหรืออกุศลนั้น คือถ้าจิตก่อนตายเศร้าหมองเป็นอกุศล ปฏิสนธิจิตเป็นอกุศลวิบาก ถ้าจิตก่อนตายเป็นกุศล ปฏิสนธิจิตก็เป็นกุศลวิบาก แต่ไม่รู้ตัวเพราะเร็วมาก เวลานี้เรารู้แต่ ๕ ขณะจริงๆ เราไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องซึ่งทุกคนมีกรรมทำให้มาสู่โลกนี้เป็นอย่างนี้ แล้วก็กรรมอีกนั่นแหละที่จะทำให้จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น แล้วแต่ว่าจะเป็นกรรมอะไร อาจจะเป็นผลของกุศลที่มากกว่าชาตินี้ก็ได้ หรือว่าอาจจะเป็นผลของอกุศลซึ่งร้ายกว่าชาตินี้ก็ได้
ผู้ฟัง การทำกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาจะมีลักษณะของจิตเช่นไร
ท่านอาจารย์ ปัญญาหมายความถึงสภาพธรรมที่เข้าใจถูก เห็นถูก เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ไม่ใช่จิต จิตเป็นสภาพที่เป็นธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้รู้ นี่เป็นหน้าที่ของจิต เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เช่นขณะนี้กำลังเห็น สิ่งที่ปรากฏจิตเห็น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดๆ ก็ตาม อย่างที่เคยกล่าวถึงแล้วในคราวก่อนๆ เพชรแท้เพชรเทียม หรือจะเป็นอะไร สีสันใกล้เคียง น้ำทะเลกับฟ้าหรืออย่างไร จิตสามารถที่จะรู้แจ้งในอารมณ์นั้นได้ แต่ปัญญาไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นปัญญาก็เป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต เจตสิกทั้งหมดเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งซึ่งจะต้องเกิดกับจิตเท่านั้น จะไม่เกิดนอกจิตเลย
ปัญญาเป็นสภาพที่เข้าใจถูก เห็นถูก ตามความเป็นจริงของสิ่งที่มี หรือเหตุผลของสิ่งนั้น เวลาที่เราเรียนหนังสือ ครูก็จะมีสมุดพก ไม่ทราบสมัยนี้มีหรือเปล่า ก็จะมีคำว่าเด็กคนนี้สติปัญญาดี แต่ความจริงทั้งสติและปัญญาที่ใช้ในภาษาไทย ไม่ใช่สติเจตสิก และไม่ใช่ปัญญาเจตสิก ไม่ใช่สภาพธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดงว่าคำนี้หมายความถึงสภาพธรรมอะไร ถ้าเป็นปัญญาเจตสิก ไม่ได้หมายความถึงเรียนหนังสือเก่ง ไม่ได้หมายความว่าคิดประดิษฐ์อะไร จะเป็นการค้นยาได้ หรือว่าสร้างอะไรได้ก็ตาม ขณะนั้นไม่ใช่การรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปัญญาเจตสิก เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังฟังธรรม ไม่ได้ฟังวิชาอื่น ถ้าฟังวิชาอื่น ไม่ใช่เรื่องของจิต ไม่ใช่เรื่องของเจตสิก ไม่ใช่เรื่องของรูป ไม่ใช่เรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งแม้ว่าไม่เรียกชื่อใดๆ เลยทั้งสิ้น สภาพธรรมนั้นก็เป็นจริงอย่างนั้น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560