ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๕๖๐

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ สำหรับเวทนาเจตสิก ก็เป็นสภาพที่รู้สึก ก็พอจะรู้ได้ แต่รู้ด้วยความเป็นเรา วันนี้สบาย สบายใจ หรือว่าวันนี้ขุ่นใจ ลักษณะของความขุ่นเคือง ความไม่สบายใจ ก็เป็นลักษณะที่มี เพราะฉะนั้นพระธรรมเป็นสิ่งซึ่ง แม้ว่าได้ยินได้ฟังว่ามีอะไรมากเท่าไหร่ แต่ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย โดยที่ว่าไม่ต้องไปท่องจำเลย อย่างผัสสะเป็นเจตสิกที่กระทบอารมณ์ เวทนาเป็นเจตสิกที่รู้สึกอารมณ์ สัญญาเป็นเจตสิกที่จำอารมณ์ เจตนาเจตสิกก็เกิดกับจิต ทุกประเภท ทุกขณะ เพราะฉะนั้นขณะที่จิตเห็น ก็มีเจตนาเจตสิก ซึ่งขวนขวาย กระตุ้นสหชาตธรรม ให้กระทำกิจ เพราะว่าเป็นหน้าที่ของเจตสิก เฉพาะอย่างๆ ซึ่งจะต้องเกิดร่วมกัน นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งทบทวน แล้วก็เจตสิกบางเจตสิก พอจะรู้ได้ แต่ว่าเจตสิก ไม่ใช่ว่าเราสามารถที่จะรู้ได้ทั้งหมด

    ผู้ฟัง พูดถึงสัญญาเจตสิก ที่บอกว่าเป็นความจำ แต่ทำไมเมื่อสักครู่ ดิฉันเดินทางมา ก็เจอเชือก แต่นึกว่าเป็นงู ตรงนี้มันอย่างไร เพราะสัญญามันจะจำ มันก็ไม่ใช่ลักษณะของการจำผิด การที่จำผิดนั่นมันเกี่ยวกับอะไร

    ท่านอาจารย์ คือพระธรรมที่ทรงแสดง ไม่เปลี่ยน ถ้ากล่าวว่าสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวง ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ต้องเป็นความจริง จะเปลี่ยนไม่ได้เลย จำงูจำหรือเปล่า จะจำอะไรก็แล้วแต่ จะคลาดเคลื่อน หรือว่าวิปลาสอย่างไรก็ตามแต่ แต่ว่าขณะนั้นก็มีความจำแล้ว คือจำเป็นงู ไม่ใช่จำเป็นเชือก ก็ต้องมีจำ ต้องมีสัญญาเจตสิก เกิดกับจิตทุกขณะ

    ผู้ฟัง ในเรื่องของวิริยะ คือถ้าโดยทั่วไป วิริยะก็หมายถึงความขยันหมั่นเพียร แต่ทีนี้บางครั้ง ที่มีความเกียจคร้าน ตามพระอภิธรรมแล้ว ตอนนั้นก็มีวิริยะด้วย จะบอกว่าเป็นผู้ที่เกียจคร้าน จะขัดกันไหม

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า ไม่ใช่จิตเห็น ไม่ใช่จิตได้ยิน ซึ่งเพียงแต่อาศัยเจตสิก ๗ ดวง เกิดขึ้น ก็สำเร็จกิจการงานนั้นๆ แต่เมื่อเป็นอกุศลจิต เพราะเหตุว่าขณะนั้นเกียจคร้าน ก็ต้องเป็นอกุศลจิต ก็ต้องมีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าสำหรับวิริยเจตสิก ไม่ใช่อกุศลเจตสิก แต่เป็นปกิณณกเจตสิก ลักษณะของวิริยะ ก็คือความเพียร ซึ่งไม่ใช่ความจงใจ เวลาที่เราจงใจ หรือตั้งใจ มีความคิดที่จะกระทำแล้ว แต่ว่ายังต้องอาศัยความเพียร หรือความพยายามด้วย แต่ว่าเราจะไม่รู้การเกิดดับอย่างรวดเร็วของจิตและเจตสิก ว่าพ้นจากจิตที่เป็นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง ได้แก่ จิตเห็น กุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งเป็นผลของกรรม ไม่ต้องมีวิริยะเลย ไม่ต้องอาศัยวิริยะเจตสิก จิตเหล่านี้ก็เกิดขึ้นได้

    แต่ว่าถ้าเป็นจิตอื่น ก็จะต้องตามกิจการงานของหน้าที่ ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเรียนเรื่องของจิต ว่าขณะไหน มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะไหนไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย อย่างที่บอกว่าขณะที่กำลังเกียจคร้าน ไม่น่าจะมีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะเกิดยังไม่ได้ขี้เกียจเลย แต่ก็แล้วแต่ว่าจิตที่ทำกิจปฏิสนธิเป็นจิตประเภทใด เป็นจิตที่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วยก็มี เป็นจิตที่ไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วยก็มี นี่เป็นความละเอียด

    เพราะเหตุว่าเมื่อกรรมสำเร็จลงแล้ว ที่เป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม จะต้องเป็นปัจจัย เป็นกรรมปัจจัย ที่จะทำให้วิบากจิต ซึ่งเป็นผลเกิดขึ้น วิปากจิตก็คือจิตที่เป็นผลของกรรม ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า "วิบาก" ต้องหมายความถึงว่าต้องมีกรรมที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัย จิตนี้จึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเป็นการเกิดในอบายภูมิ เป็นผลของอกุศลกรรม ไม่ต้องมีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะเหตุว่าจิตนั้น เป็นเพียงจิตที่ทำหน้าที่เป็นปฏิสนธิจิต

    เพราะว่าผลของอกุศลกรรม มีเพียง ๗ ดวง เท่านั้น ให้ทราบว่าที่ทุกคนไม่ชอบอกุศลวิบากเลย แต่ว่าเมื่อมีอดีตอกุศลกรรม ที่ได้ทำแล้ว ก็จะเป็นปัจจัยให้อกุศลวิบากจิตเกิดขึ้น ๗ ดวง น้อยไหม แค่ ๗ ทำกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอกุศลกรรมประเภทใดก็ตาม แต่ถึงกาละที่จะทำให้วิบากจิตเกิด ที่เป็นอกุศลวิบาก ก็จะมีเพียง ๗ ดวง เท่านั้นคือ จักขุวิญญาณ จิตเห็น เป็นอกุศลวิบากหนึ่ง เห็นสิ่งที่ไม่ดีไม่น่าพอใจ โสตวิญญาณ จิตได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจหนึ่ง ฆาณวิญญาณ ได้กลิ่น กรรมทำให้ฆาณปสาทรูปเกิด สำหรับที่จะได้กลิ่นต่างๆ ที่เป็นผลของอกุศลกรรม แล้วก็ชิวหาวิญญาณ คือขณะที่ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจ กายวิญญาณ ก็รู้สิ่งที่กระทบกายที่ไม่น่าพอใจ ๕ ดวงแล้ว

    เพราะฉะนั้นกรรมไม่ได้เพียงทำให้ปัญจวิญญาณ ๕ ดวงนี้ เกิด ที่เป็นอกุศลวิบาก แต่ยังทำให้ขณะใดที่เห็น กรรมก็ทำให้สัมปฏิจฉันนจิตเกิดรับรู้อารมณ์นั้นต่อ การรับรู้อารมณ์ซึ่งเป็นผลของกรรม ไม่มีใครสามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะเหตุว่าเมื่อทำให้จักขุวิญญาณเกิด ดับไปแล้ว เพราะว่าจิตทุกขณะ จะเกิดดับอย่างรวดเร็วมาก ในขณะนี้เองให้ทราบว่า เมื่อจักขุวิญญาณดับไปแล้ว สัมปฏิจฉันนจิต เป็นวิบากจิต ถ้าเป็นอกุศลกรรมก็ทำให้จักขุวิญญาณเห็นสิ่งที่ไม่ดีดับไป สัมปฏิจฉันนจิตซึ่งเป็นอกุศลวิบากเกิดต่อ รับรู้ขณะที่สิ่งนั้นยังไม่ดับด้วย และเมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับไป กรรมก็ยังทำให้สันตีรณจิต ที่เป็นอกุศลวิบากเกิดด้วย

    เพราะฉะนั้นอกุศลวิบากทั้งหมด ไม่ว่าในภพไหน ภูมิไหน ทั้งสิ้น จะมีเพียง ๗ ดวงหรือว่า ๗ ประเภทก็ได้ สำหรับจิตที่จะเป็นผลของกรรม ที่จะทำให้ปฏิสนธิ จะเอาจิตไหนทำให้ปฏิสนธิ ในเมื่ออกุศลวิบากมีเพียง ๗ จักขุวิญญาณ ทำกิจปฏิสนธิไม่ได้เพราะเพียงเห็น โสตวิญญาณทำปฏิสนธิไม่ได้ ฆาณวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ทำปฏิสนธิไม่ได้ สัมปฏิจฉันนจิต ซึ่งรับรู้อารมณ์ต่อ ก็ทำปฏิสนธิไม่ได้ เพราะฉะนั้นเหลือดวงเดียว คือสันตีรณจิต จะทำปฏิสนธิกิจในอบายภูมิ

    เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่า ขณะที่ปฏิสนธิจิต เป็นจิตประเภทไหน ถ้าเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ เพราะว่าเป็นผลของอกุศลกรรม สันตีรณจิต ก็เกิดทำกิจปฏิสนธิ ไม่มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ขณะใดที่เกิดอกุศลจิต อย่างขี้เกียจ ขี้เกียจขณะนั้น ขี้เกียจทำอะไร

    ผู้ฟัง ขี้เกียจทำการงาน

    ท่านอาจารย์ ขี้เกียจทำการงาน วิริยะก็เกิดร่วมด้วย เพียรที่จะขี้เกียจ ไม่ทำการงาน ไม่ขยันที่จะทำการงาน แต่ขยันที่จะไม่ทำต่อไป เพราะวิริยะเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง หรือว่า อย่างเช่น ขยันนอนอย่างนี้ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ก็เราอาจจะใช้คำนั้นได้

    ผู้ฟัง ที่ได้กล่าวถึงวิตกเจตสิก ว่าเป็นสภาพธรรมที่จรดในอารมณ์ ซึ่งจะไปคล้ายๆ กับผัสสะ ผัสสะนี้จะกระทบอารมณ์ กับจรดในอารมณ์ จะดูแล้วใกล้เคียงกันมากเลย

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าลักษณะของเจตสิก แต่ละอย่าง นี่ก็ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นเพียงผัสสะ คือกระทบสิ่งที่จิตกำลังรู้ในขณะนั้น หรือว่าเมื่อกระทบอารมณ์อะไร จิตก็รู้ในอารมณ์นั้น นั่นเป็นหน้าที่ของผัสสะ แต่ก็ไม่ใช่มีแต่เพียงผัสสเจตสิกเท่านั้น สำหรับจิตบางประเภท เช่น สำหรับทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ อย่างไรๆ ก็ต้องจำคำว่าจิต ๑๐ ดวง มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ เท่านั้น เพราะฉะนั้นจิตอื่นนอกจากนี้ ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่านี้

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความต่าง ของการที่จิตเห็นขณะนี้จะเกิด ซึ่งจะขาดผัสสเจตสิกไม่ได้เลย แต่เพียงเห็น รู้เพียงเห็น หรือว่ารู้เพียงได้ยิน เท่านั้นเอง แต่ว่าขณะอื่น เช่น สัมปฏิจฉันนจิต ซึ่งเกิดต่อจากจักขุวิญญาณ มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย นี่แสดงให้เห็นความต่างของจิตที่เห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตที่ลิ้มรส จิตที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งเป็นวิบากจิต ซึ่งเกิดเพราะมีการกระทบกัน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทำกิจเพียงรู้สิ่งนั้นที่กระทบ คือเห็น แค่เห็นแล้วก็ดับไป แค่ได้ยินแล้วก็ดับ แต่ว่าสัมปฏิจฉันนะไม่ได้ทำทัสสนกิจ แต่สามารถที่จะรู้อารมณ์เดียวกับจิตเห็น

    เพราะฉะนั้นสำหรับสัมปฏิจฉันนจิต ก็มีวิตกเจตสิก ซึ่งต้องจรดในอารมณ์นั้นด้วย โดยที่ว่าสามารถรู้อารมณ์นั้นโดยจรด แต่ไม่ใช่โดยทัสสนกิจ คือไม่ใช่โดยเห็น เพราะฉะนั้นก็จะรู้ได้ว่า ๑๐ ดวง มี ๗ แต่ว่าต่อจากนั้นไป ก็จะมีเพิ่มขึ้น เพราะว่าวิตกเจตสิก ก็จะต้องเกิดกับสัมปฏิจฉันนะ ซึ่งเกิดต่อ เพราะฉะนั้นก็มีเจตสิกเกิดมากกว่า ๗

    ผู้ฟัง ปีติเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่อิ่มเอิบ อิ่มใจ ซึ่งเวทนาเจตสิก จะมีโสมนัสเวทนา เป็นความสุขใจ ดูแล้วก็จะคล้ายๆ กัน ขณะที่สุขใจ กับอิ่มใจ ทำไมท่านจึงจำแนก แตกต่างกัน ว่าเป็นเจตสิกคนละประเภท

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องยาก ที่จะรู้ความต่างของเจตสิก ซึ่งใกล้เคียงกันและก็เกิดร่วมกันด้วย แต่ให้ทราบว่าลักษณะของเวทนาเจตสิก เป็นสภาพที่รู้สึก ซึ่งความรู้สึกก็มี ๕ อย่าง คือโสมนัสทางใจ แล้วก็สุขทางกาย โทมนัสทางใจ แล้วก็ทุกข์ทางกาย แล้วก็ อทุกขมสุข เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ แต่เวลาที่บางครั้งบางครา เราก็รู้สึกปีติได้ไหม ก็เราใช้คำนี้ในภาษาไทยบ่อยๆ อย่างบางท่านก็รู้สึกปีติ รู้สึกปลาบปลื้ม รู้สึกปลื้มใจ นั่นคือลักษณะของปีติเจตสิก

    แต่ว่าเมื่อเกิดร่วมกัน โดยมากก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นอะไรจะปรากฏ อย่างความรู้สึกสบายใจ ไม่ทุกข์ มีไหม แต่ว่าไม่ได้ปีติอะไร ไม่ได้ปลาบปลื้ม ก็มีใช่ไหม แต่ว่าเป็นความรู้สึกแค่สบายใจ แต่ว่าจริงๆ แล้วในขณะนั้น ก็จะมีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าลักษณะของปีติเจตสิกไม่ปรากฏ แต่ว่าบางกาละเราก็รู้สึกปลาบปลื้ม ก็คงจะมีบางคน ซึ่งบุตรหลานมีอะไรที่เป็นลาภยศ สรรเสริญ ต่างๆ เหล่านี้ มารดา บิดา พี่น้อง ก็รู้สึกปลาบปลื้มขณะนั้น ความรู้สึกจะไม่ปรากฏเท่ากับความปลาบปลื้ม แต่ในขณะที่ปลาบปลื้ม เวทนาก็ต้องเป็นความรู้สึกที่สบายใจ

    เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็คือสบายใจ กับไม่สบายใจ เป็นลักษณะของเวทนา อย่างวันนี้ไม่สบายใจ ก็ปรากฏชัด แต่เวลาสบายใจ ก็ไม่มีเรื่องอะไร ที่จะปลาบปลื้มให้ปรากฏ แต่ก็สบายใจได้ แต่เวลาที่เกิดความปลาบปลื้ม ในบางกาละ บางเรื่อง เราก็จะเห็นลักษณะของปีติเจตสิกได้ ปีติก็เป็นปกิณณกเจตสิก ซึ่งก็เกิดกับจิตที่เป็นกุศลก็ได้ เป็นอกุศลก็ได้ เป็นวิบากก็ได้ เป็นกิริยาก็ได้ ขณะใดที่มีความรู้สึกเป็นสุข เมื่อไหร่ก็ตาม ทางตาเห็นอะไร ที่น่าพอใจ บางคนก็เห็นดอกไม้ก็ตื่นเต้น สวยมาก เกิดความรู้สึกที่เป็นเหมือนปีติได้ ขณะนั้นจะรู้ลักษณะของเวทนา หรือว่ารู้ลักษณะของปีติ ทางหูที่ได้ยินเสียงเพลงที่ชอบ ปีติหรีอว่าเวทนา นั่นก็เป็นเรื่องที่แล้วแต่ว่า ขณะนั้นสภาพธรรมใดจะปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ขณะใดที่มีความรู้สึกยินดีพอใจ ขณะนั้นความรู้สึกเป็นสุขเกิดขึ้น ก็จะมีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นปีติเจตสิก เกิดกับกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ เกิดกับวิบากก็ได้ กิริยาก็ได้

    ก็คงจะค่อยๆ กล่าวถึงประเภทของจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้น ก็ขอทบทวน ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง ที่ต่อไปจะเพิ่มอีก ๑ ดวง ให้เป็น ๘ ได้ไหม ไม่ได้ โดยเหตุผลคือว่าจาก ๗ แล้วเป็น ๑๐ ไม่มี ๘ ไม่มี ๙ จาก ๗ เป็น ๑๐ ๗ คือทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ แล้วก็สัมปฏิจฉันนะซึ่งเกิดต่อ หรือว่า ปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งเกิดก่อน ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง อันนี้คงจะไม่อยากจะให้จำ หรือว่าคิดมาก แต่ให้ทราบว่าจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ และมีจิตอะไร ซึ่งมีเจตสิกเกิดมากกว่า ๗ เพิ่มขึ้น ทีละน้อยๆ

    ก็จะมีจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ซึ่งปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งเกิดก่อน เป็นวิถีจิตแรก จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ทวิปัญจวิญญาณ มี ๗ สัมปฏิจฉันนะก็มี ๑๐ สันตีรณจิต ก็มีเจตสิกเกิดมากกว่า ๗ ต้องเป็นความละเอียดต่อไป เวลาที่พูดถึง ๑๐ นี่จะต้องกล่าวว่า สันตีรณะที่เกิดร่วมด้วยกับ อุเบกขาเวทนา มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๑๐ เพราะเหตุว่าไม่มีปีติเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    ถ้าแยกเจตสิก ที่เป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ และก็ปกิณณกะ ๖ คือปกิณณกะเพิ่มขึ้นมา เป็นวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก และโดยทั่วไป เวลาที่วิตกเจตสิกเกิด ต้องมีวิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง นอกจาก วิตก วิจาร ก็มี อธิโมกขเจตสิก ที่กล่าวถึงแล้ว และก็มีวิริยเจตสิก มีปีติเจตสิก มีฉันทะเจตสิก ซึ่งทั้ง ๓ ชื่อ เราก็คุ้นหู ก็จะมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก ซึ่งความหมายไม่เหมือนกับที่เราเคยรู้ เพราะว่าวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก ไม่ใช่วิตกกังวล อย่างที่เราเข้าใจ แต่เป็นสภาพที่ วิตก จรด ในอารมณ์ เมื่อจรดแล้ว วิจารเจตสิก ก็ประคองให้อยู่ในอารมณ์นั้น ที่วิตก จรด เพราะฉะนั้นวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก จะต้องเกิดคู่กันไป โดยทั่วไป แต่ที่เว้นก็มี ซึ่งก็จะได้กล่าวถึงต่อไป แล้วก็มีอธิโมกขเจตสิก และก็มีวิริยเจตสิก และก็มีปีติเจตสิก ฉันทเจตสิก ฉันทะก็คุ้นหู ปีติก็คุ้นหู วิริยะก็คุ้นหู เพราะฉะนั้นก็มีอธิโมกข์ ซึ่งไม่ค่อยคุ้นหู และก็มี วิตก วิจาร

    เพราะฉะนั้นถ้าเราพิจารณาเหตุผลกำกับด้วย เราก็จะรู้ว่า ทำไมจิตอื่นจึงมีเจตสิกเกิดมากกว่า ๗ ดวง เช่น ปัญจทวาราวัชชนจิต นอกจากเจตสิก ๗ แล้ว ก็ยังมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิก เกิดร่วมด้วย เป็น ๑๐ ดวง ไม่ทราบมีข้อสงสัยอะไรตอนนี้หรือเปล่า ปัญจทวาราวัชชนจิต เกิดก่อน จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ พวกนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นวิถีจิตแรก ซึ่งยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้กลิ่น ยังไม่ได้ลิ้มรส ยังไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเลย แต่ก็เพียงรู้ว่ามีอารมณ์กระทบ โดยที่ว่าไม่เห็น เพราะฉะนั้นจึงมีวิตกถึงอารมณ์ที่กระทบ และก็มีวิจารเกิดร่วมด้วย แล้วก็อธิโมกข์ก็ปักใจในอารมณ์นั้น เพราะเหตุว่าไม่ใช่วิจิกิจฉา แต่ว่าปักใจในอารมณ์ที่กระทบที่ทวาร

    เพราะฉะนั้นสำหรับปัญจทวาราวัชชนจิต ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ประเภท เมื่อเป็นทวิปัญจวิญญาณ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง พอถึงสัมปฏิจฉันนะ ก็โดยนัยเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่จิตที่เห็น ไม่ใช่จิตที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นจึงมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก เกิดร่วมด้วย พร้อมกับอธิโมกขเจตสิกก็เป็นเจตสิก ที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ปัญจทวาราวัชชนจิต สัมปฏิจฉันนจิต มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง

    บางคนก็คิดว่าทำไมต้องมาพูดเรื่องของเจตสิก ปกิณณกะ สัพพจิตตะ แล้วก็เกิดกับจิตดวงไหนอย่างไร ทั้งๆ ที่เราไม่สามารถที่จะรู้จิตเหล่านี้ได้เลย เช่น ปัญจทวาราวัชชนจิต ไม่สามารถจะรู้ได้ สัมปฏิจฉันนจิต สันตีรณะ ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่นี่เป็นการเกิดดับอย่างเร็วมากของจิต ซึ่งจะเห็นได้ว่า ผู้ที่สามารถทรงแสดงพระธรรมอย่างนี้ ต้องจากการตรัสรู้ เพราะเหตุว่า ไม่ใช่ว่ามีใครสามารถที่จะคิดเอาเองได้ แต่ทรงแสดงถึงจิตซึ่งเกิด และก็ทรงแสดงถึงเจตสิก ที่เกิดร่วมด้วยประกอบให้รู้ว่า สภาพธรรมนั้นๆ เป็นอย่างนั้น แต่หมายความว่าไม่ใช่ให้เราไปรู้อย่างนั้นได้ แต่จะอบรมเจริญปัญญา รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เท่าที่จะรู้ได้ แต่ให้เห็นความต่างกันของปัญญา ของผู้ที่เริ่มศึกษาพระธรรม รู้ว่าพระธรรมที่ทรงแสดง จากการทรงตรัสรู้ สภาพธรรมตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นปัญญาของผู้ที่เริ่มฟังพระธรรม กับปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ห่างกันไกล เพราะฉะนั้นจะเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ในการที่จะศึกษาธรรมด้วยความละเอียด ด้วยการที่จะเข้าใจว่า แม้จิตที่มีอยู่ในวันหนึ่งๆ เราก็ไม่เคยรู้เลย ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่ว่าเป็นสภาพธรรม ที่อาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น โดยละเอียดยิ่ง และก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ ได้เลย เช่น ปัญจทวาราวัชชนะ ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ใครจะไปเปลี่ยนให้น้อยกว่านั้นก็ไม่ได้ และสำหรับทวิปัญจวิญญาณ ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ใครจะไปเพิ่มให้มีมากกว่านั้นก็ไม่ได้ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

    อ.กุลวิไล ท่านอาจารย์บอกว่า การศึกษาเรื่องของจิต เจตสิก จริงๆ แล้วก็เป็น เรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะว่าเป็นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยิ่งการที่จะรู้เรื่องของจิต และเจตสิก ในชีวิตประจำวัน ท่านอาจารย์บอกว่า เราก็ควรจะรู้ เท่าที่เรารู้ได้ ก็อยากจะให้ท่านอาจารย์ ช่วยอธิบายว่า ที่ว่าเราควรจะรู้เท่าที่จะรู้ได้ในชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ คือขณะนี้ จิตใดเกิดขึ้น ทำกิจการงานปรากฏให้รู้ เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ขณะนั้นเป็นธรรม เช่น เห็นขณะนี้ ชื่อว่าจักขุวิญญาณในภาษาบาลี เพราะเหตุว่าทำทัสสนกิจคือจิตเห็น แต่ปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งเกิดก่อน เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ หรือว่า สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ซึ่งเกิดต่อมา เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ แต่การศึกษาพระธรรม ก็เพื่อที่จะเหมือนกับการอบรมปัญญาให้คม ให้ละเอียด ให้รู้ว่าธรรมเป็นสิ่งซึ่งผู้อื่นไม่สามารถที่จะแสดงได้เลย

    เพราะฉะนั้นก็มีความเข้าใจ ในขณะที่เรียนเพิ่มขึ้น ว่าทำไมปัญจทวาราวัชชนะ ไม่ใช่ทวิปัญจวิญญาณ หรือว่าแม้ว่าปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งเกิดก่อนทวิปัญจวิญญาณ มีเจตสิก เกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง เช่นเดียวกับ สัมปฏิจฉันนจิต แต่ทำไมสัมปฏิจฉันนจิต ไม่ใช่ ปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นจิตที่มีเจตสิกเกิดเท่ากัน แต่ว่าจิตหนึ่งทำอาวัชชนกิจ ทันทีที่อารมณ์กระทบ ขณะนั้นกำลังเป็นภวังค์อยู่ ถ้ากระแสของภวังค์ไม่สิ้นสุด ยังคงเป็นภวังค์สืบต่อไป จิตเห็น จิตได้ยินพวกนี้ หรือจิตอื่นก็มีไม่ได้เลย

    ต่อเมื่อใดที่กระแสของภวังค์สิ้นสุด คือภวังคุปัจเฉทะเกิด เป็นปัจจัยให้จิตหนึ่งขณะเกิดก่อนเห็น ก่อนได้ยิน ทำอาวัชชนกิจ คือรู้ตัว ถ้าใช้ภาษาธรรมดา คือรู้ว่ามีอารมณ์กระทบ แต่ขณะนั้นก็ยังไม่ทันเห็น เพราะฉะนั้นจิตพวกนี้ เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ การที่ศึกษาธรรมก็มีทั้งการศึกษาเรื่องของจิตซึ่งรู้ได้ ปรากฏให้เข้าใจได้ กับจิตซึ่งแม้มีก็ไม่ได้ปรากฏ แต่ก็ให้รู้ว่าต้องมีจิตเหล่านั้นก่อน


    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    26 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ