ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
ตอนที่ ๑๕๓๘
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ แต่ย้อนไปถึงชาติก่อนๆ ด้วย ก็เหมือนอย่างนี้ และชาติต่อๆ ไป จิตก็จะเกิดขึ้นทำกิจการงาน ไม่พ้นจาก ๑๔ กิจนี่เอง
ผู้ฟัง คือมีเรื่องจริงอยู่ตรงที่ดิฉันแปลกใจเหมือนกัน มีสุนัขที่บ้าน เขาจะมารยาทดี เพราะดิฉันนั่งเอาขายื่นไป เขาจะไม่เคยข้ามไปเลย เขาจะอ้อม ดิฉันก็นึกว่าเขาต้องสะสมมาอย่างดีมากเลย เพราะดิฉันเองถ้าใครมาขวางๆ ก็ข้ามๆ เหมือนกัน คือเห็นถึงการสะสมจริงๆ เลย ที่ว่าแต่ละชาติแต่ละชาติ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นพระธรรมจะทำให้เราสามารถเข้าใจ แม้การเคลื่อนไหวของกาย แม้คำพูดหรือวาจาของแต่ละบุคคลได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ถ้าเข้าใจจริงๆ ก็จะเป็นปัญญาที่รู้ว่า ขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นอกุศล การศึกษาเรื่องกิจของจิต จะต้องศึกษาเรื่องชาติของจิตด้วย ซึ่งจิตทั้งหมด จะต้องเป็นชาติหนึ่งชาติใดใน ๔ ชาติ คือ เป็นกุศลเป็นจิตที่ดีงามชาติหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้เกิดผลที่ดี ซึ่งถ้าเป็นผลของกุศล จิตนั้นชื่อว่ากุศลวิบาก และก็มีหน้าที่ของกุศลวิบากหลายอย่าง ถ้าเป็นอกุศลจิต จิตที่ไม่ดีก็จะเป็นเหตุให้เกิดอกุศลวิบากจิต ซึ่งก็จะทำกิจของวิบากนั้นๆ ด้วย สองชาติแล้ว กุศลหนึ่ง อกุศลหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดชาติที่ ๓ คือวิบาก อีกชาติหนึ่งก็คือกิริยาจิต หมายความว่าไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่วิบาก แต่เป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจการงานตามหน้าที่ของจิตนั้นโดยไม่เป็นเหตุให้เกิดผล และไม่ใช่ผลซึ่งเกิดจากเหตุด้วย
สำหรับปฏิสนธิจิต เป็นวิบากจิตคือเป็นผลของกรรม อันนี้ทุกคนก็คงจะเห็นได้ว่าเลือกไม่ได้เลย ไม่มีใครเลือกเกิดได้ ไม่ว่าจะเกิดกับมารดาบิดาใด เกิดที่ประเทศใด วงศาคณาญาติใด ก็เลือกไม่ได้เลย จะเป็นคน จะเป็นสัตว์ จะเป็นเทพ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่กรรมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผลของกุศลกรรมวันนี้ที่ฟังพระธรรมแล้วก็เข้าใจ เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เวลาที่ให้ผล ปฏิสนธิจิตก็จะเป็นวิบากจิตที่เป็นกุศลวิบากที่ประกอบด้วยปัญญา แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ในภพภูมิ ซึ่งเต็มไปด้วยรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส หรือที่เราเรียกว่าโผฏฐัพพะ หมายความว่าไม่สามารถจะพ้นไปจากการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ยังไม่สามารถที่จะออกจากกามโลก หรือกามาวจรภูมิได้ ซึ่งถ้าเป็นสุคติภูมิก็จะเป็นมนุษย์หนึ่งภูมิ และก็เป็นสวรรค์อีก ๖ ชั้น ซึ่งเป็นผลของกุศลวิบาก ถ้าเป็นผลของอกุศลวิบาก ก็จะเกิดในอบายภูมิ ๔ ซึ่งได้แก่ เกิดในนรกหนึ่ง เกิดเป็นเปรตหนึ่ง เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นอสุรกาย ทั้งหมดกามาวจรภูมิหรือกามภูมิ ก็มี ๑๑ ภูมิ มนุษย์เป็นหนึ่งในสุคติภูมิ ๗ เพราะว่ามีสวรรค์อีก ๖
ผู้ฟัง ที่เข้าใจว่าปฏิสนธินี่เกิดเพราะกรรม
ท่านอาจารย์ เป็นวิบากจิต
ผู้ฟัง เป็นวิบาก ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะทำอย่างไรได้ว่า จะได้ไม่ต้องมีวิบากอีก ไม่ต้องมีกรรมอีก
ท่านอาจารย์ เป็นพระอรหันต์ ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ต้องเกิด พระโสดาบันยังต้องเกิด พระสกทาคามียังต้องเกิด พระอนาคามียังต้องเกิด บุคคลที่ไม่เกิดก็คือพระอรหันต์เท่านั้น
ผู้ฟัง กิจอันที่ ๑๑ ของวิถีจิต คือโวฏฐัพพนกิจ ที่บอกว่าเป็นบาทหรือเป็นทางที่จะให้กุศลหรืออกุศลเกิด โดยในบุคคลที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่ค่อยเข้าใจ จะเป็นทางอย่างไร
ท่านอาจารย์ เราต้องไล่ไปตั้งแต่เป็นภวังค์ แล้วก็อาวัชชนจิตเป็นวิถีจิตแรก คุณหมอจะเอาทางไหน ทางปัญจทวารมี ๕ เอาทวารไหน
ผู้ฟัง เอาทางตา
ท่านอาจารย์ เอาทางตา ขณะนี้ทุกคนเหมือนกับว่าเห็นเลย ไม่รู้เลยว่า ก่อนเห็นต้องเป็นภวังค์ก่อน เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตายังไม่ได้กระทบจักขุปสาท ต้องเกิดจึงกระทบ ทุกอย่างที่ปรากฏต้องเกิด แต่เราไม่เห็นการเกิด ไม่เห็นการดับ แต่ให้ทราบว่าสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏต้องเกิด ถ้าไม่เกิดจะไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ต้องเกิดแล้วกระทบกับจักขุปสาทรูป ซึ่งเป็นจักขุทวาร ขณะนั้นจิตยังเป็นภวังค์ แต่จากการกระทบกันของสิ่งที่ปรากฏทางตา ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่ารูปารมณ์ คือทางตาเป็นรูป ทางหูเป็นเสียง ใช้ศัพท์ภาษาบาลีว่าทางตาเป็นวัณโณ หรือวัณณะ แต่ถ้ารวมกับอารมณ์ก็เป็นรูปารมณ์ รูปะกับอารัมมณะก็เป็นรูปารมณ์ เสียงที่เป็นอารมณ์เป็นสัททารมณ์ กลิ่นที่เป็นอารมณ์เป็นคันธารมณ์ รสที่เป็นอารมณ์เป็นรสารมณ์ สิ่งที่กระทบกายเป็นโผฏฐัพพารมณ์ จะมีคำว่าอารมณ์ต่อท้ายให้รู้ว่า ขณะนั้นจิตกำลังรู้สิ่งนั้น ไม่ใช่รูปอื่นไม่ใช่สิ่งอื่น
เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ ภาษาบาลีเรียกว่ารูปารมณ์ รูปารมณ์ขณะนี้ต้องเกิด ถ้ามืดไม่มีแสงสว่างเลย หมายความว่าแสงสว่างยังไม่ได้เกิด ยังไม่ได้กระทบกับจักขุปสาทรูป ต่อเมื่อใดสิ่งนั้นเกิดขึ้นกระทบกับจักขุปสาทรูป ขณะนั้นจิตยังเป็นภวังค์ แต่จากการกระทบของรูปารมณ์ในขณะนี้ที่ปรากฏกับจักขุปสาท เป็นเหตุให้ภวังค์จะไม่มีอารมณ์เก่า แต่ว่าก่อนที่จะมีอารมณ์ใหม่ได้ จะมีอารมณ์ใหม่ทันทีไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นภวังค์ๆ อยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งรูปารมณ์กระทบกับจักขุปสาทรูป และรูปารมณ์ที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ มีอายุเพียงแค่จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เร็วแค่ไหน ทุกอย่างกำลังเกิดดับเกิดดับรวดเร็วจนกระทั่งไม่ปรากฏว่าดับเลย แต่ขณะนี้ที่กำลังเห็น รูปารมณ์กระทบกับจักขุปสาทรูป แล้วก็ภวังค์ก็เริ่มจะสิ้นสุดกระแสภวังค์ก่อน ถึงจะสามารถรู้อารมณ์ใหม่ได้
เพราะฉะนั้นเพื่อแสดงอายุของรูปว่ามี ๑๗ ขณะ รูปที่เกิดและกระทบจักขุปสาท ขณะนั้นชื่อว่าอตีตภวังค์ ใช้คำเพื่อแสดงอายุของจิต ๑๗ ขณะ เพื่อที่จะให้รู้ว่ารูปดับเมื่อไหร่ เมื่ออตีตภวังค์ดับไปแล้ว หนึ่งขณะนี่เร็วมาก ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลย ภวังค์ที่เกิดสืบต่อใช้คำว่าภวังคจรณะหมายความว่า เริ่มจะไม่มีอารมณ์ของภวังค์ และเมื่อภวังคจรณะดับไปแล้ว ภวังคจิตขณะสุดท้ายชื่อว่าภวังคุปัจเฉทะ ถ้าภวังคุปัจเฉทะเกิดเมื่อไหร่ วิถีจิตต้องเกิด จิตต่อไปจะเป็นภวังค์อย่างเดิมไม่ได้เลย เพราะเหตุว่ามีรูปกระทบจักขุปสาท แล้วก่อนที่จิตเห็นจะเกิด วิถีจิตแรกก็คืออาวัชชนจิต ซึ่งถ้าเป็นทางตา ก็ชื่อว่าจักขุทวาราวัชชนจิต จักขุทวารกับอาวัชชนะ จิตนี้เกิดขึ้นรู้สิ่งที่กระทบตา แต่ไม่เห็น เพียงแต่รู้ว่ามีสิ่งที่กระทบตา มีรูปารมณ์นั่นเองเป็นอารมณ์ แต่ไม่เห็นแล้วก็ดับไป ทำอาวัชชนกิจ จิตนี้เป็นกิริยา จากภวังค์ซึ่งเป็นวิบาก และก็เป็นกิริยาก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นการรู้อารมณ์อื่น
เมื่ออาวัชชนจิตหรือจักขุทวาราวัชชนจิตดับ ขณะนี้จักขุวิญญาณเกิดขึ้นทำทัสสนกิจ คือต้องพูดควบคู่กันไประหว่างทวาร อารมณ์ และก็กิจ ขณะนี้จักขุวิญญาณทำกิจเห็น ขณะที่เห็น เราไม่รู้เลยว่าก่อนเห็นต้องมีอาวัชชนจิตเกิดก่อน เป็นกิริยาจิต แต่เมื่อกิริยาจิตนั้นดับไปแล้ว จักขุวิญญาณขณะนี้เป็นผลของกรรม ที่กล่าวว่าวันหนึ่งวันหนึ่งเราไม่สามารถจะพ้นกรรมได้เลย เพราะว่ากรรมทำให้มีจักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป กายปสาทรูป เพื่อจิตที่เป็นผลของกรรมจะเกิดขึ้นเห็น ถ้าเห็นสิ่งที่ดีเป็นจักขุวิญญาณกุศลวิบาก ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นจักขุวิญญาณอกุศลวิบาก ตอนนี้เพียงชั่วขณะเห็น ไม่นานเลย ชั่วหนึ่งขณะแล้วดับ จะไม่มีจักขุวิญญาณ จักขุวิญญาณ จักขุวิญญาณซึ่งเกิดซ้ำๆ กันเลย แต่จะมีจักขุวิญญาณเพียงหนึ่งขณะที่เห็นแล้วดับ แต่ว่าการเห็นที่สืบต่อ ก็เพราะเหตุว่าเมื่อจักขุวิญญาณดับแล้ว มีจิตซึ่งเกิดต่อเป็นวิบาก กรรมจะทำให้วิบากจิตเกิดสืบต่อทำสัมปฏิจฉันนกิจ คือรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาต่อ เพราะว่ารูปารมณ์ที่เกิดพร้อมกับอตีตภวังค์ยังไม่ดับเลย นี่หนึ่งขณะ สัมปฏิจฉันนะก็ไม่เกิดหลายขณะ จักขุวิญญาณเกิดหนึ่งขณะเป็นวิบากจิต สัมปฏิจฉันนะเกิดหนึ่งขณะเป็นวิบากจิต แค่นิดเดียวที่รับต่อ ดับทันที จะอยู่นานกว่านั้น จะทำกิจอื่นเกินกว่านั้นก็ไม่ได้ จะทำได้เพียงแค่กิจที่รับอารมณ์นั้นต่อจากจักขุวิญญาณเท่านั้น
เมื่อสัมปฏิฉันนจิตดับแล้ว สันตีรณจิตเกิด นี่เป็นจิตตนิยาม ใครจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เป็นอนันตรปัจจัยและสมันตรปัจจัยว่า เมื่อจิตนี้ดับ เช่น สัมปฏิจฉันนะดับ อนันตรปัจจัยและสมันตรปัจจัยทำให้สันตีรณจิตต้องเกิดต่อ จิตอื่นเกิดไม่ได้เลย เพราะว่าจิตที่ทำสันตีรณกิจ ภาษาไทยก็แปลออกมาว่าพิจารณาอารมณ์ แต่ไม่ได้พิจารณายาวๆ เลย หนึ่งขณะจิตที่รู้ว่าอารมณ์นั้นเป็นอย่างไร ดับแล้ว ทีนี้ถึงจิตที่คุณหมอถามคือโวฏฐัพพนกิจ ก่อนที่จะชอบหรือไม่ชอบ เพียงแค่เห็นเป็นวิบากเป็นผลของกรรม ซึ่งทุกคนต้องเกิดตามกรรมที่ให้ผลเมื่อไหร่ จิตเหล่านี้ต้องเกิด จักขุวิญญาณต้องเกิด สัมปฏิฉันนจิตต้องเกิด สันตีรณะต้องเกิด และเมื่อวิบากดับไปแล้ว จะเกิดจิตที่เป็นกุศลหรืออกุศลทันทีไม่ได้ ต้องมีจิตอีกหนึ่งขณะที่ทำโวฏฐัพพนกิจทางปัญจทวาร หมายความว่าเป็นกิริยาจิตเพียงเกิดขึ้นที่จะให้จิตต่อไป เป็นกุศลหรืออกุศลตามที่ได้สะสมมา
เราทุกคนอยากจะมีกุศลจิตใช่ไหม แต่ว่าเวลาที่เห็นแล้ว ทำไมเป็นอกุศล ถ้าเราสะสมอกุศลมามากๆ เราจะพยายามสักเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เพราะว่าเมื่อโวฏฐัพพนจิตดับไป ต้องเป็นไปตามการสะสมว่า ขณะนั้นจะเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตประเภทใด ขณะนั้นไม่ใช่วิบากไม่ใช่กิริยา แต่เริ่มเป็นเหตุใหม่ที่สะสมสืบต่อไป ที่จะทำให้เป็นกรรมซึ่งจะให้เกิดวิบากต่อไป เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งส่วนหนึ่งของชีวิตก็คือวิบาก ซึ่งเป็นผลของกรรมเก่า และกุศลและอกุศลซึ่งเป็นเหตุคือกรรมใหม่ เมื่อได้กระทำกรรมสำเร็จลงไป ที่เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่จะให้ผลต่อไปข้างหน้าไม่หยุดเลย เช่น ขณะนี้ที่เป็นกุศลตามการสะสม ที่ได้ฟังแล้วสามารถที่จะเข้าใจได้ ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน หรือการฟังครั้งที่หนึ่ง ก็ไม่เหมือนการฟังอีก ๒ ปี ๓ ปีใช่ไหม ก็มีการสะสมเพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้นหลังจากที่โวฏฐัพพนะดับไปแล้ว ก็เป็นกุศลหรืออกุศลสำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีกิเลสใดๆ ที่จะทำให้เกิดกุศลจิตและอกุศลจิตเลย สำหรับพระอรหันต์ก็เป็นกิริยาจิต
ผู้ฟัง หนึ่งขณะจิต เราไม่สามารถที่จะรู้กุศลหรืออกุศล แล้วมันเร็วมาก แล้วจะต้องไปถึงกี่ขณะจิตโดยคร่าวๆ
ท่านอาจารย์ คือเวลานี้มีเห็น รู้ปัญจทวาราวัชชนจิตซึ่งเกิดก่อนไม่ได้ใช่ไหม หลังจากที่เห็นดับไปแล้ว จะรู้สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะก็ไม่ได้ เพราะเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะเท่านั้นเอง แต่ว่ากุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิดซ้ำกัน ๗ ขณะ ที่ใช้คำว่าชวนะ ก็คือว่าไม่มีกิจอื่นอีกแล้วที่จะต้องทำ เห็นแล้วรับแล้วรู้แล้วพิจารณาแล้ว ก็คือเป็นกุศลและอกุศลในสิ่งที่ปรากฏ แต่ ๗ ขณะนี้ก็สั้นอีก เพราะฉะนั้นเราคงจะไม่ต้องไปนับว่ากี่วาระที่รูปเกิดแล้วก็ดับ แล้วก็จิตก็เกิดขึ้นรู้รูปนั้นแล้วก็ดับ และก็รูปเกิดอีก และก็กระทบอีกและก็เกิดอีกแล้วก็ดับ
ผู้ฟัง และอีกอย่างหนึ่งที่บอกว่า หนึ่งอนุขณะจิต ยิ่งไม่รู้ใหญ่ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป จะไปรู้ได้อย่างไร หนึ่งวิถียังไม่รู้เลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นใครรู้
ผู้ฟัง ก็รู้คล้อยตามเท่านั้น
ท่านอาจารย์ ต้องมีผู้รู้ ผู้ทรงแสดง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะแสดงได้เลย เพราะฉะนั้นการศึกษาพระไตรปิฎก การฟังพระธรรมให้ทราบว่าเป็นธรรมจากการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่บุคคลอื่น ทุกคนที่กล่าวตามเป็นผู้ที่ฟัง พิจารณาแล้วก็แสดงตาม แม้ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ เอตทัคคะ หรือท่านพระสารีบุตร ท่านพระอานนท์ ทุกท่านกล่าวว่า ท่านกล่าวตาม เพราะเหตุว่าเป็นสาวก
ผู้ฟัง หนึ่งวิถีจิตในหนึ่งแถวเลย ๑๗ ขณะจิต ยังไม่รู้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศลเลย
ท่านอาจารย์ ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจ ก่อนที่จะรู้ต้องเข้าใจจากการฟังก่อน เช่น ขณะเห็น ฟังแล้วเข้าใจว่าเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ จึงสามารถเห็น ในขณะที่รูปไม่สามารถจะเห็น ไม่สามารถจะรู้ ไม่สามารถจะคิด ไม่สามารถจะจำอะไรเลย เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งที่เราได้ฟังธรรมแล้ว เราก็สามารถที่จะเข้าใจว่าลักษณะนี้ที่กำลังปรากฏ เป็นลักษณะของรูปธรรมหรือว่าเป็นลักษณะของนามธรรม ธรรมก็ไม่อยู่ไกลเลย ทุกขณะหมด เพราะฉะนั้นถ้าสามารถที่จะเกิดการเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ เช่น ในขณะที่เห็น สามารถที่จะรู้ว่ามีธาตุรู้ จึงเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ธาตุรู้หรือสภาพที่เห็น ก็เริ่มเข้าใจว่าขณะนั้นไม่มีเรา แต่มีนามธรรม หรือจะใช้คำว่านามธาตุก็ได้ ซึ่งเป็นสภาพรู้เกิดขึ้น แล้วก็เห็นบ้างได้ยินบ้างแต่ละขณะซึ่งไม่ใช่ขณะเดียวกัน แต่ก่อนที่จะเห็นหรือว่าจะชอบไม่ชอบ จิตจะต้องเกิดดับสืบต่อตามวิถีของจิต เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เพราะว่าการตรัสรู้แล้ว ก็คือเมื่อทรงแสดงสิ่งที่ได้ตรัสรู้ตามความเป็นจริง สิ่งนั้นไม่เป็นสอง คือจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คำใดที่ตรัสแล้วไม่เป็นสอง คือต้องเป็นตรงตามนั้น เพราะว่าไม่ใช่คิด ไม่ใช่ไตร่ตรอง แต่ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมนั้นจริงๆ เช่น กุศลจิตทำปฏิสนธิกิจหรือเปล่า ไม่ ทำภวังคกิจหรือเปล่า ไม่ ทำอาวัชชนกิจหรือเปล่า ไม่ใช่ไหม ทำกิจอะไร ชวนะ แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้ทำอาวัชชนกิจด้วยใช่ไหม ทำกิจเห็นหรือเปล่า ทำกิจได้ยินหรือเปล่า เราก็รู้เลยว่า ไม่ใช่กิจพวกนั้นหมดเลย แต่ว่าเวลาที่กุศลจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิด ตอนนี้ก็จำเฉพาะว่าทำชวนกิจ หมายความว่าเกิดดับซ้ำกัน ๗ ขณะ มากกว่าขณะอื่น จึงปรากฏให้รู้ได้
อย่างขณะนี้ไม่ว่าเราจะกล่าวถึงกิจ ๑๔ กิจ แล้วก็ปฏิสนธิกิจไม่มี จุติกิจไม่มี ก็ตามแต่ แต่ที่เราสามารถจะรู้ได้คือภวังค์ ขณะที่โลกนี้ไม่ปรากฏเลย หลังจากนั้นกิจอื่นก็ที่รู้ได้คือ กิจเห็น ทัสสนกิจขณะนี้มี กิจได้ยิน กิจได้กลิ่นมี กิจลิ้มรสมี กิจรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสมี ก็ได้หลายกิจแล้วที่เรารู้ใช่ไหม ๕ กิจที่เป็นตาหูจมูกลิ้นกาย และก็ภวังค์อีกหนึ่งเป็น ๖ แล้วก็กุศลและอกุศลเป็นชวนะเป็น ๗ อีก ๗ กิจ ก็เป็นชื่อต่างๆ ซึ่งค่อยๆ จำไปก็ได้ แต่ว่าถ้าจะรวมปฏิสนธิกับจุติอีกก็ได้อีกใช่ไหม คือคนที่นับเก่งๆ ก็พอที่จะค่อยๆ รู้ว่ายังจำกิจอะไรไม่ได้ กิจที่เหลือที่ยังจำไม่ได้ น้อยใช่ไหม
ภวังคกิจหนึ่งแล้วจำได้ และอีก ๕ กิจเป็น ๖ ได้ ๖ แล้วใช่ไหม และชวนะอีกหนึ่งเป็น ๗ จุติกับปฏิสนธิเท่าไหร่ ๙ ส่วนที่เหลือก็คือคำที่เกิดก่อนจิตเห็นบ้าง แล้วก็เกิดตามหลังบ้าง แล้วเกิดหลังชวนะบ้างเท่านั้นเอง ค่อยๆ จำไป แต่จำกิจใหญ่ๆ ไว้ว่าขณะที่เห็นขณะนี้เป็นกิจหนึ่ง แล้วก็ชอบไม่ชอบทำชวนกิจเท่านั้นเอง ซึ่งโดยนัยของพระสูตร ท่านก็ไม่ได้แสดงเรื่องอาวัชชนกิจ ไม่ได้แสดงเรื่องโวฏฐัพพนกิจ ไม่ได้แสดงเรื่องสัมปฏิฉันนกิจ สันตีรณกิจ หรือตทาลัมพนกิจเลย ท่านแสดงกิจที่ทุกคนสามารถจะรู้ได้ สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็จำแค่นี้กิจก่อน ๕ กิจแล้วก็ชวนกิจเป็น ๖ ปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ เป็น ๙ ใช่ไหม แล้วก็ก่อนที่จะมีจิตเห็น จิตได้ยินก็จำไว้ แล้วก็หลังจากเห็นได้ยิน แล้วก็มีกี่กิจก็ค่อยๆ จำไป แต่ไม่จำหมดทันทีก็ได้ แต่ว่าจำส่วนที่เราสามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะว่าถ้าสอบถามดู ก็ตอบได้ทุกคน จิตเห็นทำปฏิสนธิกิจหรือเปล่า ไม่ใช่ก็ตอบได้ ถ้าถามว่าทำสัมปฏิจฉันนกิจหรือเปล่า ก็ตอบได้ ทำกิจสันตีรณะหรือเปล่า ก็ไม่ใช่อีก ทำกิจโวฏฐัพพนะหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ เพราะว่ากุศลอกุศลทำชวนกิจ ๗ ขณะ เป็นปกติ ก็จำเพียงกิจพวกนี้ก่อนก็ได้
นี่เป็นเหตุที่เราต้องศึกษาเรื่องกิจของจิต ให้รู้ความละเอียดจริงๆ ว่าขณะใดเป็นกุศล ขณะใดเป็นวิบาก ขณะใดเป็นกิริยา แล้วก็จิตทั้งหมดที่เป็นกุศล ทำกิจอะไร กิริยาทำกิจอะไร วิบากทำกิจอะไร จิตแต่ละประเภทจะทำกิจที่ไม่ใช่กิจของตนไม่ได้เลย อย่างวิบากจะไปทำกิจของกุศลและอกุศลไม่ได้ เพราะเหตุว่าวิบากเป็นผลเกิดขึ้น เพราะกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่สะสมสืบต่อ ถึงกาลที่สมควรที่วิบากชนิดใดจะเกิดทางไหน วิบากชนิดนั้นก็เกิดทางนั้น เช่น ทางตาก็ต้องมีสิ่งเกิดขึ้นกระทบจักขุปสาท ถ้าเป็นวิบากทางหู ก็ต้องมีเสียงเกิดขึ้นกระทบกับโสตปสาท จิตที่เป็นวิบากจึงเกิดขึ้นได้ยิน
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องซึ่งต้องศึกษาให้เข้าใจว่า จิตแต่ละขณะเป็นชาติอะไร และก็ทำกิจของจิตชาตินั้นๆ ได้แค่ไหน อย่างกิริยาจิตสำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็มีแต่ว่าทำกิจเพียงแค่อาวัชชนะ หลังจากที่ภวังคุปัจเฉทะดับ ก่อนที่วิถีจิตอื่นๆ จะเกิด วิถีจิตแรกต้องเป็นอาวัชชนะ เพราะว่าเพียงรู้สึกตัวจากการหลับสนิทเหมือนไม่รู้อะไรเลย แล้วเริ่มจะรู้ นั่นคืออาวัชชนกิจ ไม่ว่าจะเป็นทาง ๕ ทวารหรือว่าจะเป็นทางใจก็ตาม อย่างทางตา ภวังคจิต แล้วจะเกิดเห็นขึ้นมาทันทีไม่ได้ ต้องมีวิถีจิตก่อนเกิด คือรู้เริ่มรู้สึกตัวทางทวารนั้น หรือว่าทางใจ พอจะคิดหลังจากที่เป็นภวังค์แล้ว เมื่อเป็นภวังค์ ภวังค์อยู่ ที่เราคิดได้ต้องทราบว่ามีอาวัชชนจิตซึ่งเป็นวิถีจิตแรกทางมโนทวาร ชื่อว่ามโนทวาราวัชชนจิต เกิดคิดก่อนแล้วก็จิตถึงจะเป็นกุศลและอกุศลตามสิ่งที่คิด ก็เป็นความละเอียด ซึ่งแสดงให้เห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม ซึ่งหลากหลายมาก ทั้งวันทุกวัน แล้วก็แต่ละคน
เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวถึงชีวิตต่างๆ ในโลกนี้กี่แสนกี่ล้าน ก็เห็นความน่าอัศจรรย์ของการสะสมของสภาพธรรม ซึ่งก็จะไม่พ้นจากจิตที่เป็นวิบาก จิตที่เป็นกิริยา จิตที่เป็นกุศลและอกุศล วิบากเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว แต่กุศลและอกุศลเป็นเหตุใหม่ที่จะเป็นปัจจัยให้วิบากคือผลของกรรมเกิดต่อไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นก็แยกได้ว่า ขณะใดเป็นผลของกรรมในอดีต และขณะใดเป็นเหตุใหม่ที่จะให้เกิดผลของกรรมในอนาคตต่อไป การศึกษาธรรมต้องเป็นผู้ตรง จึงจะได้สาระจากพระธรรม ตรงขั้นแรกคือเรากล่าวว่า เรามีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เพราะฉะนั้นการมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะเป็นที่พึ่งจริงๆ ก็คือว่า ต้องมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า รัตนะที่ ๑ ซึ่งทรงแสดงพระธรรมเป็นธรรมรัตนะ ถ้าเราไม่ศึกษาพระธรรม แล้วเราจะกล่าวว่าเราเป็นผู้ที่นับถือพระรัตนตรัย ก็คงจะขาดไปใช่ไหม และการนับถือพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม เราจะไม่รู้ความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560