ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
ตอนที่ ๑๕๑๙
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ คือต้องวิเคราะห์ และต้องพิจารณา ขณะที่ฝันนี่คิด แต่ขณะเดี๋ยวนี้ที่คิดนี่ฝันหรือไม่ ต่างกันอย่างไร ทำไมเดี๋ยวนี้ก็คิด ถ้าลองหลับตา คิด และไม่มีอะไรปรากฏเลย เสียงก็ไม่ได้ยิน กลิ่นก็ไม่ปรากฏ แต่คิดเป็นฝันหรือไม่
ผู้ฟัง คิดไม่ใช่ฝัน แต่ว่ามีสัญญามาเกี่ยวข้อง
ท่านอาจารย์ คือ ๖ โลกแยกกัน ไม่ใช่เราเลย เป็นแต่ละโลกซึ่งเกิดดับสืบต่อกัน ขณะนี้คิดไม่ใช่ฝัน เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตาแล้วก็คิดตามสิ่งที่ปรากฏ ได้ยินเสียงทางหู ก็คิดตามเสียงจึงไม่ใช่ฝัน เพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้คิดเรื่องนั้น มีสิ่งที่ปรากฏทางหูให้คิดเรื่องนั้น แต่เวลาฝันไม่มีอะไรจะมาปรากฏทางตา ทางหูเลย แต่ว่าความทรงจำในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะนานแสนนานมาแล้วก็ตามแต่ จิตสะสมสืบต่อจนกระทั่งปรุงแต่ง เป็นความฝัน แต่ขณะที่ฝันก็คือคิด เพราะไม่ใช่เห็น ไม่มีสิ่งที่ปรากฏคั่นสลับทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
โลก ๖ โลก ซึ่งเกิดสืบต่อสลับกันจนปรากฏเหมือนโลกนี้โลกเดียว แต่ความจริงถ้าแยกออก ที่เคยเป็นโลกเดียว ต่างกันเป็น ๖ โลก ของแต่ละคน ถ้าไม่มีจิตเลย โลกใดๆ ก็ไม่ปรากฏ แต่ถ้ามีตามีโลกสีสันวัณณะต่างๆ แล้วก็มีโลกความคิดถึงสิ่งที่เห็น ซึ่ง คนละขณะ ขณะที่เห็นไม่ได้คิด ต้องแยก ขณะที่คิดไม่ใช่ขณะที่เห็น เพราะว่าเห็น มีหน้าที่เห็นอย่างเดียว เห็นจะคิดด้วยไม่ได้
นี่คือการเกิดดับของจิตซึ่งเป็นมายากล เป็นนักเล่นกลที่สามารถที่จะทำให้เห็นเป็นโลก และก็มีสีสันวัณณะ มีคน มีเรื่องราวต่างๆ คนที่ดูนักเล่นกลก็คงจะอัศจรรย์ใจมากเลย ทำไมนกพิราบถึงออกมาจากหมวกได้ จนป่านนี้ก็ยังคิดไม่ออกว่าเขาทำอย่างไร ใช่หรือไม่ แต่เป็นได้เพราะว่าเขาทำให้เราเห็น แต่ไม่จริง
เพราะฉะนั้น จิตก็เกิดดับสลับแต่ว่าชัดเจน ว่าโลกทางตา ต้องอาศัยจักขุปสาทเป็นรูปพิเศษที่อยู่กลางตา ซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน เราอาจจะไม่ทราบว่ารูปที่ร่างกายของเรา บางกลุ่ม หรือบางกลาปในภาษาบาลี เกิดจากกรรม บางกลุ่มเกิดจากจิต บางกลุ่มเกิดจากอุตุ ความเย็น ความร้อน บางกลุ่มเกิดจากอาหาร เพราะเราไม่เคยคิดเลย ว่าแท้ที่จริงที่เรายึดถือว่าเป็นกายของเรา ก็คือกองฝุ่น จริงหรือไม่ กองฝุ่น มองไม่เห็นเลยว่าเป็นกองฝุ่น
แต่ถ้ารู้ว่าอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ ยิบจริงๆ พร้อมที่จะแตกสลายตรงไหนก็ได้ เป็นกองฝุ่นหรือไม่ ถ้าตัวของเราเป็นกองฝุ่น โลกทั้งโลกที่เราอยู่ เป็นกองฝุ่นด้วยหรือไม่ ทุกอย่าง โต๊ะนี้เป็นกองฝุ่นด้วยหรือไม่ นี่คือการเริ่มที่จะเข้าใจสภาพธรรมจากการตรัสรู้ ซึ่งถ้าไม่มีการตรัสรู้ และไม่มีการทรงแสดง ใครเลยจะคิดว่าที่โต๊ะ มีอากาศธาตุแทรกอย่างละเอียดยิบ ทุกรูปไม่ว่าจะเป็นรูปอะไรทั้งหมด จะไม่มีการติดกันโดยที่ว่าไม่มีอากาศธาตุแทรกคั่นเลย
ในกลุ่มที่เล็กที่สุดของรูป ในกลุ่มหนึ่งๆ จะมีรูปที่รวมกันอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป แต่มองไม่เห็น ๘ รูปนี่เล็กและก็ละเอียดมาก อันนี้ก็เลยไปพูดถึงเรื่องรูปให้เห็นความอัศจรรย์ว่า เราจะต้องมีความชัดเจนในเรื่องของเห็นว่า เห็นไม่ใช่ขณะที่คิด เพราะเวลาคิดไม่มีเห็นก็ได้ นี่คือการที่จะเข้าใจเรื่องของจิต ซึ่งใช้หลายชื่อตามหน้าที่การงานของจิตนั้นๆ เช่นเวลาที่เห็น เป็นจิต แต่เพราะจิตนี้อาศัยตา จึงสามารถเห็นสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจิตนี้มีชื่อว่า จักขุวิญญาณ ภาษาบาลีไม่ยากใช่หรือไม่
ผู้ฟัง จิตของเรานี้ เราสามารถทำให้หยุดนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งในขณะที่กำลังตื่นได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ อันนี้ก็คงจะต้องย้อนกลับไปหาจุดเดิม ซึ่งไม่เปลี่ยนคืออนัตตา สภาพธรรมทั้งหลาย ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ขณะที่เห็น ถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรมก็เป็นเราที่กำลังเห็น แต่ถ้าศึกษาธรรม ต้องเป็นจิตเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถที่จะเห็น แต่ต้องอาศัยจักขุปสาท รูปชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากกรรม รูปชนิดนี้ไม่มีใครมองเห็นเลย ทุกอย่างที่เห็น จะเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น
เพราะฉะนั้นในรูปทั้งหมดที่มี ๒๘ รูปที่ทรงแสดงไว้ รูปที่สามารถจะเห็นได้มีรูปเดียวคือวัณณรูป หรือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นสีสันวัณณะต่างๆ รูปอื่นมองไม่เห็นเลย อย่างแข็ง มองไม่เห็น ใครจะเห็นแข็ง ไม่มีทางเห็นได้เลย แต่ว่ากระทบสัมผัสแข็งได้ ใครจะเห็นกลิ่น ใครจะเห็นเสียง ใครจะเห็นรส รูปทั้งหมดที่จะเห็นได้มีรูปเดียว คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ ซึ่งเป็นวัณณรูป ซึ่งรวมอยู่ในกลุ่มที่เล็กที่สุด ๘ รูป
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้พูดถึงจิต มีหน้าที่ที่จะผลักไส เสือกไส
ท่านอาจารย์ ถ้าคุณวิจิตรจะยืนขึ้น ไม่มีจิตยืนได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เสือกไสหรือทำให้เกิดการยืนหรือไม่ ที่เราทำงานทุกอย่างตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ถ้าไม่มีจิต รูปนี้จะเคลื่อนไหวไม่ได้เลย นั่นคือเวลาที่จิตทำให้เกิดการเคลื่อนไหว แต่แม้ไม่ทำให้รูปเคลื่อนไหว จิตก็ไม่ได้อยู่นิ่งเลย มีจิตของใครที่อยู่นิ่ง นอกจากจะเห็นแล้วก็คิด ได้ยินแล้วก็คิด ทั้งวันทำงานอยู่ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่เคยขาดจิต
เพราะฉะนั้นจิตนั่นเอง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ทำกิจการงานตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วก็เกิดอีก แต่ว่าไม่ใช่จิตประเภทเดียว หรือว่าจิตขณะเดียว มีจิตแต่ละชนิด แต่ละประเภทเกิดดับสลับสืบต่อกัน
หายสงสัยหรือยัง โลก ๖ โลกแยกให้ถูกต้อง แล้วก็จะได้เห็นว่า ไม่มีเรา แต่ถ้ามีเรา เราทำทุกอย่างได้ ใช่หรือไม่ เราคิดว่าเป็นเราที่ทำ แต่ความจริงขณะนี้จิตทำหน้าที่เห็น แล้วก็จิตทำหน้าที่ได้ยิน ถ้าไม่มีจิตเกิดขึ้น ก็จะไม่มีการรู้ ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการคิดนึกเลย
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นในขณะที่ถ้าเกิดว่าหยุดนิ่งแล้วไม่เห็น แล้วก็ไม่รู้สึกตัวแสดงว่าจิตไม่ได้อยู่กับตัวในขณะนั้นหรือ
ท่านอาจารย์ คำถามทำนองที่ว่าเวลาที่จิตเห็นดับไปแล้ว จิตหายไปหรือไม่ ใช่หรือไม่ ขณะไหนไม่มีจิต ลองคิด
ผู้ฟัง โดยปกติการดำเนินชีวิตของเรา เรามีจิต เรามีความคิด มีความรู้สึกตัว ทีนี้ ถ้าหากว่าเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาในขณะบางขณะที่เป็นอย่างนั้น เราก็อยากจะได้คำอธิบายในเรื่องนี้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขอให้เราทบทวนตั้งแต่ต้น ลองคิดว่ามีขณะไหนหรือไม่ ที่ไม่มีจิต จะมีหรือไม่ ไม่มี เพียงแต่เราไม่รู้ว่าขณะนั้นจิตอยู่ที่ไหนและทำอะไร อย่างที่กล่าวตอนต้น ว่าจิตที่ใช้คำว่า หทย เพราะเหตุว่า เป็นภายใน ในที่สุด ข้างนอกไม่มีจิตใช่หรือไม่ ผม เท้า แขน มือ โต๊ะ เก้าอี้ พวกนี้ไม่ใช่จิต แต่ทุกคนรู้ว่ามีจิตอยู่ในตัวใช่หรือไม่ แต่ถึงกระนั้น จิตก็ไม่ใช่เป็นสภาพที่เหมือนรูปที่สามารถจะกระทบสัมผัสได้ และก็ที่ว่าจิตเป็นภายใน ในจริงๆ เพราะว่าทุกคนยึดถือสภาพที่แม้มองไม่เห็นเลย ว่าเป็นเรา ว่าเป็นจิตของเรา ทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหน
เพราะฉะนั้น หาไม่เจอเพราะว่าอยู่ข้างในสุด ที่ว่าอยู่ข้างในสุดนี่ก็คือว่า เป็นเพียงสภาพหรือธาตุที่เกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับ จะตรงไหนก็ได้ ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้และก็ดับไป เพราะฉะนั้นในแค่ไหน เป็นตัวเราทั้งตัวเลย แล้วบางคนก็ยังคิดว่ามีเจตสิกเกิดร่วมกับจิต เช่น เวลาที่โกรธก็มีสภาพของโทสเจตสิก ภาษาบาลี ใช้คำว่า โทสเจตสิก สำหรับสภาพธรรมที่หยาบกระด้าง และก็ขุ่นใจ หรือพยาบาท คือความโกรธ สภาพของเจตสิกแต่ละอย่างก็มีหลายระดับ เมื่อเกิดกับจิต เรายังถือว่าสิ่งนั้นเป็นภายนอก แล้วก็เกิดกับจิตใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้นจึงเป็นความหมายของคำว่า หทย ภายในที่สุดคือยึดถือว่าเป็นเรา อย่างอื่นยังจรมา เช่น เจตสิกบางประเภทก็เกิดกับจิตบางกาล บางประเภทก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุด ก็คือ สภาพธรรมซึ่งเป็นจิต ซึ่งเป็นสภาพรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้ แล้วก็มีเจตสิกคือสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมที่เกิดร่วมกับจิต หลายประเภทเกิดร่วมกัน
แต่ความหมายของ หทย ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า เป็นภายใน เพราะว่าจิตเหมือนกับภายในจริงๆ สำหรับแต่ละคน แต่ว่าสภาพของจิต ตั้งแต่เกิดจนตายไม่ขาดเลย ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จะมีสภาพธรรมที่ไม่มีจิต ก็ขณะที่เป็นนิโรธสมาบัติ ในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เราคงจะไม่ก้าวไกลไปถึงขณะนั้น เพียงแต่ว่าธรรมดาๆ อย่างนี้ ไม่มีสักขณะเดียวที่ขาดจิต จะขาดจิตหรือไม่มีจิตเมื่อไร ลองคิดดู เมื่อตายเท่านั้นเอง ตราบใดที่ยังไม่ตายยังต้องมีจิต ซึ่งน่าที่จะศึกษามากให้ละเอียดขึ้น ว่าระหว่างที่ไม่ตาย แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจิตทำอะไรอยู่ที่ไหน แท้ที่จริงมีจิตหรือไม่
ผู้ฟัง ขอย้อนกลับไปจากท่านผู้ที่ถามเมื่อสักครู่นี้ ถ้าผมกล่าวว่ามีจิต แต่ไม่มีสติ เป็นคำกล่าวที่ถูกหรือไม่ถูก ถ้าอาการอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ เวลาโกรธมีจิตหรือไม่ มีสติหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นจะเป็นคำตอบได้หรือไม่ จิตยังมีอยู่ตลอด ข้อสำคัญที่สุดก็คือเราต้องเข้าใจ ว่าที่ไม่มีจิตก็คือเมื่อตายเท่านั้นเอง ถ้ายังไม่ตายต้องมีจิต หลับมีจิตหรือไม่ มี
ผู้ฟัง ขอทราบความเข้าใจคำว่า สติ ว่าคำว่า สติหมายถึงอะไร
ท่านอาจารย์ ต้องกลับมาที่ปรมัตถธรรมทุกครั้งที่ได้ยินคำหนึ่งคำใด เพราะเหตุว่าสิ่งที่มีจริงๆ ก็คือนามธรรมกับรูปธรรม สำหรับรูปธรรม ไม่ใช่สภาพรู้อะไรเลยทั้งสิ้น แต่นามธรรม มี ๒ อย่างคือจิตกับเจตสิก จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏให้รู้ในขณะนั้น ส่วนเจตสิกมีถึง ๕๒ ประเภท และก็เกิดกับจิต เจตสิกจะไม่เกิดกับอย่างอื่นเลย นอกจากเกิดกับจิต เกิดร่วมกับจิต เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต เพราะฉะนั้นสติก็เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเจตสิกฝ่ายดี เป็นโสภณเจตสิก จะเกิดกับธรรมที่เป็นฝ่ายดีด้วยกัน
ผู้ฟัง คำว่าจิตกับสติ ก็ต้องแยกจากกันไม่เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ จิตไม่ใช่เจตสิก
ผู้ฟัง ถามว่าในวงการแพทย์ ที่เราวางยากัน ช่วงนั้นจิตอยู่ในสภาพถูกกำกับหรืออย่างไร
ท่านอาจารย์ มี ๖ ทาง ขณะนั้นคนไข้คงไม่เห็นอะไรใช่หรือไม่ ไม่ได้ยิน หรือได้ยิน ได้กลิ่นหรือไม่ ลิ้มรสอะไรหรือไม่ รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสหรือไม่ ถ้าไม่รู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดเลยก็เป็นภวังคจิต คือจิตที่ไม่ได้อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ ์ ตอนนี้ก็ขอขยายไปอีกนิดหนึ่ง ว่า ถ้าเราจะแบ่งจิตซึ่งทั้งหมดมี ๘๙ ประเภท ออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ก็คือ
จิตประเภทหนึ่งสามารถที่จะรู้อารมณ ์ โดยไม่ต้องอาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย คือไม่ต้องอาศัยตา ไม่ต้องอาศัยหู ไม่ต้องอาศัยจมูก ไม่ต้องอาศัยลิ้น ไม่ต้องอาศัยกาย ไม่ต้องอาศัยใจ คือขณะนั้นก็ไม่ได้คิดนึก ถ้าคิดก็ต้องอาศัยใจคิด แต่ขณะนั้นเมื่อไม่คิดก็ไม่ได้อาศัยใจคิด
คำว่า วิถีจิต คือจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขณะที่เห็น เป็นวิถีจิต เพราะว่าเวลาที่มีสีสันวัณณะกระทบตา ไม่ใช่มีแต่จิตเห็น จิตเห็นนี่ดับเร็วมาก แล้วก็มีจิตอื่นเกิดสืบต่อ แต่ยังคงรู้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาวาระนั้น ก่อนที่รูปนั้นจะดับไป
เพราะฉะนั้นก็มีคำอธิบายเพียงย่อๆ ก่อนว่า จิตจะรู้อารมณ์โดยไม่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่าไม่ใช่วิถีจิต แต่ถ้าเป็นวิถีจิต ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้น จิตที่ไม่ใช่วิถีจิต คือ มีจิตเกิดด้วยทำกิจการงานด้วย แต่ไม่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก
มีจิตอยู่ ๓ ประเภท หรือ ๓ กิจการงาน ซึ่งสามารถรู้อารมณ์ได้โดยไม่อาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย คือ หนึ่งปฏิสนธิจิต จิตขณะแรกที่เกิดขึ้น เวลาเกิดขึ้น จิตที่เกิดเป็นผลของกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่จุติจิตของชาติก่อนคือขณะสุดท้ายของชาติก่อน จิตที่เกิดขณะสุดท้ายของชาติก่อน ทำกิจเคลื่อนพ้นจากความเป็นบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้นทุกคนที่อยู่ที่นี่ มีปฏิสนธิจิตเป็นจิตขณะแรก แต่ยังไม่ถึงจุติจิต แต่วันหนึ่งก็ถึง เพราะฉะนั้นจิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิกับจิตที่ทำหน้าที่จุติ เป็นจิตประเภทเดียวกัน ใครเกิด คนนั้นก็ตาย เพราะว่าปฏิสนธิจิต หรือจิตที่เกิด มีหลายประเภทที่เป็นกุศลวิบากก็มี คือผลของกุศล ที่เป็นอกุศลวิบาก เป็นผลของอกุศลก็มี
นี่คือขณะแรกที่เกิด ไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขณะแรกที่เกิดมีใครเห็นบ้าง มีจิตเห็นหรือไม่ ไม่มี ขณะแรกที่เกิดได้ยินอะไรหรือไม่ ไม่ได้ยิน ไม่อาศัยตา ไม่อาศัยหู ขณะแรกที่เกิดได้กลิ่นหรือไม่ ไม่ได้ ไม่ได้อาศัยจมูก ขณะแรกที่เกิดลิ้มรสหรือไม่ ไม่ได้อาศัยลิ้น ขณะแรกที่เกิด รู้หรือไม่ว่าเจ็บปวดเย็นร้อนตรงไหน ไม่รู้ ไม่ได้อาศัยกาย ขณะแรกที่เกิดไม่ได้คิดด้วย
เพราะฉะนั้นจิตขณะแรกคือจิต ซึ่งไม่ใช่วิถีจิต เพราะเหตุว่า ไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต่อจากนั้น เพราะเหตุว่าจิตเกิดและดับทันที เร็วมาก ทำกิจปฏิสนธิแล้วดับ จิตทุกจิตที่เกิดต้องทำกิจ ไม่ใช่เราทำเลย ขณะที่คิดว่าเป็นเราทำ ทั้งหมดคือจิตทำ เพราะฉะนั้นแม้แต่ขณะแรกที่เกิดที่บอกว่าคนเกิด สัตว์เกิด เทวดาเกิด พรหมเกิด ก็เพราะปฏิสนธิจิต ซึ่งเป็นผลของกรรมทำหน้าที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน
ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ตายแล้วก็เกิด ไม่มีระหว่างคั่นเลย ทันทีที่ตายจากโลกนี้ จากวงศาคณาญาติทรัพย์สมบัติพี่น้องทั้งหมด ก็มีปฏิสนธิจิตเกิด มีใหม่แล้ว พ่อแม่ใหม่ พี่น้องใหม่ วงศาคณาญาติใหม่ เหมือนเราจากโลกก่อนมาสู่โลกนี้ฉันใด เราก็ไม่ทราบเลย ว่าชาติก่อน เราเป็นใครอยู่ที่ไหน มีทรัพย์สมบัติมากน้อยแค่ไหน และก็ชาตินี้ก็อยู่เพียงชั่วคราว ต่อไปก็จะจากทุกคน จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น หรือว่าอาจจะเป็นโลกไหนก็ได้ แล้วแต่ตามกรรม
นี่ก็เป็นเรื่องซึ่งแสดงให้เห็นว่า จิตทำงานหนักมาก ธาตุชนิดนี้ไม่เคยหยุด เพราะเหตุว่าธาตุชนิดนี้คือจิต เป็นอนันตรปัจจัย คือสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดและก็มีจริง และเป็นธาตุแต่ละอย่างจะต้องมีคุณสมบัติ หรือว่าจะมีพลัง หรือความสามารถเฉพาะอย่าง เฉพาะอย่าง สำหรับจิตเป็นธาตุซึ่งเมื่อเกิดขึ้นและดับไป ต้องทำให้จิตต่อไปเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น
การที่จิตหนึ่งขณะเกิดและดับไป แล้วก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ภาษาธรรมใช้คำว่า อนันตรปัจจัย หมายความว่า เป็นปัจจัยที่จะทำให้เมื่อจิตนี้ดับไปแล้ว ก็ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นแต่ละคนเกิดมานานเท่าไรแล้ว ชาตินี้อาจจะนับเป็นเดือนเป็นปี บวกกับชาติก่อนๆ แสนโกฏิกัปนับไม่ถ้วน
ด้วยเหตุนี้ แต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่ง คนหนึ่งจะมีจิต ๒ ขณะพร้อมกันไม่ได้ เพราะว่าต้องจิตนี้ดับไปก่อน ปราศไปก่อน หมดไปก่อน จึงจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นได้ แล้วก็การที่แต่ละคน ซึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง เป็นขณะนี้ ต้องถอยย้อนกลับไปว่าในแสนโกฏิกัปเราทำอะไรที่ไหนอย่างไร จนกระทั่งขณะนี้มีปัจจัยที่จะทำให้แต่ละคน ได้เห็นสิ่งที่ต่างกัน แล้วก็คิดนึกต่างกันด้วย ตามกำลังของการสะสม ซึ่งถ้าศึกษาปัจจัยโดยละเอียด ก็จะเห็นได้ว่า เป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้เลย
ผู้ฟัง ถ้าลักษณะอย่างนี้จิตดวงนี้ก็เป็นจิตที่สะสมบาปบุญอะไรต่างๆ ไป แล้วความเที่ยงไม่เที่ยงอะไรตรงนี้ จะให้เหตุให้ผลอย่างไรตรงไหน
ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องยาวข้างหน้า เพราะว่าถ้าเข้าใจเรื่องจิตแล้ว ก็จะทราบได้เลยว่าจิตมี ๔ ชาติ ชาติที่นี่ ไม่ใช่ชาติจีนชาติไทยเลย แต่เป็นชาติของจิต เพราะเหตุว่าจิตจริงๆ แล้วเป็นชาติจีน ชาติไทยหรือไม่ เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นงู เป็นนกหรือไม่ ถ้าไม่มีรูปเลย เอารูปออกหมด จิตเกิดขึ้นเห็นทำกิจเห็น จะบอกได้หรือไม่ว่า เป็นจีนเป็นไทย เป็นนก เป็นคน บอกไม่ได้เลย แต่เราเอารูปมารวมด้วย ก็เลยทำให้เราจำแนกออกเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ เป็นคนประเภทต่างๆ
แต่การเกิดเป็นผลของกรรมที่จำแนกให้ต่างกันไป และก็การสะสมสืบต่อมาแล้ว ก็ทำให้จิตในขณะนี้เป็นไปตามการสะสมของแต่ละคน ถ้าขณะนี้มีการกระทำอกุศลกรรม มีเจตนาที่จะประทุษร้ายเบียดเบียนคนอื่น เป็นอกุศล ทำกรรมนั้นสำเร็จลงไปแล้ว แม้ว่ากรรมนั้นจะหมดไปแล้ว ดับไปแล้วก็จริง แต่ก็สะสมสืบต่อเป็นกรรมปัจจัย เมื่อถึงกาลที่สมควรก็จะทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้น คือจิตที่เป็นวิบาก เป็นผลของกรรม
เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษาต่อไปในเรื่องชาติของจิต ซึ่งมี ๔ ชาติคือ เป็นกุศลหนึ่ง เป็นอกุศลหนึ่ง เป็นวิบาก คือเป็นผลของกุศลและอกุศล และก็เป็นกิริยา ตรงนี้ก็คงจะค่อยๆ ศึกษาต่อไป
ผู้ฟัง เรื่องปฏิสนธิจิต ที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นเป็นการเกิดขึ้นครั้งแรกของคน เราจึงเรียกว่าคนโน้นเกิดคนนี้เกิด คิดว่าเป็นคนเกิดใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ถ้ามีรูปร่างของคน หรือว่าเป็นผลของกุศลกรรมก็เป็นคนได้ หรือว่าถ้าเกิดบนสวรรค์ก็เป็นเทพได้ เกิดในรูปพรหม ก็เป็นพรหมได้ เกิดเป็นอรูปพรหม ก็ เป็นอรูปพรหมได้ แต่การเกิดเป็นผลของกรรม เป็นวิบากจิต เป็นจิตที่เป็นผล ไม่ใช่จิตที่เป็นเหตุ
ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นที่เราเรียกว่าคนเกิด เราสมมติขึ้นใช่หรือไม่ว่า เป็นคนเกิด แท้ที่จริงแล้วเป็นธรรมเกิด
ท่านอาจารย์ ก็ต้องเป็นจิตเจตสิกรูป ความหมายของจิต ซึ่งใช้คำที่คล้ายคลึงกัน แต่ว่าก็คือจิตนั่นเอง เช่นคำว่า วิญญาณ กับหทย เรากำลังเพิ่งจะถึง ๒ คำ ซึ่งเป็นคำที่ต่างออกไปจากคำว่า จิต แต่ก็คือจิตนั่นเอง มีข้อสงสัยในเรื่องนี้หรือไม่
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่าจิตคิดโดยอาศัยหทยวัตถุ จะเกี่ยวเนื่องกับสมองอย่างไรบ้าง
ท่านอาจารย์ ต้องแยกกัน คือถ้าพูดถึงวัตถุ หมายความว่าที่เกิดของจิต ไม่ได้พูดถึงทวาร หรือทางที่จิตเกิด ตรงนี้กำลังจะพูดถึงเรื่องทวาร คือการที่จิตแต่ละประเภทจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ได้ ต้องอาศัยทางที่ต่างกัน เช่น จิตเห็นในขณะนี้ต้องอาศัยจักขุปสาท เป็นทาง ถ้าเวลาที่จิตได้ยินเกิดขึ้นก็ต้องอาศัยโสตปสาท
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560