ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
ตอนที่ ๑๕๓๒
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เมื่อจิตใดปฏิสนธิ จิตนั้นก็ทำกิจภวังค์แต่ไม่ใช่จิตก่อน จิตก่อนดับแล้วดับเลย จิตทุกขณะดับแล้วดับเลย เหมือนไฟ ไม่กลับมาอีกเลยสักขณะเดียว ขณะนี้จิตของทุกคน เกิดมาแล้ว ก็ไปไปไป ไปตลอดไม่มีกลับมาเลย ไม่มีถอยกลับ แต่ว่ามีปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า เวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิดแล้วดับ แม้ว่ากรรมเดียวกัน และก็ปฏิสนธิจิตก็เป็นปัจจัยที่ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่จิตเดียวกับปฏิสนธิ เพราะฉะนั้นชื่อของภวังค์ก็มีสองสามชื่อ เช่น ภวังค์ซึ่งเกิดต่อจากปฏิสนธิจิต ชื่อว่าปฐมภวังค์ ปฐม อย่างนครปฐม ปฐมคือแรกที่หนึ่ง คือภวังคจิตขณะแรกที่เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิ จะใช้ชื่อนี้ ถ้าใช้คำว่าปฐมภวังค์ ไม่ได้หมายความถึงภวังค์อื่นต่อๆ มา เพราะว่าถ้าศึกษาต่อไปเรื่องของรูป จะทราบได้เลยว่ารูปใดเกิดพร้อมปฏิสนธิจิต รูปใดเกิดพร้อมกับภวังคจิตที่เป็นปฐมภวังค์ และก็ภวังค์ต่อๆ ไป
เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทราบเรื่องชื่อของจิต ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต แล้วก็ภวังคจิตก็มีภวังค์แรกคือปฐมภวังค์ หลังจากนั้นไม่ต้องนับ เพราะว่าเรานับไม่ถ้วน นับไม่ได้จริงๆ ว่ามากมายสักแค่ไหน เหมือนกระแสน้ำ เราก็ไม่สามารถที่จะไปนับอณูได้ใช่ไหมว่ามีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นกระแสของภวังค์ก็เกิดดับสืบต่อ ระหว่างที่ไม่ได้เห็นอะไร โลกใดๆ ไม่ปรากฏเลย กำลังเป็นภวังค์ แต่จะเป็นอย่างนี้ตลอดไปไม่ได้ เพราะว่ากรรมจะทำให้มีปสาทรูปเพื่อที่จะรับผลของกรรม โดยจิตซึ่งเป็นผลของกรรมจะต้องเกิดขึ้นทำกิจเห็น จิตที่เห็น จิตที่ได้ยิน จิตที่ได้กลิ่น จิตที่ลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทั้งหมดเหล่านี้เป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นเป็นประเภทวิบากจิต หลังจากที่ปฐมภวังค์ดับไป ภวังค์ก็เกิดดับสืบต่อมา จนกว่าจะถึงกาลซึ่งกรรมอื่นจะให้ผล ทำให้มีการเห็น เลือกไม่ได้ว่าผลของกรรมที่จะเห็น จะเห็นอะไรวันไหนเมื่อไหร่ หรือว่าทำให้มีการได้ยิน ทำให้มีการได้กลิ่น ทำให้มีการลิ้มรส ทำให้มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นี่เป็นผลของกรรม ซึ่งแล้วแต่ว่าจะทำให้รูปใดกระทบทวารใดเมื่อไหร่ ก็จะทำให้จิตที่เป็นผลของกรรมเกิดขึ้นเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง
เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนา เรื่องของกรรมกับเรื่องผลของกรรม ไม่เลื่อนลอย สามารถที่จะแสดงได้เลยว่าการรับผลของกรรม เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ และก็ขณะใดบ้าง เช่น ขณะปฏิสนธิเป็นการรับผลของกรรมขณะแรกของชาตินี้ จิตที่ทำภวังคกิจก็เป็นการรับผลของกรรมที่ว่า จะต้องให้เป็นภวังค์ไปก่อน ยังไม่ถึงกาลที่จะเห็น เห็นไม่ได้ ต้องเป็นภวังค์ ยังไม่ถึงกาลที่กรรมจะให้ผลได้ยินเสียงใดๆ ก็จะทำให้ได้ยินไม่ได้ ต้องเป็นภวังค์อยู่ ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกลิ่น เป็นรส เป็นสิ่งที่กระทบกาย ให้ทราบว่าจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อถึงกาลที่ถึงกรรมนั้นที่จะให้ผล ก็จึงจะทำให้จิตนั้นๆ เกิดขึ้น แล้วก็รู้สิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกาย แต่ความละเอียดของพระธรรมแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ตรัสรู้จริงๆ รู้ว่า ขณะที่กำลังเป็นภวังค์อยู่ จะเปลี่ยนจากอารมณ์ของภวังค์ไปเห็นทันทีไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าเมื่อเป็นกระแสของภวังค์อยู่ เป็นผลของกรรมหนึ่ง แต่เวลาที่จะเห็น จะเป็นผลของกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิหรือว่าเป็นกรรมอื่นก็ได้ เช่น เราเกิดมา เราก็ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร แต่วันหนึ่งที่กรรมให้ผลที่จะทำให้เจ็บป่วย กรรมนั้นก็ทำให้เกิดอันนั้นขึ้นได้
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า เวลาที่กรรมจะให้ผลอย่างอื่นที่ไม่ใช่เป็นภวังค์ จะให้ผลทันทีไม่ได้เพราะกำลังเป็นภวังค์อยู่ จะเปลี่ยนจากอารมณ์ของภวังค์ไปสู่อารมณ์ทางกายทันทีไม่ได้ ต้องมีปัจจัย คืออารัมมณปัจจัย อารมณ์ที่กระทบทวารหนึ่งทวารใด ถ้าเป็นทาง ๕ ทวาร เราก็คงจะยังไม่กล่าวถึงทางมโนทวาร ซึ่งในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงไปแล้วว่าวิถีจิตแรกที่รู้ ต้องเป็นความคิดนึกซึ่งเป็นโลภะความติดข้องในภพชาติ
แต่สำหรับในตอนนี้ก็จะขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องของตาหูจมูกลิ้นกาย ซึ่งจะต้องกระทบกับทวาร ถ้าไม่มีทวาร เสียงจะกระทบอะไรได้ ไม่มีโสตปสาท เสียงก็กระทบไม่ได้ ไม่มีตา สีสันวรรณะก็กระทบไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของกรรมที่ทำให้มีปสาทรูป เพราะว่าโลกนี้เป็นโลกของสี เป็นโลกของเสียง เป็นโลกของกลิ่น เป็นโลกของรส เป็นโลกของเย็นร้อน อ่อนแข็ง ที่สามารถที่จะกระทบทวารต่างๆ ได้ มีอื่นอีกไหม ที่จะกระทบทวารทั้ง ๕ นี้ วันหนึ่งวันหนึ่งนอกจากนี้มีไหม ที่จะกระทบทวาร ๕ ทวารนี้ ไม่ได้เลย ๕ ทวาร ก็ต้องกระทบแต่เฉพาะของทวารนั้นๆ
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นกาลซึ่งจะได้ยิน ถึงกาลที่กรรมจะให้ผลต้องได้ยิน เสียงก็มีสองประเภท เสียงที่น่าพอใจกับเสียงที่ไม่น่าพอใจ ถ้าเป็นเสียงที่ดีน่าพอใจ ภาษาบาลีใช้คำว่าอิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ดี ถ้าเป็นเสียงที่ไม่น่าฟัง ได้ยินแล้วก็ตกใจหวาดกลัว เสียงนั้นก็เป็นอนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เลือกได้ไหมว่าจะได้ยินเสียงใดขณะใด แต่เป็นเรื่องของกรรมที่จะทำให้เสียงหนึ่งเสียงใด ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม ก็จะทำให้เสียงนั้นที่ดีเกิดกระทบกับโสตปสาท แต่ขณะนั้นจิตเป็นภวังค์กำลังเป็นภวังค์อยู่ แล้วก็เสียงกระทบกับโสตปสาท การกระทบของเสียงกับที่โสตปสาท เป็นปัจจัยให้ภวังค์ไหว หมายความว่าเริ่มที่จะเปลี่ยนจากอารมณ์ที่เป็นอารมณ์ของภวังค์ แต่ยังจะได้ยินทันทีไม่ได้ เราอาจจะคิดว่าพอเสียงกระทบแล้วได้ยิน แต่ความละเอียดก็คือว่าขณะนั้นจิตกำลังเป็นภวังค์อยู่
เพราะฉะนั้นจะได้ยินทันที จะเปลี่ยนอารมณ์ทันทีไม่ได้ จากกรรมที่ให้ผลเป็นภวังค์ มาสู่กรรมที่ทำให้จิตได้ยินเกิดขึ้น ขณะที่อารมณ์กระทบชื่อว่าอตีตภวังค์ เพียงแสดงให้รู้ว่า รูปคือจักขุปสาทหรือโสตปสาท รูปใดๆ ทั้งสิ้นซึ่งมีสภาวะจริงๆ จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ความสำคัญก็คือว่าการที่ได้ยินจะเกิดขึ้นต้องเร็ว แล้วก็ต้องเป็นรูปที่ยังไม่ดับไป ทั้งปสาทรูปและรูปที่กระทบด้วย ทั้งสองอย่างต้องยังไม่ดับ ถ้ายังไม่เกิดก็กระทบไม่ได้ ถ้าดับไปแล้วก็ไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นในขณะที่ทั้งสองอย่าง คือในขณะที่ปสาทรูปและสิ่งที่กระทบปสาทรูปนั้นๆ ทั้งสองยังไม่ดับ
เพราะฉะนั้นขณะที่กระทบ รูปจะมีอายุ ๑๗ ขณะ วิธีที่จะรู้ว่ารูปจะดับเมื่อไหร่ขณะใด ก็คือว่าขณะที่รูปเกิดแล้วกระทบกับปสาทรูป เป็นอตีตภวังค์ หมายความว่าภวังค์นั้นก็มีอารมณ์เหมือนเดิม ไม่ได้มีอารมณ์ตามที่กระทบ ยังไม่สามารถที่จะรู้อารมณ์ใหม่ได้เลย เมื่ออตีตภวังค์ดับ รูปหนึ่งขณะแล้วใช่ไหม ทั้งปสาทรูปแล้วก็ทั้งเสียงที่เกิด ผ่านไปหนึ่งขณะ คือเป็นขณะอตีตภวังค์ เมื่ออตีตภวังค์ดับไปก็เป็นปัจจัยให้ภวังค์ต่อไปไหวเป็นภวังคจรณะ เมื่อภวังคจรณะดับไป จะมีภวังค์อีกขณะหนึ่ง ชื่อว่าภวังคุปัจเฉทะ หมายความว่าสิ้นสุดกระแสของภวังค์ ต่อจากนั้นไปจะเป็นภวังค์อีกไม่ได้ แสดงว่าต่อไปจิตจะต้องรู้อารมณ์ที่กระทบแล้ว เพราะเหตุว่าขณะที่อารมณ์กระทบปสาทเป็นอตีตภวังค์ ขณะหนึ่งดับไป ขณะที่ ๒ ภวังคจรณะ ขณะที่ ๓ ภวังคุปัจเฉทะ ทั้งอตีตภวังค์ และภวังคจรณะ และภวังคุปัจเฉทะ มีเสียงเป็นอารมณ์หรือเปล่า อตีตภวังค์จะชื่ออะไรก็ตามแต่ ภวังคจรณะที่เกิดสืบต่อ และก็ภวังคุปัจเฉทะมีเสียงเป็นอารมณ์หรือเปล่า
ถ้าเป็นภวังคจิต ไม่รู้อารมณ์อื่นเลยทั้งสิ้น ไม่รู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่รู้อารมณ์ของโลกนี้ เหมือนกับที่กำลังหลับสนิท แต่ความรวดเร็วของสิ่งที่กระทบปสาท ต้องเป็นไปตามลำดับ คือว่าทันทีที่กระทบ จิตจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ใหม่ไม่ได้ เพราะว่าขณะนั้นกำลังเป็นภวังค์อยู่ แต่ภวังค์ที่ไม่มีชื่อว่าอตีตภวังค์ ก็แสดงว่าภวังค์นั้นไม่ได้มีอารมณ์กระทบทวารใช่ไหม แต่ว่าเวลาที่อารมณ์กระทบทวารมีชื่อให้รู้ว่าอารมณ์กระทบทวารใด ภวังค์ที่ถูกกระทบในขณะนั้นด้วย ก็คืออตีตภวังค์ และเมื่ออตีตภวังค์ดับแล้ว ภวังค์ต่อไปก็มีชื่ออีกชื่อหนึ่งคือภวังคจรณะ เริ่มที่จะทิ้งอารมณ์ของภวังค์ แต่ตราบใดที่เป็นภวังค์ ต้องทราบว่าไม่รู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่รู้อารมณ์ใดๆ เลย โลกไม่ปรากฏ เสียงไม่ปรากฏ สีไม่ปรากฏ คิดนึกไม่มี ทั้งหมดระหว่างที่เป็นภวังค์ แล้วก็อีกขณะหนึ่งคือหลังจากที่ภวังคจรณะดับไปแล้ว ก็เป็นภวังคุปัจเฉทะ หมายความว่าสิ้นสุดกระแสของภวังค์ ถ้าเป็นภวังคุปัจเฉทะแล้ว จะกลับเป็นภวังค์อีกได้ไหม ไม่ได้เลย ถ้าเป็นอตีตภวังค์ แล้วก็อาจจะเป็นอตีตภวังค์หลายๆ ครั้ง อย่างเวลาที่กระทบหลายๆ ครั้งแล้วเราก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่ตื่นก็ได้ แต่ว่าถ้าเป็นภวังคุปัจเฉทะแล้วจะเป็นภวังค์อีกต่อไปไม่ได้เลย
จิตที่เกิดต่อจากภวังค์ ทำกิจที่ไม่ใช่ภวังค์แล้ว ต้องทำกิจอื่นที่ไม่ใช่ภวังค์ กิจนั้นก็คือกิจที่รู้สึกว่ามีอารมณ์กระทบ ทางภาษาบาลี ถ้าแปลเป็นภาษาไทย เราก็อาจจะคิดยาก เพราะว่าแปลว่ารำพึงถึงอารมณ์ อาวัชชนกิจ จิตที่ทำกิจนี้ อาวัชชนกิจชื่อว่าอาวัชชนจิต เรียกชื่อของจิตตามกิจ อาวัชชนกิจคือกิจที่รำพึงถึงอารมณ์ แต่ความจริงก็คือสภาพที่แสนเร็วที่เพียงรู้ว่าอารมณ์กระทบ ไม่ต้องรำพึงอย่างภาษาไทย ถ้าภาษาไทยรำพึงนี่ยาวมาก แต่ว่ารำพึงของขณะจิตเดียว ลองคิดดู ไม่ใช่รำพึง แต่รู้สึกตัวว่ามีอารมณ์กระทบ แต่ขณะนั้นถ้าเป็นสิ่งที่กระทบตา อาวัชชนจิตไม่เห็น ถ้าเป็นเสียงที่กระทบหู อาวัชชนจิตไม่ได้ยิน ถ้าเป็นกลิ่นที่กระทบจมูก อาวัชชนจิตไม่ได้กลิ่น ถ้าเป็นรสที่กระทบลิ้น อาวัชชนจิตก็ไม่ได้ลิ้มรสนั้นเลย ถ้าเป็นสิ่งที่กระทบกาย อาวัชชนจิตขณะนั้นก็ไม่ได้รู้ว่าสิ่งนั้นเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว เพราะเพิ่งเปลี่ยนจากภวังค์ เป็นการรู้สึกตัวว่ามีอารมณ์กระทบเท่านั้น นี่เร็วมากเลย ไม่ให้มีจิตนี้ได้ไหม ให้เห็นเลย ให้ได้ยินเลยได้ไหม ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าใครจะไปบังคับจิตได้ ไม่มีใครไปทำอะไรกับจิตได้เลย เป็นจิตตนิยาม ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามสภาพ ตามธรรมเนียม ตามปัจจัยต่างๆ ที่จะต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นระหว่างภวังคจิตกับจิตเห็น จะต้องมีจิตที่ทำอาวัชชนกิจเกิดก่อน แล้วก็เรียกจิตตามกิจก็คือ เมื่อจิตนี้ทำอาวัชชนกิจก็ชื่อว่าอาวัชชนจิต
คราวก่อน เราได้พูดถึงเรื่องชาติของจิตแล้วใช่ไหมว่า จิตมีกี่ชาติ ๔ ย่อจากชาติจีนไทยอะไรมาทั้งหมด ไม่มีเลย นั่นเป็นสมมติบัญญัติ แต่ชาติของจิตมีจริงๆ คือจิตเกิดขึ้นเป็นกุศล ชั่วขณะที่เป็นกุศล จะเปลี่ยนให้จิตเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ต้องเป็นกุศล เพราะว่าเกิดดับเร็วมาก ถ้าจิตเกิดขึ้นเป็นอกุศลก็ต้องเป็นอกุศล สองชาติ กุศลและอกุศล เป็นเหตุให้ผลคือทำให้จิตที่เป็นผลของกุศลและอกุศลนั้นเกิดขึ้น เป็นวิบากจิต แล้วก็อีกชาติหนึ่งคือกิริยา จิตที่ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่ผลคือไม่ใช่วิบาก ไม่ใช่ผลของกุศลและอกุศลด้วย เราพูดถึงกิริยาจิต อาวัชชนจิตเป็นกิริยาจิต ไม่ใช่วิบากจิต ปฏิสนธิจิตเป็นวิบาก ภวังคจิตเป็นวิบาก จิตเห็นเป็นวิบาก แต่ว่าอาวัชชนจิตที่ทำอาวัชชนกิจ ไม่ใช่วิบากจิต แต่เป็นกิริยาจิต ซึ่งจะต้องเกิดทุกครั้งหลังจากที่ภวังคุปัจเฉทะดับ แล้วก็เริ่มที่จะรับรู้อารมณ์ใหม่ ก็จะต้องมีอาวัชชนจิตเกิด อาวัชชนจิตไม่ใช่ผลของกรรม ไม่เป็นกุศลวิบาก อกุศลวิบาก แต่เป็นกิริยา เพราะว่าเกิดขึ้นเพียงทำกิจรู้ว่าอารมณ์กระทบ แล้วหลังจากนั้นวิบากจิตจึงจะเกิดขึ้นเห็น หรือได้ยิน หรือได้กลิ่น หรือลิ้มรส หรือรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส
นี่เป็นเหตุที่เราจะได้รู้ว่าแม้ว่าเราจะไม่ใช่พระอรหันต์ แต่เราก็มีกิริยาจิต สองดวงสองประเภทคือ ปัญจทวาราวัชชนจิต ใช้คำว่าปัญจะกับทวารกับอาวัชชนะ รวมกันก็คือ ปัญจทวาราวัชชนจิต จิตที่รู้อารมณ์ที่กระทบ ๕ ทวาร ขณะใดที่รูปกระทบตา หลังจากที่ภวังคุปัจเฉทะดับ จิตที่เกิดทำอาวัชชนกิจ จะเรียกอีกชื่อหนึ่งก็ได้ ถ้าไม่เรียกว่าปัญจทวาราวัชชนจิต จะเรียกเฉพาะทวารไป คือเรียกว่าจักขุทวาราวัชชนจิตก็ได้ ถ้าเป็นทางหูก็ชื่อว่าโสตทวาราวัชชนจิต ถ้าเป็นทางจมูกก็เรียกว่าฆานทวาราวัชชนจิต ถ้าเป็นทางลิ้นก็ชื่อว่าชิวหาทวาราวัชชนจิต ถ้าเป็นทางกายก็เรียกว่ากายทวาราวัชชนจิต นี่ก็เป็น ๕ กิจ รวมกันเลยก็ได้ ปัญจทวาราวัชชนจิต จิตหนึ่งดวงหนึ่งประเภทเท่านั้นทำกิจนี้ ทำ ๕ ทวาร จิตเห็นทำทวารเดียว จิตได้ยินทำทวารเดียว จิตได้กลิ่นทำทวารเดียว จิตลิ้มรสทำทวารเดียว จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสก็ทำทวารเดียว แต่จิตนี้เกิดได้ ๕ ทวาร
เพราะฉะนั้นจะเห็นความละเอียดของจิตว่า จิตบางชนิดทำกิจเดียว แต่ทำได้หลายทวาร หรือว่าจิตบางชนิดก็ทำได้หลายกิจ ก็แล้วแต่ประเภทของจิตนั้นๆ แต่ก็ให้ทราบว่าในชาติ ๔ เรามีครบคือมีทั้งกุศล อกุศล วิบาก และกิริยาจิต แต่กิริยาที่ทำกิจอาวัชชนะไม่ใช่จำเพาะเจาะจงเฉพาะผู้ที่เป็นพระอรหันต์ หรือไม่ใช่พระอรหันต์ คือก่อนเห็น ต้องมีจิตเกิดขึ้นทำกิจนี้ ไม่ว่าในภพภูมิไหนทั้งสิ้น เทวดามีจักขุทวาราวัชชนจิตไหม มี รูปพรหม พรหมที่มีรูป ก็ยังมีตาและก็มีหู มีอาวัชชนจิตไหม มี มีปัญจทวาราวัชชนจิต สำหรับพรหมนี่ไม่ครบทั้ง ๕ ทาง แต่สำหรับในมนุษย์และสวรรค์ หรือว่าในภูมิที่มีครบ ก็ได้ทั้ง ๕ ทาง
อีกจิตหนึ่งที่ทำอาวัชชนกิจคือ มโนทวาราวัชชนจิต คือถ้าจิตกำลังเป็นภวังค์อยู่ แล้วก็จะให้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นทันทีไม่ได้ จะต้องมีจิตซึ่งเป็นกิริยาจิตเกิดขึ้นทำกิจสักแต่ว่าเท่านั้น หมายความว่าเป็นหน้าที่ของจิตนี้ที่จะต้องรู้ว่ามีอารมณ์กระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นปัญจทวาราวัชชนจิตหนึ่งประเภทหรือหนึ่งดวง สำหรับทางใจ ที่ใช้คำว่าทางใจหมายความว่า ไม่ได้มีสีสันวรรณะกระทบตาเลย ไม่มีเสียงกระทบหู ไม่มีกลิ่นกระทบจมูก ไม่มีรสกระทบลิ้น ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกระทบกายปสาท แต่ว่าใจคิดนึก เวลาไหนที่เห็นได้ชัด คิดนึก เวลาไหนเห็นได้ชัด โดยไม่มีอะไรกระทบเลย ไม่มีอะไรมาให้เห็น ไม่มีอะไรมาให้ได้ยินก็ตาม แต่จิตก็คิดนึก ตอนไหนที่เห็นได้ชัด ตอนฝันเป็นภวังค์อยู่ ไม่รู้ไม่คิดไม่อะไรทั้งหมด แต่เมื่อจะฝันคือคิดทางใจ ก็ต้องมีจิตที่ทำอาวัชชนกิจโดยที่ว่า เมื่อไม่มีอารมณ์กระทบกับทวาร จึงไม่มีอตีตภวังค์ เพราะคำว่าอตีตภวังค์หมายถึง ขณะที่รูปกระทบทางหนึ่งทางใดใน ๕ ทวาร ซึ่งจะแสดงว่าอายุ ๑๗ ขณะจะไปดับเมื่อไหร่ แต่ว่าตอนนี้ก็เพียงแต่เริ่มที่จะกล่าวถึงกิจที่ไม่ใช่ภวังคกิจ และก็ก่อนที่จะมีการทำกิจอื่น ก็จะต้องเป็นอาวัชชนกิจ
เพราะฉะนั้นอาวัชชนกิจไม่ว่าจะเป็นทางปัญจทวารหรือทางมโนทวาร เป็นวิถีจิตแรก เราทราบแล้วว่าปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิตไม่ใช่วิถีจิต เพราะเหตุว่าไม่ได้อาศัยทวารหนึ่งทวารใดเกิดเลย กรรมก็ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดรู้อารมณ์ แล้วก็ภวังคจิตก็ไม่ต้องอาศัยทวาร ไม่มีอะไรปรากฏ และจะต้องไปอาศัยทวารหนึ่งทวารใด ไม่ฝันไม่คิดทั้งนั้น ก็ไม่อาศัยทวารเลย เพราะฉะนั้นทวารกับวิถีจึงต้องเกี่ยวข้องกัน คือเวลาที่เป็นวิถีจิต จะต้องอาศัยทวารหนึ่งทวารใด วิถีคือจิตที่เกิดดับสืบต่อรู้อารมณ์เดียวกัน แล้วแต่ว่าถ้าเป็นทางตา จิตที่เป็นวิถีจิตจะมีจิตอะไรบ้าง ต่อไปก็จะทราบว่าทางตาที่กำลังเห็นขณะนี้มีวิถีจิตกี่วิถี อะไรบ้าง ทางหูที่กำลังได้ยินก็จะมีวิถีจิตอะไรบ้าง ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะวิถีเดียว
เพราะฉะนั้นขณะใดที่เป็นวิถีจิต ขณะนั้นต้องอาศัยทวารหนึ่งทวารใดใน ๖ ทวาร จิตจะต้องเกิดสืบต่อรู้อารมณ์จึงจะเป็นวิถีจิต รู้อารมณ์ที่ไม่ใช่อารมณ์ของภวังค์ เมื่อจิตไม่เป็นภวังค์ต้องเป็นวิถีจิต ปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นวิถีจิตหรือเปล่า เป็น เพราะไม่ใช่ภวังค์ อะไรก็ตาม ขณะใดที่ไม่ใช่ภวังค์เป็นวิถีจิตหมดเลย เพราะฉะนั้นปัญจทวาราวัชชนจิตกล่าวได้เลยว่าเป็นวิถีจิตแรก ถ้าจะรู้ว่าวิถีจิตคืออะไร เมื่อไหร่เป็นวิถีจิตแรก ก็คือปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นวิถีจิตแรกทางปัญจทวาร มีวิถีจิตแรกอีกไหม นอกจากปัญจทวาราวัชชนจิต ก็มีมโนทวาราวัชชนจิตเป็นวิถีจิตแรกทางใจ
เพราะฉะนั้นวิถีจิตแรกก็จะมีสำหรับ ๕ ทวารคือ ปัญจทวาราวัชชนะ สำหรับมโนทวารคือมโนทวาราวัชชนะ ปัญจทวาราวัชชนะกับมโนทวาราวัชชนะทำกิจเดียวกัน คืออาวัชชนกิจแต่ต่างประเภท เพราะเหตุว่ามโนทวาราวัชชนะไม่ได้ทำอาวัชชนกิจทางปัญจทวาร แล้วปัญจทวาราวัชชนะจะมาทำอาวัชชนกิจทางมโนทวารก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าปัญจทวาราวัชชนจิต จะต้องต่อเมื่ออารมณ์กระทบปสาทรูป ต้องเป็นรูปที่กระทบทางตา หรือหูจมูกลิ้นกายใจเท่านั้น ปัญจทวาราวัชชนจิตจึงจะเกิด แต่ถ้าไม่ใช่อารมณ์ คือสีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ที่ไม่ได้กระทบตาหูจมูกลิ้นกาย ปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ของปัญจทวาราวัชชนจิต ถ้าเป็นการคิดนึกหรือการฝัน ต้องเป็นหน้าที่ของมโนทวาราวัชชนจิต เป็นวิถีจิตแรก เป็นชีวิตประจำวันหรือเปล่า ตอนนี้เปลี่ยนชื่อแล้ว มาเป็นชื่อของจิตต่างๆ ชื่อคนในโลกนี้ก็มีตั้งเยอะ ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาต่างๆ เราก็ยังพอจำได้ ถ้าจะบอกว่าจำชื่อเหล่านี้ไม่ได้ เป็นไปได้ไหม แค่ไม่กี่ชื่อ ปฏิสนธิก็เคยได้ยินบ่อยๆ ภวังคจิตก็บ่อย ตอนนี้ก็เพิ่มมาอีกหนึ่งคืออาวัชชนกิจ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560