ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
ตอนที่ ๑๕๕๑
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ขณะนี้การเกิดดับของจิต และเจตสิก และรูป ไม่ได้ปรากฏเลย เพราะว่าต้องปรากฏกับปัญญา ที่อบรมถึงระดับขั้นที่เป็นวิปัสสนาญาณ เป็นการประจักษ์แจ้งสภาพธรรม หยั่งถึงลักษณะของสภาพธรรมแต่ละลักษณะ ซึ่งเกิดและดับ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ มีสภาพธรรมหลายอย่าง เห็นก็มี ได้ยินก็มี คิดนึกก็มี เกิดดับทั้งนั้นเลย สืบต่อกันอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นก่อนที่จะประจักษ์การเกิดดับ ก็ต้องรู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่ละอย่าง ด้วยสติสัมปชัญญะที่เข้าใจความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เช่น ในขณะนี้ จำได้ว่าใคร แต่จำได้หรือยังว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น
เพราะฉะนั้นการฟังนี่ก็คือฟังจนกว่า เมื่อเห็นก็สามารถที่จะมีปัจจัยที่สะสม เพราะว่าจิตเกิดดับ สะสม เป็นอุปนิสัย เป็นอัธยาศัย ถ้าสะสมปัญญา สะสมการฟัง จนมีความจำที่มั่นคง ว่าขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด สิ่งที่ปรากฏทางตาจริง เป็นธรรม กำลังปรากฏ ใครจะบอกว่าไม่เห็น ใครจะบอกว่าไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ถูกต้อง แต่ว่าเมื่อมีสิ่งที่ปรากฏทางตา ความถูกต้องก็คือ เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบจักขุปสาทแล้วดับอย่างรวดเร็ว แต่ว่าเกิดดับสืบต่อเหมือนนายมายากล ที่จะทำให้มีความทรงจำในรูปร่างสัณฐาน และก็เป็นคนตลอดเวลา ทั้งวัน จนกว่าวันหนึ่งวันใด ค่อยๆ เข้าใจถูกว่า ไม่ว่าอะไรจะปรากฏ แล้วจำไว้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ก่อนอื่นต้องมีสิ่งที่ปรากฏก่อน และสิ่งที่ปรากฏนี้ก็ดับด้วย
เพราะฉะนั้นในขณะใด ที่รู้ว่าขณะนี้จริงๆ แล้ว เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา พิสูจน์ได้ หลับตาแล้วไม่มี ไม่ปรากฎ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ปรากฏ เมื่อกระทบจักขุปสาทะ ถ้ามีความเข้าใจ โดยการฟังบ่อยๆ ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา รวบรวมไว้เป็น ๓ ปิฏก ก็ไม่พ้นจากเรื่องของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เท่านั้นเอง แต่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา เรื่องของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็แสดงให้เห็นว่า เป็นสิ่งซึ่ง ไม่ว่าโลกไหนก็จะมีเกินกว่านี้ไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นถ้าสามารถที่จะเข้าใจความจริง วันหนึ่งก็จะรู้ได้ แล้วก็จะเข้าใจถูกต้องว่า เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา เมื่อนั้นจะรู้ได้ เริ่มคลาย การคลายนี้จะน้อยมาก อุปมาเหมือนกับการจับด้ามมีด จับครั้งแรกๆ ด้ามมีดไม่สึกแน่ แต่จับไปๆ ต้องถึงวันหนึ่ง ซึ่งด้ามมีดสึก เพราะฉะนั้นขณะนี้เพียงแต่มีความเข้าใจสักนิดหนึ่งที่เกิดขึ้น ว่าขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาจริงๆ ขณะนั้นก็จะทำให้มีการระลึกและก็เข้าใจถูกต้อง แล้วก็จะรู้ได้ว่า การที่ทรงแสดงเรื่อง การไม่ยึดถือในนิมิตอนุพยัญชนะ นิมิตคือรูปร่าง ส่วนอนุพยัญชนะคือส่วนละเอียด ซึ่งสามารถที่จะปรากฏกับจิต และก็มีการคิดนึกถึงสัณฐานต่างๆ
ที่จะละคลายการยึดถือในนิมิตอนุพยัญชนะได้ เมื่อมีความเข้าใจว่า ขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ เห็นก็เพียงสักแต่ว่าเห็น แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเรา ไปทำสักแต่ว่าเห็นไม่ได้ แต่ต้องเป็นปัญญา ที่เข้าใจถูกต้องจริงๆ ว่าสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ถ้าเห็นดอกกุหลาบ ในกระจกหกด้าน ทั้งๆ ที่มีดอกกุหลาบจริงๆ เพียงดอกเดียว แต่ทำไมเห็นเป็นอย่างนั้นได้ฉันใดการที่มีการเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วก็คิดนึกไปยาวไกล เรื่องคนหลายๆ คนที่นี่ ก็เช่นเดียวกัน จริงๆ แล้วก็คือสิ่งที่ปรากฏทางตา
เวลาที่ดูโทรทัศน์ ทำไมเวลาดูนี่เป็นคน แล้วก็เป็นเรื่อง แล้วก็สนุกสนาน เดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวก็หัวเราะ แล้วก็เรียกชื่อต่างๆ เหมือนมีคนจริงๆ แต่ความจริงไม่มีเลยฉันใด เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ เพียงสิ่งที่ดำๆ ขาวๆ ก็เป็นประธานาธิบดี เป็นประเทศต่างๆ เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ต่างๆ จากสีขาวๆ ดำๆ ฉันใด ขณะนี้ก็สีเยอะ เหมือนหนังสือพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์จะมีรูปอย่างนี้ก็ได้ เหมือนกันเลย ถ้าถ่ายรูปไว้ และลงหนังสือพิมพ์ แล้วก็บอกว่า คนนี้นั่งที่นี่ คนนั้นนั่งที่นั่น แต่ความจริงก็คือ เหมือนเดี๋ยวนี้ จากความคิดนึก
เพราะฉะนั้นถ้ามีการเข้าใจจริงๆ วันหนึ่งวันใดอาจจะไม่บ่อย แต่ก็อาจจะเกิดขึ้นบ้างว่าขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็จะละการยึดถือในนิมิตอนุพยัญชนะ เพราะขณะนั้น เป็นสติปัฏฐาน แม้ว่าไม่เรียกชื่อ หรือไม่ใช้คำว่า "สติปัฎฐาน" แต่ไม่ใช่โลภะ ไม่ใช่โทสะ ไม่ใช่อกุศล แต่เป็นการระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะเหตุว่าถ้าใช้คำว่า "ระลึก" เราก็มักจะนึกถึงเรื่องยาวๆ แต่นี่ไม่ใช่ ถ้าเป็นสติสัมปชัญญะ ระลึกที่ลักษณะ มีลักษณะของสภาพธรรมหนึ่ง สติระลึกอยู่ที่นั่น คือที่ลักษณะนั้น แล้วก็มีความเข้าใจในสิ่งนั้นจากการที่ได้ยินได้ฟังพอสมควร
ที่จะเข้าใจถูกต้องว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ทุกทวาร ทั้งทาง ตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ นี่คือการอบรมเจริญปัญญา ที่จะรู้ว่าธรรมทุกธรรมมีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง เพราะว่าวันนี้เป็นธรรมทั้งหมด ไม่พอใจเป็นเวทนา เป็นธรรม มีลักษณะ เฉพาะอย่างๆ จริงๆ ถ้าสติมีการระลึกลักษณะของสภาพธรรมหนึ่ง สภาพธรรมใด จะรู้ได้ว่ามีลักษณะของสภาพธรรมนั้น ปรากฏให้ระลึกให้รู้ได้
ผู้ฟัง คำว่า "นึกคิด" ก็คือบัญญัติใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ทุกคำต้องชัดเจน ถ้าใช้คำว่า คิดนึก ทางตาคิดได้ไหม ไม่ได้ ทางหูที่ได้ยินเสียง กำลังมีเสียงเป็นอารมณ์ คิดได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมี ๖ ทวาร คิดนึกต้องเป็นทางใจเท่านั้น เป็นจิตที่คิด แล้วแต่ว่าจะคิดถึงรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ หรือว่าคิดเป็นคำ เป็นเรื่องราวต่างๆ ถ้าถามว่าขณะนี้คิดอะไร
ผู้ฟัง ก็คิดเรื่องราว ที่ได้ฟังได้ยินจากอาจารย์
ท่านอาจารย์ แต่ความจริงคิดเร็วกว่านั้นมากเลย เพราะว่าทันทีที่เห็น ทางใจคิดได้เลย แต่ว่าเวลาที่มีคนถามว่า คิดอะไร บางทีเราจะตอบไม่ถูกใช่ไหม เพราะว่าความรวดเร็วของจิต แต่ต้องทราบว่า ขณะที่คิดต้องเป็นทางมโนทวาร เพราะฉะนั้นคำว่าธัมมารมณ์ หมายความถึง อารมณ์ที่รู้ได้ เฉพาะทางใจเท่านั้น บัญญัติเรื่องราวต่างๆ ถ้าไม่มีจิตคิด ทางตา กำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตา ที่ยังไม่ดับ เป็นอารมณ์ตลอดของวิถีจิต ทุกวิถีจิต ที่อาศัยจักขุทวาร ทางหู ก็ดูเหมือนว่าเสียง ดับเร็วใช่ไหม แต่ความจริง เร็วเท่าเร็วอย่างไร ก็จะต้องมีจิต ที่เป็นวิถีจิต เกิดสืบต่อกัน รวมทั้งชวนจิตด้วย คือกุศล และอกุศล ในขณะที่เสียงปรากฏ และดับไป
เพราะฉะนั้นสำหรับทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย คิดไม่ได้เลย จิตทางตาจะเห็นเฉพาะสิ่งที่ปรากฏ หรือว่าวิถีจิตอื่นๆ ซึ่งเกิดต่อ เช่น ชวนะ คือโลภะ หรือโทสะ หรือกุศลจิต อกุศลจิต นั่นเอง ก็มีสีเป็นอารมณ์ เช่นเดียวกับจักขุวิญญาณ ทางหู หลังจากที่ได้ยินแล้ว ชวนะก็มีเสียง เช่นเดียวกับโสตวิญญาณนั่นเอง เพราะฉะนั้น ๕ ทาง เป็นชื่อเฉพาะอารมณ์ ของแต่ละทาง เช่นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ชื่อว่า รูปารมณ์ เป็นคำรวม ของคำว่า รูป กับ อารมณ์ เพราะเหตุว่า รูป คือสีสันวรรณะต่างๆ ที่ไม่ปรากฏ เกิดแล้วดับแล้ว ไม่ใช่อารมณ์ เป็นแต่เพียง วรรณะ วัณโณ หรือว่าสี เท่านั้นเอง
แต่ถ้ามีคำว่า "อารมณ์" หมายความว่า จิตต้องรู้สิ่งนั้น คือเห็น เพราะฉะนั้นขณะนี้ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ที่ถูกจิตเห็น เป็นรูปารมณ์ หนึ่งอารมณ์แล้ว รูปารมณ์ เสียงเป็นสัททารมณ์ ได้ยินทางหู กลิ่นเป็นคันธารมณ์ ขณะที่กลิ่นปรากฏ และจิตกำลังรู้กลิ่น ขณะที่รสปรากฏ รสนั้นก็เป็นรสารมณ์ ถ้าสิ่งที่กระทบกาย มี ๓ อย่าง คือเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว รวมเรียกว่า โผฏฐัพพารมณ์ เพราะฉะนั้น ๕ อารมณ์แล้ว ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย คือรูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ ส่วนอารมณ์อื่นๆ ทั้งหมด ที่ไม่สามารถจะรู้ได้ ทางทวารทั้ง ๕ เป็นธัมมารมณ์ เพราะเหตุว่า ธัมมารมณ์ คืออารมณ์ที่รู้ได้ เฉพาะทางใจทางเดียว บัญญัติก็เป็นธัมมารมณ์ด้วย เพราะเหตุว่าต้องเป็นอารมณ์ของจิตคิดนึกทางใจ
ผู้ฟัง แล้วธัมมธาตุ
ท่านอาจารย์ ขอเชิญคุณอรรณพ
อ.อรรณพ ธาตุคือสภาพธรรมที่มีจริง ท่านแสดงออกเป็นถึง ๑๘ ธาตุ ถ้าใช้คำว่าธัมมธาตุก็คือ สภาพธรรม ก็ได้แก่ เจตสิกทั้งหมด รูปในส่วนที่เป็นสุขุมรูป เพราะว่าถ้าเป็นรูปที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็คือ สี เสียง กลิ่น รส เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว อันนั้นก็เป็นธาตุ แสดงแยกไปต่างหาก เพื่อให้เห็นความเป็นสภาพธรรม ความเป็นธาตุ หรือเป็นธรรม แต่ละอย่าง ก็เป็น ๕ ธาตุ
แล้วก็ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็คือจักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท แล้วก็ กายปสาท เป็นธาตุอีก ๕ ธาตุ อันนี้ ๑๐ ธาตุ แล้วก็จิต จิดเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตกระทบสัมผัส ก็เป็นวิญญาณธาตุอีก ๕ อันนี้ก็เป็น ๑๕ แล้ว แล้วก็มีอีก ๓ ธาตุ ก็ คือ มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุ มโนธาตุก็ได้แก่ สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ดวง แล้วก็ปัญจทวาราวัชชนจิตอีก ๑ ดวง ซึ่งจิต ๓ ดวงนี้ จะรู้อารมณ์ได้ ๕ ทาง แล้วก็ มโนวิญญาณธาตุ ก็คือจิตที่เหลือ แล้วก็ธัมมธาตุ ก็ได้แก่ สุขุมรูป เจตสิก แล้วก็นิพพาน
ท่านอาจารย์ หากพูดถึงเรื่องหนึ่งเรื่องใด ก็จะต้องเข้าใจเรื่องนั้น อย่างพูดถึงเรื่องธาตุ มีคำว่า "ธาตุ" ธาตุหมายความว่าอะไร สิ่งที่มีจริง แล้วก็มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างๆ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตาม ทั้งหมดที่มีจริงเป็นธาตุทั้งนั้นเลย สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้มีจริง เป็นธาตุหรือเปล่า เป็น เสียงเป็นธาตุหรือเปล่า โลภะเป็นธาตุหรือเปล่า โทสะเป็นธาตุหรือเปล่า
ทุกอย่างที่มีในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะพระสุตตันตปิฏก จะแสดงธาตุโดยชื่อ โลภะธาตุ โทสะธาตุ ทุกอย่างเป็นธาตุ เมื่อทุกอย่างเป็นธาตุ ก็จะประมวลธาตุ ลงเป็นประเภทๆ เป็นธาตุ ๑๘ แสดงให้เห็นความต่างของการที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์แต่ละครั้ง เช่น ขณะนี้ มีเห็นเป็นธาตุด้วย ต้องอาศัย จักขุปสาทะ เป็นธาตุด้วย ต้องอาศัยรูป สีสันวรรณะ ที่ปรากฏ เป็นธาตุด้วย กี่ธาตุแล้ว ทางตา ๓ ธาตุ คือจักขุปสาทเป็นธาตุ รูปเป็นรูปธาตุ แล้วก็จิตที่เห็น ก็เป็นวิญญาณธาตุ ซึ่งชื่อว่า จักขุวิญญาณ เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งธาตุชนิดนี้ จะไม่ทำหน้าที่อื่นเลย
เพราะฉะนั้นก็เป็นการประมวลธาตุทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าขณะที่มีการรู้อารมณ์แต่ละครั้ง จะมีธาตุอะไรบ้าง ซึ่งมาจากธาตุทั้งหมด ซึ่งแยกเป็น นามธาตุ และรูปธาตุ เพราะฉะนั้นเวลาที่เข้าใจสภาพธรรม ที่เป็นลักษณะ ที่ไม่รู้อะไรเลย เป็นรูปธาตุ แล้วก็ลักษณะของสภาพธรรม ที่เป็นธาตุรู้ คือ จิต เจตสิก ก็จะแสดงความเป็นธาตุต่างๆ เช่น รูปธาตุมีจริง และก็ปรากฏ เมื่อกระทบกับจักขุปสาทะ แล้วก็มีจักขุวิญญาณเกิดขึ้น ในขณะนี้เห็น เป็น ๓ ธาตุ ทางหูก็ ๓ ธาตุ คือโสตปสาท ก็เป็นธาตุ แล้วก็เสียง ก็เป็นธาตุ โสตวิญญาณ ก็เป็นธาตุ แสดงให้รู้ว่าจิตที่ได้ยินเสียง จะทำหน้าที่อื่นไม่ได้เลย เกิดขึ้นขณะใดก็ต้องเป็นธาตุได้ยิน
เวลาที่เราใช้คำว่าธาตุ ต้องไม่ลืมว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงาน เช่น จิตได้ยิน เป็นโสตวิญญาณธาตุ ธาตุชนิดนี้ มีหน้าที่ได้ยินเท่านั้นเอง จะทำหน้าที่อื่นไม่ได้ นี่คือทางหู ๓ ธาตุ ทางจมูก ๓ ธาตุ เพราะเหตุว่าทุกอย่างเป็นธาตุ เพราะฉะนั้นฆานปสาทก็เป็นธาตุ กลิ่น คันธะก็เป็นธาตุ แล้วก็จิตที่รู้กลิ่น คือฆานะวิญญาณ ก็เป็นธาตุ ทางจมูกอีก ๓ ธาตุ ไม่ใช่เรา เตือนให้รู้ว่า ไม่ใช่เรา แต่ว่าเป็นธาตุที่ต่างกัน แต่ละธาตุนั่นเอง ลิ้มรส รสมีจริง ก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง แล้วก็ขณะที่ลิ้นกระทบ ต้องอาศัยลิ้น รสจึงจะปรากฏได้ ขณะนั้นก็เป็นชิวหาธาตุ และก็มีชิวหาวิญญาณ คือจิตนั้นจะทำหน้าที่อะไรไม่ได้เลยนอกจากลิ้มรส
วันนี้จิตนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วใช่ไหม เช้า กลางวัน ค่ำ นี่ก็เป็นหน้าที่ของจิต ที่จะเกิดขึ้น ทางกายก็คือ มีกายปสาท ส่วนใดของร่างกายไม่มีกายปสาทก็ไม่สามารถที่จะรับกระทบกับ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ซึ่งก็เป็นโผฏฐัพพธาตุ และก็กายปสาท ก็เป็นธาตุ และก็จิตที่กำลังรู้สิ่งที่ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ก็เป็นกายวิญญาณธาตุ ก็เป็น ๑๕ ธาตุแล้ว ซึ่งธาตุต่างๆ ๑๕ ธาตุ เฉพาะทางๆ จะปะปนกันไม่ได้เลย แต่ก็มีจิตอื่นนอกจาก จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานะวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
มีจิตที่สามารถจะรู้อารมณ์ ทั้ง ๕ ได้ ในขณะที่จักขุวิญญาณ ทำได้หน้าที่เดียว คือเห็น โสตวิญญาณ ก็ทำได้หน้าที่เดียว คือได้ยิน แต่ว่ามีจิตอีก ๓ ประเภท ที่สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ ๕ อารมณ์ ได้แก่ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ แล้วก็สัมปฏิจฉันนจิต ๒ ถ้าไม่ลืม ปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นวิถีจิตแรกทางปัญจทวาร ก่อนเห็นกำลังเป็นภวังค์อยู่ จะเห็นทันทีไม่ได้ ต้องมีวิถีจิตซึ่งเป็นกิริยาจิตเกิดก่อน ทำอาวัชชนกิจ หมายความว่ารู้สิ่งที่กระทบ ซึ่งโดยศัพท์นี่จะแปลว่า รำพึงถึง แต่คนไทยที่ใช้คำนี้ ก็อาจจะคิดว่ายาว รำพึง แต่ความจริงชั่วขณะ ที่รู้สึกว่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด กระทบทางหนึ่งทางใด ใน ๕ ทวาร จิตที่ไม่ใช่ภวังค์ เป็นวิถีจิต สามารถที่จะรู้อารมณ์ที่กระทบ ว่ามีอารมณ์กระทบทางหนึ่งทางใด ใน ๕ ทาง จิตนี้สามารถรู้อารมณ์ได้ ๕ อารมณ์ และก็สามารถที่จะเกิด อาศัยได้ ๕ ทวาร รวมทั้งสัมปฏิจฉันนจิต ซึ่งเกิดต่อจาก จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
สัมปฏิจฉันนะเป็นกุศลวิบาก หรืออกุศลวิบาก เพราะว่าเป็นผลของกุศลกรรม เช่นเดียวกับ จักขุวิญญาณ ซึ่งมีกุศลวิบาก และอกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นสัมปฏิจฉันนะ รับอารมณ์ต่อจาก จิตเห็นก็ได้ จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส สัมปฏิจฉันนะจึงสามารถ ที่จะรู้อารมณ์ได้ทั้ง ๕ ทวาร ทั้ง ๕ อารมณ์ จิตที่รู้อารมณ์ได้ทั้ง ๕ ทวาร และ ๕ อารมณ์ มีอยู่ ๓ ดวง คือ มโนธาตุ ๓ ได้แก่ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ สัมปฏิจฉันนจิต ๒
จิตอื่นทั้งหมดนอกจากนี้ เป็นมโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุก็คือ ธรรมที่เหลือทั้งหมด นอกจากที่กล่าวถึงแล้ว เป็น ธัมมธาตุ ถ้าจะแจกโดยรายละเอียด ก็ทั้งหมดเป็นธาตุ แต่ละธาตุ แต่ถ้ารวม นอกจากนี้แล้วก็คือ ธัมมธาตุ นิพพาน เป็นธาตุไหน ธัมมธาตุ
อ.อรรณพ มีคำถามว่าอนุสัย และอาสยะ เป็นปัจจัยแก่ จิตและเจตสิก ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ทุกคนก็มีทั้งอนุสัย และอาสยะ คือมีการสะสมของทั้งกุศล และอกุศล จริงหรือเปล่า ตามความเป็นจริง เราไม่ได้มีแต่อกุศลตลอด หรือว่าไม่ได้มีแต่กุศลตลอด แต่อาสยะ และอนุสัย จะเป็นปัจจัย ให้เกิดกุศล และอกุศลเมื่อไหร่ ในขณะที่กำลังนอนหลับ ไม่มีทางเลย ที่จิตจะเป็นกุศล หรืออกุศลได้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นทำกิจภวังค์ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่คิดนึกด้วย เพราะฉะนั้นขณะนั้น ก็เป็นผลของกรรม ที่ทำให้จิต ที่เป็นผลของกรรมประเภทนั้น เกิดดับสืบต่อ ดำรงภพชาติ ความเป็นบุคคลนั้น
ในขณะนั้นมีทั้งอาสยะ และอนุสัย แต่ยังไม่มีปัจจัย ที่จะทำให้เกิดเป็นกุศลจิต หรืออกุศลจิตได้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นกำลังเป็นภวังคจิต ต่อเมื่อไหร่ เป็นวิถีจิต มีการเห็น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม เมื่อเห็นแล้ว ขณะหนึ่ง จิตเห็นนี่ดับ และก็ขณะที่จิตเห็นกำลังเห็น ก็มีทั้งอาสยะ และอนุสัย แต่ว่ายังไม่ใช่เป็นอกุศลจิต หรือกุศลจิต เพราะเหตุว่าเพียงเห็น แล้วก็ดับไป ถ้าจิตเห็นนั้นไม่มีอนุสัย หลังจากนั้นแล้ว กิเลสหรืออกุศลจิต จะเกิดไม่ได้เลย แต่เพราะมีตั้งแต่ปฏิสนธิ สืบต่อมา จนกระทั่งถึงภวังค์ จนกระทั่งถึงขณะที่เห็น ขณะนั้นก็มีอนุสัย และอาสยะ แต่ยังไม่มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ทำกิจเห็น เมื่อจิตทำกิจเห็นดับ สัมปฏิจฉันนจิตเกิดต่อ ขณะนั้นก็ยังไม่เป็นปัจจัย ที่จะให้เป็นกุศล หรืออกุศล ขณะที่สัมปฏิจฉันนะดับ สันตีรณะเกิดต่อ แม้ในสันตีรณจิตก็มีทั้ง อาสยะ และอนุสยะ แต่ก็ยังไม่เป็นปัจจัย ที่จะให้กุศลจิต หรืออกุศลจิต เกิด
จนกระทั่งเมื่อสันตีรณจิตดับ โวฏฐัพพนจิตเกิดและดับไป เมื่อนั้นเป็นปัจจัยที่จะทำให้ กุศลจิต หรืออกุศลจิต ที่สะสมมาเกิดขึ้น บางคนได้ยินเสียงที่ก้าวร้าว แต่จิตเป็นกุศลได้ มีขันติ มีความอดทน เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่สะสม อาสยะ อัธยาศัยที่จะเป็นผู้ที่สะสมความอดทนมา หรือว่าบางที สิ่งที่ไม่น่าพอใจ อาหารที่ไม่อร่อย แต่ก็สามารถที่จะรับประทาน ด้วยจิตที่ปกติ ไม่เดือดร้อน ไม่โวยวาย ไม่วุ่นวาย ก็เพราะเหตุว่าสะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นการสะสมของแต่ละคน เมื่อถึงกาละ ที่ได้เหตุ ได้ปัจจัย ที่จะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นปรากฏ จะเป็น ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจ ที่คิดนึก ก็ขณะใดที่มีกุศลจิตเกิด หรืออกุศลจิตเกิด ก็ให้ทราบว่า เพราะสะสมมา ที่จะเป็นอย่างนั้น ที่จะคิดอย่างนั้น ที่จะเมตตา ที่จะให้อภัย ที่จะกรุณา หรืออะไรก็ตามทั้งหมด ก็เพราะการสะสม นอกจากจะเป็นการสะสมของจิต ก็ยังมีการกระทำทางกาย ซึ่งเกิดจากจิตด้วย
เพราะฉะนั้นเรื่องของธรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แม้แต่ว่ากุศลจิตเกิดด้วยกัน เช่น การไหว้ การไหว้ที่อ่อนน้อม น่าดู กับการไหว้ที่ไม่งาม ก็มีใช่ไหม ทั้งๆ ที่เป็นกุศลจิตด้วยกัน นี่ก็แสดงถึงความละเอียด ของการสะสม ของพฤติกรรม ทั้งทางกาย และก็ทางใจด้วย นี่ก็เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า ต้องมีเหตุ เมื่อได้กาละเมื่อไหร่ ถึงจะเกิดได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงกาละ ที่จะเกิด เช่น ขณะที่หลับสนิท ก็ไม่มีทางที่จะเป็นกุศลจิต หรืออกุศลจิตได้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560