ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๕๕๙

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ ยังต้องทำให้ สัมปฏิจฉันนะ ซึ่งเป็นวิบากเกิดรับรู้ต่อ และเมื่อสัมปฏิจฉันนจิต เกิดรับรู้อารมณ์ต่อจาก จิตเห็น จิตได้ยิน เหล่านี้และดับไป จิตที่เกิดต่อก็ยังเป็นวิบากจิต ทำกิจพิจารณา ตอนนี้ก็คงจะเหมือนกับจิตรำพึงถึง คิดว่ายาวมากความจริงชั่วหนึ่ง เพราะฉะนั้นพิจารณาที่นี่ก็เพียงหนึ่งขณะ มีความรู้ ไม่ใช่เพียงรับ สัมปฏิจฉันนจิต รับต่อ แต่สันตีรณจิตพิจารณา คือรู้กว่าเพิ่มขึ้น หลังจากที่สัมปฏิจฉันนะดับไปแล้ว เพราะฉะนั้นสำหรับสันตีรณจิต ก็จะต้องมี วิตกเจตสิก วิจารเจตสิก และอธิโมกขเจตสิก เกิดร่วมด้วย

    ก็จำได้ ว่าจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง มีอะไรบ้าง คือมีปัญจทวาราวัชชนจิตหนึ่ง สัมปฏิจฉันนจิต ความจริงต้องมี ๒ ดวง คือกุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง ถ้าจิตเห็น เห็นสิ่งที่ดี จิตนั้นเป็นกุศลวิบาก เป็นผลของกุศลกรรม ดับไปแล้ว สัมปฏิจฉันนจิตต้องเป็นกุศลวิบากด้วย เพราะว่าเป็นผลของกรรมเดียวกัน เกิดสืบต่อจากจิตเห็น เมื่อสัมปฏิจฉันนะซึ่งเป็นวิบากเกิดขึ้นรับรู้ต่อ ดับไปแล้ว สันตีรณจิตซึ่งเป็นวิบากก็ต้องเป็นกุศลวิบากด้วย ไม่ว่าจะจิตที่เห็นเป็นกุศลวิบาก วิบากที่เกิดสืบต่อก็ต้องเป็นกุศลวิบากด้วย ถ้าจิตเห็น เห็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นอกุศลวิบาก สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ก็เป็นวิบากด้วย แต่ว่ามีเจตสิกที่เกิดต่างกัน คือ ทวิปัญจวิญญาณ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แต่ปัญจทวาราวัชชนะ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง

    ผู้ฟัง คือที่เรียนกันตอนนี้ ก็ยุ่งยากพอสมควร ก็ไม่ทราบว่า อย่างที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายเกี่ยวกับว่า ให้รู้ลักษณะของรูปกับนาม ตรงนี้จะมาเกี่ยวข้องกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ก็ มีนาม มีรูป แต่ถ้าไม่มีปัญญาที่รู้ความละเอียดของสภาพธรรมที่เป็นอนัตตาจริงๆ จะสามารถเข้าถึงความเป็นอนัตตา ในลักษณะของสภาพธรรมนั้นไหม แต่ถ้ารู้ละเอียด ก็ค่อยๆ เข้าใจว่าธรรม เป็นอนัตตา มีสัจจญาณ มีความมั่นคงขึ้นว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร ก็คือจิตและเจตสิก แล้วทำไมจิตต่างกันมากมายหลายอย่าง ก็เพราะเหตุว่า ประการหนึ่งก็คือ มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยต่างกัน แล้วก็ยังทำกิจหน้าที่ต่างกัน รู้อารมณ์ต่างกัน ต่อไปก็จะเป็นความละเอียด ว่ามีเจตสิกที่เป็นเหตุ หรือไม่เป็นเหตุ เกิดร่วมด้วย และนี่เป็นการปรุงแต่งของสังขารขันธ์

    จากปุถุชน ซึ่งไม่รู้อะไรเลย จนกระทั่งความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น สามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม ที่ไม่ใช่ตัวตนในขณะนี้ แต่ต้องมีการฟัง เป็นพหูสูต ฟังมากไตร่ตรองมาก เข้าใจมาก จนกว่าจะระลึก แล้วก็รู้ได้จริงๆ ว่า ขณะนี้ไม่ใช่ตัวตนเพราะว่าเป็นนามธรรม เป็นรูปธรรม แล้วแต่ว่าจะมีการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมใด ก็เข้าใจถูกต้องทันที ว่าไม่ใช่เรา แต่ต้องอาศัยการฟังมาก จึงจะเข้าใจได้ ถ้าได้อบรมเจริญปัญญามามากแล้ว เพียงแค่ฟังว่าขณะนี้ไม่ใช่ตัวตน เป็นนามธรรมและรูปธรรม ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมมี ในกาลสมบัติ ที่ท่านได้อบรมเจริญปัญญามาแล้ว

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่อง ที่พิสูจน์ธรรมด้วยตัวเอง ว่ามีความเข้าใจ สิ่งที่ได้ยินได้ฟังระดับไหน ระดับที่สามารถจะรู้ว่าขณะนี้ สภาพธรรมที่ปรากฏ ไม่ใช่เราจริงๆ หรือว่าแม้ว่าขณะนี้สภาพธรรมจะเกิดดับไปมากมาย ก็ไม่ได้รู้ลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด เพราะเหตุว่าความเข้าใจเรื่องของสภาพธรรม ยังไม่พอที่จะเป็นปัจจัยให้สามารถรู้ได้ ก็ต้องอาศัยการฟังไปก่อน โดยเฉพาะการฟังเรื่องจิต ก็เพื่อให้เห็นความเป็นอนัตตาว่าเกิดดับ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถอบรมเจริญปัญญา จนประจักษ์ความจริงได้ คุณอรรณพจะต่อเรื่องของจิตต่อไปไหม ที่มีเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้นอีก

    อ.อรรณพ ท่านอาจารย์ก็ได้อธิบายมาถึงสันตีรณจิต ซึ่งสันตีรณจิตเป็นจิตที่เป็นวิบากจิตเช่นกัน มีถึง ๓ ดวง ก็คือ อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากหนึ่งดวง อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากหนึ่งดวง และโสมนัสสันตีรณกุศลวิบากหนึ่งดวง สำหรับสันตีรณจิต ที่เป็นอกุศลวิบาก จะมีเวทนาอย่างเดียว ก็คืออุเบกขาเวทนา แต่ถ้าเป็นการรับผลของกรรมที่ดี คือจักขุวิญญาณ เห็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ดีมากๆ สัมปฏิจฉันนะก็มี วิตก วิจาร อธิโมกข์ ซึ่งตรีก ซึ่งประคอง แล้วก็ปักใจในอารมณ์นั้น จึงรับอารมณ์ที่ดีนั้น แล้วก็เสวยวิบากโดยการทำสัมปฏิจฉันนกิจ คือรับอารมณ์นั้นต่อมา

    เมื่อสัมปฏิจฉันนจิตดับไป สันตีรณจิตก็เกิดต่อ ก็มีวิตก วิจาร อธิโมกข์ เช่นกัน แต่ถ้าเป็นอารมณ์ที่ดีมาก แล้วก็เป็นผลของกุศลกรรม ที่มีกำลัง สันตีรณจิตตรงนี้ เวทนาเป็นโสมนัสเวทนาได้ เมื่อเวทนาเป็นโสมนัสเวทนา ก็จะมีเจตสิกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเราจะศึกษาต่อไป ก็คือปีติเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่เอิบอิ่ม ซาบซ่าน พร้อมกันกับโสมนัสเวทนา ซึ่งเป็นสภาพของความรู้สึกที่ยินดีปลาบปลื้ม เพราะฉะนั้นเมื่อสันตีรณจิต ที่เป็นโสมนัสสันตีรณกุศลวิบากเกิดขึ้น ก็จะมีสภาพของเจตสิกธรรมเกิดเพิ่มขึ้นอีก คือปีติเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นความละเอียดเพิ่มขึ้น คือกล่าวโดยนัยของเวทนา ก็จะเห็นได้ว่า บางขณะเวทนาก็เป็นอุเบกขา อทุกขมสุข แต่บางขณะก็เป็นโสมนัส ซึ่งเลือกไม่ได้เลย ถ้าเป็นวิบากคือเป็นผลของกรรม แล้วแต่ว่าอารมณ์ที่ปรากฏ เป็นอารมณ์ที่ดีปานกลาง หรือว่า เป็นอารมณ์ที่ดีมาก ถ้าเป็นอารมณ์ที่ดีปานกลาง ก็เป็นอุเบกขา แต่ถ้าอารมณ์นั้นดีมาก สันตีรณะก็เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา แต่เราไม่มีทางที่สามารถจะรู้ได้เลย ใช่ไหม

    ขณะนี้พร้อมหมด ทั้งปัญจทวาราวัชชนะ จักขุวิญญาณ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะดับไปหมดแล้ว แม้แต่โสมนัสเวทนา ที่เกิดร่วมกับสันตีรณะ เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ การที่เราจะรู้ได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต ที่เกิดในสิ่งที่กำลังปรากฏ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ เรากำลังกล่าวถึงจิต ซึ่งเกิดดับรวดเร็ว เกินกว่าที่เราจะรู้ แต่ก็เป็นจริงอย่างนั้น เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีปัญจทวาราวัชชนจิต ไม่มีจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณเหล่านี้ ไม่มีสัมปฏิจฉันนจิต ไม่มีสันตีรณจิต กุศลจิตหรืออกุศลจิต ก็เกิดไม่ได้

    เพราะฉะนั้นเราคิดว่า เราชอบในสิ่งที่ปรากฏทันที ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือเสียงดนตรี เสียงเพราะๆ เราก็คิดว่า เราชอบทันที แต่ความจริง จิตจะต้องเกิดดับสืบต่อ อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะขาดจิตหนึ่งจิตใดไม่ได้เลย เช่น มีแต่ภวังคจิต แล้วก็จะให้เป็นเฉพาะ จักขุวิญญาณ ไม่มีสัมปฏิจฉันนะ ไม่มีสันตีรณะ ไม่มีจิตที่เกิดดับสืบต่ออย่างนี้ ไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตแต่ละขณะนี่ ต้องเกิดดับสืบต่อ ทำกิจหน้าที่ เฉพาะอย่างๆ อย่างรวดเร็ว

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ถึง ความหลากหลายของจิต แม้ขณะที่กุศลจิตยังไม่เกิดเลย อกุศลจิตยังไม่เกิดเลย ก็มีจิตต่างๆ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ ก็ยังมีจิตอีกหนึ่งขณะ ซึ่งเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ หลังจากที่สันตีรณจิตดับไปแล้ว โวฏฐัพพนจิต มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยกี่ดวง จิตดวงนี้ เกินกว่า ๑๐ แล้ว ใช่ไหม เพราะเหตุว่ามีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย ที่แสดงอย่างนี้ ก็เพื่อที่จะให้เห็นว่า จิตแต่ละประเภท ก็เกิดขึ้น แล้วก็มีเจตสิกที่ต้องเกิด ขาดไม่ได้เลย เช่น โวฏฐัพพนจิต ซึ่งเกิดต่อจากสันตีรณจิต

    ชื่อก็คงจะค่อยๆ จำไป เพราะว่าทบทวนกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ปัญจทวาราวัชชนะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ทวิปัญจวิญญาณ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง สัมปฏิจฉันนะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง สันตีรณะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง แต่จิตต่อไป เริ่มเปลี่ยนอีกแล้ว มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๑ ดวง นี่ก็เพราะเหตุว่า ทำกิจหน้าที่ของเจตสิกนั้น แล้วก็คงจะไม่ลืมเรื่องชาติ ขณะที่เป็นภวังค์ เป็นวิบาก เป็นผลของกรรม ขณะที่เห็น ขณะที่เป็นสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ เป็นวิบาก แต่ว่าก่อนเห็น หลังจากที่ภวังค์ ซึ่งเป็นวิบากดับ แล้วก็มีอารมณ์กระทบทางทวาร จิตเป็นวิบากจะเกิดขึ้น รับผลของกรรม ต่อจากภวังคจิตทันทีไม่ได้

    เพราะเหตุว่าการที่ภวังคจิต เกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติ ก็เป็นผลของกรรม ซึ่งไม่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทางเลย เพราะฉะนั้นในขณะที่เป็นภวังคจิตโลกไม่ปรากฏ ไม่คิด ไม่นึก ไม่ฝัน ไม่รู้อะไรทั้งหมด ตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้ แต่โลกจะปรากฏต่อเมื่อเป็นวิถีจิต เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต ไม่ใช่วิถีจิต โลกนี้จึงไม่ปรากฏ แต่ขณะที่รู้สึกตัวซึ่งไม่ใช่ภวังค์ เป็นชาติกิริยา และก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง คั่นระหว่างภวังคจิต กับจิตซึ่งจะเป็นวิบากต่อไป คือเห็น เมื่อวิบากจิตซึ่งเห็นดับ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย สำหรับทวิปัญจวิญญาณ ๗ ดวง เมื่อดับแล้ว สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ ซึ่งเป็นวิบาก ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง

    ต่อไปก็จะเป็นกิริยาจิต คือก่อนที่จะเป็นกุศลจิต หรืออกุศลจิต เวลาที่อารมณ์ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะว่าเวลาที่เราเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ก็จะต้องเป็นกุศลหรืออกุศล อกุศล เช่นมีความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ วันหนึ่งๆ คงมาก ในการที่ไม่ว่าจะเห็นก็มีความพอใจในสิ่งที่เห็น ไม่ว่าจะได้ยินก็มีความติดข้อง ในเสียงที่ปรากฏ ได้กลิ่น ถ้าเป็นกลิ่นซึ่งน่าติดข้องก็ติดข้อง แต่ถ้าเป็นกลิ่นขยะ หรือกลิ่นเหม็น ขณะนั้นก็จะเป็นอกุศลประเภทอื่น คือเป็นโทสมูลจิต

    เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเป็นกุศลจิต และอกุศลจิต ในอารมณ์ที่ปรากฏได้ ต้องมีกิริยาจิตเกิดคั่น ระหว่างวิบากจิตกับกุศลจิตและอกุศลจิต ซึ่งจะเกิดต่อ จิตที่เกิดคั่นไม่ใช่วิบาก วิบากเป็นจิตที่รับผลของกรรม เป็นจิตที่เป็นผลของกรรม กรรมใดที่ได้กระทำแล้วให้ผล คือขณะเห็น ทำให้เห็น ทำให้ได้ยิน ทำให้จิตได้กลิ่นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นขณะเหล่านี้ เป็นผลของกรรม แต่ว่าขณะใดซึ่งไม่ใช่จิตเหล่านี้ ที่เป็นวิบาก ขณะนั้นจะไม่ใช่ผลของกรรม จิตที่เกิดต่อจากสันตีรณจิต ซึ่งสันตีรณจิตนี้ ก็เป็นวิบากจิต จะสิ้นสุดการเป็นวิบาก ทางหนึ่งทางใดใน ๕ ทาง

    จบเรื่องของวิบาก แต่ว่าต่อจากนั้นก่อนกุศลจิตหรืออกุศลจิต จิตที่เกิดคั่น เป็นชวนปฏิปาทกะ หรือว่าเป็นจิตที่กระทำทาง ให้กุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิด แต่ละครั้งที่เห็น ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกุศลจิต หรืออกุศลจิต แต่ละครั้งที่ได้ยินจะมีกุศลจิตหรืออกุศลจิต แต่ความรวดเร็วของจิตก็จะแสดงให้เห็นว่าก่อนที่กุศลจิตหรืออกุศลจิต ซึ่งเป็นเหตุจะเกิดได้ต้องมีกิริยาจิตทำโวฏฐัพพนจิต และจิตนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๑ ดวง คือต้องมีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย จึงจะกระทำกิจนี้ได้

    อ.อรรณพ หลังจากที่โวฏฐัพพนจิตดับไป ซึ่งเป็นจิตที่กระทำทางให้ชวนเกิดขึ้น ซึ่งโวฏฐัพพนจิตต้องมีวิริยเจตสิกเกิดขึ้น เป็นเจตสิกทั้งหมด ๑๑ ดวง ที่จะกระทำทางให้ชวนเกิด ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็เป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต ซึ่งถ้าเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต เว้นโมหมูลจิต จิตเหล่านี้ก็มีสภาพของฉันทะคือเป็นสภาพที่พอใจเกิดเพิ่มเติมขึ้นอีก เพราะฉะนั้นฉันทเจตสิก ก็เป็นปกิณณกเจตสิก ซึ่งจะเกิดขึ้นกับจิตบางดวง บางประเภท คือฉันทเจตสิก จะไม่เกิดกับอเหตุกจิตทั้ง ๑๘ แล้วไม่เกิดกับโมหมูลจิต ๒ ดวง จิตนอกนั้นก็มีฉันทเจตสิกเกิด

    ท่านอาจารย์ ฉันทเจตสิก เป็นเจตสิกซึ่งภาษาไทยก็ใช้คำนี้ แล้วแต่ฉันทะ ก็คงจะได้ยินบ่อยๆ ฉันทะเป็นสภาพธรรม ที่พอใจที่จะกระทำ ใครมีฉันทะทางทาน ใครมีฉันทะทางการศึกษา หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ฉันทเจตสิกเป็นสภาพธรรมที่พอใจที่จะกระทำ การให้มีหลายอย่างใช่ไหม จะให้ผู้ที่สูงอายุ คนชรา หรือว่าจะให้เด็กนักเรียน หรือว่าจะให้อะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดแล้วแต่ฉันทะ เพราะฉะนั้นคำนี้ก็คล้ายกับความหมายในภาษาไทย แต่ว่าลักษณะของฉันทะจะคล้ายๆ กับลักษณะของโลภะ แต่ว่าต่างกันที่ว่าโลภะเป็นความติดข้อง แต่ฉันทะเป็นความพอใจที่จะกระทำ

    เพราะฉะนั้นฉันทเจตสิก จะเกิดได้ทั้งกับกุศลจิตและอกุศลจิต เวลาที่เราไปตลาดหรือไปร้านที่มีของขายหลายอย่าง จะเห็นฉันทะของเราไหม ไปด้วยกัน ๓ คน คนหนึ่งอาจจะเดินไปทางซ้าย อีกคนอาจจะเดินไปทางขวา หรือว่าเวลาที่เราจะไปเลือกซื้อสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามแต่ ขณะนั้นเราก็มีความต้องการ แต่ว่าฉันทะของเราพอใจในสิ่งไหน เพราะฉะนั้นแม้แต่การกระทำของเรา ในวันหนึ่งๆ ไม่ว่าจะเป็นการคิด หรือว่าการกระทำ ทางกาย ทางวาจา ก็มีฉันทะซึ่งเป็นสภาพธรรมที่สะสมมาที่จะพอใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งกับกุศลจิต และอกุศลจิต แต่สำหรับโลภะ ความติดข้อง เกิดได้เฉพาะกับอกุศลจิตเท่านั้น

    เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่เคยเป็นเราก็คือจิต เจตสิก ซึ่งเป็นฝ่ายนามธรรมและเป็นรูป เพราะฉะนั้นลองคิด ธรรมเป็นเรื่องที่น่าคิดมากเลย ขณะที่เห็น จักขุวิญญาณเลือกได้ไหม ที่จะเห็นอะไร ไม่ได้ ไม่เหมือนกับพอใจในวัตถุสิ่งของซึ่งมีหลายอย่าง แม้แต่ดินสอ หรือว่าเสื้อผ้า ก็ยังเลือกสีตามฉันทะที่สะสมมา แต่ว่าสำหรับจิตเห็นนี่เลือกไม่ได้เลย แล้วแต่ว่าขณะนั้นมีอารมณ์อะไร กระทบกับจักขุปสาทะ ด้วยเหตุนี้ขณะใดที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เป็นผลของกรรมที่เลือกไม่ได้เลย แล้วแต่ว่าถึงกาลที่กรรมใดจะให้ผล ก็มีจิตและเจตสิกนั้น ซึ่งเป็นผลของกรรม เกิดขึ้นทำกิจต่างๆ แต่เวลาที่เป็นจิตอื่นเช่นกุศลและอกุศล จะมีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่จักขุวิญญาณ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ หรือแม้แต่ปัญจทวาราวัชชนะ ก็จะเลือกไม่ได้อีก เพราะว่าจะต้องเป็นการได้รับผลของกรรม เวลาที่ปัญจทวาราวัชชนะจิตเกิดก็คือรู้ว่าอารมณ์กระทบ และหลังจากนั้นผลของกรรมก็เกิดขึ้น จิตเห็นเป็นผลของกรรม จิตได้ยินเป็นผลของกรรม ซึ่งก็เลือกไม่ได้ แม้แต่มโนทวาราวัชชนะ หรือว่าโวฏฐัพพนะที่เกิดก่อนกุศลและอกุศล ก็ไม่สามารถที่จะเลือกว่าจะให้เป็นกุศล

    เพราะว่าถึงแม้ว่าจักขุวิญญาณดับไปแล้ว สัมปฏิจฉันนะเกิดต่อ สันตีรณะเกิดต่อ โวฏฐัพพนะก็เลือกไม่ได้ ที่จะให้กุศลจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิด เพราะเหตุว่าเป็นจิตที่เพียงทำกิจ ก่อนที่กุศลจิตหรืออกุศลจิตจะเกิดขึ้น ตามการสะสม เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความเป็นอนัตตา ว่าจิตเหล่านี้ไม่มีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าจิตอื่นก็จะมีเจตสิกเพิ่มขึ้น และก็มีฉันทเจตสิกเกิดร่วมด้วยได้

    วันนี้ก็ขอทบทวนเรื่องของเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ปรุงแต่งจิต เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ ในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นลักษณะของจิต จะมีลักษณะที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่ว่าจิตก็ไม่จำ และก็ไม่รู้สึก ไม่เป็นโลภะ ไม่เป็นโทสะ ลักษณะที่ปรุงแต่งจิต ทำให้จิตต่างกันในวันนี้ทั้งหมดก็คือเจตสิก ซึ่งเจตสิกทั้งหมดนี้ก็มี ๕๒ ประเภท เป็นประเภทต่างๆ คืออัญญสมานาเจตสิก โดยศัพท์ก็หมายความถึง เจตสิกที่เสมอกับเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมกัน ในบรรดาเจตสิกทั้งหมด ๕๒ ประเภท เป็นอัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ดวง แล้วก็เป็นอกุศลเจตสิก ๑๔ ดวง แล้วก็เป็นโสภณเจตสิก

    ก่อนอื่นก็ควรที่จะได้ศึกษา เรื่องของเจตสิกตามลำดับ คือเรื่องของอัญญสมานาเจตสิก เพราะเหตุว่าเจตสิกนี้เกิดกับจิตได้ทั่วไป ก่อนที่จิตจะเป็นกุศล หรือเป็นอกุศลจะต้องมีเจตสิกนี้เกิดร่วมด้วย และสำหรับอัญญสมานา ๑๓ ก็แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวง ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ไม่เว้นเลย ส่วนอีก ๖ ดวง นั้นเป็นปกิณณกเจตสิก หมายความว่าเว้นไม่เกิดกับจิตบางประเภท เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ก็จะต้องมีอัญญสมานาเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าสำหรับเจตสิก ๗ ดวง ซึ่งเกิดเป็นสัพพจิตตสาธารณะนั้น ต้องเกิดกับจิตทุกดวง

    เจตสิกแม้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ว่าไม่ใช่ว่าเราสามารถที่จะรู้ได้ เข้าใจได้ เป็นแต่เพียงว่า เริ่มที่จะรู้ว่าจิตที่จะเกิด ก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ดวง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถที่จะรู้ลักษณะของเจตสิกจริงๆ โดยละเอียด เช่น ถ้ากล่าวถึง สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวง เจตสิก ๗ ดวงนั้น มีเจตสิกไหนบ้าง ที่เราสามารถที่จะรู้ได้ในขณะนี้ ผัสสเจตสิก รู้ได้ไหม มีท่านผู้ฟังที่ท่านกล่าวว่ารู้ได้พยักหน้า แต่ว่าตามความจริงขณะนี้มีจิตเห็นเกิด เห็นเป็นธาตุรู้ ซึ่งมีผัสสเจตสิกกระทบสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะที่ได้ยินสั้นมากเลย ก็เป็นลักษณะของนามธรรมคือจิต ที่เกิดขึ้นเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เสียงที่ปรากฏ ไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นเสียงอะไรก็ตาม แต่ผัสสเจตสิกกระทบเสียง แล้วจะรู้ไหม ขณะที่ผัสสะกระทบ แล้วก็จิตได้ยินก็เกิดขึ้นได้ยินเสียง แต่สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าขณะนี้ ไม่ว่าอะไรปรากฏ เพราะจิตเกิดพร้อมผัสสเจตสิก ที่กระทบอารมณ์นั้น อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้

    เพราะฉะนั้นสำหรับสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เราเพียงเข้าใจว่าจิตเกิดพร้อมกับผัสสเจตสิก และจิตก็รู้สิ่งที่ผัสสเจตสิกกระทบ ถ้าขณะนี้กำลังรู้แข็งก็เพราะว่าผัสสเจตสิกกระทบ และจิตที่เกิดพร้อมผัสสะนั้น ก็รู้ลักษณะที่แข็ง ซึ่งผัสสะกระทบ ทั้งหมดเป็นนามธรรม ก็ยากที่ว่าจะรู้ได้ ว่าขณะหนึ่งซึ่งจิตเกิด จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นผัสสะนี้ก็รู้ยาก เพราะเหตุว่าแม้มี เกิดกับจิตทุกขณะ ต้องรู้ลักษณะของจิตว่าไม่ใช่ผัสสเจตสิก แต่ว่าทั้ง ๒ อย่างก็เกิดพร้อมกันอย่างรวดเร็ว

    สัญญาเจตสิก พอจะเข้าใจได้ขณะนี้ ที่จำได้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่เราเลย แต่ว่าเป็นเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง ทำให้ขณะนี้กำลังจำ รู้ว่ามีอะไรกำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเราวันหนึ่งๆ ก็ผ่านไป เพราะว่าตั้งแต่ตื่นนอนทำกิจการงานต่างๆ เราก็สามารถที่จะจำทุกอย่างได้ แต่ขณะนั้นไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นสัญญาเจตสิก สำหรับเวทนาเจตสิก ก็เป็นสภาพที่รู้สึก ก็พอจะรู้ได้แต่รู้ด้วยความเป็นเรา


    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    20 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ