ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522


    ตอนที่ ๑๕๒๒

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นเครื่องที่จะสะท้อนถึงเราเองได้ว่า กุศลจิตของเราจะเกิดขึ้นเป็นไปในทางไหนบ้าง เพราะว่าถ้าไม่ใช่เป็นไปในทานขณะที่ให้ ไม่เป็นไปในขณะที่กายวาจาดี เป็นศีลเว้นทุจริตและกระทำสิ่งที่ควร หรือว่าไม่เป็นไปในเรื่องความสงบของจิต หรือว่าไม่เป็นไปในเรื่องการศึกษาธรรม การเข้าใจธรรม การที่จะรู้ลักษณะของธรรม นอกจากขณะต่างๆ เหล่านี้แล้ว เป็นอกุศลจิตทั้งหมด ถ้าไม่กล่าวถึงวิบากจิตกับกิริยาจิต หรือกุศลจิต เพราะว่าเพียงแต่ให้ทราบว่าอกุศลจิต เราอาจจะไม่เคยรู้เลย เราอาจจะคิดว่าคนโกงเป็นคนที่มีอกุศลจิต แต่คนที่ยังไม่ถึงขั้นโกงเป็นอกุศลหรือเปล่า เป็นหรือไม่เป็น เป็นด้วย ถ้าเห็นเพียงดอกไม้สวย เป็นอกุศลหรือเป็นกุศล เป็นอกุศลเพราะอะไร ติดข้องในสิ่งที่เห็น ไม่ได้ไปทำอะไรเลย แค่เห็นแล้วก็พอใจ ขณะที่พอใจติดข้อง เป็นลักษณะของโลภเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่ติดข้องซึ่งเกิดกับจิต เพียงแต่ว่ายังไม่ถึงระดับขั้นที่จะกระทำอกุศลกรรม ซึ่งมาจากโมหะ คือต้องมีสภาพที่ไม่รู้ความจริงใดๆ ในขณะนั้น จึงสามารถที่จะกระทำอกุศลกรรมได้

    เพราะฉะนั้นสภาพธรรมละเอียดมาก ยังไม่เห็นดอกไม้เลย เพียงแต่ลืมตาตื่น ก็คงจะเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรเลย ลืมตาตื่น ขณะที่ลืมตาต้องต่างกับขณะที่ลืมตาแล้วใช่ไหม ลืมตาแล้วเห็นขณะหนึ่งสั้นมาก แต่หลังจากเห็นแล้วต้องเป็นกุศลหรืออกุศลจิต ถ้าเป็นพระอรหันต์ ลืมตาเป็นกิริยาจิต กิริยาจิตก็คือจิตที่ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ที่เป็นเหตุจะให้เกิดผล และจิตนั้นต้องไม่ใช่วิบาก คือไม่ใช่ผลของกุศลและอกุศลด้วย เพราะฉะนั้นแต่ละคน ก็จะทราบได้โดยการเปรียบเทียบว่า สำหรับผู้ที่ไม่มีกิเลสเลย แม้เห็นอย่างเราธรรมดาที่เห็น แต่จิตที่หลังจากเห็นแล้วต่างกัน คือทุกคนที่ยังมีกิเลส ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ พอเห็นแล้วส่วนใหญ่จะเป็นจิตประเภทไหน เทียบกับพระอรหันต์ เห็นตามปกติแต่ไม่มีกิเลสใดๆ เลย ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีเหตุที่จะทำให้ต้องกระทำความวุ่นวายต่างๆ ในชีวิต ที่จะเป็นกรรมใดๆ อีกต่อไป

    เพราะฉะนั้นกว่าจะความเป็นผู้ที่หลังจากเห็นแล้วเป็นอกุศล กว่าจะเห็นแล้วเป็นกุศล และกว่าจะเห็นแล้วไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล เป็นกิริยา นี่ก็เป็นการอบรมเจริญปัญญาตามลำดับขั้น ที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และก็ทรงแสดงหนทางที่จะดับกิเลสหมดไม่เหลือเลย เพราะว่ากิเลสมีก็ยังไม่รู้ แล้วจะดับอย่างไร ต้องรู้ก่อนแล้วถึงจะดับได้ แต่ถ้าไม่รู้ไม่มีทางที่จะดับกิเลสเลย เพราะฉะนั้นขณะที่ลืมตาตื่น หลังเห็นแล้วจิตเป็นอะไร เป็นอกุศล บางคนตื่นแล้วก็รู้สึกแจ่มใส เป็นกุศลหรือเปล่า แจ่มใส สบายใจ ตื่นมาแล้วก็วันนี้อากาศดีสบายใจ แจ่มใส เป็นกุศลหรือเปล่า เป็นอกุศล เพราะไม่ใช่เป็นไปในทาน ไม่ใช่เป็นไปในศีล ไม่เป็นไปในความสงบของจิต ไม่เป็นไปในการรู้สภาพธรรมหรือปัญญาในขณะนั้นไม่เกิด เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าเพียงลืมตาตื่นเป็นอกุศล แล้วแต่ว่าก่อนหลับคิดเรื่องอะไร ถ้าก่อนหลับคิดเรื่องพรุ่งนี้จะทำอะไรบ้าง ทันทีที่ตื่นก็คิดแล้วใช่ไหม จะทำอะไร ก็เป็นเรื่องของโลภะ แต่ถ้าก่อนหลับโกรธใครไว้มาก กระสับกระส่าย ไม่ลืมเรื่องนั้นเลย พอตื่นทันทีคิดถึงใคร คิดถึงคนที่โกรธ ขณะนั้นก็คือเป็นอกุศล

    เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรม เราจะรู้จักตัวเราจริงๆ ไม่ได้ แต่ถ้ารู้จักตัวจริง เริ่มเข้าใจถูกต้องว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีใครเลยทั้งสิ้น นอกจากสภาพธรรม ซึ่งเป็นธาตุ ธา-ตุ แต่ละชนิด ในทางวิทยาศาสตร์เวลาพูดถึงเรื่องธาตุ ไม่มีใครยึดถือธาตุชนิดหนึ่งชนิดใดว่าเป็นเรา หรือเป็นเขา หรือเป็นใครเลยใช่ไหม ฉันใด ถ้าคิดถึงสภาพธรรมที่มีและเป็นธาตุ มีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทั้งนามธาตุและรูปธาตุ ซึ่งอีกคำหนึ่งก็คือว่าธรรมก็ได้ ใช้คำว่าธาตุหรือใช้คำว่าธรรมก็ได้ ทั้งนามธรรมและรูปธรรม เพราะฉะนั้นแม้เพียงสองคำ ก็ต้องไตร่ตรองให้เข้าใจลึกจริงๆ ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ก็เป็นธาตุเหมือนกับธาตุอื่นๆ ถ้าเป็นนามธาตุก็คือว่ามีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับ ห้ามไม่ให้ธาตุชนิดนี้เกิดได้ไหม ห้ามไม่ให้ธาตุชนิดนั้นเกิดได้ไหม ห้ามไม่ให้รูปธาตุเกิดได้ไหม ห้ามนามธาตุไม่ให้เกิดได้ไหม

    เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่า ธรรมก็คือธาตุนั่นเอง ทุกอย่างเป็นธาตุหมด ในพระไตรปิฎก โลภะก็เป็นธาตุ โทสะก็เป็นธาตุ จิตก็เป็นธาตุ เจตสิกก็เป็นธาตุ ทุกอย่างเป็นธาตุทั้งนั้น ก็คือถึงแก่นความจริงของธรรมที่จะได้มีความเข้าใจถูกต้อง ว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร และก็ทรงแสดงธรรมให้คนอื่นมีความเห็นถูก จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้หมด เพราะมีความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งก่อนนั้นมีแต่ความไม่รู้ ตลอดชาติที่เกิดมาก่อนจะได้ฟังพระธรรมเป็นความไม่รู้ทั้งหมด แล้วกี่ชาติมาแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่าได้เคยฟังมามากน้อยเท่าไหร่ แต่ขณะนี้ที่ได้ฟัง เริ่มเป็นสิ่งใหม่แล้วใช่ไหม เห็นความต่างของความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระอรหันต์กับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ แม้แต่เพียงเห็นเหมือนกัน แต่หลังจากเห็นแล้วต่างกัน พรุ่งนี้จะต่างไหม เวลาที่ตื่นมาแล้วก็เห็น ยังเหมือนเดิมไหม ดีขึ้นอย่างไร ต้องเป็นผู้ที่ตรง ขณะที่เข้าใจเป็นขณะที่ดี แต่ขณะที่ตื่นและตอนนั้นมีความเข้าใจหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง ธรรมต้องตรงถึงจะได้สาระจริงๆ เพราะเหตุว่า สิ่งใดเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมนั้นได้เลย อาจจะเคยยึดถือว่าเป็นเรา แต่ความจริงก็คือธรรมแต่ละชนิดซึ่งเกิดดับ

    ผู้ฟัง อาจจะไม่แน่ เพราะว่าอาจจะเป็นชาติที่แล้วเคยอบรมมาบ้างแล้วก็ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเครื่องพิสูจน์คือขณะนี้ ถ้าฟังแล้วเข้าใจเลย สะสมมามากที่จะเข้าใจได้ทันที แต่ถ้าฟังแล้วยังต้องคิด ยังต้องไตร่ตรอง ยังต้องพิจารณาก็เป็นเครื่องแสดงว่าฟังมาแล้วมากน้อยเท่าไหร่ ถ้าเป็นผู้ที่ฟังมามาก อย่างท่านพระสารีบุตร ไม่กี่ประโยค สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมซึ่งกำลังเกิดดับจริงๆ ในขณะนี้ได้ รู้แจ้งอริยสัจธรรม ทุกขอริยสัจจะ คือการเกิดดับของสภาพธรรม เป็นทุกข์เพราะว่าใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ รู้ถึงอะไรเป็นเหตุให้เกิด สมุทัยคือโลภะ ถ้าตราบใดยังมีความติดข้องในสี ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเป็นเรา จะไม่มีปัญญาที่ถึงระดับประจักษ์ลักษณะของนิพพาน เพราะเหตุว่ายังไม่ได้ละความติดข้องเลย เห็นก็ยังชอบ ยังไม่ชอบ ได้ยิน ได้กลิ่น มีความเป็นเราอยู่ แต่สิ่งใดก็ตามที่มีการเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สิ่งนั้นไม่ใช่นิพพาน

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ อบรม ข้อสำคัญก็คือว่าเมื่อได้ยินได้ฟังอะไร ขอให้รู้จริงในคำที่ได้ยินได้ฟัง จะมากจะน้อยก็คือเข้าใจจริงๆ และเวลาได้ยินได้ฟังเพิ่มขึ้น ความเข้าใจที่มีอยู่จริงๆ ก็จะกว้างขึ้นลึกขึ้น เพราะเหตุว่าเริ่มเข้าใจความจริงว่าความจริงคืออย่างนี้ แต่ว่าไม่เข้าใจผิด แต่ถ้าคิดเดาเอาเอง อย่างบางคนก็อาจจะไม่ศึกษาธรรมเลย เพราะคิดว่ารู้แล้ว หรือว่าอาจจะคิดว่าง่ายๆ เพียงแค่อ่านก็เข้าใจได้ แต่ว่าความลึกของธรรมมากกว่าผิวเผิน ที่เพียงแต่จะคิดว่าอ่านแล้วเข้าใจได้ ต้องศึกษาจริงๆ พระธรรมเป็นสิ่งที่จะต้องศึกษาแม้ในขั้นการฟัง ซึ่งเป็นปริยัติ และก็ในขั้นที่อบรมเจริญปัญญา ก็เป็นการศึกษาตัวจริงของธรรม คือจิตและเจตสิกและรูปนั่นเอง จนกว่าจะรู้แจ้ง

    ผู้ฟัง สำหรับคนที่ศึกษามาน้อย ขณะที่ตาเห็น ก็เห็นอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หูได้ยินก็ได้ยินไปเรื่อยๆ ความเกิดความดับก็ไม่ชัดเจน ไม่ทราบว่าจะเอาอะไรมาตัดสินการเกิดดับ

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่หมุนเร็วมากมีใครสามารถจะจับได้ไหมว่า อันไหนเกิด อันไหนดับ ค่อยๆ เคลื่อนไปทีละน้อย ทีละนิด ทีละจุด เวลานี้ที่เรากำลังศึกษาธรรม ไม่สามารถที่จะนับประมาณจิตซึ่งเกิดดับได้ เพราะเพียงแต่ที่คุณวิจิตรกล่าวว่าขณะนี้เหมือนเห็นตลอด ไม่เห็นการดับไปของเห็นเลย แต่ได้ยินด้วยหรือเปล่า ขณะที่กำลังเห็นนี่ได้ยินด้วยหรือเปล่า ได้ยินด้วย แต่เห็นจะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีจักขุปสาทที่อยู่ตรงกลางตา และได้ยินก็จะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีโสตปสาทที่อยู่ตรงกลางหู คนละที่แล้ว แล้วก็ห่างกันด้วยใช่ไหม จากตาไปถึงหู มีอากาศธาตุแทรกคั่นละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกแยกทำลายเมื่อไหร่ก็ได้

    เพราะฉะนั้นนี่เป็นความรวดเร็วมาก ที่เรานับเวลาเป็นปี เป็นเดือน เป็นวัน เป็นวินาที เป็นเสี้ยววินาที แต่ว่าการเกิดดับของจิต ไม่มีอะไรสามารถที่จะวัดได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วจากการตรัสรู้ ทรงแสดงว่า รูปๆ หนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งที่เกิดจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ จากเห็นไปถึงได้ยิน จิตเกิดดับเกินกว่า ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นรูปดับแล้ว นักวิทยาศาสตร์คนไหนจะเอาเวลาไหนมากำหนดว่ารูปที่เกิดนั้นดับ แต่จากพระปัญญาทรงแสดงว่า อายุของรูปๆ หนึ่งจะวัดได้จากสิ่งซึ่งเกิดดับเร็วกว่ารูป ก็คือนับได้โดยอายุของจิตว่า จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปๆ หนึ่งดับ

    เพราะฉะนั้นเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดอย่างเร็วดับอย่างเร็วสืบต่อกัน ใครจะเห็น แต่ว่าปัญญาที่ได้อบรมแล้ว สามารถที่จะค่อยๆ พิจารณาว่า เห็นกับได้ยิน ไม่ใช่สภาพธรรมอย่างเดียวกัน แล้วก็ที่เกิดก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นจะพร้อมกันไม่ได้ ขณะใดที่ได้ยิน จิตขณะนั้นเกิดมีเสียงเท่านั้นที่กำลังปรากฏกับจิตที่ได้ยิน ในขณะที่มีเสียงปรากฏ สีสันวรรณะจะไม่รวมอยู่ในเสียงเลย และในขณะที่สีสันวรรณะกำลังปรากฏกับจิตที่เห็น จิตเห็นเกิด ไม่ใช่จิตได้ยินเกิด จิตได้ยินจะเห็นไม่ได้เลย นี่ก็แสดงอยู่แล้วว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างเกิดแล้วก็ดับเร็วมาก มีผู้รู้ มีผู้ตรัสรู้ มิฉะนั้นแล้วก็จะมีการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราตลอดไป ไม่มีการจะรู้ความจริงว่าแท้ที่จริง ถ้าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย จะมีการยึดถือว่าเป็นเราไหม ก็ไม่มีใช่ไหม แต่เพราะว่ามีสภาพธรรมเกิดขึ้น และก็ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมนั้น จึงยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นเรา ซึ่งไม่ดับ เกิดขึ้นตลอดไป

    แต่ความจริงการเกิดดับเป็นสิ่งซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าไม่รู้ว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุว่าทันทีที่สิ่งหนึ่งดับ สิ่งใหม่เกิดปรากฏสืบต่อ สนิทมากเร็วทันที ไม่มีการจับได้เลยว่าขณะก่อนนั้นได้ดับไปแล้ว แต่ถ้าจะพิจารณาละเอียดๆ จริงๆ ก็สามารถที่จะรู้ได้ ขณะคิดนึกไม่ใช่ขณะเห็น ไม่ใช่ขณะได้ยิน และขณะนี้มีคิดนึกไหม ก็มี มีทุกอย่างซึ่งเกิดดับสืบต่อกันอย่างเร็วมาก แต่ความจริงจิตของแต่ละคน หรือว่าจิตที่เกิด และไปยึดถือว่าเป็นเรา จะเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ เพราะเหตุว่าทุกอย่างต้องมีลักษณะ หรือใช้คำว่าปัจจัย หรือว่าพลัง หรือว่าลักษณะ คุณลักษณะ อะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นส่วนพิเศษของแต่ละอย่าง เช่น ไฟที่ร้อน สามารถจะทำอะไรได้ ไฟร้อนสามารถจะทำอะไรได้ หรือร้อนเฉยๆ เผาไหม้ได้ ก็เป็นลักษณะของเขา

    เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะ จะมีปัจจัยเป็นสภาพที่มีอยู่ในจิต ที่ทันทีที่จิตนั้นดับ ปัจจัยอันนั้นแหละจะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ปัจจัยชนิดนี้ของจิตและเจตสิก ชื่อว่าอนันตรปัจจัย นี่เป็นเหตุที่เมื่อจิตขณะแรกเกิด คือปฏิสนธิจิตเกิดดับแล้ว จิตขณะต่อไปเกิด ขณะเมื่อสักครู่นี้ดับ ขณะนี้เกิด สืบต่ออยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะถึงจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ คือจุติจิต ทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ตามกรรม ที่เราใช้ในภาษาไทยว่าถึงแก่กรรม คือถึงแก่กรรมที่จะต้องสิ้นสุดจะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้ แต่กรรมหนึ่งก็จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อ เพราะแม้จุติจิตก็เป็นอนันตรปัจจัย ที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตขณะต่อไปเกิด เพราะฉะนั้นจิตไหนไม่เป็นอนันตรปัจจัย มีไหม จุติจิตของใคร ของพระอรหันต์เท่านั้น มิฉะนั้นคำว่าอรหันต์จะไม่มีความหมายเลยใช่ไหม แต่ความเป็นพระอรหันต์คือดับกิเลสหมด

    เพราะฉะนั้นเมื่อจุติจิตของพระอรหันต์เกิดและดับไป ไม่เป็นอนันตรปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิด ไม่มีปัจจัยใดๆ ที่จะทำให้เกิดอีก เวลาที่ไปฟังสวด เคยได้ยินคำว่าปัจจโย ปัจจโย ไหม ทั้งนั้นเลยใช่ไหม ก็เป็นเรื่องของจิต เจตสิก นั่นเอง เช่น เหตุปัจจโย ก็เหตุเป็นปัจจัย อารัมมณปัจจโย ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหม อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้จิตรู้ จิตก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดถึงอารมณ์ก็คืออารมณ์เป็นปัจจัยแก่จิต เพราะว่าทำให้จิตแต่ละประเภทเกิด เช่น เสียง เป็นปัจจัยให้จิตได้ยินเกิด เสียงเป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดได้ไหม ไม่ได้ เสียงเป็นปัจจัยให้จิตได้ยินเกิด เพราะฉะนั้นเสียงเป็นอารัมมณปัจจัย ที่ทำให้จิตได้ยินเกิด ก็ไม่พ้นจากปัจจัย แต่มีปัจจัยหนึ่ง ต่อไปนี้เวลาที่ไปฟังสวด ลองสังเกตคำว่าวิคตปัจจัย หมายความว่าเป็นปัจจัยเมื่อปราศไปแล้ว

    เพราะฉะนั้นจิตทุกดวง จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดต่อเมื่อจิตนั้นปราศไป ถ้าจิตนั้นยังมีอยู่จิตอื่นจะเกิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นนอกจากจิตเป็นอนันตรปัจจัยที่เมื่อดับแล้วจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ต้องเป็นวิคตปัจจัยด้วย คือจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดได้ ก็ต่อเมื่อจิตนั้นปราศไปแล้ว จะมาเกิดซ้อนกันไม่ได้เลย นี่เป็นเหตุที่เราจะต้องศึกษาจิตแต่ละขณะ ให้รู้ชัดว่าจิตขณะนั้นที่เกิดมาเป็นกุศล หรือว่าเกิดเป็นอกุศล หรือว่าเกิดเป็นวิบาก คือเป็นผลของกุศลและอกุศล หรือว่าเกิดเป็นกิริยา คือไม่ใช่ทั้งกุศล ไม่ใช่ทั้งอกุศล และก็ไม่ใช่วิบากด้วย

    ผู้ฟัง คือได้ฟังการบรรยายธรรมของท่านอาจารย์ครั้งที่ ๓ ก็ยังไม่เชื่อว่าจิต เจตสิก รูป อะไรต่างๆ จะไม่ใช่เรา ก็พยายามหาวิธีว่าทำอย่างไรดี วันหนึ่งก็ไปที่แม่กลอง ก็ขึ้นรถเพื่อน ขับเอง คิดว่าทำอย่างไรจะได้ครบทั้งหมด ก็เอาทอฟฟี่ขึ้นมาอม นี่รส แล้วก็มือสัมผัสพวงมาลัย นี่สัมผัส แล้วก็ฟังเสียงเครื่องยนต์ ขณะที่เสียงเครื่องยนต์ติด ขณะขับไปด้วย ตาก็มองเห็น ก็พยายามนึกอย่างไรก็เป็นเราพร้อมกันหมดเลย

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องไปขับรถ แล้วไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องไปอมทอฟฟี่ ขณะนี้สิ่งนี้เกิด ใครก็บังคับบัญชาที่จะไม่ให้เกิดไม่ได้ แล้วก็ต้องเกิดเป็นอย่างนี้ด้วย แม้แต่เสียงที่ได้ยิน ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ได้ยินเสียงอื่นไหม เห็นไหมบังคับได้ไหมที่จะไม่ให้ได้ยิน ทุกอย่างมีแล้วตามเหตุตามปัจจัย แต่ความเป็นเราก็ยังอยากจะทำอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่การที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ว่าไม่ต้องทำอะไร ก็มี ไปจากโลกนี้วันไหน เมื่อไหร่ หรือว่าไม่เคยออกไปจากโลกนี้ได้เลยสักขณะเดียว มีปัจจัยพร้อม ไม่ต้องคอยไม่ต้องหวังอะไรเลย อย่างไรก็ต้องเห็น อย่างไรก็ต้องได้ยิน อย่างไรก็ต้องได้กลิ่น อย่างไรก็ต้องได้อมทอฟฟี่ ถ้าถึงเวลาที่จะได้อม ก็เป็นเรื่องที่ว่า มีความเป็นเราที่ยังยึดถืออยู่ แต่ไม่ใช่ปัญญาที่รู้จริงๆ ในความเป็นธรรม เพราะเราพูดว่าทุกอย่างเป็นธรรม นี่เราฟังแล้วเราก็ค่อยๆ เข้าใจ แต่ความเป็นธรรมของทุกอย่าง อย่างโลภะความติดข้องต้องการ ความสนุกสนานรื่นเริง ของเรา หรือของเขา หรือของใคร โลภะเหมือนกันหรือต่างกัน โทสะความขุ่นใจ ความโกรธ ของเรา หรือของเขา หรือของใคร เหมือนกันไหม นั่นคือความเป็นธรรม

    ขณะใดที่สภาพธรรมใดปรากฏ เราลืมเรื่องที่เราฟังว่าทุกอย่างเป็นธรรม จนกว่าฟังแล้วไม่ลืม เพราะฉะนั้นแม้แต่การที่จะลืมหรือไม่ลืม ก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนละเอียดว่า สภาพธรรมใดเป็นสภาพที่จำ สภาพธรรมใดเป็นสภาพธรรมที่ตรึก ทั้งหมดทุกวันเป็นธรรมหมด แต่ทรงแสดงว่าสติเป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง เพราะฉะนั้นถ้าสติเป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง ต่อไปก็จะรู้ว่าสติคืออย่างไร ถ้าเป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล เป็นกุศล แต่ถ้าพูดว่ากุศล ยังแคบ ความจริงลักษณะของสติเป็นโสภณ คือเกิดกับกุศลจิตก็ได้ เกิดกับกิริยาจิตของพระอรหันต์ก็ได้ แล้วก็เกิดกับวิบากจิตก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงใช้คำที่กว้างกว่า

    เวลาพูดถึงเรื่องชาติของจิต ต่อไปนี้ก็คือคงไม่ลืมว่ามี ๔ ชาติ กุศลหนึ่ง อกุศลหนึ่ง วิบากหนึ่ง กิริยาอีกหนึ่ง เจตสิกมีชาติไหม ลองคิด คือธรรม ถ้าคิดเองเป็นปัญญาของเราเอง สำคัญที่สุด ถ้ามีแต่คนบอกให้ตลอดเวลา เราก็ไม่สามารถที่จะรู้จริงๆ ว่าเราเข้าใจจริงๆ หรือเปล่า แต่ถ้าถามให้คิด เจตสิกมีชาติไหม เจตสิกต้องเกิดกับจิต เข้ากันสนิท เพราะว่าเป็นนามธรรมด้วยกัน นามกับรูปต่างชนิด รูปจะเป็นนามไม่ได้ นามจะเป็นรูปไม่ได้ แต่นามกับนามธรรมหมายความถึงสภาพที่ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น แล้วก็เป็นสภาพรู้ ทั้งจิตก็รู้ ทั้งเจตสิกก็รู้ แต่ว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เพราะฉะนั้นที่จิตเกิดขึ้น จะไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยได้ไหม ไม่ได้เลย ถ้าจิตเป็นกุศล เพราะอะไร เพราะเจตสิกต่างหากที่เป็นกุศลเกิดกับจิต ทำให้จิตนั้นเป็นกุศล เพราะเหตุว่าลักษณะของจิตจริงๆ ไม่จำ ไม่คิด ไม่อะไรทั้งหมด เป็นเพียงสภาพรู้แจ้งในสิ่งที่ปรากฏที่เป็นอารมณ์

    จิตสามารถที่จะรู้ คือเห็นได้ทุกอย่าง ได้ยินได้ทุกเสียง ได้กลิ่นทุกชนิด ลิ้มรสได้ทุกอย่าง กระทบสัมผัสได้ทุกอย่าง เป็นใหญ่เป็นประธานในหน้าที่ของจิตคือรู้อารมณ์ แต่ว่าแล้วแต่ว่าเจตสิกใดจะเกิดกับจิต ถ้าเป็นเจตสิกฝ่ายดีก็ทำให้จิตนั้นเป็นกุศล ถ้าเจตสิกฝ่ายไม่ดีก็ทำให้จิตนั้นเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นจิตเป็นกุศล เจตสิกที่เกิดร่วมกันเป็นกุศล ถ้าจิตเป็นกุศล เจตสิกเป็นอกุศล เกิดร่วมกันได้ไหม ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าจิตต้องเกิดพร้อมกับเจตสิก และเมื่อเจตสิกเป็นกุศล จิตนั้นก็เป็นกุศล เจตสิกเป็นวิบากมีไหม ต้องมีความมั่นใจ จิตกับเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน เกิดที่เดียวกัน



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    17 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ