ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
ตอนที่ ๑๕๑๑
สนทนาธรรม ที่ อ.สนม จ.สุรินทร์
วันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
ท่านอาจารย์ ก็บัญญัติว่าเป็นคนเกิด สัตว์เกิด เทวดาเกิด พรหมเกิด แต่ต้องมีสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นจิตเจตสิกรูป ถ้ารูปเกิดไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ถ้ารูปนั้นไม่ได้เกิดจากกรรม เพราะฉะนั้นต้องเป็นธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิด แล้วด้วยความไม่รู้จึงเป็นเราขณะนี้ เห็นเป็นคุณสมพงษ์หรือไม่ เห็นกำลังเห็น ชื่อคุณสมพงษ์หรือ หรือว่าสากลทั่วไปหมด ที่กล่าวว่าพระพุทธศาสนาเป็นสากล เพราะเหตุว่าไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่นับถือพุทธ เพราะว่าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ไม่ใช่เฉพาะในโลกนี้โลกเดียว ทุกโลกในแสนโกฏิจักรวาล เหมือนกันหมดก็จะต้องเป็นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม และเป็นรูปธรรมเท่านั้น
เพราะฉะนั้นขณะเห็นนี้ เห็นนี้ไม่ใช่ชื่อคุณสมพงษ์ เวลาที่ได้ยินเกิดขึ้น ได้ยินก็ไม่ได้ชื่อว่าคุณสมพงษ์ เวลาคิดนึก คิดนึกก็ไม่ได้ชื่อว่าคุณสมพงษ์ แล้วไปเอาคุณสมพงษ์มาจากไหน ใช่ไหม ก็มีแต่สภาพธรรมที่เกิด และก็ดับ เกิด แล้วก็ดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งไม่ปรากฏการดับ จึงหลงยึดถือว่าเป็นคุณสมพงษ์ทั้งตัว ไม่ว่าจะเห็น ไม่ว่าจะได้ยิน แต่ทุกอย่าง เห็น ก็ไม่ใช่ได้ยิน ถ้าตาบอดมีจิตจริงแต่ไม่เห็น ถ้าหูหนวก มีจิตจริงแต่ไม่ได้ยิน
เพราะฉะนั้นจิตเจตสิกไม่ใช่คุณสมพงษ์ ไม่ใช่คนหนึ่งคนใดเลย แต่ที่เรียกชื่อก็เพราะเหตุว่าเป็นการยุ่งยากที่จะกล่าวว่าขันธ์ ๕ นี้ ขันธ์ ๕ โน้น ขันธ์ ๕ ทางซ้าย ขันธ์ ๕ ข้างหลัง ยุ่งยากใช่ไหม จึงสมมติ แต่ว่าผู้ที่เข้าใจแล้วแม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงใช้คำแทนพระองค์ แต่ไม่ได้หมายความว่าพระองค์มีความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นพระองค์จริงๆ เพราะว่าทรงตรัสรู้ธรรม พระองค์ตรัสรู้ธรรมทรงแสดงธรรมก็เป็นเครื่องแสดงแล้วว่า การศึกษาธรรมก็คือเพื่อเห็นถูกเข้าใจถูกในสิ่งที่เคยเป็นเราว่าเป็นธรรม พอจะเข้าใจได้ไหม ใครเกิด ตอนเกิดก็ยังไม่ได้ชื่อคุณสมพงษ์ด้วยซ้ำไป แต่ว่ามีสภาพธรรมเกิดแล้ว และถ้าไม่ศึกษาธรรมอย่างนี้ก็จะไปศึกษาอย่างไรก็ไม่เข้าใจธรรม เพราะว่าเป็นธรรมก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ถ้าสามารถจะรู้ได้ว่าขณะนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลเลยจะเห็นถูกหรือเห็นผิด ขณะที่เสียงปรากฏมีสภาพได้ยินเกิดแล้วก็ดับไปไม่ใช่ของใคร ได้ยินเพียงเกิดแล้วก็ดับ ความเข้าใจธรรมก็ไม่ใช่ของใครอีก เป็นแต่เพียงสภาพธรรมชนิดหนึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นขณะใดก็เข้าใจ แม้ว่าดับไปแล้วก็สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อๆ ไปเพิ่มขึ้นได้
เพราะฉะนั้นแต่ละคนจึงมีอัธยาศัยหรืออุปนิสัยต่างกัน แม้ว่าจิตจะเกิดดับอย่างเร็วก็ตาม แต่ก็สะสมสืบต่อจากขณะหนึ่ง ไปอีกขณะหนึ่ง ไปอีกขณะหนึ่ง ทำให้แม้คิดก็ต่างกัน ความชอบในสิ่งต่างๆ ก็ต่างกัน
ผู้ฟัง ปัญญาก็เกิดจากความคิดถูกเข้าใจถูกหรือไม่
ท่านอาจารย์ ปัญญามี ๓ ขั้น ฟังพิจารณา ปัญญาสำเร็จจากการฟัง เพราะว่าบางคนเพียงได้ยิน กลับบ้าน ไปที่ไหน สิ่งที่เคยได้ยินจำไม่ได้เลยสักคำ ก็หายหมด ก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นปัญญาที่สำเร็จจากการฟังหมายความว่าขณะที่ฟังสามารถที่จะเข้าใจ ถ้าเข้าใจแล้วก็คงจะไม่ลืม เพราะว่าไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปท่องไปจำ เช่นทุกอย่างเป็นธรรม ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ต้องไปหาธรรมที่ไหนหรือไม่ แล้วทำไมจึงว่าทุกอย่างเป็นธรรมก็สิ่งที่มีจริง จะเป็นอะไร ถ้าไม่ใช่เป็นธรรมคือธาตุ ธา-ตุ สิ่งนั้นไม่มีใครเป็นเจ้าของ ใครจะเป็นเจ้าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ จักขุปสาทรูปขณะนี้เกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัย ถ้ากรรมไม่เป็นปัจจัยให้จักขุปสาทรูปเกิด ใครก็จะไปบันดาลให้จักขุปสาทรูปเกิดและมีการเห็น ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เพราะว่าไม่มีใคร แต่มีสภาพธรรมซึ่งเป็นปัจจัยต่างๆ ทำให้สภาพธรรมเกิดขึ้นเป็นไปต่างๆ และถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้จะชื่อว่ารู้ธรรมไม่ได้
ผู้ฟัง ขอถามท่านอาจารย์เรื่องกรรม ที่บอกว่าบุคคลมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย แล้วเราก็เชื่อว่าทุกคนได้เกิดมาล้วนแต่มีกรรมเป็นผู้กำหนด
ท่านอาจารย์ พระคุณเจ้าข้ามไปประการหนึ่ง เวลาที่กล่าวถึงกรรม และต้องคิดตั้งแต่ขั้นต้นว่ากรรมเป็นธรรมที่มีจริงหรือไม่ ก่อนอื่นต้องตั้งต้นตรงนี้คืออะไร และก็มีจริงหรือไม่ กรรมมีจริงใช่ไหม เพราะว่าเป็นการกระทำทางกายทางวาจา เพราะฉะนั้น กรรมจริงๆ เป็นธรรมหรือไม่ ถ้ากรรมเป็นธรรมเป็นนามธรรม หรือเป็นรูปธรรม กรรมเป็นนามธรรมเพราะเหตุว่าได้แก่เจตสิก สภาพของนามธรรมเป็นสภาพที่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเป็นธาตุที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเมื่อนั้น และสิ่งที่ถูกรู้ก็คืออารัมณะหรืออารมณ์
เพราะฉะนั้นจะมีแต่จิตโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ เพราะเหตุว่าต้องอาศัยกัน และกันเกิดขึ้น ขณะใดที่จิตเกิดต้องมีเจตสิกคือสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมอีกประเภทหนึ่งเกิดร่วมกับจิต และจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท ซึ่งเจตสิก ๗ ประเภทเป็นฝ่ายดีก็ได้ เป็นฝ่ายเหตุก็ได้ เป็นฝ่ายผลก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าสภาพธรรมที่เราใช้ชื่อว่ากรรม ได้แก่สภาพธรรมชนิดหนึ่ง คือ เจตนาเจตสิก จริงๆ แล้วเจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ แต่ว่าแม้ขณะนี้ที่กำลังเห็นก็มีเจตนาเจตสิกเกิดร่วมด้วยแต่ใครจะรู้ ส่วนใหญ่ที่เรารู้จักคำว่าเจตนา เราจะรู้เฉพาะเจตนาที่เป็นกุศล หรือเจตนาที่เป็นอกุศลเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วถ้าจะกล่าวถึงจิตโดยเหตุ โดยผล จึงมี ๔ ชาติ คือจิตที่เป็นเหตุมี ๒ คือกุศลกรรม และอกุศลกรรมเป็นปัจจัยให้เกิดจิตที่เป็นผลคือวิบาก
เพราะฉะนั้นก็จะมีจิต ๔ ชาติ คือกุศล ๑ อกุศล ๑ เป็นเหตุ และวิบากจิตเป็นผลของกุศล และอกุศลอีก ๑ และอีก ๑ คือกิริยาจิต เป็นจิตส่วนใหญ่ของพระอรหันต์ที่ไม่ใช่กุศล และอกุศล และไม่ใช่วิบากจึงเป็นกิริยาจิต ตรงนี้ก็เป็นความละเอียดซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นชีวิตประจำวัน แม้ว่าจิตจะเกิดขึ้นเป็นประเภทต่างๆ ก็ไม่มีใครไปรู้ ถ้าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ และไม่ทรงแสดง แต่ทรงแสดงสภาพธรรมทั้งจิต และเจตสิกโดยละเอียด โดยประการทั้งปวง เช่น ทำไมเป็นจิต ไม่เป็นเจตสิก เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏให้จิตรู้ เช่นเสียง ขณะนี้ก็มีเสียง แต่ปรากฏได้ทีละเสียง และเสียงหนึ่งที่ปรากฏจะมีลักษณะอย่างไร จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในลักษณะของเสียงที่ปรากฏ เสียงเล็กๆ ก็มี เสียงดังๆ ก็มี เสียงที่เราเรียกว่าพัดลม ก็ต่างกับเสียงอื่น
เพราะฉะนั้นก็แสดงว่าแม้ว่าเสียงจะต่างกันไปหลากหลายสักเท่าไรก็ตาม สภาพที่สามารถรู้แจ้งในความหลากหลายในความต่างของเสียงนั้นเป็นจิต ไม่ใช่เจตสิก เพราะฉะนั้นจิตมีหน้าที่อย่างเดียว คือ เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้แจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือทางหูหรือทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
กลิ่น ก็ไม่เหมือนกันเลยใช่ไหม เพราะจิตรู้แจ้งความหลากหลายของกลิ่น ที่ปรากฎ ทีละกลิ่น หรือแม้รสก็ไม่เหมือนกัน และจิตเป็นสภาพที่ลิ้มรสคือสามารถที่จะลิ้มลักษณะของรสที่ต่างกันหลากหลายนั้นได้ นั่นเป็นหน้าที่ของจิต แต่เจตสิกมีถึง ๕๒ ประเภท และแบ่งเป็นเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตก็มี เกิดกับอกุศลจิตก็มี เกิดกับจิตอื่นทั่วๆ ไปก็มี
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถ้าศึกษาโดยละเอียดเราจึงสามารถที่จะเข้าใจได้ว่ากรรมคืออะไร กรรมไม่ใช่จิต แต่เจตสิกทั้งหลายที่เกิดกับจิตนี้ สามารถที่จะใช้จิตเป็นหัวหน้า แล้วก็กล่าวว่าเป็นจิตได้ เช่น อกุศลจิต แท้ที่จริงแล้วอกุศลเจตสิกเกิดกับจิตทำให้จิตนั้นเป็นอกุศล แต่เราก็เรียกว่าอกุศลจิต เพราะเหตุว่ามีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย
เพราะฉะนั้นสำหรับเจตนาเจตสิกไม่ใช่จิต แต่เกิดกับจิตทุกขณะ แต่ส่วนใหญ่ที่เรารู้จักเราจะรู้จักเฉพาะกุศลเจตนาหรืออกุศลเจตนาซึ่งเป็นเหตุ ถ้าเป็นกุศลเจตนาก็เป็นไปในการให้ ที่เรียกว่าทาน การสละสิ่งที่เป็นประโยชน์สุขกับบุคคลอื่นสามารถให้ได้ สละได้เมื่อเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นได้รับความสุข หรือว่าเขาต้องการปรารถนาสิ่งนั้นเขาได้สิ่งนั้นไปเขาจะเป็นสุข และเราก็สามารถที่จะสละสิ่งที่มี เพื่อความสุขของเขาได้ นั่นคือทาน ซึ่งความละเอียดก็มีหลากหลายไปอีก
ในเรื่องของทานในเรื่องของศีล การวิรัติทุจริต ไม่ฆ่าสัตว์ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยกายด้วยวาจา ขณะนั้นจิตใจก็ต้องเป็นกุศล ไม่โลภ ไม่โกรธจึงสามารถที่จะเป็นกุศลในขณะนั้นได้ หรือการช่วยเหลือบุคคลอื่นแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ขณะนั้นก็เป็นจิตใจที่ดีงาม เป็นกุศลจิต เป็นเจตนาที่จงใจเป็นไปในการที่ดีงาม ในการกระทำที่เป็นกุศล แม้ดับแล้วก็จริง แต่สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อๆ ไปเป็นกรรมปัจจัย ซึ่งถ้าพร้อมด้วยเหตุอื่นๆ ร่วมด้วยก็จะทำให้วิบากจิต ซึ่งเป็นจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นผลของกรรมนั้นเกิดขึ้น ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม จิตนั้นก็เป็นกุศลวิบาก ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม จิตนั้นก็เป็นอกุศลวิบาก
เพราะฉะนั้นบางครั้ง เมื่อเราได้ยินเพียงเท่านี้ เหมือนมีความเข้าใจมาก แต่ถ้าถามว่า เดี๋ยวนี้ มีกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก หรือว่ามีวิบากจิตไหม เราจะตอบว่าอย่างไร ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ มีวิบากจิตไหม มี ถ้ารู้ว่าวิบากคือผลของกรรมขณะแรกในชาตินี้ คือขณะปฏิสนธิซึ่งเป็นจิตขณะแรกที่เกิดในชาตินี้ สืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ซึ่งการเกิดดับสืบต่อจิตถ้าย้อนถอยจากขณะนี้ไป ถึงขณะเกิดและถอยจากขณะเกิดไปถึงชาติก่อนๆ นั้นอีกไม่มีการหยุดเลย นี่คือสภาพของจิตซึ่งเป็นอนัตตาไม่ใช่เราเกิด แต่ว่าเป็นจิตที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับอย่างรวดเร็ว และก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นในแสนโกฏิกัปป์นานมาแล้ว ไม่ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงชาดกคือพระชาติต่างๆ ของพระองค์ ในกัปป์ต่างๆ ก็แสดงให้เห็นถึงการเกิดดับสืบต่อของจิตถอยหลังจากขณะนี้ไปนานแสนนานนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้เราจึงจะมีความเข้าใจได้ว่าแม้กรรมได้กระทำไปแล้วหนึ่งขณะจิต หรือจะกี่ขณะจิตก็ตามในกรรมหนึ่งกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นทางกายหรือทางวาจา ก็จะสะสมสืบต่อเป็นกรรมปัจจัย ทำให้จิตที่เป็นวิบากเกิดขึ้นขณะแรกในชาตินี้ เป็นผลของกรรมหนึ่ง เพราะว่าแต่ละคนไม่ได้ทำกรรมเพียงกรรมเดียวเลย เพียงเฉพาะชาตินี้ทำกรรมเท่าไหร่ก็ไม่มีใครสามารถที่จะมานับได้ ว่าเป็นอกุศลกรรมเท่าไร และก็เป็นกุศลกรรมเท่าไร นี่เฉพาะชาตินี้ แต่ชาติก่อนๆ อีกมากมาย ไม่ได้หายไปไหนเลย เพราะว่าจิตเกิดดับสืบต่อมาเรื่อยๆ และสิ่งที่เก็บสะสมก็เป็นกรรมปัจจัยที่จะทำให้วิบากจิตเกิด
เพราะฉะนั้นในชาตินี้เป็นผลของกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้วโดยไม่จำกัดว่าจะเป็นผลของการกระทำของชาติก่อนหรือว่าชาติก่อนโน้นๆ แต่ว่ากรรมที่พร้อมที่จะเป็นปัจจัยให้ผลเกิดขึ้น ก็ทำให้จิตขณะแรกเกิดขึ้นในภพนี้ ประมวลมาซึ่งกรรมทั้งหลายที่จะให้ผลในชาตินี้ได้ ถ้าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน กรรมที่เก็บสะสมมาในจิตแต่ละขณะที่จะประมวลมาให้ผล เท่ากับการเกิดเป็นมนุษย์ย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าสัตว์ก็เห็น มนุษย์ก็เห็น แต่ว่าการประมวลมาของกรรม ของแต่ละบุคคล ในแต่ละชาติ ก็ต้องเป็นไปตามกำลังของกรรมนั้นๆ ที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น นี้เป็นขณะแรกของวิบากจิตคือผลของกรรม
เพราะฉะนั้นการให้ผลของกรรมไม่ใช่พูดลอยๆ แต่สามารถที่จะชี้ชัดได้ว่าขณะไหนเป็นกรรม และขณะไหนเป็นผลของกรรม ขณะปฏิสนธิเป็นผลของกรรม เป็นวิบากจิตไม่ใช่กุศลจิต อกุศลจิต เพราะนั่นเป็นเหตุที่ได้กระทำดับไปนานแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้วิบากจิตเกิดได้ เป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ เลือกไม่ได้เลยที่จะเกิดที่ไหน วงศาคณาญาติอย่างไร ลาภสักการะ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทาสรรเสริญ ในชาติหนึ่งจะมากน้อยตามกำลังของกรรมที่ประมวลมาที่จะให้เป็นบุคคลนี้ในชาตินี้โดยที่ใครเลือกได้ไหม
ทุกคนอยากได้อย่างเลิศอย่างดีที่สุดทั้งนั้นเลย คนที่ได้ก็มี คนที่ไม่ได้ก็มี ตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว ถ้ามีเหตุผลก็ย่อมเกิดได้ แต่ถ้าไม่มีเหตุผลจะเกิดไม่ได้เลยเมื่อผลเกิดขึ้นก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าเพราะมีเหตุที่ได้กระทำแล้วทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้ หนึ่งขณะจิตที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเป็นผลของกรรม แต่กรรมไม่ได้ทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้นเพียงขณะเดียว ยังทำให้เมื่อจิตเกิดดับอย่างเร็ว ปฏิสนธิจิตเกิดแล้วก็ดับไป แต่กรรมนั้นก็ยังเป็นปัจจัยทำให้จิตประเภทเดียวกับปฏิสนธิจิต ซึ่งเป็นผลของกรรมเดียวนั้น เกิดสืบต่อดำรงภพชาติ แต่ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจเพราะเหตุว่าไม่ใช่จิตขณะแรกที่สืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน
เพราะฉะนั้นจิตแต่ละขณะมีกิจหน้าที่ มีการงาน เราจะไม่รู้หรือรู้ก็ตามแต่ ขณะนี้จิตกำลังเกิดขึ้นทำกิจการงานตามประเภทของจิตนั้นๆ เมื่อปฏิสนธิจิตดับ กรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ก็ทำให้วิบากจิตประเภทเดียวกันนั้นเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้นยังไม่ให้จากโลกนี้ไป ด้วยกำลังของกรรมนั้นซึ่งทำให้จิตที่เกิดดับต่อจากปฏิสนธิ ทำภวังคกิจ
ภะวะ กับ อังคะ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ ยังเปลี่ยนสภาพความเป็นบุคคลนี้ไม่ได้ จะเปลี่ยนได้ต่อมาจุติจิตคือจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับ กรรมหนึ่งจึงจะทำให้ปฏิสนธิจิตชาติหน้าเกิดเป็นบุคคลใหม่ ไม่ใช่บุคคลนี้อีกต่อไป แต่ถ้าตราบใดที่กรรมยังไม่สิ้นสุดก็ยังทำให้เป็นบุคคลนี้ต่อไป และในการรับผลของกรรมไม่ใช่ว่าเพียงแต่กรรมที่ได้กระทำแล้วเท่านั้นที่เป็นปัจจัยทำให้วิบากเกิดทำกิจดำรงภพชาติ ไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไร ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส เช่นในขณะที่นอนหลับสนิทยังไม่ตาย ยังมีจิตเกิดดับ เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรมที่ทำให้ยังต้องเป็นบุคคลนี้
เพราะฉะนั้นวิบากจิตก็เกิดดับ ก็เป็นผลของกรรม แต่ว่าเป็นผลของกรรมที่ยังไม่รู้จัก ยังไม่เห็นโลกนี้ ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเกิดเป็นช้าง จะเกิดเป็นแมว จะเกิดเป็นมนุษย์ จะเกิดในนรก ปฏิสนธิจิตกับภวังคจิต ไม่ได้ต่างกันที่ว่าไม่รู้อารมณ์ของโลกนั้นๆ เลย เพราะเหตุว่าโลกนั้นๆ ไม่ได้ปรากฏ เพียงแต่ว่ามีสภาพของจิตที่เกิดดับดำรงภพชาติ จนกว่าเมื่อไรเห็น นั่นคือผลของกรรมหนึ่งที่ได้ทำไว้เพราะทุกคนอยากเห็นสิ่งที่ดี แต่บางครั้งก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเลย เลือกไม่ได้แล้วแต่ว่า เป็นผลของกุศลกรรม หรือ ผลของอกุศลกรรม เวลาที่ได้ยินเสียงโสตวิญญาณที่ได้ยินเป็นผลของกรรม
เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่าในวันหนึ่งๆ ขณะไหนเป็นกรรม และขณะไหนเป็นผลของกรรมเพราะเหตุว่าไม่ใช่คำพูดอะไรลอยๆ ว่ากรรมกับผลของกรรม แต่ต้องรู้ด้วย ถ้ามีการได้รับบาดเจ็บเป็นกรรมหรือเป็นผลของกรรม ต้องเป็นผลของกรรมทางกาย ถ้าได้ยินเสียงก็เป็นผลของกรรมทางหู ได้กลิ่นก็เป็นผลของกรรมทางจมูก ถ้าลิ้นรสก็เป็นผลของกรรมทางลิ้น
เพราะฉะนั้นทางของกรรมที่จะให้ผลมี ๕ ทาง คือทางตา ๑ ทางหู ๑ ทางจมูก ๑ ทางลิ้น ๑ ทางกาย ๑ เป็นธรรมทั้งหมด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีความไม่รู้ ก็เป็นเราไปทุกวัน จนกว่าจะรู้จริงๆ ว่าเป็นธรรมซึ่งจะต้องเข้าใจถูกต้องในเหตุและในผล เพราะฉะนั้นก็จะทำให้เราละคลายความขุ่นเคืองความไม่พอใจ เพราะบางคนก็โกรธคนนั้นว่ามาทำให้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ถ้าเราไม่มีกิเลสเลย กิเลสดับหมด ใครจะทำอะไรก็ไม่สามารถที่จะทำให้กิเลสหรืออกุศลธรรมเกิดขึ้นได้
พระธรรมสมบูรณ์พร้อมในเหตุและผล แต่ต้องเป็นผู้ที่ฟังด้วยศรัทธา แล้วก็พิจารณาไตร่ตรองในเหตุผล เห็นว่าลาภที่ประเสริฐสุดก็คือ ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่า เราไม่สามารถที่จะรู้สภาพธรรมได้ด้วยตัวของเราเองเลย ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติที่เกิดมาแล้ว มีใครที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยตัวเอง ถ้าไม่ได้บำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์พร้อมด้วยบารมีที่ถึงพร้อมที่จะตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องเป็นสาวกเป็นผู้ฟัง หรือมิฉะนั้นก็เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งแต่ละคนนี่จะรู้ได้ สิ่งที่ทุกคนปรารถนาคือความสุข มีใครปรารถนาความทุกข์บ้างไหม แล้วความสุขจะได้มาอย่างไร ความสุขก็มี ๒ อย่าง สุขกาย กับ สุขใจ บางคนกายไม่ทุกข์เลยไม่เดือดร้อนเลย แข็งแรง มีลาภ มียศ มีบริวารมีทุกอย่าง แต่ทุกข์ใจ เป็นไปได้ไหม ถ้าอ่านข่าวก็จะพบนานาชีวิตสารพัดรูปแบบ ไม่มีซ้ำกัน และก็จะเปลี่ยนแปลงวิจิตรต่างๆ มากไปตามเหตุ
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คงจะไม่ใช่ลาภ ยศ สรรเสริญสักการะแต่ต้องเป็นความสงบจากโลภะโทสะ โมหะ จากอกุศล เพราะว่าถ้ามีอกุศลแล้ว เท่าไหร่ก็ไม่พอ ตัณหาหรือความต้องการถ้าเป็นมหาสมุทรก็ถมไม่เต็ม จะให้เท่าไรก็ไม่พอ ไม่มีทางที่จะพอได้ ถ้าได้ภูเขาใหญ่ๆ เป็นทองคำลูกหนึ่ง จะพอไหม หรือต้องการอีกสักลูกหนึ่ง หรืออีก ๒ ลูก ไม่มีวันจบสิ้นเลย
เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุของความทุกข์อยู่ที่ความต้องการด้วยความติดข้องนั่นเอง ถ้าเรามีความติดข้องหรือความต้องการน้อยลง ลดลง ความทุกข์ของเราก็จะเบาบาง ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ต่อเมื่อเราเริ่มเป็นคนที่มีเหตุมีผลของเราเอง แล้วก็พิจารณา เช่นอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องที่พระศาสนาจะดำรงอยู่ ๕,๐๐๐ ปี ถ้า ๕,๐๐๐ ปี ได้ก็ดีมากเลยใช่ไหมเป็นประโยชน์มาก แต่จะถึง ๕,๐๐๐ ปีหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่จำนวนวันเวลา แต่ขึ้นอยู่กับเหตุ พระศาสนาไม่ได้หมายความถึงตำรามากมายที่ไม่มีใครเข้าใจ เราอาจมีหนังสือพระไตรปิฎก แม้แต่ที่บ้านของแต่ละท่านนอกจากตามวัดวาอาราม ชาวพุทธก็ยังมีพระไตรปิฎกเป็นส่วนตัว แต่ว่าถ้าบุคคลในบ้านคนหนึ่งอ่านออก บรรพบุรุษอ่านได้ แล้วเมื่อถึงรุ่นลูกๆ หลานๆ อ่านไม่รู้เรื่องเลย หมายความว่า ไม่เข้าใจอรรถในพระไตรปิฎก จะชื่อว่าสามารถดำรงพระศาสนาต่อไปได้ไหม เพียงขั้นฟังหรืออ่าน แต่ถ้าไม่เข้าใจ เพราะทุกคนได้อ่าน อ่านได้ จะอ่านตำราแพทย์ จะอ่านตำราอะไรก็ได้ แต่มีความเข้าใจระดับไหน พระธรรมยิ่งยากกว่านั้น จนประมาณไม่ได้ คนที่ศึกษาวิชาทางโลกมามากมายไม่ว่าจะวิชาใดก็ตาม เมื่อได้ศึกษาพระธรรมทุกคนจะกล่าวเหมือนกันหมดว่า ไม่มีอะไรที่จะยากละเอียดลึกซึ้งเท่าพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นความจริงทุกกาลสมัย เพราะว่าศาสตร์อื่นๆ ผู้สอนเป็นผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังสอนวิชาอื่นๆ เป็นครูอาจารย์เป็นผู้ที่เป็นผู้รู้มากมาย แต่ก็ไม่ใช่ผู้ที่ดับกิเลสที่ได้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นวิชาอื่นทั้งหมดจะไม่มีวิชาใด เปรียบได้กับคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเรื่อง ๕,๐๐๐ ปี ลองคิดดู ตามที่ได้กราบเรียนถามพระคุณเจ้าตั้งแต่ต้นว่า พลเมืองของประเทศไทยมีเท่าไร จำนวนเท่าไรที่ศึกษา และก็จำนวนที่ศึกษานั้นเข้าใจถูกเท่าไร เข้าใจผิดไปเท่าไร และก็ยังมีความละเอียดในเรื่องของการอบรมเจริญปัญญาในขั้นของภาวนาอีก ซึ่งถ้าไม่เป็นไปด้วยความถูกต้อง ย่อมไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้เลย
เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับเหตุผลว่าการที่จะมีปัญญาเพิ่มขึ้นจนกระทั่งหยั่งถึงความจริงของสภาพธรรม ที่เป็นสัจจธรรมทำให้ผู้นั้นที่รู้แจ้งเป็นพระอริยบุคคลก็ได้ประจักษ์สัจจธรรมความจริงที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ได้ ก็ต้องเป็นสิ่งซึ่งต้องอบรม และก็ต้องเห็นคุณค่า ต้องเห็นประโยชน์มาก แต่ว่าเทียบจำนวนดูว่าจะมีใครที่อดทนที่ จะศึกษาเพื่อประโยชน์ของตนเอง และก็ประโยชน์ของผู้อื่น แล้วจะถึง ๕,๐๐๐ ปี ไหม ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนก็จะตอบได้เอง คือถึงอย่างไรก็ตามเมื่อเหตุสมควรแก่ผลก็สามารถจะถึงได้ในกาลนั้นเพราะว่าโลกก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ความต้องการของคน และเวลาที่จะให้กับการศึกษาพระธรรมก็ยิ่งน้อยลง ตามความเปลี่ยนแปลงของโลก
เพราะฉะนั้นก็ทรงพยากรณ์ไว้ว่าพระศาสนาจะดำรงอยู่ได้อย่างมากที่สุดก็ ๕,๐๐๐ ปี แต่ต้องประกอบด้วยความเข้าใจถูกของพุทธบริษัทด้วย ถึงแม้ว่าจะก่อน ๕,๐๐๐ ปี แต่ไม่มีผู้ที่เข้าใจพระศาสนาเลย พระศาสนาก็ดำรงอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ขึ้นอยู่กับว่าตำราเขียนไว้อย่างนี้ แต่ว่าความจริงๆ จริงขณะนี้เป็นอย่างไรเพราะเหตุว่าทรงพยากรณ์ถึงขั้นที่ดับหมดสิ้นหมายความว่าการอันตรธานของพระศาสนา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560