ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๕๕๖

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ ว่ามนสิการเจตสิก เป็นสภาพที่ใส่ใจ แม้ในอารมณ์ชั่วขณะหนึ่งที่ปรากฏ เราเกือบจะไม่รู้เลยว่าขณะนั้น มีเจตสิก ๗ ประเภทที่เกิดขึ้น และก็ต่างก็ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ จนกระทั่งเรามีความสนใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราถึงจะรู้ว่าขณะนั้น เป็นลักษณะของความใส่ใจ หรือเป็นความสนใจ แต่แท้ที่จริงแล้วเพียงชั่วหนึ่งขณะที่จิตเกิดขึ้น รู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ก็มีความใส่ใจในอารมณ์นั้นแล้ว ไม่ทิ้งไป จะมีความใส่ใจ ใส่ใจในสีไหม แน่นอนใช่ไหม

    คนที่เย็บปักถักร้อยเก่ง เป็นช่างตัดเสื้อแน่นอน ต้องใส่ใจในสี แต่ว่าคนอื่นก็อาจจะไม่ค่อยจะใส่ใจในสีก็ได้ ทางหูนักดนตรีก็ใส่ใจในเสียง ทางจมูกผู้ผลิตน้ำหอมก็ใส่ใจในกลิ่น ทีนี้ถึงอาหารก็ต้องมีผู้ที่ใส่ใจในรสต่างๆ มีทั้งผู้ที่ประกอบอาหาร ผู้ที่รับประทานอาหาร แล้วแต่ว่าจะใส่ใจในรสใด ก็เป็นผู้ที่ถ้าไม่สังเกตก็จะไม่รู้เลยว่าลักษณะของความใส่ใจ แท้ที่จริงแล้วมีอยู่ทุกขณะจิต เพียงแต่ว่าจะปรากฏเมื่อไหร่ เพราะเหตุว่าขณะนี้เป็นแต่เพียงสภาพธรรม ที่เป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรม ๑๐ ดวง หรือ ๑๐ ประเภท ที่เป็นกุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง เกิดขึ้นเห็น หรือได้ยิน หรือได้กลิ่น หรือลิ้มรส หรือรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย

    และต่อไป ถ้าไม่ใช่จิต ๑๐ ดวงนี้ จะต้องมีเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้นตามประเภท และตามกำลัง ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ แต่แม้ว่าจะเข้าใจเพียงจิต ๑๐ ประเภท ในขณะนี้ก็เป็นประโยชน์ ที่จะให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วก็คือเป็นธรรมทั้งหมด ไม่ใช่เรา จะให้จิตชนิดไหนเกิดขึ้นเมื่อไหร่ไม่ได้ แล้วแต่ว่าผลของกรรมใดสุกงอม พร้อมที่จะให้วิบากจิตเกิดขึ้นทางไหน ก็เกิดขึ้นทางนั้น และอีกประการหนึ่งก็คือว่า เมื่อเป็นนามธรรม ไม่มีรูปธรรมใดๆ เจือปนทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นจะเป็นจิตเห็นของใคร จิตได้ยินของใคร จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสของใคร ไม่มีรูปร่างเลย ตั้งแต่มดตัวเล็ก หรือว่าสิ่งที่อยู่ในน้ำ จนกระทั่งถึงสวรรค์ จนกระทั่งถึงรูปพรหม จิตเห็น จิตได้ยิน ก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๑๐ ดวง เท่านั้นเอง แต่ต่อไปก็จะมีเจตสิกเกิดกับจิตประเภทต่างๆ ซึ่งก็เป็นจิตที่เป็นไปในภูมิต่างๆ ด้วย

    ผู้ฟัง สอบถามว่า จิตกับเจตสิกเกิดขึ้นพร้อมกัน ใช่ไหม และในจิตจะต้องมีเจตสิกอย่างน้อย ๗ อย่าง และใน ๗ อย่างนี่ เกิดขึ้นพร้อมกัน หรือว่ามีลำดับขั้น

    ท่านอาจารย์ จิตจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเจตสิก แล้วก็เจตสิกจะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีจิต เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ สภาพธรรม ต้องเกิดร่วมกัน พร้อมกัน เป็นสหชาตปัจจัย คือต้องเกิดพร้อมกัน แยกกันไม่ได้เลย เป็นอัญญมัญญปัจจัย คือต่างอาศัยซึ่งกันและกัน จิตก็ต้องอาศัยเจตสิกจึงเกิดขึ้นได้ เจตสิกก็ต้องอาศัยจิตจึงเกิดขึ้นได้ เป็นสัมปยุตตธรรม คือเข้ากันได้สนิท เพราะว่าเป็นนามธรรม อย่างรูปธรรมที่เราเอามาผสมกัน ก็ยังพอที่จะแยกได้ แต่ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างเลย แต่ก็มีจริงๆ แล้วก็เกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ ที่พอที่จะเข้าใจได้ ในแต่ละขณะ ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นลักษณะของจิต และเจตสิกนั่นเอง

    เพราะฉะนั้นจิตและเจตสิกที่เกิดพร้อมกัน รู้อารมณ์คือสิ่งที่ถูกรู้ อารมณ์เดียวกันแล้วก็ดับพร้อมกันด้วย ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จิตต้องเกิดที่รูป เพราะเหตุว่าขันธ์ ๕ มีรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ รูปทุกรูปเป็นรูปขันธ์ จิตทุกประเภทเป็นวิญญาณขันธ์ เจตสิก ๕๒ ชนิด ก็เป็น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ เพราะฉะนั้นในภูมิที่มีขันธ์ ๕ นามธรรม คือ จิตและเจตสิกต้องเกิดที่รูป เช่น ในขณะที่กำลังเห็น จิตและเจตสิกเกิดที่จักขุปสาท รูปอื่นไม่ได้เกี่ยวข้องเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการรู้สึกว่ามีรูปอื่นอยู่ด้วย เฉพาะเห็น ก็จะมีแต่สิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็มีสภาพที่กำลังเห็น รูปทั้งตัวที่เคยทรงจำว่าเป็นเรา ไม่ได้ปรากฏเลย ขณะใดที่จิตกำลังมีอะไรเป็นอารมณ์ เฉพาะสิ่งที่เป็นอารมณ์นั้น เท่านั้นที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกัน ก็จะจำกัดว่าจิตประเภทใด มีเจตสิกอะไร เกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง และต่อจากนั้น ในเจตสิกอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท มันมีลำดับขั้น หรือว่าเกิดทีละกระจุกหนึ่งเลย

    ท่านอาจารย์ พร้อมกันเลย นามธรรมนี่เป็นเรื่องที่ลึกลับ เพราะเหตุว่าไม่มีรูปปรากฏ ที่จะให้เราไปมองเห็น เป็นสีสันวัณณะ แต่ว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นนามธรรมหรือนามธาตุ ถ้าพูดถึงเรื่องธาตุ โดยมากเราก็จะคิดถึง เรื่องรูปธาตุเท่านั้น เราไม่ได้คิดถึงฝ่ายนามธาตุเลย ว่ายังมีธาตุอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่รูปใดๆ เลยทั้งสิ้น ธาตุชนิดนี้เมื่อเกิดขึ้น ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้ธาตุนั้นรู้

    เพราะฉะนั้นในขณะนี้ จิตและเจตสิกที่กำลังเห็น เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ต้องไปรอไปคอยอีกขณะหนึ่ง อย่างผัสสเจตสิกเป็นสภาพที่กระทบอารมณ์ ถ้าขณะนี้จิตเห็น ก็แสดงว่าผัสสเจตสิก กระทบสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ถ้าเป็นจิตได้ยินก็คือผัสสเจตสิก กระทบเสียง ที่เสียงกำลังปรากฏ มีจิตได้ยินเกิดร่วมกับเจตสิกอีก ๗ ประเภท ไม่มีรูปร่างให้เห็นเลย เกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น และก็ดับไป

    ผู้ฟัง ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านอาจารย์ก็กล่าวว่า จิตเป็นสภาพที่ลึกลับ อย่างสมมติว่า เราหยิบของในกระเป๋า เราหยิบเหรียญบาท หรือเหรียญสิบขึ้นมา มันจะเป็นสัญญาหรือเปล่า เพราะเราก็มองไม่เห็น เราเอามือลงไปในกระเป๋า แล้วหยิบขึ้นมา

    ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะเอื้อมมือไป หยิบเหรียญในกระเป๋า จิตมีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องทันไปเอื้อมมือหยิบเหรียญ จิตเกิดดับสืบต่อทุกขณะ ไม่ขาดเลย เพราะฉะนั้นสัญญาเจตสิก ก็เกิดกับจิตทุกขณะอยู่แล้ว ข้อสำคัญก็คือต้องทราบว่าสัญญาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ ไม่ว่าเราจะเอื้อมมือไป หรือไม่เอื้อมมือไป แม้แต่ขณะที่กำลังนั่งอยู่ที่นี่ เห็นอะไรบ้าง ทุกขณะของจิตที่เกิดดับสืบต่อ ก็ต้องมีสัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง ในกรณีที่ยกตัวอย่างนั้น มันจะอาจเป็นลักษณะที่สัญญาโดดเด่นได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ใช่ เพราะเหตุว่าจิตแต่ละขณะนี้ จะมีอารมณ์ ๑ แต่ไม่มี ๒ อารมณ์ เพราะฉะนั้นจิตก็จะเกิดดับ สลับกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าในจิตขณะหนึ่งๆ มีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วย ถ้าไม่ทรงแสดง จากจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ไปสู่จิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย มากกว่านั้น หรือว่าขณะที่กำลังนอนหลับสนิท มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเกิน ๗ ดวง ถูกไหม จิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง มีเพียง ๑๐ จิตทั้งหมดมี ๘๙ ประเภท หรือว่า ๑๒๑ ประเภท โดยพิเศษ แต่ว่าจิตที่จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ มีเพียง ๑๐ เท่านั้น เพราะฉะนั้นจิตอื่น เช่น อกุศลจิต หรือว่ากุศลจิต หรือว่าภวังคจิต หรือปฏิสนธิจิต จิตอื่นใด นอกจากจิต ๑๐ ดวงนี้ ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย มากกว่า ๗ ดวง

    ผู้ฟัง ที่คุณบุษบงรำไพ ได้พูดถึงความโดดเด่นของเจตสิก ซึ่งเกิดร่วมกับจิต ซึ่งเราก็สนทนากันไปแล้ว ๗ ประเภท มีผัสสะ เป็นต้น ถ้าจะพอสังเกตได้ก็เวทนาเจตสิก เป็นความรู้สึกที่เราพอจะสังเกตได้ ก็เวทนานั้นโดดเด่น หรือว่าสัญญาเจตสิก ก็บางโอกาสก็โดดเด่น แต่บางเจตสิก ดูเหมือนจะหลบๆ อยู่ ไม่ค่อยโดดเด่น อย่างเช่น ผัสส หรือว่า ชีวิตอินทรีย์เจสิก เป็นเพราะเหตุใด

    ท่านอาจารย์ ก็คือเพราะเหตุว่าลักษณะนั้น ไม่ได้ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างขณะนี้ที่กำลังเห็น อะไรโดดเด่น

    ผู้ฟัง กำลังเห็น ท่านอาจารย์ หมายถึงว่า อะไรโดดเด่นที่สุด ของสภาพนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ในขณะนั้น ถ้ากำลังเห็น ก็เป็นสภาพเห็นที่โดดเด่นอยู่เวลานี้

    ท่านอาจารย์ เป็นสภาพเห็น หรือว่าเป็นเราเห็น

    ผู้ฟัง สติปัฏฐานไม่เกิด ก็เป็นเราเห็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตกับเจตสิกยากที่จะรู้ได้ วันหนึ่งๆ ที่เราจะรู้ได้ ก็คือรู้รูปต่างๆ ที่ปรากฏ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ซึ่งรูปมีมากกว่า ๗ รูป ที่กล่าวว่า ๗ ก็คือ สีสันวรรณะที่ปรากฏหนึ่งรูป เสียงหนึ่งรูป กลิ่นหนึ่งรูป รสหนึ่งรูป เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว อีก ๓ รูป ที่ปรากฏเมื่อกระทบกายปสาทะ เรามีแต่ชีวิตที่เป็นไปกับรูปเหล่านี้ โดยลืมสนิท ว่ารูปทั้งหลายเหล่านี้ จะปรากฏไม่ได้เลย ถ้าไม่มีธาตุรู้ที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้กลิ่น ที่ลิ้มรส ที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ที่คิดนึก

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าจิตเจตสิกจะโดดเด่น เป็นสิ่งที่ยากที่จะรู้ได้จริงๆ แม้แต่เวทนาเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิตเห็นขณะนี้ มีใช่ไหม โดดเด่นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ดูเหมือนว่าก็ยังหลบๆ อยู่ เพราะว่าเป็นเวทนาที่เฉยๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเรากำลังฟังให้เข้าใจในสิ่งที่มี แต่ไม่เคยรู้มาก่อน คือจิตและเจตสิกทั้งหมด มีจริงๆ แต่ลักษณะนั้นก็ยากที่จะรู้ เพราะเหตุว่าความไม่รู้ทำให้ยึดถือสภาพธรรมนั้นๆ ว่าเป็นเรา ยึดทั้งนามธรรมและรูปธรรมว่าเป็นเรา แต่จากการศึกษาก็จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าขณะนี้เป็นเราหรือเปล่า หรือว่าเป็นจิต และเจตสิก และรูป เท่านั้น

    ถ้าขั้นการฟัง ก็ตอบได้ ว่าไม่มีเราเลย ทุกคนที่ฟังแล้วก็รู้ ว่ามีแต่ จิต เจตสิก รูป โดยขั้นเข้าใจ แต่จริงๆ กำลังเห็น ลักษณะของจิต ไม่ได้กำลังเป็นอารมณ์ที่ปรากฏกับปัญญา ที่จะรู้ถูกต้องว่า นั่นคือสภาพธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ และลักษณะของเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตก็ไม่ได้ปรากฏว่าลักษณะนั้น เป็นนามธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดกับจิตหรือว่าขณะนั้นไม่จำเป็นต้อง คิดถึงเรื่องราวว่าเกิดกับจิต แต่เป็นสภาพนามธรรมที่ต่างจากจิต ต้องปรากฏกับปัญญา ที่พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรม เป็นปริยัติคือการศึกษาขั้นต้น ซึ่งจะนำไปสู่การอบรมเจริญปัญญายิ่งขึ้น ที่สามารถ ที่จะรู้ถูก เห็นถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่เรา คือลักษณะของปัญญา ที่สามารถเข้าใจถูก ในลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏจริงๆ แต่ทั้งหมด ก็ยังไม่ได้โดดเด่น อย่างความสุขเกิดขึ้น เป็นเราสุข ลักษณะของสุข โดดเด่นกว่าความรู้สึกเฉยๆ หรือเปล่า ทรงแสดงสภาพธรรมตามความเป็นจริง เวทนาเจตสิกเป็นสภาพที่รู้สึกไม่ใช่เรา และก็ทรงแสดงไว้ว่า มี ๓ โดยย่อ คือสุขหนึ่ง ทุกข์หนึ่ง แล้วก็อทุกขมสุข หรือเฉยๆ หนึ่ง แต่ถ้าแยกเป็นทางกายทางใจ ก็เป็น ๕ คือสำหรับกายเป็นสุขหรือทุกข์ แต่ว่าสำหรับใจก็เป็นโสมนัสหรือโทมนัส เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่ากาย จะเป็นทุกข์ เดือดร้อน เจ็บป่วย แต่ใจไม่ป่วยก็ได้ สำหรับผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ท่านก็ยังมีทุกข์กาย แต่ว่าทุกข์ใจไม่มีเลย

    เพราะฉะนั้นแต่ละสภาพธรรม แม้ว่ามีจริง แต่เคยเป็นเรา แต่ว่าเพียงได้ฟังคำว่า "ธรรม" และก็มีความเข้าใจจริงๆ ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร จริงเมื่อมีปัจจัย เกิดขึ้นปรากฏให้รู้ แล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว นั่นคือลักษณะซึ่งเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร และไม่ใช่ใครด้วย เพื่อที่จะให้รู้ตาม การตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นเราก็จะไม่รู้เลย ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้อะไร และความจริงแท้ ของสภาพธรรมในขณะนี้คืออย่างไร ซึ่งเป็นอริยสัจธรรม

    ผู้ฟัง ทำไมเวทนา จะต้องตามผัสสะ แล้วก็มีเจตสิกอีกตั้ง ๕ ดวง มันเรียงกันอย่างนั้นหรืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ จะพูดพร้อมกันทั้งหมด คงพูดไม่ได้ แต่ต้องพูดทีละอย่าง อย่างผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เป็นปัจจัยให้เกิดสัญญา เป็นปัจจัยให้เกิดจิต เป็นปัจจัยให้เกิดทุกอย่าง ในขณะนั้น แต่เวลาพูดก็ต้องพูดทีละอย่าง แล้วก็จะเรียงหรือไม่เรียง ก็ไม่เป็นไร เพราะเหตุว่าสภาพธรรมในขณะนั้น ต้องมีครบในขณะนั้น จะขาดสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดไม่ได้

    ผู้ฟัง ทำไมถึงเรียกว่า สัญญาเป็นขันธ์ เวทนาเป็นขันธ์ ส่วนตัวอื่นเป็นขันธ์ด้วยหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ขันธ์หมด แต่รวมแล้วก็เป็นสังขารขันธ์ ๕๐ เวทนาเจตสิกก็เกิดกับจิตทุกขณะ คือพยายามที่จะให้ท่านผู้ฟังได้เข้าใจสภาพปรมัตถธรรมซึ่งไม่ใช่เราและก็ไม่ใช่ตัวตน และก็เข้าใจถึงแต่ละขณะว่า สัญญา ไม่ว่าจะเป็นเราคิด ว่าเรากำลังจำเรื่องราวต่างๆ หรืออะไรก็ตามแต่ ขณะนั้นก็เป็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง ที่จิตกำลังมีสิ่งนั้นเป็นอารมณ์เท่านั้น และอารมณ์ก็ปรากฏเมื่อจิตรู้ ซึ่งขณะนี้ไม่ว่าใครจะเห็นอะไร ใครจะคิดอะไร ก็ให้ทราบว่า ขณะนั้นเพราะจิต มีอารมณ์นั้นในขณะนั้น คิดเรื่องนั้น และจะก็มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ซึ่งเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ประเภท แต่ถ้าลักษณะของสภาพธรรม ยังไม่ได้ปรากฏ ก็ยังคงเป็นเรื่องราว แม้แต่คำที่เราใช้เรียกเจตสิกชนิดหนึ่งที่จำว่าสัญญา เราก็ยังไม่ได้มีการระลึกรู้ ลักษณะของสัญญาเจตสิกจริงๆ เพียงแต่เข้าใจว่าขณะใดที่จำอะไร ขณะนั้นไม่ใช่เราเพราะเป็นเจตสิกที่จำ คือสัญญาเจตสิก

    ผู้ฟัง แล้วหนทางที่จะเข้าใกล้พระธรรม ตามที่ท่านอาจารย์บรรยายนี้ ท่านอาจารย์ช่วยกรุณาชี้แจงอีกสักครั้ง

    ท่านอาจารย์ การที่ปุถุชนจะถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยบุคคล ซึ่งสามารถที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ ซึ่งไม่ใช่ตัวตนได้ จะเป็นระยะทางที่ยาวไกล หรือใกล้

    ผู้ฟัง อีกไกลแน่นอน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเริ่มจากขณะนี้คือฟัง แล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น มิฉะนั้นแล้วก็จะเป็นตัวเราอีกที่พยายามจะทำ เพื่อที่จะคิดว่าจะถึงโดยการทำ ด้วยความเป็นเรา แต่ความจริง เป็นหน้าที่ของสภาพธรรมทั้งหมด ถ้าศึกษาธรรมแล้วก็ลืมไม่ได้เลย ก็ทุกอย่างเป็นธรรม ซึ่งปรมัตถธรรมก็มีเพียง จิต เจตสิก รูป ขณะใดที่สภาพธรรมใดปรากฏต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด คือนามธรรมและรูปธรรมไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่ วิธี หนทางที่จะทำ เพราะเหตุว่าขณะที่ทำไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่ความเข้าใจ ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ แต่จากพระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ก็คือพูดถึงเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในชีวิตของแต่ละคน เพื่อที่จะให้สามารถ เข้าใจขึ้นๆ จนกระทั่งถึงระดับของปัญญาอีกขั้นหนึ่งคือปฏิปัตติ ซึ่งก็ไม่ใช่เราอีก แล้วจนกระทั่งถึงขั้นปฏิเวธ คือสามารถที่จะรู้แจ้งลักษณะของสภาพธรรมได้

    เพราะฉะนั้นไม่ใช่มีใครที่จะแสดงหนทางหรือวิธี แต่พระธรรมที่ทรงแสดงแล้วก็จะทำให้ผู้ที่ได้ฟัง ค่อยๆ เข้าใจความจริง ซึ่งสภาพธรรมขณะนี้ไม่ใช่ตัวตนและความจริงก็ต้องเกิดจากการฟังก่อน ให้เข้าใจให้ถูกต้อง มั่นคง จนเป็นสัจจญาณ ถ้าไม่ศึกษารายละเอียดก็คิดว่าอริยสัจจธรรมจะเกิดได้เพราะการทำ แต่ว่าข้อความในพระไตรปิฎกแสดงว่า อริยสัจ ๔ มีอาการ ๓ รอบ คือสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ ทรงแสดงไว้เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด เพราะเหตุว่าสัจจญาณก็คือปัญญาที่รู้อริยสัจจะอย่างมั่นคง ว่าขณะนี้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ มีทุกขลักษณะ คือเป็นสภาพที่ไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่มีการที่จะฟังให้เข้าใจจริงๆ และก็มีความเป็นเราที่ต้องการที่จะรู้อริยสัจธรรม โดยไม่มีสัจจญาณ เป็นไปไม่ได้เลย สำหรับผู้ที่จะปฏิบัติธรรมที่คิดว่าจะทำให้ถึงอริยสัจธรรม ถ้าสัจจญาณไม่มี กิจจญาณก็มีไม่ได้ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา ทรงแสดงหนทางว่ามีหนทางเดียว คือสติปัฎฐาน เป็นสติสัมปชัญญะ ที่เกิดจากความเข้าใจถูกต้องมั่นคงในอริยสัจ ว่าเป็นอนัตตา แล้วก็จะทำให้ขณะนี้เองสภาพธรรมก็มีสติสัมปชัญญะ ก็สามารถที่จะมีปัจจัยปรุงแต่งเกิด ระลึก คือรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ พร้อมความเข้าใจถูกในลักษณะนั้นตามที่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว ค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนกว่าจะประจักษ์แจ้งในลักษณะของสภาพธรรมนั้น เพราะฉะนั้นหนทางคือเดี๋ยวนี้ ตรงกับคำว่า "ภาวนา" คืออบรมจนกว่าปัญญาจะเจริญขึ้น

    ผู้ฟัง เรียนถามเกี่ยวกับเรื่องหนทางเดียว คือสติปัฏฐาน ๔ แต่ว่าในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ นอกจาก สติปัฏฐาน ๔ แล้ว ก็ยังมี สัมมัปปธาน ๔ หนึ่ง อิทธิบาท ๔ หนึ่ง อินทรีย์ ๕ หนึ่ง พละ ๕ หนึ่ง โพชฌงค์ ๗ หนึ่ง มรรค ๘ หนึ่ง อยากจะเรียนถามว่าการเจริญภาวนาสติปัฏฐาน ๔ แล้วอีก ๓๓ ข้อ จะต้องภาวนาด้วยหรือไม่

    ท่านอาจารย์ เกิดร่วมกัน เพราะว่าจะต้องมีเจตสิกมากกว่า ๗ อย่างสัมมัปปธานก็เป็นวิริยะเจตสิก อินทรีย์ พละ พวกนี้ก็เป็นเจตสิกทั้งหมด

    ผู้ฟัง หมายถึงว่าสงเคราะห์อยู่ในสติปัฏฐาน ๔

    ท่านแาจารย์ ขณะที่สติปัฏฐานเกิด ต้องเกิดพร้อมกับปัญญาและก็โสภณเจตสิกอื่น ปกิณณกเจตสิกพวกนี้ด้วย และก็แต่ละเจตสิกก็ทำหน้าที่ของเจตสิกนั้นๆ ร่วมกับสติสัมปชัญญะ เมื่ออบรมเจริญขึ้นก็เป็นอินทรีย์ เป็นพละต่างๆ

    ผู้ฟัง การอบรมปัญญา มีญาณ ๓ รอบ ขั้นสัจจญาณเป็นสติปัฏฐานไหม ในขณะที่สติพิจารณาไปตามหนังสือ ที่เรียนถึงมหาสติปัฏฐาน เช่น ลมหายใจก็ดี พิจารณาผม โดยความเป็นปฏิกูลก็ดี หรือว่าอาการ ๓๒ ก็ดี

    ท่านอาจารย์ เป็นการอบรมเจริญปัญญา หรือเป็นการทำตามตัวหนังสือ

    ผู้ฟัง อ่านแล้วก็คิดตาม ส่วนตามที่เข้าใจว่าเป็นสติปัฏฐานนี่ ขณะนั้นต้องเห็นความจริง เช่น ถ้าธรรมกำลังปรากฏ แล้วเป็นจริงตามที่เรียน ถึงจะเป็นสติปัฏฐาน แต่ถ้าเกิดว่า ในขั้นญาณขั้นแรกๆ สัจจญาณนี่จะเป็นไปได้ไหม

    ท่านอาจารย์ สัจจญาณก็คือความรู้จริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมขั้นฟัง เข้าใจมั่นคง ว่าขณะนี้เป็นธรรม

    ผู้ฟัง ถ้ายังเห็นว่าเป็นตัวตนอยู่ ยังเข้าใจว่าธรรมมีเราอยู่ ยังไม่ใช่สัจจญาณ

    ท่านอาจารย์ ทุกคนมีคิดมานานแสนนาน แล้วก็พอได้ฟังธรรมก็เปลี่ยนเรื่องคิด แต่ว่าการที่จะเปลี่ยนมาเป็นคิดเรื่องธรรม น้อยเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ เราจะบังคับความคิดของเราไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราไม่มีความเข้าใจถูกจริงๆ ไม่มีการฟังอย่างละเอียด และก็พิจารณาในเหตุผลว่า สติปัฏฐานคืออะไร ต่างกับสติขั้นทาน ขั้นศีล ขั้นสมถภาวนา อย่างไร เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นเป็นสติปัฏฐานหรือเปล่า เพราะว่าแม้แต่ชื่อบางคนก็เรียกว่าสติ แต่ว่าไม่รู้ลักษณะของสติเลย แต่ใช้คำว่า "สติ" เพราะฉะนั้นการใช้คำไม่ได้หมายความว่า รู้จักสภาพธรรมนั้น เพียงแต่ว่าใช้คำอาจจะเข้าใจผิด ลักษณะนั้นไม่ใช่ลักษณะของสติ แต่ก็เข้าใจผิดว่าเป็นสติ ลักษณะนั้นไม่ใช่ลักษณะของสติสัมปชัญญะ แต่เข้าใจว่าเป็นสติสัมปชัญญะ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    19 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ