ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
ตอนที่ ๑๕๕๓
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ตามปกติ จะมีการแล่นไปในอารมณ์ ด้วยความเป็น โลภะ โทสะ โมหะ หรือว่าเป็นกุศลก็แล้วแต่ สำหรับกามชวนะนี้จะมีอย่างมากที่สุดเพียง ๗ ขณะ แต่ถ้าเป็นอีกภูมิหนึ่ง อีกระดับหนึ่ง คือผู้ที่สะสม หรือว่าอบรมให้กุศลจิตเกิดได้มั่นคง จนกระทั่งเป็นฌานจิต ฌานจิตครั้งแรก ก็จะเกิดเพียงหนึ่งขณะ แต่ว่าหลังจากนั้นแล้วเมื่อมีความชำนาญแล้ว ฌานจิตจะเกิดเท่าไหร่ก็ได้ โดยที่ไม่เป็นภวังค์เลย เกิน ๗ ขณะ เพราะว่าธรรมดาแล้วหลังจากที่ชวนจิต ๗ ขณะ ดับแล้ว ภวังคจิตก็เกิดสืบต่อ
ก็เป็นชีวิตประจำวัน ที่ให้เห็นว่า สำหรับกามาวจรจิต ในภูมิที่ระดับของ รูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน ซึ่งทุกคนหนีไม่พ้นเลย ภูมินี้ ต้องอยู่ในภูมินี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะอบรมจิต ที่สงบถึงขั้นฌานจิต ขณะนั้น รูปาวจรจิต คือฌานจิต ที่มีรูปเป็นอารมณ์ เกิดได้มากกว่า ๗ ขณะ สำหรับระดับของฌานจิต จะเกิดได้มากกว่า ๗ ขณะ นี่ก็เป็นเรื่องที่จะได้ทราบถึงสภาพของจิต ซึ่งเกิดดับตามกำลังของจิต เพราะเหตุว่าสำหรับจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณพวกนี้ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง แล้วก็เกิดขึ้นเพียง ๑ ขณะเท่านั้น
ผู้ฟัง อยากจะสอบถาม ท่านอาจารย์เกี่ยวกับการเลือกที่จะเกิดวิบาก เช่น ในวันนี้รู้สึกว่ามีความตั้งใจที่จะมาฟังพระธรรม ซึ่งวิบากทางหู ตามการศึกษา ก็เกิดจากการได้ทำกรรมเอาไว้ในคราวก่อน คำถามก็คือว่ามีความรู้สึกเหมือนเลือกที่จะมาฟังธรรมได้ในวันนี้ อยากจะทราบว่า เป็นเจตนาในขณะที่ วิบากได้ยินอยู่หรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม
ผู้ฟัง กำลังได้ยินในขณะนี้
ท่านอาจารย์ เลือกได้ยินเสียงนั้นหรือเปล่า
ผู้ฟัง จริงๆ ไม่ได้เลือก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวอย่างที่เราควรจะพิจารณา ว่าเรื่องของวิบากไม่สามารถที่จะเลือกได้ แม้ว่ามีโสตปสาทะ มีความตั้งใจก็จริง แต่ว่าขณะที่เมื่อกี้นี้ถามว่า ได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า
ผู้ฟัง มีเสียงลำโพง แม้เสียงท่านอาจารย์ที่จะถาม ก็ไม่ได้เลือกเหมือนกัน รู้สึกอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ไม่ได้เลือก แล้วแต่เหตุปัจจัย ตั้งใจว่าจะมาฟัง
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ ขณะที่ตั้งใจ ยังไม่ได้ยิน
ผู้ฟัง ยังไม่ได้ยินตอนนั้น
ท่านอาจารย์ แต่เวลาได้ยิน จะได้ยินอะไร เลือกหรือเปล่า
ผู้ฟัง เมื่อกี้ไม่ได้เลือก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นคำตอบ ถ้าเราจะพิจารณาจริงๆ ก็จะรู้ได้ แม้แต่ผัสสะ ซึ่งเป็นเจตสิก ที่ทำกิจกระทบ จิตไม่ได้ทำกิจกระทบเลย จิตเป็นสภาพธรรมที่เป็นมนินทรีย์ เป็นใหญ่ในการรู้แจ้ง สามารถที่จะรู้แจ้ง ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เป็นกิจของจิต เป็นลักษณะของจิต ผัสสะไม่ได้ทำกิจนี้นะคะ แต่ผัสสะทำกิจกระทบ เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา แล้วก็มีเสียง แล้วก็มีกายปสาทะ แล้วแต่ว่าผัสสะจะกระทบอะไร เลือกได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้ เพราะว่าผัสสะนี้ เกิดร่วมกับจิตที่ได้ยินด้วย
ท่านอาจารย์ จากนี้ก็จะได้ทราบว่า ธรรมเป็นธรรม ที่เป็นอนัตตาทั้งหมดจริงๆ แม้แต่จะเห็น หรือว่าจะได้ยิน หรือว่าจะรู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัสกาย ก็แล้วแต่ผัสสะ ไม่ใช่ว่ามีใครไปบังคับ ให้ผัสสะกระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ขณะที่เห็น ก็แสดงว่า ผัสสะกระทบ สิ่งที่ปรากฏทางตา จิตเห็นจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าผัสสะกระทบแข็งหรือเย็น ขณะนั้นกายวิญญาณ จิตที่รู้สิ่งที่กระทบกายก็เกิดขึ้น ใครเลือกให้ผัสสะกระทบอะไร นี่เป็นไปไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ก็คือให้เข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง จนกว่าเราจะเข้าใจจริงๆ และไม่ใช่เพียงขั้นฟัง ต้องขั้นประจักษ์ ลักษณะของสภาพธรรม ที่ขณะนั้นเป็นลักษณะนั้น ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงนามธรรม หรือ รูปธรรมจริงๆ ด้วย
ผู้ฟัง ถ้าตามการศึกษา สิ่งที่ได้ยินนี่ เกิดจากกรรมเป็นต้น ที่กล่าวว่า กัมมปัจจัย อย่างขณะนี้ได้ยินได้ฟังพระธรรมแล้ว ก็ยังรู้สึกเหมือนกับว่า ถ้าขณะที่เข้าใจ แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ เกิดประโยชน์ ก็ยังอยากจะได้ยินด้วย และปรารถนาด้วย เหมือนกับว่าขอให้ได้ยินอีก ไม่ทราบว่าตรงนี้ จะทำให้วิบากนี่ ตรงจุดประสงค์หรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ก็เป็น "ปกตูปนิสสย" เพิ่มอีกคำหนึ่ง หรือว่าจะ "อุปนิสสยปัจจัย" ก็ได้ หมายความถึง ความคิดใดๆ ก็ตาม จิตใดๆ ก็ตาม ที่เป็นอกุศล หรือกุศล ที่เกิดดับไปแล้วก็จริง แต่ก็สะสมสืบต่อ ตามกำลัง ก็คงจะมีผู้ที่อยากฟังพระธรรม แล้วก็อยากอย่างอื่นด้วย ใช่ไหม คงจะไม่ใช่อยากฟังพระธรรมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังพระธรรมก็ชั่วขณะที่ฟัง แต่ต่อจากนั้นก็แล้วแต่ว่าจะอยากอะไร ก็เป็นเรื่องของการสะสม ซึ่งจะเห็นไดในขณะที่ สภาพธรรมนั้นปรากฏ
ผู้ฟัง ธรรมดาวันนี้ก็อยากค้าขาย แต่รู้สึกว่าตอนค้าขายไม่ดี ทุกข์ใจ ก็เลยคิดว่าถ้าได้พระธรรมแล้ว ก็จะสงบขึ้น ที่บอกว่ารู้สึกเหมือนตั้งใจ แล้วมาได้
ท่านอาจารย์ ถ้ารู้ลักษณะของจิต ซึ่งเกิดดับเร็วมาก และแต่ละขณะก็เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เป็นวิบากบ้าง เป็นกิริยาบ้าง ก็จะหมดสงสัย ว่าความตั้งใจมี ขณะนั้นเกิดแล้วดับ แล้วก็ความตั้งใจอย่างอื่น อาจจะเกิดก็ได้ หรืออาจจะไม่เกิดก็ได้ หรืออาจจะเกิดเหมือนเดิมก็ได้ ทำให้ตั้งใจแล้ว สมมติว่าเป็นตอนเช้า ก็ไม่เปลี่ยนแปลง ก็ยังเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดความตั้งใจ ที่จะได้ฟังธรรมตอนเย็นอีกก็ได้ แต่ว่าบางคนอาจจะตั้งใจตอนเช้า แต่ตอนเย็นก็อาจจะเปลี่ยนความตั้งใจก็ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละขณะที่เกิดขึ้น ก็แสดงให้เห็นถึงมีปัจจัยปรุงแต่ง แล้วเกิด ทุกอย่างที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เกิดเพราะปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ถ้ายังไม่ปรุงแต่งเสร็จ ก็เกิดไม่ได้ แต่ในขณะใดก็ตาม ที่เกิด ก็หมายความว่า มีปัจจัยปรุงแต่งพร้อมในขณะนั้น เกิดแล้วทุกๆ ขณะ
พระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นสัจจธรรม เป็นธรรมที่เป็นจริง มีจริงทุกขณะ ซึ่งสามารถที่จะพิสูจน์ได้ แต่ว่าคือการเกิดดับสืบต่อของสภาพธรรมะที่มีจริงๆ คือ จิต เจตสิก รูป รวดเร็ว เกินกว่าที่ใครสามารถที่จะประจักษ์ได้ ถ้าไม่ได้อบรมเจริญปัญญา ที่ถึงความสมบูรณ์ที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับก็ต้องฟังพระธรรมต่อไป ด้วยความละเอียดรอบคอบ ด้วยการที่เห็นคุณประโยชน์ของการฟัง ว่าทำให้สามารถเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ สำหรับปรมัตถธรรม คือ จิต เจตสิก รูป จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีจิต สภาพธรรมใดๆ ก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นทุกอย่าง ย่อมเป็นไปตามอำนาจของจิต ซึ่งขณะนี้ทุกคนก็มีจิต ก็ควรที่จะได้เข้าใจลักษณะของจิตยิ่งขึ้น
จิตเป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งอารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งถ้าจิตไม่ใช่สภาพรู้ อารมณ์ก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้เองก็สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของจิตได้ ว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังปรากฏ ไม่ว่าจะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็เพราะจิตเกิดขึ้นและก็เป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์นั้น นอกจากจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ เวลาที่จิตเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ก็มีการที่จะเป็นกุศลจิต หรือ อกุศลจิต ซึ่งเพียงขณะที่จิตเป็นกุศลหรืออกุศลแต่ละครั้ง ก็จะสะสมสืบต่ออยู่ในจิตนั่นเอง ทำให้แต่ละคนมีอัธยาศัยที่ต่างกัน
สำหรับในขณะนี้เอง จิตทุกจิตของทุกคนก็ต่างกัน ตามการสะสม นี่ก็เป็นลักษณะของจิตประการที่สอง เมื่อจิตมีการสั่งสมกุศลและอกุศลแล้ว ก็เป็นเหตุที่จะให้กระทำกุศลกรรม และ อกุศลกรรม ซึ่งเมื่อกรรมคือการกระทำสำเร็จลงไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางกุศลและอกุศล ก็สะสมสืบต่อเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดวิบากจิต คือจิตที่เป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นเหตุก็คือนามธรรม และผลก็คือนามธรรม เมื่อมีกุศลและอกุศลสะสมสืบต่อ ทำให้กระทำกรรมแล้ว ผลก็คือว่าขณะนี้ทุกคนกำลังรับผลของกรรม คือต้องเห็น ต้องได้ยิน ทางตา ทางหู เป็นต้น
ก็คงไม่ลืมว่าเวลาที่จิตเกิด ก็จะต้องมีสภาพธรรมที่เป็นปัจจัยปรุงแต่ง เกิดร่วมด้วย สภาพนั้นชื่อว่าเจตสิก ใช้คำว่า "เจตสิก" เป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต รู้อารมณ์เดียวกับจิต เพราะฉะนั้นสัมปยุตตธรรมก็จะหมายความเฉพาะ จิตกับเจตสิก เท่านั้น ซึ่งต้องเกิดพร้อมกัน การที่สภาพธรรมหนึ่ง สภาพธรรมใด ต้องเกิดพร้อมกัน โดยอาศัยกันและกัน ก็ชื่อว่าต้องเป็นปัจจัย คือถ้าปราศจากปัจจัยแล้ว แม้จิตซึ่งเป็นสภาพรู้ หรือธาตุรู้ ก็เกิดไม่ได้เลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นปรากฏ ต้องไม่ลืมว่าต้องมีสภาพธรรม ที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เกิดร่วมด้วย ซึ่งปัจจัยก็มีทั้งที่เป็นอดีตและที่เป็นปัจจุบัน เช่น กัมมปัจจัย กระทำสำเร็จแล้วก็จริง แต่ก็สะสมสืบต่ออยู่ในจิต พร้อมที่จะให้ผลคือวิบากจิต ที่เป็นผลของกรรมนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จิตประเภทที่เป็นวิบากก็เกิดขึ้นพร้อมเจตสิก
เพราะฉะนั้นจิตและเจตสิก เมื่อเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน ก็ต้องเป็นชนิดเดียวกันด้วย เช่น ขณะใดที่วิบากจิตเกิดขึ้น ก็จะเกิดพร้อมกับวิบากเจตสิก เป็นสัมปยุตต์จริงๆ แยกกันไม่ได้เลย และก็ต่างกันไม่ได้ด้วย โสภณเจตสิกจะไปเกิดกับอกุศลจิตก็ไม่ได้ ไม่ใช่สัมปยุตต์ หมายความว่าธรรมชาติที่เป็นอกุศล จะไปเกิดกับกุศลไม่ได้
เพราะฉะนั้นสำหรับสัมปยุตตธรรม ก็คงจะได้ทราบตั้งแต่ตอนนี้ว่า ได้แก่ จิต และเจตสิก ซี่งเกิดร่วมกัน โดยต่างก็เป็นสัมปยุตตปัจจัย เป็นนามธรรมซึ่งไม่มีรูปร่างเลย เพราะฉะนั้นจะเข้ากันได้สนิทแค่ไหน สำหรับนามธรรมกับรูปธรรม แม้ว่าเกิดพร้อมกัน แต่ก็ต่างชนิดกัน เพราะฉะนั้นจะเป็นสัมปยุตต์ไม่ได้ ธรรมชาติคนละอย่าง อย่างหนึ่งเป็นสภาพรู้ อีกอย่างหนึ่งไม่ใช่สภาพรู้ เวลาที่จิตเกิดขึ้น ก็ต้องเป็นนามธรรม ส่วนรูป แม้ว่าจะเกิดพร้อมจิต แต่ไม่ใช่นามธรรม เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นปัจจัยอีกประเภทหนึ่ง โดยเป็นวิปปยุตปัจจัย คือขณะใดก็ตาม ที่นามธรรมเกิดร่วมกับนามธรรม เป็นสัมปยุตตปัจจัย แต่ถ้านามธรรม เกิดเพราะรูปธรรมก็ตาม คือไม่ใช่นามธรรมแล้วละก็ ขณะนั้นเป็นวิปปยุตปัจจัย
ที่จริงการที่พูดถึงเรื่องปัจจัยในขณะนี้ ก็เพียงแต่เหมือนเกริ่นๆ ให้ฟัง ว่ามีสภาพธรรมที่เป็นปัจจัย และก็เมื่อกล่าวว่าเป็นปัจจัย ต้องแสดงด้วยว่าเป็นปัจจัยโดยสถานใด เพราะว่าสภาพธรรมทั้งจิตและเจตสิก ละเอียดมาก ถ้าเราเข้าใจถูกต้องตั้งแต่เบื้องต้น ก็จะไม่มีความสับสน เพราะเหตุว่านามธรรม ก็คือนามธรรม จะเป็นรูปธรรมไม่ได้เลย และนามธรรม ที่เกิดร่วมกันเท่านั้น ที่เป็นสัมปยุตตปัจจัย จิตที่เกิดไม่มีสัมปยุตตปัจจัยได้ไหม ถ้าถามย้อนใช่ไหม ว่าจิตกับเจตสิก ต้องเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน และเฉพาะจิตกับเจตสิกเท่านั้น ที่เป็นสัมปยุตตปัจจัย เข้ากันได้สนิท ก็อาจจะเปลี่ยนคำถามว่า จิตเกิดโดยไม่มีสัมปยุตตปัจจัยได้ไหม ก็ต้องตอบว่าไม่ได้ เจตสิกจะเกิด โดยไม่มีสัมปยุตตปัจจัยได้ไหม ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้นขณะใดที่จิตและเจตสิก เกิดพร้อมกัน ต่างก็เป็นสัมปยุตตปัจจัย ซึ่งกันและกัน ที่จะเข้าใจคำว่า "สัมปยุตตธรรม" ไม่ว่าจะในพระสูตรใด หรือพระอภิธรรม ก็ไม่เปลี่ยนความหมาย สัมปยุตตปัจจัย เป็นปัจจัยหนึ่งใน ๒๔ ปัจจัย แต่ถ้ารูปเป็นปัจจัยแก่นาม หรือ นามเป็นปัจจัยแก่รูป ไม่ใช่สัมปยุตตธรรม ไม่ใช่สัมปยุตตปัจจัย แต่ต้องเป็นวิปปยุตปัจจัย เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวถึงจิตที่วิจิตรต่างๆ ทั้งๆ ที่จิตก็เป็นธาตุรู้ หรือเป็นสภาพรู้ จิตไม่ใช่เจตสิกเลย ส่วนเจตสิกมี ๕๒ ประเภท และก็มีลักษณะเฉพาะของเจตสิกนั้นๆ แต่เจตสิกทั้งหมด ก็ไม่ใช่จิต เวลาที่จิตเกิดขึ้น ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วแต่ว่าเป็นจิตประเภทไหน นี่ก็คือการต่างของจิต ในวันหนึ่งๆ ซึ่งต่างกันไป ตามสัมปยุตตธรรม คือเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ก็คงจะไม่มีปัญหา ตอนนี้ไม่ทราบมีท่านผู้ใดสงสัยไหม
วันนี้ทั้งจิตและเจตสิก เกิดขึ้นหลากหลายมาก เช่น จิตเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ตามจำนวน ซึ่งตายตัว หมายความว่า แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเหตุว่าการที่จิตแต่ละขณะจะเกิดขึ้น จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ตั้งแต่น้อยที่สุด จนกระทั่งมากขึ้นตามลำดับ ที่จะทำให้จิตเป็นประเภทต่างๆ กัน เพราะฉะนั้นสำหรับจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย น้อยที่สุด ก็เป็นจิตประเภทที่เป็นผลของกรรม ที่เกิดขึ้นโดยการกระทบกัน ของปสาทกับรูป เช่น เห็น จิตเห็นในขณะนี้ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท น้อยที่สุด ไม่มีน้อยกว่านี้ ไม่มีจิตซึ่งมีเจตสิก เกิดร่วมด้วย เพียง ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ หรือ ๕ หรือ ๖ แต่จะมีเจตสิก ซึ่งเกิดร่วมด้วย อย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท สำหรับจิตได้ยิน ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท เช่นเดียวกัน เหมือนกันเลย แตกต่างกันโดยอารมณ์ นี่คือความหลากหลายของจิต แม้ว่าเป็นจิตประเภทเดียวกัน มีเจตสิกเกิดเท่ากัน แต่ก็ทำกิจต่างกัน และรู้อารมณ์ต่างกันด้วย
เพราะฉะนั้นสำหรับจิตเห็น จักขุวิญญาณ ๒ ดวง ๒ ชนิด หรือ ๒ ประเภทก็ได้ คือกุศลวิบากเป็นผลของกุศลหนึ่ง อกุศลวิบากเป็นผลของอกุศลหนึ่ง ถ้าเป็นผลของกุศลวิบาก ก็ทำให้เห็นสิ่งที่ดี น่าพอใจ ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม ก็เป็นอกุศลวิบาก ทำให้เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทั้ง ๒ นี้ มีเจตสิกเกิดเท่ากัน แต่อารมณ์ต่างกัน เพราะฉะนั้นนอกจากจะมีเจตสิก เกิดเท่ากันแล้ว อารมณ์ก็ยังต่างกันด้วย ทางจมูก ฆานวิญญาณ ซึ่งเป็นสภาพที่ได้กลิ่น หรือว่ารู้กลิ่น กลิ่นก็มีทั้งกลิ่นที่น่าพอใจ และกลิ่นที่ไม่น่าพอใจ ๒ อย่างใช่ไหม ลักษณะของรูป คือ อิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่น่าพอใจ และอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ ทางธรรมใช้คำว่า อนิฏฐารมณ์ เมื่อกลิ่นมี ๒ อย่าง ก็แล้วแต่กรรม ที่จะทำให้ฆานวิญญาณเกิดขึ้น ได้กลิ่นชนิดไหน ถ้าเป็นผลของกุศล กุศลวิบาก ก็ได้กลิ่นที่น่าพอใจ ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม ฆานวิญญาณอกุศลวิบากก็เกิดขึ้น ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจ
ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แต่ว่าต่างกัน เพราะเหตุว่าเป็นจิตที่ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน แต่ว่าเป็นจิตที่ได้กลิ่น หรือรู้กลิ่น ทางลิ้น ก็มีผลของกรรมคือผลของกุศลกรรมหนึ่ง เป็นกุศลวิบาก และผลของอกุศลกรรมหนึ่ง อกุศลวิบากทางลิ้น ก็ทำให้ลิ้มรสที่ไม่น่าพอใจ แต่ว่ากุศลวิบาก ก็ทำให้ลิ้มรสที่น่าพอใจ ก็มีเจตสิกเท่าไหร่ ๗ ประเภท เหมือนกันทุกอย่าง แต่ต่างกันที่อารมณ์ และสำหรับทางกาย ก็มีกุศลวิบาก ซึ่งเป็นผลของกุศลกรรม และอกุศลวิบาก ซึ่งเป็นผลของอกุศลกรรม มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง เหมือนกันอีก แต่ว่าต่างกันที่ว่ารู้สิ่งที่กระทบกาย ที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว
วันนี้มีใครป่วยไข้ เจ็บตรงนั้นตรงนี้ ที่กายบ้างไหม หรือที่ตา หรือที่หู ก็ได้ เพราะเหตุว่ากายปสาทะ ซึมซาบอยู่ทั่วตัว ถ้าไม่มีกายปสาทะ ซึ่งเป็นรูปที่ สามารถกระทบกับ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ก็จะไม่มีจิตที่รู้สิ่งนั้น ซึ่งชื่อว่ากายวิญญาณ ขณะใดที่รู้สิ่งที่กระทบกาย ไม่ว่าจะเป็น เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง เท่ากันหมด แต่ว่าอารมณ์ต่างกัน เพราะฉะนั้นก็เป็นความหลากหลายของจิต ซึ่งเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีเจตสิกเกิดเท่ากัน แต่อารมณ์ที่จิตรู้ก็ต่างกัน และก็ขณะที่ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส เหล่านี้ ก็เป็นผลของกรรม ซึ่งเป็นวิบาก แต่หลังจากนั้นแล้ว กุศลจิต อกุศลจิต ก็เกิด ก็ต่างกันไปอีก ซึ่งสำหรับกุศล และอกุศล ก็จะมีเจตสิกมากกว่า ๗ ประเภท
ผู้ฟัง สมมติว่าได้กลิ่นทุเรียน อันนี้เป็นผลของกุศล หรืออกุศล เพราะบางคนก็หอม บางคนก็เหม็น
ท่านอาจารย์ คุณวีณาอยากได้กลิ่นหรือเปล่า
ผู้ฟัง อยากได้
ท่านอาจารย์ อยากได้กลิ่นประเภทไหน เพราะว่ากลิ่น ก็ต้องมีหลากหลาย
ผู้ฟัง ก็ชอบหอมๆ
ท่านอาจารย์ แล้วก็จะได้อย่างที่ต้องการหรือเปล่า หรือว่าต้องแล้วแต่เหตุปัจจัย
ผู้ฟัง แล้วแต่เหตุปัจจัย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องทราบว่าเรื่องของวิบาก เป็นเรื่องของกรรมที่จะทำให้จิตเห็น จิตได้ยิน หรือว่าจิตได้กลิ่น หรือว่าจิตลิ้มรส หรือว่าจิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย เกิดขึ้น หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะไดตามใจชอบ นอกจากว่าเราคิดว่า เราได้สิ่งที่เราต้องการ แต่ว่าตามความเป็นจริง ถึงแม้ว่าอยากจะได้สิ่งใด ก็จะมีอันเป็นให้ไม่ได้สิ่งนั้น ถ้าไม่ใช่ผลของกรรม ที่จะทำให้วิบากจิตนั้นๆ เกิดขึ้น กรรมทำให้มีทางรับผลของกรรม ๕ ทาง การรับผลของกรรม ก็จะรับทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
ถ้าไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย จะมีทางรับผลของกรรมใดๆ ได้ไหม สำหรับในภูมิที่มีรูป ก็จะต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย สำหรับเห็นรูป ได้ยินเสียงรูป ได้กลิ่นรูป ลิ้มรสรูป รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสซึ่งเป็นรูป แล้วก็เลือกไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมก็คือให้เข้าใจเหตุผล และก็ตามความเป็นจริงคือ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา มิฉะนั้นก็คิดว่ายังมีเรา หรือว่ามีสภาพธรรมหนึ่ง สภาพธรรมใด ซึ่งเป็นตัวตน ที่สามารถจะกระทำได้ แต่ความจริงถ้าเข้าใจละเอียดขึ้น ก็จะเห็นได้ว่าทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งปรากฏเพราะเกิดขึ้น และก็ตามเหตุตามปัจจัย เช่น สัมปยุตตธรรม เป็นต้น อารมณ์มีทั้งอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ถ้าเป็นรูป
เพราะฉะนั้นทุกคนอยากจะมีแต่อิฏฐารมณ์ แต่ว่าถึงเวลาที่อนิฏฐารมณ์กระทบกับปสาทะ ก็จะเป็นปัจจัยให้ อกุศลวิบากจิตเกิดขึ้น รู้อนิฏฐารมณ์นั้น ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรื่องของกายนี่ก็เห็นชัด ไม่มีใครหลีกเลี่ยงการเจ็บไข้ได้ป่วยได้เลย แล้วแต่ว่าถึงกาล ที่จะปวดท้อง หรือว่าปวดฟัน หรือว่าปวดหัว หรือว่าเจ็บตา ก็แล้วแต่ หลากหลายอีกเหมือนกัน การให้ผลของกรรม นี่ก็แล้วแต่เหตุ
ผู้ฟัง ขออนุญาติเรียนถามท่านอาจารย์สุจินต์ พูดถึงนามธรรม ซึ่งเป็นทั้งจิต และเจตสิก ต่างก็เป็นสภาพรู้เหมือนกัน ทั้งจิตและเจตสิก มีความต่างกันตรงไหน ที่เราจะพอสังเกตได้
ท่านอาจารย์ จิต และ เจตสิก เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างเลย แต่ว่าหน้าที่การงาน และลักษณะต่างกัน สำหรับจิตก็เป็นใหญ่เป็นประธาน ในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์ ที่ปรากฏในขณะนั้น และเจตสิกที่เกิดกับจิต ก็มีหน้าที่กิจการงาน และมีลักษณะของเจตสิกนั้นๆ ซึ่งไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นจิตจะเป็นเจตสิกไม่ได้เพราะว่าจิตเป็นแต่เพียงสภาพที่เป็นใหญ่ ในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560