ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
ตอนที่ ๑๕๕๗
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ลักษณะนั้น ไม่ใช่ลักษณะของสติสัมปชัญญะ แต่เข้าใจว่าเป็นสติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้นการศึกษา จึงต้องละเอียด และก็เป็นเรื่องของการละขณะที่กำลังจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องการอะไรถึงทำ หรือว่าเป็นความรู้จากการฟัง แล้วก็ละความไม่รู้ ซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน นั่นเป็นขั้นหนึ่ง แล้วก็รู้ว่าเมื่อมีการอบรมเจริญขึ้น การฟังมั่นคงขึ้น รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม ก็จะเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดระลึกลักษณะของธรรม เพราะว่าปกติเวลาใช้คำว่า "ระลึก" คนก็คิดถึงเรื่องราวต่างๆ ระลึกถึงอดีต ระลึกถึงเรื่องเก่าๆ แต่ว่าที่แปลคำว่า "สติ" เป็นระลึก และสติปัฏฐาน หรือสติสัมปชัญญะ คือการระลึกรู้ ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
เพราะว่าตลอดชีวิต แม้ในขณะนี้ ก็เป็นลักษณะของสภาพธรรม แต่ละลักษณะ รูปก็เป็นรูปที่ปรากฏทางตาอย่างหนึ่ง ทางหูอย่างหนึ่ง ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แต่ละอย่าง และทางใจ ก็มีจิตนานาชนิดเกิดดับ สลับอย่างรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจลักษณะของสติสัมปชัญญะ จะไม่รู้ว่าขณะใดเป็นสมถภาวนา หรือว่าเป็นสติสัมปชัญญะที่เป็นสติปัฏฐาน แต่ว่าถ้าไม่มีความรู้เลย ก็เรียกชื่อผิดอีก ไม่ใช่สมถภาวนา เป็นมิจฉาสมาธิ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นสมถภาวนา เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ เพื่อที่จะให้พุทธบริษัท ในยุคหลังๆ ไม่เข้าใจผิด มิฉะนั้นแล้วก็ต่างคนก็ต่างคิด แต่ก็ไม่ตรงตามลักษณะของสภาพธรรม
ผู้ฟัง โดยความเข้าใจว่า เราก็ไม่ละทิ้งการฟัง เป็นการประพฤติปฏิบัติ ศึกษาธรรมที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมไหม
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจ เป็นสัจจญาณ ก็จะต้องไม่ห่วงเรื่องกิจจญาณเลย เพราะเหตุว่าขณะใดที่ห่วงก็ยังคงเป็นเรา แต่อาศัยจากการฟังเข้าใจขึ้น ก็จะทำให้รู้ว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเพียงเราฟังนิดหน่อย เข้าใจเรื่อง จิต เจตสิก นิดหน่อย แล้วก็จะปฏิบัติ นั่นคือตัวเรา เป็นเรื่องของเรา ที่ต้องการ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องละคลายความไม่รู้ เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมก็เพื่อที่จะละคลายความไม่รู้ไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเป็นสังขารขันธ์ ที่จะปรุงแต่ง ที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิดได้
เพราะฉะนั้นขณะใดที่สติสัมปชัญญะคือสติปัฏฐานไม่ได้เกิด ก็เป็นการแสดงอยู่แล้วว่า สัจจญาณยังไม่พอ หรือว่าแม้แต่สติปัฏฐาน จะเกิดบ้างนิดๆ หน่อยๆ ผู้นั้นก็รู้ว่ายังไม่พอ จะต้องมีปัจจัยคือความเข้าใจสภาพธรรมเพิ่มขึ้น โดยที่ว่าไม่ใช่ไปหวังรอ แต่ว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจเป็นสัจจญาณจริงๆ จะไม่ห่วงกังวลอะไรเลยทั้งสิ้น
ผู้ฟัง ตามที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงธรรมอยู่ส่วนหนึ่งที่ว่า ขณะที่กล่าวถึงพระธรรมให้แยกแยะเอง เพราะว่าในขณะนั้นธรรมจะปรากฏ ไม่มีใครรู้ได้ ส่วนการเรียนศึกษาพระธรรมตามลำดับ ซึ่งเป็นขั้นสัจจญาณ ตามที่ผมเข้าใจ สัจจญาณนั้นจะต้องตรงด้วย แม้กระทั่งถ้าเป็นสมถภาวนา ผมก็ต้องคิดว่าขณะไหน สติที่เป็นขั้นสมถภาวนาเกิด ก็ต้องไม่เข้าใจผิดว่าเป็นขั้นของวิปัสสนา ส่วนขณะไหนที่คิดเรื่องราวของวิปัสสนา ก็ต้องไม่เข้าใจผิดว่าเป็นสมถภาวนา อย่างนี้จะถูกไหม
ท่านอาจารย์ แต่เรากำลังพึ่งเริ่ม ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ค่อยๆ เข้าใจ เพราะเหตุว่าความเป็นเรา ความเป็นตัวตนมากมายมหาศาล มิเช่นนั้นในสมัยที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงปรินิพพาน พวกเราซึ่งก็คงจะเกิดในสมัยนั้นด้วย เพราะว่ามีชีวิตอยู่มาจนถึงสมัยนี้ ก็ต้องหมายความว่าต้องมาแล้ว ก็คงจะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมไป เหมือนท่านที่ได้อบรมเจริญปัญญามาแล้ว
เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจธรรมเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะคิดว่า เท่านี้พอแล้ว เพียงแค่รู้ว่ามีจิต ๘๙ ประเภท และก็มีเจตสิก ๕๒ แล้วก็เจตสิกที่เกิดกับจิต ๑๐ ประเภทเท่านั้น ที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง เท่านี้ก็ยังเพียงแต่เริ่มเงาๆ แต่ก็ยังเป็นเราที่ได้ยิน เป็นเราที่เห็นคนนั้นคนนี้อยู่ แล้วก็มีเรื่องราวซึ่งสะสมสืบต่อมา ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้มากมายหลายเรื่อง แต่เห็นความเป็นอนัตตาว่า ในบรรดาเรื่องราวมากมายหลายเรื่อง ซึ่งสัญญาเจตสิกจำไว้ ก็แล้วแต่ว่าจะเกิดปัจจัยที่จะให้คิดนึกเรื่องอะไร เพราะว่าทุกคนแม้แต่จะคิดเดี๋ยวนี้ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้ ว่าจะคิดอะไร แสดงถึงความเป็นอนัตตาจริงๆ ว่าจิตเกิดดับสืบต่อแต่ละขณะ และมีการสั่งสมสภาพที่ได้ เคยเห็น เคยได้ยิน ต่างๆ มาก็จริง
แต่ก็แล้วแต่ว่าอะไร จะเป็นปัจจัยให้แต่ละคนคิดต่างกัน เวลานี้ทุกคนกำลังคิดต่างกัน ตามการสั่งสม แต่ก็จะได้อบรมต่อไปอีก โดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องปฏิบัติ ไม่ต้องห่วงเรื่องปัญญาข้างหน้าที่ยังอีกยาวไกล เพราะเหตุว่าถ้าการตั้งต้นของเรา ไม่ถูก ไม่มั่นคง ไม่เป็นสัจจญาณแน่นอน แต่ความเข้าใจทุกอย่างต้องชัดเจนถูกต้อง แม้แต่คำว่า "ธรรม" ก็ลืมไม่ได้ หมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นปรากฏ โดยอาศัยเหตุปัจจัย เมื่อเกิดปรากฏแล้วก็ดับไปทุกขณะ ไม่มีอะไรเหลือ นี่คือความจริง
ถ้าเราได้ฟังบ่อยๆ พิจารณาบ่อยๆ เข้าใจเรื่องสภาพธรรมมากขึ้น ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องกิจจญาณ เพราะเหตุว่ามีสัจจญาณที่มั่นคง แต่ถ้าความรู้ของเราไม่พอ ผลก็คือว่า สติสัมปชัญญะก็ไม่เกิด ไม่ใช่สติปัฏฐาน แต่ยังอยากจะให้สติปัฏฐานเกิด เพราะฉะนั้นก็เป็นความต่างกันกับการที่ รู้เหตุ รู้ผล รู้ตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่สะสมมามากมายที่เป็นตัวตน
เพราะฉะนั้นกว่าจะฟังธรรมเข้าใจขึ้น จนกระทั่งกาลใดที่สติสัมปชัญญะเกิด ระลึก คือรู้ลักษณะของสภาพธรรม ที่เรากำลังฟังเรื่องลักษณะของสัญญา เรื่องลักษณะของเวทนา เรื่องลักษณะของจิต มีจริงๆ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลย ทุกขณะมีปัจจัยเกิด ไม่ให้จิตเกิด ไม่ให้เจตสิกเกิด ไม่ได้เลย เพราะว่ามีปัจจัยที่จะต้องเกิดต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นกาลใด ที่สติสัมปชัญญะเกิด ก็รู้ว่าสัจจญาณก็มี พอที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิด แต่ถ้าขณะใดที่สัจจญาณไม่พอ ที่จะให้สติสัมปชัญญะเกิด ก็เป็นเราที่อยาก ก็แสดงว่าสัจจญาณของเราไม่มั่นคง
ผู้ฟัง ขออนุญาตกลับไปที่เจตสิก ตัวเวทนา ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันว่าการที่จะเข้าใจเวทนา ที่เป็นทุกขเวทนากับโทมนัสเวทนา อันนี้นอกเหนือจากปัญญาแล้ว จะมีวิธีการที่จะแยกได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ธรรมมี จะรู้ จะเข้าใจ ได้อย่างไรถ้าไม่ฟัง อันนี้แน่นอนที่สุด ต้องเป็นปัญญาที่สำเร็จ จากการได้ยินได้ฟัง ไม่ใช่เพียงแต่ได้ยิน แต่จะต้องฟังด้วยความเข้าใจ ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง สำหรับโทมนัสเวทนากับทุกขเวทนา เป็นชีวิตประจำวันตามปกติ คุณวีระเคยเสียใจไหม
ผู้ฟัง เคยเสียใจ แล้วก็บางที ก็รู้สึกเจ็บตัวด้วย
ท่านอาจารย์ ไม่พร้อมกันแน่ เสียใจโดยไม่เจ็บตัวมีไหม โกรธมีไหม
ผู้ฟัง โกรธมี
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นทุกข์กายตรงไหนหรือเปล่า เจ็บปวดตรงไหนหรือเปล่า
ผู้ฟัง เจ็บหัวใจ
ท่านอาจารย์ ถ้าเจ็บหัวใจ เป็นกายวิญญาณ ไม่ใช่โทมนัสเวทนา ต้องแยก เรื่องของกายทั้งหมด ที่มีกายปสาทะ ซึมซาบอยู่ทั้งภายในภายนอก ถ้ารู้สึกเป็นทุกข์เมื่อไหร่ จะเพียงเจ็บ คัน ปวด อะไรก็แล้วแต่ จะตรงส่วนหนึ่งส่วนใดก็ได้ ขณะนั้นเป็นทุกขเวทนา เป็นทุกข์ที่เกิดกับกายวิญญาณ แม้พระอรหันต์ทั้งหลายก็มี แม้ว่าท่านจะไม่มีโทมนัสเลย แต่ทุกข์กายก็มี เพราะฉะนั้นต้องแยกกัน เพราะว่าบางคน กายไม่เป็นทุกข์เลย ทุกอย่างเพียบพร้อมหมด มีความสุขที่ดูแล้วก็เหมือนสมบูรณ์ ทางตา หู จมูกลิ้น กาย ไม่เดือดร้อน แต่ใจเป็นทุกข์มาก ไม่เคยพอใจใครเลยสักคน อย่างนั้นก็เดือดร้อนมาก
ผู้ฟัง เจ็บหัวใจกับเจ็บใจนี่ คนละทีกันใช่ไหม คือเจ็บหัวใจนี่ อาจจะเนื่องมาจากเจ็บใจก่อน แล้วถึงเจ็บหัวใจ
ท่านอาจารย์ ขณะใดที่เกี่ยวกับกายทั้งหมด เป็นความรู้สึกที่เป็นทุกข์ ขณะนั้นต้องเป็นกายวิญญาณ ต้องอาศัยกาย ความรู้สึกนั้นจึงจะเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเป็นโทมนัสหรือความเจ็บใจที่ว่า หมายความว่าไม่ใช่เจ็บหัวใจ ที่คุณกฤษณาว่า เป็นความรู้สึกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นโทมนัสเวทนา
ผู้ฟัง สำหรับวิตกเจตสิก หรือที่เราเรียกกันในภาษาไทยว่า วิตก แต่วิตกในภาษาไทย ความหมายก็จะเป็นในทำนองว่า เป็นห่วง หรือว่ากังวล แต่วิตกเจตสิก ในความหมายของทางธรรมนี่จะกว้างขวางกว่านี้ เพราะว่าหมายถึงสภาพธรรมที่ตรีกหรือจรดในอารมณ์นั่นเอง ก็คือสภาพธรรมที่ตรึกหรือจรดในอารมณ์ ที่ผัสสเจตสิก ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันนั้น กระทบนั่นเอง
ท่านอาจารย์ กำลังวิตกหรือเปล่า แค่ฟังเรื่องของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ควรที่จะได้ เข้าใจเรื่องนั้นถ่องแท้จริงๆ ขณะนี้วิตกหรือเปล่า วิตกเรื่องหนึ่งเรื่องใด ตามพระสูตร หรือว่าวิตกเจตสิก เกิดกับจิตทุกขณะ ที่ไม่ใช่จิต ๑๐ ดวง เป็นความละเอียด ที่จะต้องเข้าใจ ถ้าโดยนัยยะของพระสูตร ก็ทรงแสดง สิ่งที่เราสามารถที่จะเข้าใจได้ ว่าวิตกเกิดกับจิต ที่ไม่ใช่จิต ๑๐ ดวง ที่เป็นวิบาก คือ จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ขณะหลับสนิท วิตกเจตสิกเกิดหรือเปล่า ต้องเกิด คือธรรมเป็นเรื่องตรง และเป็นเรื่องที่ลืมไม่ได้
เพราะฉะนั้นเวลาที่ตื่นขึ้น ไม่ใช่ภวังค์แล้ว มีวิตกเจตสิกไหม เพราะว่าขณะที่ตื่น ยังไม่ทันเห็น อย่าลืม เพราะว่าการที่จิต จะไม่ใช่ภวังตจิต ก็คือจะรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใด คืออาจจะรู้อารมณ์ทางตา คือเห็น หรืออาจจะได้ยินเสียงทางหู อาจจะได้กลิ่น ก็แล้วแต่ หรือว่าอาจจะคิดนึก ซึ่งทั้งหมด ที่อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้น ไม่ใช่ภวังคจิตแต่เป็นวิถีจิต เพราะฉะนั้นวิถีจิตแรก ไม่ใช่ จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ๑๐ ดวง
เพราะฉะนั้นจิตขณะแรก ที่เกิดต่อจากภวังคจิต ต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นสภาพธรรมด้วย ที่ไม่โดดเด่น ก็เพราะเหตุว่า เป็นสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกัน และก็เป็นนามธรรม และก็อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ชั่วขณะเดียว คือหนึ่งขณะจิต ที่เร็วมาก และก็ดับไป แต่ว่าจากการที่ทรงตรัสรู้ ก็ได้ทรงแสดงความละเอียดให้เห็นว่า แม้ว่าขณะที่กำลังหลับสนิท วิตกเจตสิก ต้องต่างกับขณะที่ตื่น เพราะเหตุว่าวิตกเจตสิก ขณะที่หลับ ก็จะต้องตรึก จรดในอารมณ์ของภวังคจิต คือจิตที่กำลังหลับสนิทก็ต้องมีอารมณ์ด้วย แม้ว่าอารมณ์นั้นไม่ปรากฏ แต่ว่าเมื่อเป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจการงาน ไม่ใช่จิต ๑๐ ดวง ที่เป็นวิบากนั้น ก็ต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย
เมื่อภวังคจิตคือภวังคจลนะไหว เริ่มที่จะสิ้นสุดกระแสภวังค์ และก็เมื่อภวังคจลนะไหว ดับไปแล้ว ภวังคุปัจเฉทะก็เกิดขึ้น ใช้ชื่อว่าไหว ก็อย่าไปคิดว่าเป็นรูปร่างอะไร เพียงแต่ว่า ใกล้ที่จะทิ้ง หรือว่าไม่มีอารมณ์ของภวังค์ เพราะว่าจะรับรู้อารมณ์อื่น ทางตาหรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นเมื่อภวังคุปัจเฉทะคือกระแสภวังค์สุดท้ายดับ จิตต่อไป ต้องเป็นวิถีจิต คือต้องอาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ์ แต่ว่าจิตขณะแรกที่เป็นวิถีจิต คงไม่ลืม ว่ามี ๒ ดวง ทางตา หู จมูก ลิ้นกาย เป็นปัญจทวาราวัชชนจิต โดยชื่ออาวัชชนะศัพท์ว่า รำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบกับทวารหนึ่งทวารใดใน ๕ ทวาร
ถ้าเราใช้ภาษาและเราก็ยังคงติดในความหมายเดิมๆ ที่เราเข้าใจ ก็จะทำให้คิดว่ารำพึง ต้องยาวมาก แต่ชั่วขณะจิตหนึ่งที่รู้สึกตัว แล้วก็รู้ว่าอารมณ์กระทบทวารไหนขณะนั้นยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน แต่ว่าเป็นจิตที่ทำอาวัชชนกิจ คือรู้ว่าอารมณ์กระทบทวาร ขณะนั้นถ้าเป็น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นปัญจทวาราวัชชนจิต เรียกรวม แต่ถ้าแยกก็แยกได้ เป็นจักขุทวาราวัชชนะจิตถ้าเป็นทางตา โสตทวาราวัชชนจิตถ้าเป็นทางหู ถ้าทางจมูกก็เป็นฆานทวาราวัชชนจิต ถ้าเป็นทางลิ้นก็เป็นชิวหาทวาราวัชชนจิต ถ้าเป็นทางกา ก็เป็นกายทวาราวัชชนจิต
นี่ก็เป็นจิตหนึ่งขณะ สั้นมาก ขณะนี้มีไหม อาวัชชนจิต ต้องเกิดก่อนจิตเห็น จิตได้ยิน ปัญจทวาราวัชชนจิต จะต่างกับจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ จึงต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย ที่จะรู้อารมณ์ที่กระทบโดยที่ไม่เห็น เพราะว่าขณะที่เห็น เป็นขณะที่ประจวบกันของสิ่งที่ปรากฏทางตากับจักขุปสาทรูป แล้วก็ปัจจัยอื่นที่จะทำให้มีการเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาชั่วขณะ ที่จักขุปสาทรูป
เวลาที่ศึกษาเรื่องของจิต เราก็อาจจะศึกษาว่าจิตนั้นเกิดที่ไหนด้วย เพื่อความเข้าใจละเอียดในความเป็นธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ ในขณะที่กำลังเห็นจะมีใครทราบไหมว่า จักขุวิญญาณ เกิดที่จักขุปสาทและก็ดับที่จักขุปสาท แต่ก่อนจักขุวิญญาณ ภวังคจิต ไม่ได้อาศัยจักขุปสาทหรือปสาทใดเลย เพราะฉะนั้นไม่ได้เกิดที่ปสาทรูปทั้ง ๕ แต่เกิดที่หทัยวัตถุ ซึ่งเป็นที่เกิดของจิตอื่นทั้งหมด ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ เว้นจิต ๑๐ ดวง
ซึ่งใน ๑๐ ดวง จักขุวิญญาณ จิตเห็นต้องเกิดที่จักขุปสาทรูป โสตวิญญาณ จิตได้ยินก็เกิดที่โสตปสาทรูป เวลาได้กลิ่น จิตที่ได้กลิ่นก็เกิดที่ฆานปสาทรูป และก็ดับที่นั่นด้วย จิตลิ้มรส จะรู้รสที่อื่นนอกจากลิ้นได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตที่ลิ้นก็ต้องเกิดที่นั่น และก็รู้อารมณ์ที่นั่นด้วย เพราะฉะนั้นจิตต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นจิต ๑๐ ดวงที่เห็นจริงๆ ได้กลิ่น และก็ได้ยิน และก็รู้รส และก็รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ต้องอาศัยวิตกเจตสิกเลย ไม่ต้องอาศัยเจตสิกอื่นทั้งหมด เพียงแค่เจตสิก ๗ ดวง ก็เป็นปัจจัยที่จะให้จิตเหล่านี้เกิดขึ้น ทำกิจการงาน พร้อมกับจิตเห็น จิตได้ยิน เหล่านี้เป็นต้น
แสดงให้เห็นว่า เป็นเรื่องของการที่กรรม ทำให้มีการรู้สิ่งที่ปรากฏชั่วขณะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แล้วก็ดับไป แต่ว่าจิตที่รู้อารมณ์สืบต่อ ก็สืบต่อ นอกจากทางทวารนั้นๆ แล้วก็ยังเป็นทางมโนทวาร ทางใจ เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ จากเพียงสิ่งที่ปรากฏและดับไป ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ยังจำได้เพราะฉะนั้นจิตอื่นทั้งหมด จึงต้องอาศัยวิตกเจตสิก ซึ่งโดยนัยของพระสูตร ก็แสดงให้เห็นถึง วันหนึ่งๆ เราคิดถึงอะไร คิดถึงญาติพี่น้อง คิดถึงบ้าน คิดถึงเรื่องธุรกิจ คิดถึงเรื่องการงานต่างๆ ก็จะไม่พ้นจากวิตกเจตสิก เพราะเหตุว่าขณะนั้น ไม่ใช่จิตเห็น ไม่ใช่จิตได้ยิน ไม่ใช่จิต ๑๐ ดวง
ผู้ฟัง ขณะที่เป็นภวังค์ มีเจตสิกเกิดไหม
ท่านอาจารย์ จิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้
ผู้ฟัง ถ้าเป็นภวังค์แล้ว เจตสิกจะเป็นดวงไหน
ท่านอาจารย์ แล้วแต่ว่าปฏิสนธิจิต เป็นจิตประเภทไหน ก็มีเจตสิกประกอบหรือเกิดร่วมด้วย ตามประเภทของปฏิสนธิจิตอย่างนั้น ถ้าเกิดในอบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะตัวใหญ่ ตัวเล็ก แค่ไหน เป็นยุง เป็นช้าง ก็ตามแต่ ปฏิสนธิจิต ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย น้อยมาก แต่ถ้าเป็นภูมิอื่น ก็จะมีเจตสิกเกิดเพิ่มมากขึ้น
ผู้ฟัง เรื่องวิตกเจตสิก ว่าจรดหรือตรึกในอารมณ์ เหมือนเท้าของโลก เขาทำให้โลกก้าวไป ขอขยายคำว่าโลก แล้วก็เหมือนเท้าของโลกอย่างไร ทำให้โลกก้าวไปอย่างไร
ท่านอาจารย์ โลกคือสภาพธรรมที่เกิดดับ ก็ได้แก่ จิต เจตสิก นั่นเอง ถ้าไม่มีจิตเจตสิกโลกก็มีไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่า โลกนี้มีอย่างนี้ ถ้ามีแต่เพียงรูปธรรมไม่มีนามธรรม สภาพธรรมใดๆ ก็ไม่ปรากฏ
ผู้ฟัง อาจารย์หมายความถึงว่า วิตกมันก็เหมือนเท้าของ จิต เจตสิก คือสภาพธรรมที่สัมปยุตด้วย ทำให้สภาพธรรมที่สัมปยุต คือเกิดร่วมด้วยนั้น ดำเนินไป หรืออย่างไร คำว่า โลก
ท่านอาจารย์ ขณะที่กำลังคิดทุกๆ คำ ไม่ใช่ จิตเห็น จิตได้ยิน เพราะฉะนั้นก็ต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วแต่ว่าขณะนั้น เป็นจิตที่เกิดทางปัญจทวาร หรือเกิดทางมโนทวาร ซึ่งต่อไปเราจะค่อยๆ พูดถึง เพราะตอนนี้เราก็พูดถึงตอนที่เป็นภวังคจิต ยังไม่รู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดเลย เพราะฉะนั้นจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง และเวลาที่ตื่นขึ้นก็จะต้องเป็นวิถีจิตที่ต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด ถ้าอาศัยรูป คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะมีจิตที่เป็นวิถีจิตแรกก่อนจิตอื่นคือปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งแยกเป็นทวารก็ได้
ในเมื่อไม่ใช่จิต ๑๐ ดวงนั้น ซึ่งเป็นวิบากจิต ที่เป็นทวิปัญจวิญญาณ ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง ซึ่งเราจะกล่าวถึงทีละหนึ่งประเภท เช่น กล่าวถึงเรื่องของวิตกเจตสิก ซึ่งเกิดร่วมด้วยกับจิต ซึ่งไม่ใช่จิต ๑๐ ดวงนั้น และก็ลักษณะของวิตกเจตสิก ก็เป็นสภาพที่ ตรึกหรือจรด เช่น เวลาที่ปัญจทวาราวัชชนจิตเกิด ไม่เห็น แต่ว่าต้องตรึกถึงอารมณ์ที่กระทบ เพราะฉะนั้นขณะนั้นจึงมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่เวลาที่เห็น ไม่ต้องตรึกเลย เป็นจิตที่ทำทัศนกิจ คือมีหน้าที่เห็นเท่านั้นเอง
ในคราวก่อนก็เป็นเรื่องของความวิจิตรของจิต ซึ่งจะเห็นได้ว่าจิต วิจิตรต่างๆ กันอยู่ทุกขณะ แม้ในขณะนี้เอง ขณะที่เห็นก็เป็นจิตขณะหนึ่ง ขณะที่ได้ยินก็เป็นจิตอีกขณะหนึ่ง เพราะฉะนั้นจิตก็จะหลากหลายโดยอารมณ์ต่างๆ ที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ และในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงเรื่องความหลากหลายของจิต ซึ่งเพราะเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วย เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าขณะหนึ่งๆ ที่จิตเกิดมีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ ก็เป็นความจริงใช่ไหม
ธรรมที่ได้ฟัง พร้อมที่จะให้พิสูจน์ ว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ว่า จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ แต่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงตรัสรู้ได้ทรงแสดงโดยละเอียด ไม่เว้นจิตเลยแม้หนึ่งขณะ ทรงแสดงว่าจิตขณะหนึ่งที่เกิดเป็นชาติอะไร เป็นกุศลหรืออกุศลซึ่งเป็นเหตุ เป็นวิบากที่เป็นผล หรือว่าเป็นกิริยาจิตซึ่งไม่ใช่เหตุและไม่ใช่ผล นอกจากนั้นก็ยังทรงแสดงเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ซึ่งในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงจิต ซึ่งทุกคนสามารถที่จะรู้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ในขณะนี้ จิตเห็นรู้ได้ไหมกำลังมีและก็ทราบต่อไป ว่าจิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ซึ่งคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงแล้ว
และก็ก่อนที่จะกล่าวต่อไป ก็คงจะต้องทบทวน เรื่องชื่อของเจตสิก ๗ ดวงด้วย เพื่อท่านผู้ฟังจะได้ทบทวนแล้วก็ผู้ที่มาใหม่ก็จะได้เข้าใจด้วย จิตเห็นขณะนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวงและจิตเกิดขึ้นและก็ดับไปอย่างรวดเร็วมาก ไม่มีใครรู้เลย แต่ว่าจิตเห็น ขณะนี้เหมือนปรากฏว่าเห็นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยเพราะกำลังเห็นนี่คิดหรือเปล่า คิด เพราะฉะนั้นจิตเห็น จะเป็นจิตคิดไม่ได้ และจิตคิด ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง ไม่ได้ นี่คือความหลากหลายของจิต ซึ่งวิจิตรตามเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560