ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
ตอนที่ ๑๕๒๔
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องทราบว่าเมื่อเหตุมี ๒ คือกุศลกรรม และอกุศลกรรม วิบากก็ต้องมี ๒ คือกุศลวิบาก เป็นผลของกุศลกรรม และอกุศลวิบาก เป็นผลของอกุศลกรรม วิบากมี ๓ ได้ไหม มี ๓ ประเภท ๓ ชนิดได้ไหม ในเมื่อกรรมมี ๒ กรรมมี ๒ ไม่ว่าจะเป็นวิบากใดๆ ทั้งสิ้น ก็ต้องเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบากเท่านั้น เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังเห็น เมื่อสักครู่นี้ทุกคนก็ตอบได้ว่า เป็นวิบากเป็นผลของกรรม ก็ต้องแล้วแต่ว่าขณะนี้เป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก ขณะได้ยินเป็นผลของกรรม เป็นวิบาก มีกี่ชนิด มีกี่ดวง ๒ จิตได้ยินมี ๒ คือได้ยินเสียงที่ไม่ดี เป็นอกุศลวิบาก ถ้าได้ยินเสียงที่น่าพอใจ เป็นกุศลวิบาก ทุกคนก็อยากจะมีชีวิตที่มีกุศลวิบากตลอด ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แต่ลืมคิดถึงการกระทำใช่ไหม ถ้ากระทำอกุศลมากๆ แล้วเวลาที่อกุศลกรรมให้ผล แล้วก็อยากได้กุศลวิบาก ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นถ้าต้องการกุศลวิบาก ไม่ว่าจะเป็นทางตาเห็นสิ่งที่ดี ทางหูได้ยินเสียงที่ดี ทางจมูกได้กลิ่นที่ดี ทางลิ้นก็ลิ้มรสที่ดี ทางกายก็รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสที่ดี ต้องเป็นผลของกุศลกรรม คนอื่นจะทำให้ไม่ได้เลย มารดา บิดา พี่น้อง มิตรสหาย หรือแม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่สามารถที่จะบันดาลให้วิบากเกิดขึ้นกับใครได้ นอกจากว่าต้องเป็นผลของกรรมของแต่ละคน เพราะฉะนั้นที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ กิเลสวัฏ เป็นปัจจัยให้เกิดกัมมวัฏ กัมมวัฏเป็นปัจจัยให้เกิดวิปากวัฏ กิเลส กรรม วิบาก ถ้าไม่มีกิเลส ก็ไม่มีกรรม ไม่มีการกระทำใดๆ เลยทั้งสิ้น ถ้าไม่มีกรรม ผลของกรรมก็ไม่มี และตั้งแต่เกิดจนตายก็วนเวียนอยู่อย่างนี้แหละ ที่เราใช้คำว่าสังสารวัฏ การท่องเที่ยว วนเวียน เพราะมีตาเห็น มีหูได้ยิน มีจมูกได้กลิ่น มีลิ้นลิ้มรส มีกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีใจคิดนึก
วันนี้ท่องเที่ยวไปทางไหนบ้าง มีอยู่แค่นี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ท่องเที่ยวไปทางไหนบ้าง จากตาก็ไปหาหู จากหูก็ไปหาจมูก จากจมูกก็ไปหาลิ้น จากลิ้นก็ไปหากาย ไม่เกินกว่านี้เลย ๖ ทาง ทางที่จิตจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ เมื่อมีจิตเป็นสภาพรู้ ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นจิตกับอารมณ์ต้องคู่กัน เมื่อมีจิตแล้วจะไม่มีอารมณ์ไม่ได้ และจิตประเภทต่างๆ ก็มีอารมณ์ตามจิตประเภทนั้นๆ มีท่านผู้ใดสงสัยในเรื่องกิเลส กรรม วิบากไหม เพราะเรากำลังพูดถึงเรื่องจิต ๔ ชาติ กุศล อกุศล วิบาก กิริยา
ผู้ฟัง สงสัยตรงที่ว่าวิบากเหมือนกับว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกุศลกับอกุศล จะเป็นอย่างไร บางครั้งเราก็อยากให้ดี แต่ก็ไม่ดี เหมือนกับว่าต้องเป็นผลของกรรมอีกหรืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ในครั้งที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพาน บุคคลที่ไปเฝ้าฟังธรรม ได้สะสมอบรมความรู้ความเข้าใจในเรื่องสภาพธรรมมาก เมื่อพระองค์ตรัสเทศนา เช่น เทศนากับนายนันทโคบาล เขาสามารถที่จะเข้าใจทุกอย่างที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ แต่ว่าเราห่างเหินพระธรรมคำสอนมานาน แล้วก็เราไม่ได้อยู่ในยุคสมัยที่จะมีโอกาสได้เฝ้าได้ฟังธรรม เพราะเหตุว่าบุคคลที่พร้อมที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ก็ย่อมมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ และก็ได้ตรัสรู้ธรรม แต่ว่าเมื่อกาลสมัยผ่านมาจนถึงเดี๋ยวนี้ แม้แต่เรื่องชาติของจิตคือกุศล อกุศล วิบาก กิริยา และก็จิตประเภทอื่นๆ อีกมาก เราก็จะต้องค่อยๆ เรียงตามลำดับ หรือว่าค่อยๆ เข้าใจ ซึ่งถ้าจะกล่าวถึงจิตก็จะไม่พ้นจากเรื่องของกิเลส เรื่องของกรรม เรื่องของวิบาก แต่ในการที่เรากล่าวถึงก่อนในตอนนี้ ก็เพราะเหตุว่าทุกคนก็จะได้ทราบว่า ชีวิตจริงๆ ขณะนี้พอพูดถึงชาติ ก็เป็นสิ่งซึ่งมีจริงๆ และกำลังปรากฏ แต่ว่าพระธรรมจะทรงแสดงไว้โดยละเอียดถึงลักษณะของจิต ซึ่งจะตอบคำถามของคุณบุษบงรำไพ ในเรื่องของการที่จะทำให้กุศลเกิดขึ้นได้ไหม อกุศลเกิดขึ้นได้ไหม แล้วก็วิบากจะเกิดขึ้นได้ไหม ในเมื่อเรากล่าวว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
คำใดที่ตรัสไว้ ไม่เป็นสอง นี่คือการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำต้องตรง เพราะว่าไม่ใช่เพียงคิด ไตร่ตรอง แต่เป็นการประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมทุกอย่าง พร้อมทั้งเหตุและผล ทั้งเหตุในอดีตด้วย ไม่ทราบว่าจะทำให้กุศลเกิดได้จริงๆ หรือเปล่า ลองคิดดู ถ้าทำได้วันนี้ไม่ต้องมีอกุศลใช่ไหม แต่เพราะเหตุว่าจิตแต่ละขณะไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น การเกิดของแต่ละคนที่เกิดมาแล้ว ใครทำให้เกิด แม้แต่เพียงจิตขณะแรกที่เกิด ก็ไม่มีเราหรือใครที่สามารถจะทำได้ แต่ว่าเพราะจิต เป็นนามธาตุ เป็นสภาพรู้ ซึ่งเกิดดับสืบต่อแสนโกฏิกัปมาแล้ว ลองคิดถึงแต่ละคนทำไมถึงมีอุปนิสัยต่างๆ กัน ทั้งๆ ที่อาจจะเกิดมาพร้อมกันวันเดียวกัน เป็นลูกแฝดก็ได้ แต่ว่าการสะสมของทั้งสองคนก็ยังต่างกันตามการสะสม
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้จริงๆ ว่าจิตเป็นสภาพธรรมที่มองไม่เห็นเลย ไม่มีรูปร่าง แต่ว่ามีความสามารถ เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่รู้ เป็นกุศลก็ได้ เป็นอกุศลก็ได้ เป็นวิบากก็ได้ แต่ไม่ใช่คนหนึ่งคนใดจะทำ แต่เป็นโดยสภาพธรรมของจิตนั้นๆ เพราะฉะนั้นเราคงจะไม่ต้องย้อนไปถึงอดีตแสนโกฏิกัปนานมาแล้ว เพราะว่าถ้ามีวันนี้ ใครก็บังคับจิตให้เกิดไม่ได้ และจิตที่เกิดขณะนี้จะไม่ให้ดับก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีการสิ้นชีวิต คือจุติจิตเกิด จะไม่ให้ปฏิสนธิเกิดสืบต่อเป็นไปไม่ได้ ถ้าใครทำได้ก็หมายความว่าขณะนี้จิตกำลังเกิดและดับ ไม่ให้จิตต่อไปเกิดต่อ มีใครทำได้ ขณะนี้จิตกำลังเกิดดับสืบต่อทีละหนึ่งขณะ ถ้าใครสามารถทำได้ ก็คือว่าจิตขณะที่ดับไปไม่ให้มีจิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ทำได้ไหม ไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า แต่ละภพแต่ละชาติไม่เคยขาดจิต และถึงแม้ว่าจะสิ้นชีวิตไปแล้ว แต่ว่าถ้ามีกรรม ก็จะทำให้วิบากทำหน้าที่ปฏิสนธิเกิดสืบต่อจากจุติจิต เป็นบุคคลใหม่ตามกรรมที่เป็นปัจจัยให้เกิดเฉพาะชาตินั้นชาตินั้น ชาติก่อนต้องมี เหมือนกับเมื่อวานนี้ก็มี จิตขณะก่อนนี้ก็มี เพราะว่าจิตเป็นอนันตรปัจจัย เป็นสภาพธรรมที่มีความสามารถที่ว่าเมื่อจิตนั้นดับไปแล้ว จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นสืบต่อ ไม่ขาดสายเลย เว้นจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์เตรียมได้เลยใช่ไหม อย่างไรก็ต้องตาย แล้วก็ต้องเกิด แต่ก็เลือกไม่ได้ คำว่าอนัตตานี่แน่นอนที่สุด เลือกไม่ได้ว่าเราจะให้กรรมไหนให้ผล เพราะว่าชาตินี้เราก็ทำกรรมมามาก แต่ว่าเวลาที่เราจะจากโลกนี้ไป ทุกคนคงหวังจะให้กุศลกรรมให้ผล แต่ว่าแล้วแต่กรรม เป็นอกุศลกรรมก็ได้ ถ้าไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่มีสัตว์เดรัจฉาน ที่เรามองเห็น เป็นนก เป็นปลา เป็นไก่ เป็นเต่า เป็นอะไรทั้งหมด
การเกิดอย่างนั้นเป็นผลของอกุศลกรรม ในภูมิที่เราสามารถมองเห็น คือในโลกมนุษย์ก็ยังมีสัตว์เดรัจฉาน แสดงให้เห็นถึงผลของกรรมที่ต่างกัน แต่จริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้เพียงแต่ทำให้เกิดเป็นสัตว์กับมนุษย์เท่านั้น ยังเกิดในนรกก็ได้ เกิดเป็นเปรตก็ได้ เกิดเป็นอสุรกายก็ได้ นี่เป็นผลของอกุศลกรรม เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถจะบังคับ คือกุศลจะให้เกิดก็ไม่ได้ อกุศลให้เกิดก็ไม่ได้ วิบากให้เกิดก็ไม่ได้ แล้วแต่ขณะนั้นมีปัจจัยที่สภาพธรรมใดจะเกิดก็เกิด
ผู้ฟัง จิตที่วิจิตร สิ่งที่อยากจะรู้ในปัจจุบันยังไม่พอ อยากจะรู้ถึงแม้กระทั่งอดีตเหตุปัจจัยเป็นอย่างไร และก็อยากจะรู้อนาคตเป็นอย่างไร ตรงนี้เป็นจิตประเภทไหน
ท่านอาจารย์ เป็นโลภมูลจิต ไม่ใช่กุศล แค่คิดอย่างนี้ด้วยความต้องการก็เป็นโลภะ
ผู้ฟัง แล้วก็เป็นตัวตนด้วยใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง มีใครอยากรู้ชาติก่อนบ้างไหม คงหลายคน
ผู้ฟัง ก่อนหน้านั้นก็อยากรู้ แม้กระทั่งเสียเงินเสียทอง ก็ยังไปดูดวง นั่นก็คือจิตก็เป็นอย่างนี้ ไปๆ มาๆ คิดไปคิดมา ก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าเหตุปัจจัยอะไรจึงมาเป็นทุกวันนี้ แล้วต่อไปในอนาคตจิตนี้จึงไม่พอ
ท่านอาจารย์ ยังปรารถนาจิตให้เกิดไปด้วยเรื่อยๆ ไม่มีที่สุดใช่ไหม มีใครต้องการที่จะหยุดพอแล้ว ไม่ต้องเห็นอีก ไม่ต้องได้ยินอีก ไม่ต้องคิดนึกอีก นั่นคือความสงบจริงๆ พ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างที่จะต้องเดือดร้อนเพราะต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องคิดนึกเรื่องที่เห็น เรื่องที่ได้ยิน เรื่องร้ายๆ ก็มี เรื่องดีๆ ก็มี คิดไปตลอดชีวิตแล้วก็จบ แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือ แต่ว่าตามความเป็นจริงคำถามก่อนที่ว่า อยากรู้ชาติก่อนไหม อยากใช่ไหม ชาตินี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้า ชัดเจน เคยทำอะไรที่ไหน เคยนั่งที่นี่ตรงนี้ วันนี้ฟังพระธรรม ถ้าเกิดชาติหน้าสามารถจะระลึกได้ ก็คือรู้ว่านี่คืออย่างนี้ แล้วก็ชัดมากไม่ต้องไปถามใคร เพราะว่าคนอื่นเขาก็บอกเราไม่ได้ละเอียดอย่างนี้ใช่ไหม แต่ว่าจริงๆ แล้วการที่จะรู้ถึงอดีตซึ่งผ่านไปแล้ว สามารถจะรู้ได้ด้วยปัญญาระดับหนึ่ง ซึ่งยากที่จะถึง
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมเป็นเรื่องเหตุกับผลจริงๆ ที่เราจะไม่ถูกหลอก โดยที่ว่าถ้าใครมาทำนายทายทักบอกว่า ชาติก่อนคนนี้เคยเป็นทหาร ทำสงครามเก่งมาก อยู่ดีๆ ลืมตาอยู่อย่างนี้ก็มาบอก หรืออาจจะหลับตาไปหน่อย แล้วก็มาบอกว่าคนนี้เป็นอย่างนี้ คนนั้นเป็นอย่างนั้นเชื่อหรือ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เชื่อง่ายเลย แต่ทุกอย่างต้องมีเหตุและผล อิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ การที่จะระลึกชาติ หรืออะไรต่างๆ เป็นสิ่งที่มีได้แต่ยากมาก แล้วก็ต้องเป็นเหตุที่สมควรแก่ผล ถ้าเหตุไม่สมควรแก่ผล ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะเหตุว่าต้องเป็นเรื่องของจิตอีกระดับหนึ่ง เพราะว่าจริงๆ แล้ว คราวก่อนเราพูดถึงเรื่องชาติของจิต มี ๔ ชาติก็คงพอจะเข้าใจได้ จะเห็นได้หรือยังว่าอนัตตาจริงๆ คือได้ยินได้ฟังอะไรไตร่ตรอง แล้วก็ให้มีความมั่นใจว่าไม่มีตัวตน ไม่มีเรา แต่ว่าเป็นธรรมทั้งหมด คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเป็นจิต เจตสิก รูป และรูปก็ไม่ใช่สภาพที่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นการที่รูปจะเคลื่อนไหวไปได้ ก็เพราะเหตุว่ามีจิต แต่ถ้าไม่มีจิตแล้วรูปก็เคลื่อนไหวไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็ต้องแยกลักษณะของนามธรรมและก็รูปธรรมออกจากกัน แล้วก็เป็นเรื่องของจิต ๔ ชาติ ก็ให้มั่นใจจริงๆ ว่าเป็นอนัตตา ทุกคนปรารถนาสิ่งที่ดี แต่ต้องขึ้นอยู่กับเหตุ ถ้าเหตุไม่ดี ผลที่ดีก็เกิดไม่ได้
ผู้ฟัง ที่บอกว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน จิตเกิดและเจตสิกก็สัมปยุตต์ จิตเป็นประธานของรูปด้วยหรือไม่ สมมติว่าเราต้องการที่จะหยิบอะไร จิตมีความต้องการให้ไปหยิบของมา อันนี้จะนับว่าจิตเป็นประธานของรูปด้วยหรือไม่
ท่านอาจารย์ เป็นประธานของธรรมที่เกิดร่วมกัน คือนามธรรมที่เกิดร่วมกัน คุณวิจิตรอยู่ตรงนั้น แล้วก็รูปนี่อยู่ตรงนี้ จิตคุณวิจิตรจะเป็นประธานของรูปนี้ไหม
ผู้ฟัง จิตสั่งให้เดินไปทางซ้าย ทางขวา
ท่านอาจารย์ เวลาจิตสั่ง จิตทำอย่างไร
ผู้ฟัง ไม่ใช่จิตสั่ง คือจิตต้องการ คือจิตมีโลภะต้องการอยากเดินไปทางซ้ายหรือทางขวา รูปก็ต้องปฏิบัติตามที่จิตต้องการหรือไม่
ท่านอาจารย์ รูปรู้หรือเปล่าว่าจิตต้องการ รูปไม่ใช่สภาพรู้
ผู้ฟัง คือรูปอยู่ใต้บังคับบัญชาของจิต จะกล่าวอย่างนี้ได้ไหม
ท่านอาจารย์ บังคับแบบไหน บัญชาแบบไหน ที่จริงที่ร่างกายของสัตว์ที่มีชีวิต บุคคลที่มีชีวิต มีรูปที่เกิดจากกรรมประเภทหนึ่ง แล้วก็มีรูปที่เกิดจากจิต แล้วก็มีรูปที่เกิดจากอุตุ ความเย็นความร้อน แล้วก็มีรูปที่เกิดจากอาหาร ที่ตัวนี่ถ้าแยกย่อยรูปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าออก โดยอากาศธาตุแทรกคั่นละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกสลายทำลายลงไปอย่างละเอียด ก็จะมีรูปเล็กๆ เป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ภาษาบาลีใช้คำว่ากลาปะ อย่างน้อยที่สุดจะมีรูปรวมกัน ๘ รูป แต่ ๘ รูปนี่มองไม่เห็น เพราะว่าเล็กมากแล้วก็รวมกันอยู่ แล้วก็ทยอยกันเกิดดับตลอดเวลา รูปที่เกิดจากจิตก็มี รูปที่เกิดจากอุตุก็มี เพราะฉะนั้นมีการยิ้ม มีการร้องไห้ มีการหัวเราะ มีการเคลื่อนไหว เพราะรูปที่เกิดจากจิต และรูปอื่นซึ่งเกิดร่วมกันก็เป็นไปด้วย แยกกันไม่ได้ แต่ไม่ใช่จิตสั่ง
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย ก็เป็นไปตามจิต
ท่านอาจารย์ ก็เป็นไปตามจิตได้ เพราะว่าแล้วแต่ ถ้าจิตที่เป็นโลภะ ก็จะทำอย่างหนึ่ง จิตที่โทสะก็จะเป็นอีกอย่างหนึ่ง จิตที่สนุกสนานก็จะยิ้มแย้ม แจ่มใส หัวเราะ เบิกบาน จิตที่เสียใจก็จะหม่นหมอง ร้องไห้ มีน้ำตาไหลออกมาได้
อ.อรรณพ แม้ว่าจิตจะเป็นธรรมที่มีลักษณะที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ ก็มีลักษณะต่างๆ เช่น เป็นสภาพที่รู้แจ้งในอารมณ์ คือสิ่งที่จิตรู้ ถ้าเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต ก็จะมีการที่จะสั่งสมสันตานะ อันนั้นก็เป็นอรรถ ความหมายของจิตที่หลากหลาย แล้วในขณะที่ทำกรรม ด้วยความที่ยังมีกิเลสอยู่มีการประกอบกรรม ในขณะนั้นวิบากสั่งสมแล้ว รอที่จะให้ผล เพราะฉะนั้นกรรม กิเลสก็สั่งสมวิบากในขณะนี้ อันนี้ก็เป็นอรรถอีกประการหนึ่งของจิต ท่านอาจารย์จะขยายความกรรม กิเลส สั่งสมวิบากอย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้ากล่าวถึงขณะแรกที่จิตเกิด เป็นจิตชาติอะไร ขณะแรกของชาตินี้เลย ต้องมีจิตเกิด ถ้าไม่มีจิตเกิด จะเป็นสัตว์ บุคคลใดๆ ไม่ได้เลย จิตขณะแรกชื่อว่าปฏิสนธิจิต หรือปฏิสันธิ ตามภาษาบาลี เพราะว่าสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน พอจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตเกิดทันที แล้วแต่กรรมสุกงอมเมื่อไหร่ ก็ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด เป็นคนนี้ชาตินี้ เพราะกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว จะเปลี่ยนให้เป็นบุคคลอื่นไม่ได้ จนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำให้เป็นบุคคลนี้ เพราะฉะนั้นในขณะแรกที่จิตเกิด เป็นชาติอะไร เป็นชาติวิบากเป็นผลของกรรม ขณะนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย จริงๆ แล้ว ปฏิสนธิจิตเป็นจิตขณะแรกที่เกิดทำกิจปฏิสนธิ ขณะเดียวเท่านั้นและก็ไม่เกิดอีกเลย สำหรับภวังคจิตเกิดดับสืบต่อ แม้ว่าเป็นชาติเดียวกัน แต่ว่าทำกิจต่างกัน ภวังคจิตใช้คำว่าปภัสสรัง กุศลจิตก็ใช้คำว่า ปภัสสรัง ก็เป็นอีกชื่อหนึ่ง และต่อไปจะได้ยินคำว่า ปัณฑระ เป็นอีกชื่อหนึ่งของจิต
เมื่อเปรียบเทียบสภาพธรรมที่เกิดร่วมกัน จิตและเจตสิก ไม่ว่าจะเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิตก็ตามแต่ สภาพของจิตแท้ๆ ไม่ได้เป็นสภาพที่เป็นอกุศล แต่ว่าเป็นสภาพที่เป็นอกุศลเพราะเจตสิกที่เป็นอกุศลเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับความหมายของ ปัณฑระ ก็หมายความถึง ไม่ว่าจะเป็นกุศลจิต หรือวิบากจิต หรือจิตประเภทใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อหมายเฉพาะลักษณะของจิต ตัวจิตแท้ๆ แล้ว ใช้คำว่า ปัณฑระ นี่ก็เป็นชื่อต่างๆ ซึ่งต่อไปก็คงจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง มนุษย์จุติแล้วจะไปปฏิสนธิ แต่ถ้ามนุษย์ผู้นั้นทำบาปไว้มาก แล้วไปปฏิสนธิกับวัว หรือกับสุนัข จะไม่มีสภาพเป็นคนอยู่อีกแล้วใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ จิตเกิดและดับ จิตที่ดับแล้วไม่ได้กลับมาเกิดอีกเลย รูปที่ดับแล้วก็ไม่ได้กลับมาเกิดอีก ทุกอย่างที่เราคิดว่าเหมือนเดิม ความจริงเป็นการเกิดดับสืบต่อ แต่ว่าถ้าพูดถึงสภาพธรรม ใช้คำว่าดับคือหมดสิ้น ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่จุติจิตเกิด สิ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ รูปที่เกิดจากกรรมซึ่งมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ จะหยุดเกิดก่อนจุติจิต ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นเวลาที่คนสิ้นชีวิต ขณะนั้นก็จะไม่มีจิต แล้วไม่มีกัมมชรูป คือรูปที่เกิดจากกรรมที่จะเป็นบุคคลนั้นอีกต่อไป ไม่มี ไม่มีจักขุปสาท จะเห็นอีกไม่ได้ จะได้ยินไม่ได้ พวกนี้จะไม่มีเลย รูปที่เกิดจากกรรมทั้งหมดจะไม่เกิด และหลังจากที่จุติจิตดับแล้ว รูปที่เกิดจากจิตก็จะมีอายุต่อไป ๑๗ ขณะ แล้วก็ดับ ซึ่งเร็วมาก แล้วรูปที่เกิดจากอุตุก็เกิดดับสืบต่อไป เป็นรูปที่เป็นซากศพ สิ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้น
เพราะฉะนั้นเวลาที่กรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ไม่ได้ทำให้เกิดเฉพาะจิตและเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน แต่ยังทำให้กัมมชรูป รูปซึ่งเกิดเพราะกรรมนั้นเกิดพร้อมกับปฏิสนธิด้วย เพราะฉะนั้นในขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิด จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย และก็มีกัมมชรูปซึ่งเป็นผลของกรรมที่ทำให้เกิดขณะนั้น จากมนุษย์ที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว กรรมไหนจะให้ผล จะให้เกิดบนสวรรค์ หรือว่าจะในนรก หรือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าเป็นมนุษย์ ก็แล้วแต่ ก็มีจิต เจตสิก รูป ซึ่งเป็นวิบากเกิดพร้อมกัมมชรูป ขณะนี้ทุกคนมีปฏิสนธิจิตไหม มีไม่ได้ ยังไม่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ แล้วจะมีปฏิสนธิจิตไม่ได้ เพราะฉะนั้นชาติหนึ่งก็จะมีปฏิสนธิจิตเพียงขณะแรกหนึ่งขณะ และก็จุติจิตคือขณะสุดท้ายหนึ่งขณะ เพราะฉะนั้นขณะนี้ทุกคนมีปฏิสนธิจิตไหม ไม่มี มีจุติจิตไหม ไม่มี
เพราะฉะนั้นระหว่างปฏิสนธิแล้วยังไม่จุติ จะมีจิตเกิดดับสืบต่อทำกิจการงานไม่หยุดเลย แม้แต่ขณะแรกที่เกิดก็ทำงาน ทำกิจสืบต่อจากภพก่อน ขณะสุดท้ายก็ทำกิจการงาน คือสิ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ทำให้หมดสิ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง จะกลับมาเป็นคนนี้อีกสักนิดเดียวก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าหลังจากนั้นปฏิสนธิจิตก็เกิดสืบต่อ แล้วก็มีกัมมชรูปเกิดร่วมด้วย ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ คือในภูมิที่มีรูป ที่กล่าวถึงอย่างนี้ ก็เพื่อที่จะให้เราได้เข้าใจกิจการงานของจิตตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจิต เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้เราพูดเรื่องชวนะ พูดเรื่องอะไรก็ยังไม่ตามลำดับทีเดียว เราควรจะได้ทราบตามลำดับว่า ขณะแรกจิตทำกิจปฏิสนธิสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ขณะสุดท้ายคือจุติจิตซึ่งยังไม่ถึง เพราะฉะนั้นก็จะเรียงลำดับแรก ตั้งแต่เมื่อปฏิสนธิจิตเกิดแล้วดับ อนันตรปัจจัย จิตทุกขณะเว้นจุติจิตของพระอรหันต์เมื่อดับแล้วต้องทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจะมีแต่ปฏิสนธิจิต และก็หมดไปเลยได้ไหม ไม่ได้ จิตทุกขณะต้องเป็นอนันตรปัจจัย เมื่อดับแล้วทำให้จิตต่อไปเกิด เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิตดับ ทำให้จิตต่อไปเกิด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560