ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549


    ตอนที่ ๑๕๔๙

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ อกุศลทุกชนิดเป็นนิวรณธรรมที่จะไม่ทำให้จิตสงบ เพราะฉะนั้นผู้นั้นต้องสามารถที่จะมีสติสัมปชัญญะที่รู้ลักษณะของจิตว่า ขณะนั้นเป็นจิตที่เป็นนิวรณ์ประเภทไหน เป็นกามราคะความยินดีพอใจ หรือว่าเป็นพยาปาทะความขุ่นเคืองใจ แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะเห็นความต่างกันของกุศลจิตและอกุศลจิต แล้วก็สามารถที่จะรู้ว่ากุศลจิตจะเกิดบ่อยมั่นคง จนกระทั่งสามารถที่ใกล้ต่อการที่จะบรรลุอัปปนาสมาธิที่เป็นฌานจิตโดยถึงอุปจารสมาธิก่อน

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องเป็นผู้ที่ประกอบด้วยปัญญาจริงๆ จึงสามารถที่จะเห็นโทษของความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส และก็อบรมเจริญความสงบของจิต แต่ถ้าคนสมัยนี้ไม่ชอบความเดือดร้อนวุ่นวาย ไม่ชอบความกังวล ธุรกิจหรือว่าความยุ่งยากต่างๆ ก็คิดว่าจะทำสมาธิ เพื่อที่จะไม่ยุ่งยาก ให้จิตตั้งมั่นอยู่ที่อารมณ์เดียว แล้วเข้าใจผิดคิดว่าขณะนั้นเป็นกุศลจิต อันนั้นก็จะไม่เป็นเหตุปัจจัยที่จะให้ถึงการละความยินดีพอใจในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จนกระทั่งเป็นฌานจิตจริงๆ และก็ต้องมีวสีความคล่องแคล่วสามารถที่จะนึกถึงฌานจิตเมื่อไหร่ก็ได้ เข้าคือหมายความว่าให้ฌานจิตเกิดเมื่อไหร่ก็ได้ สามารถที่จะให้ฌานจิตยับยั้งอยู่เป็นเวลานานเท่าไหร่ก็ได้ จะออกเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วก็พิจารณาองค์ของฌานซึ่งเป็นองค์ที่ละเอียดกว่า คือสามารถจะรู้ความต่างกันของวิตักกเจตสิก วิจารเจตสิก ซึ่งใกล้เคียงกันมาก ปีติเจตสิก และสุขเวทนา ซึ่งใกล้เคียงกันมาก นี่ต้องเป็นปัญญาจริงๆ

    เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เห็นโทษของรูปเสียงกลิ่นรส เพียงแต่ทำสมาธิ นั่นไม่ใช่ปัญญา และก็ไม่ถึงฌานจิต และก็ไม่ใช่รูปาวจรจิต เพราะฉะนั้นจิตทั่วไประดับต้น ก็คือกามาวจรจิต แต่ผู้ที่มีความสามารถที่จะอบรมเจริญกุศลถึงระดับขั้นรูปาวจรจิต ก็เป็นจิตอีกภูมิ ฌานที่สูงกว่านั้นคือไม่มีรูปเป็นอารมณ์เป็นอรูปาวจรจิต ผลคือเกิดเป็นอรูปพรหมบุคคล ไม่มีรูปเลย สบายไหม หรือว่าไม่ชอบ เพราะว่ายังติดในกาม ยังอยากเห็น ยังอยากได้ยิน แต่จิตระดับสูงที่สุด คือโลกุตรจิต เป็นจิตที่สามารถดับกิเลสเป็นสมุจเฉท ถ้าดับอนุสัยกิเลสใด กิเลสประเภทฐานะนั้นก็จะไม่เกิดอีกเลย เช่นถ้าดับความเห็นผิดเป็นพระโสดาบัน ความสงสัยในลักษณะของสภาพธรรมขณะนี้ว่า เกิดจริงหรือ ดับจริงหรือ สามารถที่จะรู้แจ้งนิพพานได้จริงหรือ นี่ก็เป็นความสงสัย แต่ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นพระโสดาบัน ดับทิฏฐานุวิสัย วิจิกิจฉานุสัย จะไม่เกิดอีกเลย ไม่ว่าจะเกิดในภพไหน นี่ก็เป็นภูมิของจิต ๔ ภูมิ จากกามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต โลกุตรจิต

    ผู้ฟัง จะเรียนถามถึงว่าอนุสัย คืออนุสัยเป็นธรรมซึ่งละเอียดและก็นอนเนื่องอยู่ ละก็ไม่ได้ เห็นก็ยาก ทีนี้ธรรมฝ่ายดีอะไรที่พึงเจริญเพื่อการกำหนดรู้อนุสัย

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วรู้ได้ว่ามีอนุสัย ก็เมื่ออกุศลจิตเกิดเท่านั้นเอง แต่ไม่สามารถที่จะไปรู้อนุสัยที่นอนเนื่อง หรือว่าติดอยู่กับจิตอย่างเหนียวแน่นได้ แต่ว่าเวลาที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นก็จะรู้ได้ เช่น อวิชชานุสัย ขณะนี้เป็นจิตเป็นเจตสิกเป็นรูป เป็นธรรมก็ฟัง แต่ว่ายังไม่ได้รู้ลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ มีจริงๆ เกิดจริงๆ จึงได้ปรากฏแล้วก็ดับแล้วด้วย แต่ว่าเมื่อมีปัญญาที่เจริญขึ้น ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าคลายความไม่รู้ และความสงสัยในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรม เพราะว่าขณะนี้เราได้ยินชื่อนามธรรม รูปธรรม นามธรรมก็มีทั้งจิตเจตสิก แล้วรูปก็มีต่างๆ แต่ว่าถ้าขณะใดที่สติสัมปชัญญะไม่ได้ระลึกที่ลักษณะหนึ่ง จะชื่อว่ารู้จักลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดปรากฏแล้วดับในขณะนั้นไม่ได้ เพราะว่าขณะนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างปรากฏ ไม่ได้รู้ความจริงสักอย่างเดียว จนกว่าจะดูทีละอย่าง หรือว่าปัญญาสามารถที่จะรู้สิ่งนั้นได้จริงๆ โดยรอบรู้ในสิ่งนั้น

    เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นจิต จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขณะนั้นหมายความว่ามีสติสัมปชัญญะที่จะรู้ในความเป็นใหญ่ของธาตุรู้หรือสภาพรู้ ไม่ใช่รู้ในลักษณะของเจตสิก เช่น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติระลึกลักษณะของความรู้สึก เวทนาเป็นเจตสิกที่รู้สึก เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท แล้วแต่ละลักษณะนี่ก็มีลักษณะเฉพาะของตนของตน ที่เราคิดว่าเราสนุกมาก แท้ที่จริงก็คือลักษณะของเวทนาเจตสิกซึ่งเกิดพร้อมกับโลภมูลจิต ที่มีความเพลิดเพลินยินดีสนุกสนานในขณะนั้น ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของเจตสิกชนิดหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นเจตสิกแต่ละอย่างก็มีหน้าที่เฉพาะอย่างเฉพาะอย่าง ซึ่งเวลาที่จะรู้เจตสิกจริงๆ ต้องไม่ใช่ว่าเจตสิกมี ๕๒ แต่ว่าไม่มีลักษณะสักอย่างหนึ่งที่จะรู้จริงๆ แต่จะรู้จริงๆ ได้แน่นอน เพราะเหตุว่าถ้าเข้าใจลักษณะของสติสัมปชัญญะ ก็จะรู้ได้ว่าขณะใดที่สติสัมปชัญญะเกิด ขณะนั้นกำลังระลึกคือรู้ลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งที่กำลังปรากฏในขณะนั้นเพราะเกิดขึ้น ภายหลังจึงสามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมนั้น ก็จะคลายอนุสัยที่เป็นวิจิกิจฉาและอวิชชาได้ เพราะเหตุว่าความรู้ค่อยๆ เพิ่มขึ้น

    ขอยกตัวอย่างอันหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงความละเอียดของอนุสัย สำหรับอรูปฌานที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ความสงบของจิตที่ละเอียดประณีตมากกว่าการที่มีรูปเป็นอารมณ์ อรูปฌานที่สูงที่สุด ไม่มีฌานใดจะสูงกว่านั้นอีกเลย ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนจิต หมายความถึงจิตที่เป็นอรูปฌานระดับนี้ มีสัญญาก็เหมือนไม่มี ลองคิดดูว่าธรรมดาของเรา เวลาที่มีอารมณ์อะไร อารมณ์นั้นก็ปรากฏชัดเจน สัญญาก็จำอารมณ์นั้นชัดเจน แต่ว่าเวลาพอถึงระดับนั้นแล้ว ความละเอียดความประณีตในอารมณ์ที่เป็นอรูป มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ลองคิดดู แต่มีเจตสิกที่เกิดกับจิตนั้น และคำอุปมาก็คือเหมือนกับอ่างกะปิ สำหรับคนไทยคงจะได้ ที่ล้างสะอาดแล้วแต่ก็ยังมีกลิ่น นั่นคือระดับของอรูปฌานซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทำกิจการงาน แต่อนุสัยยังมีอยู่ ในเนวสัญญานาสัญญายตนจิต ถ้าบุคคลนั้นไม่ใช่พระอริยบุคคลก็จะมีครบทั้ง ๗ อนุสัย นี่ก็แสดงให้เห็นถึง แม้ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะในครั้งโน้น ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองยังมีกิเลสอยู่ เข้าใจว่าตัวเองหมดกิเลส เพราะเหตุว่าไม่รู้อนุสัยกิเลส แต่เมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบโดยการตรัสรู้ ก็ได้ทรงแสดงเรื่องของอนุสัยกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดอยู่กับจิต เว้นจิตที่ได้ดับกิเลสแล้ว

    ขอทบทวนชวนจิต เพราะว่าท่านที่มาใหม่ก็ได้ยินบ่อยๆ แต่ว่าท่านที่ได้ฟังแล้ว ก็คงจะเข้าใจได้ว่าหมายความถึงจิตขณะใด เพราะว่าจิตทุกขณะเกิดดับสืบต่อเร็วมาก แล้วก็จิตที่เกิดขึ้นแต่ละขณะต้องทำกิจการงาน ในขณะนี้ที่ทุกท่านกำลังคิดว่าท่านกำลังฟัง ความจริงก็คือจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งได้ยินแล้วก็หลังจากที่ได้ยินแล้วก็สามารถที่จะคิดนึกเรื่องราวของสิ่งที่ได้ยิน ก็เป็นจิตแต่ละขณะซึ่งต่างกัน ซึ่งขณะที่นอนหลับสนิทไม่ใช่ชวนจิต แต่ว่าจิตขณะนั้นทำภวังคกิจ คือใคร่ที่จะทบทวนให้ทราบความหมายของชวนะอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่นอนหลับ ขณะนั้นไม่รู้อะไรเลย แต่จิตขณะนั้นก็มีทุกสิ่งทุกอย่างที่สะสม ตั้งแต่เกิดในชาตินี้จนถึงขณะนี้ แล้วก็ถอยไปถึงชาติก่อนๆ ก็ไม่ได้หายไปไหนเลย ทุกขณะที่เห็น แล้วก็จะเกิดกุศลจิตบ้างอกุศลจิตบ้าง สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อๆ ไป

    เพราะฉะนั้นก็แต่ละคนในขณะนี้ จิตสะสมสืบต่อยาวไกลนานมากกว่าจะถึงขณะนี้ ซึ่งเป็นอย่างนี้จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ตามการสะสม ขณะที่นอนหลับ จิตทำภวังคกิจ ขณะที่ตื่นขึ้นก็มีการเห็นก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยจักขุปสาทจึงสามารถที่จะเกิดขึ้นแล้วรู้ คือสามารถที่จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ขณะนี้ที่กำลังเห็นเป็นจิต ชื่อว่าจักขุวิญญาณทำทัสสนกิจ ไม่ใช่ชวนจิต เพราะเหตุว่าจักขุวิญญาณในขณะนี้เป็นผลของกรรม ใครจะเห็นอะไรเลือกไม่ได้ บางคนนอน แล้วก็คนหนึ่งตื่นขึ้นเห็น อีกคนหนึ่งก็ยังหลับต่อไป เพราะฉะนั้นก็ไม่มีทางที่ใครสามารถที่จะเป็นตัวเราที่จะทำอะไรกับสภาพธรรม

    การศึกษาธรรมก็คือให้เข้าใจในความเป็นธรรมทุกขณะว่า ต้องเป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูป เพื่อที่จะละความที่เคยไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ แล้วก็หลงยึดถือสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากว่าเป็นเรา แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเหมือนนายมายากล ถ้าจะคิดถึงความไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม ก็เปรียบได้ว่าเหมือนนายมายากล ทุกวันทุกขณะไม่มีใครสามารถที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงไม่มีเรา แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือด้วย ทุกขณะที่จิตเกิดดับทันที ไม่กลับมาอีก แต่ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทีละขณะ แล้วจะเหลืออะไร ขณะเมื่อสักครู่นี้ก็หมดแล้ว ขณะนี้ก็หมด ขณะต่อไปก็หมด มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

    ขณะที่จิตเกิดขึ้น แล้วก็ทำกิจเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสทางกาย ๕ ทางเป็นผลของกรรม ไม่ใช่ชวนจิต เพราะเหตุว่าเป็นจิตที่อาศัยเหตุปัจจัยคือ ตาหูจมูกลิ้นกาย ถ้าไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย จะเห็นจะได้ยินจะได้กลิ่นจะลิ้มรสจะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตเหล่านี้ เป็นวิบากเป็นผลของกรรม ขณะที่เห็นที่ไหนอะไรก็ตาม ถ้ามีการระลึกได้ก็รู้ว่าก็เป็นเพียงจิต ซึ่งกรรมทำให้เห็น กรรมทำให้ได้ยิน กรรมทำให้ได้กลิ่น ขณะนี้อยากได้กลิ่นแต่ไม่สามารถจะได้ ถ้ากรรมไม่เป็นปัจจัยให้จิตได้กลิ่นเกิดขึ้น ขณะที่ลิ้มรส รสก็มีหลายรส แล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้ลิ้มรสที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ เป็นผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม

    ขณะนี้ไม่ใช่ชวนจิต เมื่อมีการเห็นการได้ยินการได้กลิ่นการลิ้มรสแล้ว นี่โดยนัยของพระสูตร ที่จะไม่กล่าวถึงขณะจิตโดยละเอียด ถ้าโดยนัยของพระอภิธรรม ก่อนที่จิตเห็นจะเกิดได้ ภวังค์จะต้องเป็นภวังคจรณะ ภวังคุปัจเฉทะที่จะไม่มีอารมณ์ของภวังค์อีกต่อไป โดยที่ว่าเมื่อภวังคุปัจเฉทะกระแสของภวังค์สิ้นสุดแล้ว กิริยาจิตของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนหรือพระอรหันต์ก็เกิดขึ้นเป็นการรู้ว่า มีอะไรกระทบทวารไหนเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ผลของกรรม เป็นกิริยาจิต นี่ก็เป็นเรื่องของจิตอย่างละเอียด ซึ่งต้องทราบว่าจิตนั้นเป็นชาติอะไร เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกุศลวิบากหรืออกุศลวิบากซึ่งเป็นผล และก็มีกิริยาจิตด้วย ซึ่งไม่ใช่จิตที่เป็นเหตุให้เกิดผล และไม่ใช่ผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว แต่ก็เป็นจิตที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนวิถีจิตอื่นๆ เพราะเหตุว่าจิตทั้งหมดจัดโดยประเภทเป็นสองอย่าง จิตที่ไม่ใช่วิถีจิตคือไม่ได้อาศัยตาหูจมูกลิ้นกายใจเกิดขึ้นรู้อารมณ์ หรือว่าคิดนึกก็ไม่มี ขณะนั้นไม่ใช่วิถีจิต ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต นอกจากนั้นแล้วเป็นวิถีจิตทั้งหมด เพราะเหตุว่าต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด

    เพราะฉะนั้นขณะเห็นเป็นวิถีจิต ขณะได้ยินเป็นวิถีจิต ขณะได้กลิ่นเป็นวิถีจิต ขณะลิ้มรสเป็นวิถีจิต ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเป็นวิถีจิต ขณะที่กำลังคิดนึกขณะนี้ก็เป็นวิถีจิต ซึ่งแต่ละคนก็จะทราบได้ เห็นต้องอาศัยตาเป็นทวาร ได้ยินต้องอาศัยหูเป็นทวาร เป็นทางที่จิตจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้นๆ แต่เวลาที่เห็นแล้วจะเกิดโลภะหรือโทสะ ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ต้องเป็นโลภะหรือโทสะ ขณะนั้นเป็นชวนจิต เกิดดับสืบต่อกัน ๗ ขณะ ตามปกติก็จะมีชวนจิตเกิดดับสืบต่อกัน ๗ ขณะ เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ถ้าเป็นกุศลจิต กุศลจิตเกิดดับสืบต่อ ๗ เท่าของเห็น แล้วเห็นมีใครนับได้ไหม จิตเกิดดับสลับกันเร็วมาก ขณะเห็นเพียงนิดเดียว ขณะที่กำลังเหมือนกับว่าเห็นโดยที่ไม่มีจิตอื่นคั่นเลย ความจริงก็มีวิถีจิตที่เกิดสืบต่อ เช่น โลภะโทสะพวกนี้ แล้วก็เห็นอีก แล้วก็เกิดโลภะโทสะหรือกุศลอีก สลับกันไปอย่างนี้ โดยที่ว่านัยของพระสูตรคือไม่แสดงโดยละเอียด เพราะว่าทุกคนสามารถเข้าใจได้ว่า พอเห็นก็โลภะ หรือโทสะ หรือโมหะ ซึ่งเป็นอกุศล หรือกุศลจิต

    เพราะฉะนั้นแต่ละคนศึกษาธรรม เพื่อรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง และก็เข้าใจในเหตุในผลของสภาพธรรม เช่น ขณะนี้ที่เห็นเป็นวิบาก แต่ว่าเมื่อเกิดแล้วก็ดับไปก็เป็นปัจจัยให้เป็นจิตที่เป็นกุศลหรืออกุศล เกิดต่อ ๗ เท่า เพราะฉะนั้นการสั่งสมก็อยู่ที่ขณะที่เป็นชวนจิต ไม่ใช่ขณะเห็นซึ่งเป็นทัสสนกิจ ขณะได้ยินซึ่งเป็นสวนกิจ ขณะได้กลิ่นฆายนกิจ ขณะลิ้มรสก็สายนกิจ ขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสก็เป็นผุสสนกิจ นี่เป็นกิจของจิตทั้งหมด ไม่ใช่เราเลยสักขณะเดียว แม้แต่กุศลหรืออกุศลก็เป็นจิต ซึ่งเกิดขึ้นตามการสั่งสมของแต่ละขณะ ซึ่งผ่านมาแล้วทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในชาตินี้หรือในชาติก่อนก็ตามที่ผ่านมา ก็มีกุศลและอกุศลสะสมสืบต่อมาจนกระทั่งเป็นอัธยาศัย

    เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตาม หลังเห็น โกรธไหม ติดข้องไหม ถ้าติดข้องก็จะติดข้องไปเรื่อยๆ ถ้าเกิดกุศลก็เพราะเหตุว่ามีการสั่งสมในอดีตเป็นปัจจัย คือบุญแต่ปางก่อนที่ได้กระทำแล้ว เป็นปัจจัยให้กุศลจิตเกิดอีก มิฉะนั้นก็จะไม่มีกุศลประการต่างๆ เพราะว่ากุศลก็มีหลายอย่าง บางคนก็สะสมมาในเรื่องของทาน เป็นทานุปนิสัย คือทานกับอุปนิสัยก็เป็นทานุปนิสัย บางคนทานท่านอาจจะให้ไม่มาก แต่ว่ากายวาจาของท่านดี ไม่เคยเบียดเบียนใครให้เดือดร้อนด้วยกายด้วยวาจา ก็เป็นสีลุปนิสัย แต่ว่าผู้ที่มีการสนใจในการที่จะเข้าใจสภาพธรรม หรือว่ารู้ว่าทานศีล ก็เป็นเพียงชั่วขณะที่เป็นกุศล แต่ว่าวันหนึ่งวันหนึ่งโอกาสของทานโอกาสของศีล ก็ไม่มาก เพราะฉะนั้นท่านก็พิจารณาจิตใจว่า จิตใจของท่านเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แล้วก็สามารถที่จะอบรมเจริญความสงบของจิตจากอกุศล หรือว่าอบรมเจริญปัญญาโดยการฟังพระธรรมพิจารณาพระธรรมเข้าใจพระธรรม นี่ก็เป็นภาวนุปนิสัย ซึ่งไม่ใช่มีกับทุกคน บางคนก็มีกุศลเพียงขั้นทาน บางคนก็มีกุศลเพียงขั้นศีล แต่ที่จะถึงภาวนุปนิสัยคือการที่จะอบรมจิตให้เป็นกุศลให้สงบ แล้วก็ให้มีปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม เมื่อเปรียบเทียบแล้วก็เป็นส่วนน้อย

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่จะเข้าใจได้ว่าในขณะนี้เอง หลังเห็นแล้ว ภาวนุปนิสัยหรือเปล่า กำลังฟัง ขณะนี้ถ้าไม่มีการแสดงไว้ บางท่านอาจจะไม่รู้ว่าจิตขณะนี้สงบ เพราะเป็นกุศล เพราะเหตุว่าขณะนั้นสงบจากโลภะจากโทสะจากโมหะ มีศรัทธามีจิตที่ผ่องใส ทำให้สภาพของเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วยกับศรัทธาเจตสิก ผ่องใสจากอกุศลใดๆ เพราะเหตุว่าบางทีแม้ว่าอกุศลจิตเกิด แต่ก็เป็นอกุศลประเภทที่บางเบามาก เป็นประเภทของอาสวะคือจากการที่สะสมมา แล้วก็มีการเห็นก็จะเกิดความติดข้อง โดยไม่รู้ตัวเลย เพราะเหตุว่าไม่ใช่ความอยากได้ หรือว่าโลภะอย่างแรง หรือโทสะอย่างแรง ทำให้บางคนเข้าใจว่าขณะนั้นไม่มีอกุศล แต่ความจริงมีใครบ้างที่ไม่ติด ไม่ต้องการรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ แม้เพียงลืมตา เป็นวิถีจิต เห็นแล้วต้องมีจิตที่เป็นกุศลหรืออกุศล

    เพราะฉะนั้นก็พอที่จะรู้ได้ว่าอกุศลที่บางเบา ก็เหมือนกับวันนี้ก็ออกจากบ้านมา แล้วก็กลับบ้าน ลองล้างมือถูสบู่ดู เป็นอย่างไร ดำ แต่มองไม่เห็นเลยใช่ไหมว่าทั้งวันดำแล้ว จนกว่าจะล้างด้วยสบู่ก็จะเห็นได้ เพราะฉะนั้นอกุศลประเภทที่บางเบา ก็มีอยู่จนกว่าจะถึงระดับอื่น ซึ่งทำให้มีการรู้สึกได้ว่าเป็นอกุศลประเภทต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามให้ทราบว่า ธรรมทำให้เราสามารถที่จะเกิดปัญญา จนกระทั่งรู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นตามความเป็นจริง แล้วปัญญานั้นก็จะนำไปสู่กุศลอื่นๆ ทุกประการ ที่จะทำให้มีการละคลายอกุศล เช่น ในขณะนี้ที่กำลังฟัง ขณะใดที่เข้าใจละความไม่รู้ ละความไม่เข้าใจในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

    ซึ่งสำหรับชวนจิตก็คงไม่มีปัญหาว่า เป็นวิถีจิต แล้วก็เกิดต่อหลังจากที่มีการเห็นการได้ยินแล้ว คือ กุศลจิตและอกุศลจิตนั่นเอง ทุกครั้งที่พูดถึงชวนะหมายความถึงจิตที่เป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต ซึ่งเกิดดับสืบต่อกัน ๗ ขณะ มากกว่าวิถีจิตอื่น เพราะว่าจักขุวิญญาณเป็นวิถีจิตจริง แต่เกิดขณะเดียว และก็ดับไป และก็มีวิถีจิตที่เกิดต่อหนึ่งขณะ คือสัมปฏิจฉันนะรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาต่อแล้วก็ดับไป หลังจากนั้นก็เป็นวิถีจิตคือสันตีรณะ พิจารณาสิ่งที่รับรู้ต่อจากจักขุวิญญาณคือสิ่งที่ปรากฏทางตานั่นเอง เพียงชั่วหนึ่งขณะแล้วก็ดับไป แล้วก็หลังจากนั้นก่อนที่จะเป็นกุศลหรืออกุศลได้ ก็จะต้องมีกิริยาจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะแล้วก็ดับไป หลังจากนั้นก็เป็นกุศลหรืออกุศล ๗ ขณะ

    เพราะฉะนั้นเพียงคร่าวๆ ก็คือว่าหลังเห็นแล้ว ก็มีกุศลและอกุศลจิต ๗ ขณะ หลังได้ยินแล้วก็เป็นกุศลจิตและอกุศลจิต ๗ ขณะ ด้วยเหตุนี้แต่ละบุคคลก็จึงมีทั้งกุศลและอกุศลที่สะสมสืบต่อ เพราะว่ามีการเห็นอยู่เรื่อยๆ เมื่อมีการเห็นแล้วก็มีกุศลอกุศลก็สะสม เมื่อได้ยินแล้วก็มีกุศลและอกุศลก็สะสม เมื่อมีการได้กลิ่นลิ้มรสรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสก็สะสมเป็นกุศลและอกุศล ความคิดของเราพอที่จะประมาณได้ไหมว่า วันหนึ่งวันหนึ่งเราสะสมกุศลมากหรืออกุศลมาก อกุศลมาก เพราะเราคิดเรื่องอะไรด้วยจิตอะไร ถ้าไม่เป็นไปในทาน ไม่เป็นไปในศีล ไม่เป็นไปในความสงบของจิต ไม่เป็นไปในการเข้าใจสภาพธรรม ขณะนั้นก็เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นจึงทราบได้เลยว่า กว่าจะขัดเกลาละคลายจนกระทั่งดับอกุศลได้ ต้องด้วยปัญญาที่อบรมเจริญขึ้น



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    4 ต.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ