ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๕๕๒

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕


    ผู้ฟัง ขณะที่กุศลเกิด อนุสัยนอนอยู่ในจิตดวงนั้นด้วยหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ จิตทุกดวงมีอนุสัย ซึ่งจะดับได้ด้วยโลกุตตรจิต ถ้ายังไม่ถึงการรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ยังไม่มีการดับกิเลสเป็นสมุจเฉท ก็ยังมีอนุสัยอยู่

    ผู้ฟัง หมายความว่าขณะที่กุศลเกิด อนุสัยเป็นอกุศลก็นอนอยู่ในนั้น แต่ยังไม่เกิดใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่มีเปล ไม่มีที่นอน แต่คิดถึงสภาพธรรมที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย ปราศจากรูปใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งสี ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส แต่ธาตุรู้เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น ไม่มีรูปร่างสัณฐาน แต่สามารถรู้และขณะที่จิตหนึ่งขณะเกิด ก็จะมีเจตสิกเป็นนามธรรมด้วยกัน ไม่มีรูปร่างเหมือนกันแต่มีลักษณะและก็มีกิจของเจตสิกแต่ละชนิดเกิดร่วมด้วย อย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท ในสิ่งซึ่งมองไม่เห็นเลย เป็นนามธาตุล้วนๆ แล้วก็นั่นคือขณะที่ถ้าเป็นอกุศลจิตเกิด ก็มีอกุศลเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงานในขณะนั้น พอจะเห็นลักษณะ กิจการงานของอกุศลเจตสิก แต่ขณะที่เป็นอนุสัยไม่ได้หมายความว่า ขณะนั้นอกุศลเจตสิก เกิดขึ้นทำกิจการงาน

    แต่อนุสัยเป็นพืชเชื้อของอกุศล ที่จะดับได้ด้วยโลกุตตรจิต คือโสตาปัตติมัคคจิต สกทาคามิมัคคจิต อนาคามิมัคคจิต อรหัตตมัคคจิต เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามองไม่เห็นเลย ไม่มีรูปร่างเลย แต่มีอะไรอยู่ในจิต แต่ละขณะ แม้ในขณะนี้ ตั้งแต่ปฏิสนธิทุกๆ ขณะมา ก็มีอนุสัยครบ จนกว่าโลกุตตรจิตจะเกิด สำหรับปุถุชนก็ยังมีอกุศลที่เป็นอนุสัย ที่เป็นพืชเชื้อ ครบทุกอย่าง เวลาที่โสตาปัตติมัคคจิตเกิดก็ดับทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ชื่อเป็นภาษาบาลี แต่เราก็คุ้นกับชื่อภาษาบาลี ทิฏฐิคือความเห็นผิด ยังมีพืชเชื้อของความเห็นผิด ซึ่งจะดับได้ด้วยโสตาปัตติมรรค

    และสำหรับการสงสัยในลักษณะของสภาพธรรมขณะนี้ ย่อมมี สงสัยในลักษณะของนามธรรม สงสัยในลักษณะของรูปธรรม ซึ่งเกิดดับไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น ก็ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์การเกิดขึ้น และดับไป ยังไม่รู้ชัด ในลักษณะที่เป็นนามธรรม และรูปธรรม ก็ยังหมดความสงสัยไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่าไม่ใช่เราขณะนี้ สงสัยไหม หรือว่าแน่ใจว่าไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง โลกุตตรจิตนี้ เกิดในชวนวิถีหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะเหตุว่าต้องทราบเวลาที่พูดถึงชื่อของจิตแต่ละประเภท ควรที่จะได้ทราบกิจการงานหน้าที่ของจิตนั้นด้วย เช่น ถ้าพูดถึงโลภมูลจิต หรืออกุศลจิตก็ตาม ไม่ใช่จิตเห็นขณะนี้แน่นอน เพราะจิตเห็นทำหน้าที่เห็น จิตแต่ละขณะจะทำกิจหนึ่งกิจใด ทันทีที่เกิดขึ้น จะไม่มีจิตซึ่งเกิดและไม่ทำกิจหน้าที่ใดๆ เลย ไม่มีเลย เป็นนามธรรมซึ่งเกิดขึ้น และก็ทำกิจหน้าที่ของสภาพนามธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบว่าจิตที่เป็นกุศล และอกุศล ทำชวนกิจ ได้ยินคำว่าชวนะบ่อยๆ แต่ก็ให้ทราบว่าชวนะคือ แล่น หรือ ไปอย่างเร็ว หลังจากที่เห็นแล้ว ได้ยินแล้วพวกนี้ ก็จะมีจิต ที่เกิดดับสืบต่อ จนกระทั่งถึงขณะที่กุศลจิต และอกุศลจิตเกิด

    เท่าที่เราสามารถที่จะเข้าใจได้ ก็คือ เมื่อเห็นแล้วเกิดชอบ หรือไม่ชอบเป็นปกติ ถ้าชอบขณะนั้น เป็นสภาพของจิตที่มีโลภะ ความติดข้อง ในสิ่งที่ปรากฏเกิดร่วมด้วย ถ้าไม่ชอบก็คือ มีความไม่พอใจ ไม่ต้องการ ในสิ่งที่กำลังปรากฏ จิตใจขณะนั้นก็จะขุ่นมัว ไม่ผ่องใส และก็ความรู้สึกขณะนั้นก็เป็นความขุ่นใจที่ไม่สบายใจ นี่ก็คือลักษณะของอกุศลที่เป็นประเภท โทสมูลจิต แต่ว่ากุศลจิตจะไม่เป็นอย่างนั้นเลย

    เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นกุศลและอกุศล ก็เกิดต่อจากขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เห็นนี่ไม่ได้สั่งสมอะไร เพราะว่าทุกคนเกิดมาเห็น ตามกรรม จิตเห็นขณะนี้เป็นวิบากจิต เราต้องทราบว่าจิต มี ๔ ชาติ จะลืมไม่ได้เลย จิตเกิดขึ้น ต้องเป็น ๑ ใน ๔ คือ เป็นกุศลหรืออกุศล ซึ่งเป็นเหตุหรือว่าเป็นวิบากซึ่งเป็นผล หรือว่าเป็นกิริยา ซึ่งไม่ใช่ทั้ง กุศล อกุศล และ วิบาก เพราะฉะนั้นก็จะต้องทราบทุกครั้งที่พูดถึง จิตหนึ่งจิตใด ว่าจิตนั้นชาติอะไร และทำกิจอะไร

    เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงกุศล ชาติกุศล ใช่ไหม ไม่ใช่ชาติวิบากซึ่งเป็นผล และไม่ใช่กิริยา ถ้าพูดถึงอกุศล ก็เป็นชาติอกุศล ไม่ใช่กุศล เกิดขึ้นเป็นอกุศล จะเป็นกุศลไม่ได้ จะเป็นวิบากไม่ได้ จะเป็นกิริยาไม่ได้ ซึ่งกุศลและอกุศล นี่เป็นเหตุ แล้วก็ตอนที่เกิดแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว วันหนึ่งๆ มากมาย แต่ทุกครั้งที่เกิดก็สั่งสม เพราะฉะนั้นบางคนก็จะมีอุปนิสัยที่ชอบทุกสิ่งทุกอย่างง่ายมากเลย ถ้าไปตลาดก็อยากจะซื้อหมดเลย เห็นผักก็น่ารับประทาน เห็นผลไม้ก็ดูดี เห็นเสื้อผ้าแขวนอยู่ก็สวย คือเป็นคนที่พอใจที่จะได้เสมอ ซึ่งความจริงส่วนใหญ่ ก็เข้าใจว่า คงจะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าถ้าโทสะเกิดบ่อยๆ คนนั้นก็เป็นคนที่เห็นอะไรก็อาจจะขวางหูขวางตา หรือว่าหมั่นไส้ หรือว่าสิ่งที่ดี ก็ไปมองจุดที่เสีย อันนั้นก็เป็นไปได้ อันนี้ก็แสดงให้เห็นถึงการสะสมอัธยาศัยหรืออุปนิสัย ซึ่งก็คือขณะที่กุศลจิตเกิดและอกุศลจิตเกิดนั่นเอง

    เพราะฉะนั้นสำหรับจิตเห็น ถ้าโดยการศึกษาจะทราบว่าเกิดขึ้นเพียงหนึ่งขณะที่เราเห็นเหมือนเกิดดับสืบต่อกัน ความจริงเราไม่ได้รู้ขณะที่โลภะก็เกิดสืบต่อ หรือว่ากุศลก็เกิดสืบต่อ แต่ว่าเราเห็นเหมือนกับว่ามีเห็นอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงถ้าแยกละเอียดยิบ ก็จะเห็นได้ว่า จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ และก็ทำกิจของจิตนั้นๆ ซึ่งไม่สับสนและก็ไม่ก้าวก่ายกัน คือจิตเห็นไม่ใช่โลภะ ไม่มีความติดข้อง เกิดขึ้นเห็นและดับ แล้วยังไม่ถึงชวนจิต ซึ่งเป็นกุศลและอกุศล ต้องมีจิตที่เกิดดับสืบต่อที่เป็นวิบาก ทำให้จิตขณะต่อไปมีอารมณ์เดียวกันกับจิตที่เห็น จิตที่รับอารมณ์สืบต่อจากจักขุวิญญาณจิตเห็น ก็คือสัมปฏิจฉันนจิต เมื่อดับไปแล้วก็มีสันตีรณจิตเกิดขึ้น ทั้ง ๒ ประเภทนี้ ก็เป็นวิบากเป็นผลของกรรมเดียวกัน ที่ทำให้จิตเห็นในขณะนั้นเกิดขึ้น แล้วก็ยังมีกิริยาจิตสำหรับผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ หรือ ไม่ใช่พระอรหันต์ก็ตาม ก็จะต้องมีกิริยาจิต เกิดก่อนกุศลจิตและอกุศลจิต

    นี่ก็เป็นความรวดเร็ว แต่การสั่งสมขณะที่เป็นเฉพาะกุศลจิต ที่เป็นโลกียะ หรืออกุศลจิต และมหากิริยาจิต ให้ทราบว่าต้องมีชวนจิต คือกุศลจิตและอกุศลจิต หลังจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ขณะที่ไม่เห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่คิด จิตอะไรที่คิด ต้องคิดถึงชาติแล้วใช่ไหม จิตคิด คนเราเห็นแล้วคิดไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความคิด ไม่ใช่วิบากจิต

    ผู้ฟัง อาจจะคิดด้วยโลภะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นกุศลจิต หรือ อกุศลจิตที่คิด ทำชวนกิจ กุศลจิตและอกุศลจิตทั้งหมดทำชวนกิจ ไม่ใช่กิจเห็น กิจได้ยิน ไม่ต้องเห็นก็คิดได้ หรือว่าเห็นแล้วก็คิดได้

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์อธิบาย กุศลจิต อกุศลจิต วิบากจิต กิริยาจิต ส่วนที่เป็นวิบากหรือกิริยานี่เป็นอัพพยากตธรรม ตรงนี้ก่อน

    ท่านอาจารย์ ถ้าฟังธรรมแล้วก็พิจารณาด้วย ก็จะได้ความเข้าใจของตนเองเพิ่มขึ้น เช่นในขณะนี้มีอัพพยากตะไหม เพราะเหตุว่าธรรมนี่กล่าวได้หลายนัย ถ้าจะแสดงธรรมโดยนัย ของปรมัตถธรรม ก็มี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน กล่าวโดยปรมัตถธรรม มี ๔ แต่ถ้ากล่าวโดยธรรมหมวด ๓ ถ้าไปฟังสวดอภิธรรม ก็จะได้ยิน กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพพยากตาธัมมา ก็ไม่พ้นจากธรรม เพราะว่าธรรมหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง เพราะฉะนั้นในขณะนี้ สิ่งใดที่จริง สิ่งนั้นเป็นธรรมทั้งหมด และก็เป็นปรมัตถธรรมด้วย คือว่าไม่พ้นจาก จิต เจตสิก รูป นิพพาน

    เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึง กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพพยากตาธัมมา เราจะสงสัยไหมว่าเป็นธรรมมาจากไหน อย่างไร แต่ความจริงก็ต้องรู้ว่าต้องเป็นปรมัตถธรรม จะพ้นจากปรมัตถธรรมไม่ได้ ไม่ว่าจะกล่าวว่า กุสลาธัมมา ธรรมที่เป็นกุศล อกุสลาธัมมา ธรรมที่เป็นอกุศล อัพพยากตาธัมมา คือธรรมที่ ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล ถ้าจำอย่างนี้ว่าธรรมที่เป็นกุศลหนึ่ง ธรรมที่เป็นอกุศลหนึ่ง ธรรมที่ไม่ใช่อกุศลและกุศล เป็นอัพพยากตธรรม ก็ต้องเป็นปรมัตถธรรมนั่นเอง เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นกุศล ไม่ใช่อัพพยากตะ ไม่ใช่อกุศลธรรม แต่เป็นกุศลธรรม แต่ว่าจิตอื่นนอกจากกุศลและอกุศลทั้งหมด เป็นอัพพยากตธรรม รูปเป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น เป็นอกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น เป็นอัพพยากตธรรม เพราะฉะนั้น จิต เจตสิก รูป แล้ว นิพพานเป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น เป็นอกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น เพราะฉะนั้นนิพพาน ก็เป็นอัพพยากตธรรม

    เพราะฉะนั้นก็ตั้งต้นที่ปรมัตถธรรม ไม่ว่าจะได้ฟังธรรมหมวดใด ในพระวินัย พระสูตร หรือ พระอภิธรรม ก็จะต้องให้เข้าใจว่าหมายความถึงสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมอะไร คือเป็นจิตประเภทไหน เป็นเจตสิกประเภทไหน หรือว่าเป็นรูป รูปที่เป็นกุศลไม่มีเลย รูปที่เป็นอกุศลก็ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นรูปทุกรูปเป็นอัพพยากตะ คือไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล รูปทำความดีได้ไหม ทำกุศล เป็นกุศลไม่ได้ รูปเป็นอกุศล โกรธได้ไหม ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นรูปจะเป็นกุศลไม่ได้ รูปจะเป็นอกุศลไม่ได้ รูปเป็นได้อย่างเดียวคืออัพพยากตะ ที่ตัวของแต่ละท่าน ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า รูปเป็นกุศลหรือเปล่า รูปสวยๆ เป็นกุศลหรือเปล่า อย่างไรๆ ก็เป็นไม่ได้เลย

    เพราะว่ากุศลธรรม ต้องหมายความถึง นามธรรม เป็นเจตสิกฝ่ายดี ซึ่งเกิดกับจิตประเภทไหน ก็ทำให้จิตขณะนั้นเป็นกุศล เป็นจิตฝ่ายดี ระดับนั้นๆ เพราะฉะนั้นเวลาที่ศึกษาธรรม พระผู้มีพระภาคตรัสรู้สภาพธรรม พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นหนึ่งไม่เป็นสอง เพราะฉะนั้นใครจะเปลี่ยน และก็กล่าวว่า รูปเป็นกุศล เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าผู้นั้นไม่เข้าใจความหมายของกุศลธรรม เพราะว่ากุศลธรรมต้องเป็นนามธรรมเท่านั้น จะเป็นรูปธรรมไม่ได้เลย ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ไม่ใช่กุศลธรรม ไม่ใช่อกุศลธรรม เป็นอัพพยากตธรรม จักขุปสาทรูป ทุกคนมีตา เป็นกุศลหรือเปล่า แล้วก็จิตเห็นเป็นกุศลหรือเปล่า ตาไม่ใช่กุศลและจิตเห็นเป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น

    เพราะว่าจิตเห็นเป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรม ที่ทำให้ต้องเห็น กรรมทำให้มีจักขุปสาทรูป แต่จักขุปสาทรูปไม่เห็น จักขุปสาทรูปเป็นอัพพยากตะ เป็นกุศลไม่ได้ เป็นอกุศลไม่ได้ แม้จิตเห็นก็เป็นกุศล และอกุศลไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรม เราเลือกเห็นไม่ได้เลย เลือกได้ยินก็ไม่ได้ แล้วแต่ว่ากรรม ที่ได้กระทำแล้ว ที่สะสมสืบต่อ เช่น ในขณะนี้เป็นกุศลกรรม ถ้าไม่มีความสนใจ หรือว่าการเห็นประโยชน์ของพระธรรม ที่ได้สั่งสมมาในชาติก่อนๆ เพราะว่าแต่ละคนนี่ก็นานแสนนานในแสนโกฏิกัปป์ ชีวิตแต่ละวันจะเป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง ก็ไม่มีใครสามารถที่จะทราบได้

    แต่สามารถที่จะรู้การสั่งสม เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น เช่นในขณะนี้ ถ้ามีโทสะ ความหงุดหงิด หรือความไม่สบายใจเกิดขึ้น ถ้าไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน หรือไม่มีเชื้อของโทสะ ความหงุดหงิด ความรำคาญใจ ความหงุดหงิด ความรำคาญใจ ก็เกิดไม่ได้ พระอนาคามีบุคคลดับโทสะ เป็นสมุจเฉท คือไม่มีพืชเชื้อ ที่จะทำให้เกิดความขุ่นใจเลย ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร สำหรับผู้ที่ดับกิเลสที่เป็นอนุสัยแล้ว กิเลสประเภทนั้นก็จะไม่เกิดอีกเลย แต่ว่าผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคล ก็มีการสั่งสมที่ใช้คำว่า "จิตสันตาน" สันตานหมายความถึงการสืบต่อของจิต จากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่ง เพราะเหตุว่าจิตเกิดขึ้นเพียงทีละหนึ่งขณะเท่านั้น เพราะฉะนั้นขณะใดที่เป็นกุศลจิต เกิดแล้วดับแล้วก็จริง แต่สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อไป ทำให้แต่ละบุคคลมีอัธยาศัยต่างๆ กัน

    เพราะฉะนั้นแต่ละคนจะรู้การสะสมของตัวเองได้ ทันทีที่กุศลจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิด เพราะฉะนั้นธรรมก็สามารถที่จะพิสูจน์ได้ จิตที่เกิดขึ้นขณะแรกของชาตินี้ทำปฏิสนธิกิจ จิตอะไรทำปฏิสนธิกิจ กุศลจิตทำไม่ได้ อกุศลจิตทำไม่ได้ เพราะเป็นเหตุที่จะให้เกิดผลคือวิบาก เพราะฉะนั้นจิตที่ทำกิจปฏิสนธิต้องเป็นผลของกรรม คือต้องเป็นวิบากจิต ทำกิจปฏิสนธิหนึ่งขณะ เห็นไหมว่าจะต้องรู้ว่าการกระทำกิจของจิต จะทำกันกี่ขณะบ้าง เช่น ปฏิสนธิขณะนี้ ทำขณะเดียว แล้วไม่ทำอีกเลย วิบากจิตประเภทนั้น ซึ่งเป็นผลของกรรมนั้น จะเกิดอีกในชาตินั้น แต่ไม่ทำปฏิสนธิกิจ

    เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นวิบาก คือผลของกรรมหนึ่งที่ทำให้เกิดปฏิสนธิสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เป็นขณะแรก ก็ทำกิจปฏิสนธิเพียงขณะเดียวแล้วดับ ตลอดชีวิตนี้จะไม่เกิดอีกเลย จะเปลี่ยนความเป็นบุคคลนี้ไม่ได้เลย แต่ทุกคนที่เกิดมาแล้วเป็นบุคคลนี้ เป็นผลของกรรมหนึ่ง ในกรรมมากมาย ทั้งในอดีตอนันตชาติ หรือว่าชาติก่อน ที่เพิ่งผ่านไปก็ได้ เป็นปัจจัย ทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ เพียงชั่วที่กรรมเป็นปัจจัยที่จะให้ผล ให้ดำรงความเป็นบุคคลนี้อยู่ ด้วยเหตุนี้บางคนจึงมีอายุสั้น บางคนก็มีอายุยืนยาว ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว

    แล้วก็ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ก็แล้วแต่ว่ากรรมอื่นอีก ก็สามารถที่จะให้ผล ทำให้ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ต่างๆ กัน ในวันหนึ่งไม่ซ้ำกันเลย แล้วก็ผลของกุศลกรรม และอกุศลกรรม ก็เป็นไปตามกำลังของกรรมที่สุกงอม พร้อมที่จะให้จิตที่เป็นผลของกรรม ซึ่งชื่อว่า "วิบากจิต" เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเรียกร้อง ให้กรรมที่เป็นกุศลที่ทำไปแล้ว ให้ผลเร็วๆ วันนี้ พรุ่งนี้ เมื่อไหร่จะให้ผล เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นแม้แต่ผลของกรรมที่เกิดขึ้น ก็ส่องไปถึงว่าต้องมาจากกรรมที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งเราทำเอง ไม่ใช่ว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา หรือว่าใครทำให้เรา แต่ว่าต้องเป็นผลของกรรม ซึ่งแม้ว่าจะดับไปแล้วนานแสนนาน แต่ก็สะสมสืบต่อในจิตแต่ละขณะ โดยเป็นกัมมปัจจัย หมายความว่าเป็นกรรม ที่จะทำให้ผล คือวิบากจิต จิตที่ทำหน้าที่ต่างๆ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเป็นวิบากเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า แม้ว่ากรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดหนึ่งขณะ แต่หลังจากนั้น เป็นภวังคจิตหลายขณะนับไม่ถ้วน และก็มาถึงกาลที่จะเห็น เป็นผลของกรรมจะเป็นผลของกรรมเดียวกับที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดเป็นบุคคลนี้ก็ได้ หรือว่าจะเป็นผลของกรรมอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็จะเห็นสิ่งซึ่งเป็นผลของกรรมในอดีต อย่างเราเกิดมาที่ไหน เราก็จะเห็นที่นั่นซ้ำๆ แต่บางกาลเราก็เห็นอย่างอื่น หรือว่าทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน ถ้าจะดูแล้วก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้วิบากจิตเกิด ตามกรรมของแต่ละคน บางครั้งที่นอนก็อาจจะเป็นอย่างหนึ่ง และเปลี่ยนเป็นอีกอย่างหนึ่ง เป็นผลของกรรมที่ต่างกันหรือเปล่า หรือกรรมเดียวกัน

    ทุกอย่างมีความวิจิตรมาก ผลของกรรมที่จะทำให้เกิด การเห็น การได้ยิน ตลอดชีวิต เราไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งๆ ผลของกรรมจริงๆ ก็คือ ขณะที่ทำให้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ยิ่งยุคนี้สมัยนี้ ผลไม้แม้แต่ในพวงเดียวกัน เช่น ลางสาด ลองกอง พวกนี้ บางลูกก็หวาน บางลูกก็เปรี้ยวได้ แล้วใครจะ ถูกหวาน ถูกเปรี้ยว ก็แล้วแต่ว่าขณะนั้นเป็นผลของกรรมอะไร เป็นเรื่องของความวิจิตรมาก

    ถ้าเข้าใจจริงๆ ว่า จิตแต่ละขณะที่จะเกิดขึ้นต้องมีเหตุปัจจัยมากมายหลายอย่าง ซึ่งไม่มีใครสักคนหนึ่งที่สามารถจะบันดาลได้ ก็จะเข้าใจตามความเป็นจริงจนกระทั่งถึงคำถามที่ว่า ปฏิสนธิจิตเกิดหนึ่งขณะ ใครให้เกิด ๒ ขณะได้ไหม ไม่ได้ กรรมให้ผลจริง แต่ว่าสำหรับจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติ ทำกิจปฏิสนธิครั้งเดียวและดับไป แล้วก็กรรมนั้นแหละ ก็ทำให้จิตที่เป็นวิบาก เป็นผลของกรรมเดียวกัน เกิดสืบต่อทำกิจภวังค์ ดำรงภพชาติ คำว่า "ภวังค์" มาจากคำว่า "ภว" กับ "อฺงค" ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น คือในขณะที่ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้กลิ่น ยังไม่ได้ลิ้มรส ยังไม่ได้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ยังไม่ได้คิดนึก ให้ภวังค์เกิดตามใจชอบได้ไหม มากน้อย ก็ไม่ได้อีก

    เพราะฉะนั้นก็ภวังค์นี่เกิดนับไม่ถ้วน ปฏิสนธิจิตเกิดหนึ่งขณะ แต่ภวังคจิตเกิดนับไม่ถ้วน แต่พอถึงทางตาที่เห็น จิตเห็นเกิดหนึ่งขณะ แต่ชวนจิตคือกุศลและอกุศลซึ่งเกิดต่อ ปกติธรรมดาแล้ว ๗ ขณะ เพราะฉะนั้น ๗ เท่าของการเห็นครั้งหนึ่ง โทสะความขุ่นใจนิดเดียว ๗ เท่าของเห็น ๗ เท่าของได้ยิน และก็สะสมสืบต่ออย่างวิจิตร อย่างละเอียดมาก ทำให้อุปนิสัยของแต่ละคนก็จะต่างกันไป ตามชวนะที่สั่งสม สันตานะ คือการเกิดดับของจิต ๗ ขณะ

    ปกติจิตขณะที่หนึ่งที่เป็นกุศล ดับไปแล้ว เพราะเหตุว่าอารมณ์นั้นก็ยังไม่ดับ หรือว่าปกติธรรมดาของชวนะจิตที่เกิด เป็นอาเสวนปัจจัย หมายความว่าทันทีที่จิตนี้ดับ ก็จะทำให้จิตชนิดเดียวกันนั้นเอง ประเภทเดียวกันนั้นเอง ถ้าเป็นกุศลก็เป็นกุศลชนิดนั้น ถ้าเป็นอกุศลก็เป็นอกุศลชนิดนั้น เกิดสืบต่อ จะเป็นจิตอื่นไม่ได้ อกุศลจิตหนึ่งขณะที่ดับไป เป็นอาเสวนปัจจัย ให้อกุศลจิตประเภทเดียวกัน อย่างนั้นเลย เกิดสืบต่อ ขณะที่สองดับไปก็เป็นอาเสวนปัจจัยให้ขณะที่สามเกิด ขณะที่สี่เกิด ขณะที่ห้าเกิด พอถึงขณะที่หก อกุศลจิตที่เกิดขณะที่หกนี่ เป็นอาเสวนาปัจจัย ให้อกุศลจิตขณะที่เจ็ดเกิด แต่อกุศลจิตขณะที่เจ็ด ไม่สามารถจะเป็นอาเสวนปัจจัยให้จิตที่เป็นประเภทเดียวกัน เกิดสืบต่อได้ เพราะเหตุว่าชวนจิตจะเกิดดับสืบต่อ เพียง ๗ ขณะ ถ้าเป็นกามชวนะหมายความว่าเป็นชวนจิต ซึ่งเป็นไป ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ตามปกติจะมีการแล่นไปในอารมณ์ ด้วยความเป็น โลภะ โทสะ โมหะ หรือว่าเป็นกุศลก็แล้วแต่

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    10 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ