ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544


    ตอนที่ ๑๕๔๔

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ แล้วก็จิตที่ลิ้มรสในขณะที่รับประทานอาหาร ก็สามารถที่จะลิ้มรสต่างๆ ซึ่งถ้าไม่ลิ้มรส อาหารอยู่ในจานไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย จะเค็มมากเค็มน้อยอย่างไร จะรู้ต่อเมื่อเข้าไปกระทบลิ้น และก็เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นสามารถจะลิ้มรสนั้นได้ ก็เป็นจิตประเภทหนึ่ง ก็มีทางตาหนึ่ง ทางหูหนึ่ง ทางจมูกหนึ่ง ทางลิ้นหนึ่ง ทางกายหนึ่ง ขณะนี้กำลังรู้สิ่งที่แข็งหรืออ่อนที่กระทบกาย สิ่งที่ร้อนหรือเย็นที่กระทบกาย สิ่งที่ตึงหรือไหวที่กระทบกายนี้ นี่เป็นจิตประเภทที่เป็นผลของกรรม ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นเพราะมีปสาทรูปต่างๆ ทำให้จิตเห็นเกิดขึ้น จิตได้ยินเกิดขึ้น จิตได้กลิ่นเกิดขึ้น จิตลิ้มรสเกิดขึ้น จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสเกิดขึ้น สั่งอะไรหรือเปล่า

    คือธรรมต้องเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องพิจารณา จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตนเองที่ได้ไตร่ตรองแล้วว่า จิตเห็นเพียงเห็น จิตได้ยินเพียงได้ยิน เพราะฉะนั้นจิตประเภทนี้ไม่ได้สั่งอะไรเลย แล้วจริงๆ จิตเห็นเป็นผลของกรรม จึงมีสองอย่าง คือเป็นกุศลวิบาก วิบากหมายความถึงผล กุศลวิบากเป็นผลของกุศล เห็นสิ่งที่ดีๆ และอกุศลวิบากเป็นผลของอกุศลกรรม เห็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นเรามีตาสำหรับเห็นจริง แต่ว่าสิ่งที่เห็นแล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้วิบากจิตประเภทใด เกิดขึ้นกระทบกับสิ่งที่ปรากฏก็เป็นผลของกรรมที่ต้องเห็นอย่างนั้น ต้องได้ยินอย่างนั้น ต้องได้กลิ่นอย่างนั้น ต้องลิ้มรสอย่างนั้น ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสอย่างนั้น

    วันนี้มีใครป่วยไข้ไหม เจ็บนิดๆ หน่อยๆ ที่เท้าที่มือที่แขนที่ไหนก็ได้ ขณะนั้นจะเห็นความเป็นอนัตตาว่า ถ้านอนหลับจะไม่รู้สึกเจ็บเลย แต่เวลาที่มีการรู้สิ่งที่กระทบกาย และรู้สึกเจ็บ ขณะนั้นต้องเป็นผลของกรรมทางกาย ไม่ได้สั่ง ๕ ทวาร หรือ ๕ ทาง ไม่ได้สั่งเลย เป็นจิตที่เกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัย ทำให้ต้องเห็นต้องได้ยินพวกนี้ แต่ว่าเมื่อเห็นแล้ว ทุกคนคิดนึก มีใครเห็นแล้วไม่คิดบ้างไหม ไม่มีเลย เห็นแล้วก็สามารถที่จะจำรูปร่างสัณฐาน แล้วก็คิดนึกถึงเรื่องราวของสิ่งที่เห็น ถ้าเป็นคนที่เราไม่ค่อยรู้จัก เราก็จะคิดเรื่องนั้นน้อยใช่ไหม แต่ถ้าเป็นญาติสนิทมิตรสหาย เรื่องที่จะคิดถึงก็มีมากมาย มาจากเห็นนิดเดียว แต่ว่าเรื่องที่คิดนี่มาก ทางหูก็เช่นเดียวกัน ทางจมูกทางลิ้นทางกาย เพราะฉะนั้นจิตที่คิด ก็สามารถที่จะคิดเรื่องราวต่างๆ ได้ แต่เมื่อจิตเกิดขึ้นคิดแล้วก็ดับไป ไม่มีจิตสักขณะเดียวซึ่งเกิดแล้วไม่ดับ จิตเห็นเกิดขึ้นแล้วดับ ไม่ใช่จิตได้ยิน จิตได้ยินเกิดขึ้นได้ยินแล้วก็ดับ ไม่ใช่จิตเห็น

    เพราะฉะนั้นจิตคิดนึกก็เกิดขึ้นคิด แล้วก็ดับ สั่งหรือเปล่า ไม่สั่ง แต่ทีนี้ถ้าไม่รู้เรื่องของปัจจัย ก็จะคิดว่าจิตเป็นนาย และก็กายเป็นบ่าว เพราะว่าเวลาที่มีความรู้สึกต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็จะเคลื่อนไหว อาจจะยื่นมือออกไป เช่น จะหยิบถ้วยแก้วน้ำ ขณะนั้นถ้าไม่มีจิตต้องการที่จะหยิบถ้วยแก้ว มือจะเคลื่อนไหวไปไหม ก็ไม่เคลื่อนไหวไป หรือว่าขณะที่นั่งอยู่ แล้วก็ต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ไกล ก็จะทำให้มีการลุกขึ้นยืนแล้วก็เดิน แต่จิตไม่ได้สั่ง จิตรู้ จิตมีหน้าที่รู้อย่างเดียว เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลย จิตเกิดขึ้นจะรู้ทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจก็ตาม ต้องรู้แต่ไม่ได้สั่ง แต่ว่าจิตเกิดเมื่อไหร่ เป็นปัจจัยให้รูปเกิดพร้อมจิตได้ เพราะเหตุว่ารูปที่เราคิดว่าเป็นรูปเท่านั้น ความจริงมีสมุฏฐาน เหตุที่ทำให้รูปเกิดขึ้น ๔ อย่าง คือรูปบางรูปเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน รูปบางรูปเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน รูปบางรูปเกิดเพราะอุตุความเย็นความร้อนเป็นสมุฏฐาน รูปบางรูปเกิดเพราะอาหารที่สัตว์โลกบริโภคเข้าไปแล้วก็เจริญเติบโตขึ้นเป็นอาหาร

    เพราะฉะนั้นรูปไม่รู้อะไรเลย รูปจะเคลื่อนไหวเองก็ไม่ได้ แต่ว่าขณะใดก็ตามที่มีการเคลื่อนไหวสำหรับรูปที่เกิดเพราะจิต ก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นเพราะจิตเกิด และมีความต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่จิตต้องเป็นสภาพรู้ ถ้าไม่มีจิต รูปนั้นเคลื่อนไหวไม่ได้เลย และเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ และมีความต้องการเกิดขึ้น ก็ทำให้รูปซึ่งเกิดเพราะจิต เป็นธาตุลมซึ่งสามารถที่จะทำให้รูปที่ตัวเคลื่อนไหวไปได้ แต่ว่าไม่ใช่สั่ง เพราะว่าจิตรู้เท่านั้น เพราะฉะนั้นจิตคิด แต่จิตไม่ได้สั่ง เพราะว่าสภาพธรรมทั้งหลายต้องอาศัยกันเกิดขึ้น จะกล่าวว่าจิตเจตสิกรูปอาศัยกันและกันเกิดก็ได้ หรือจะกล่าวว่า นามธรรมและรูปธรรมต้องอาศัยกันและกัน ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ คือในภูมิที่มีทั้งรูปขันธ์ ซึ่งเป็นรูป เวทนาขันธ์เป็นเจตสิก สัญญาขันธ์เป็นเจตสิก สังขารขันธ์เป็นเจตสิก วิญญาณขันธ์เป็นจิต ทั้งนามและรูปอาศัยกันได้ แต่ไม่ใช่สั่ง

    ผู้ฟัง คือว่าเท่าที่ศึกษามาก็ทราบว่าจิตจะเกิดได้ทีละดวงหรือทีละประเภท แต่เจตสิกสามารถจะเกิดได้อย่างน้อยต้อง ๗ ดวงแน่นอน ก็เรียนถามว่าแล้วในลักษณะของรูปจะเกิดอย่างไร จะเกิดรูปเดียว หรือว่าหลายๆ รูป

    ท่านอาจารย์ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มีกลาปเล็กมาก ถ้าเพียงหนึ่งกลาปจะมองไม่เห็นเลย แล้วก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ทั่วตัว ไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่มีชีวิต ที่ใดที่มีรูป ที่นั่นก็มีอวินิพโภครูป ๘ แล้วก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ ถ้าแตกย่อยจนถึงรูปที่ละเอียดเล็กที่สุดที่ย่อยไปอีกไม่ได้ จึงจะเรียกว่าหนึ่งกลาป แล้วทั้งตัวของเราก็คือกองฝุ่น ซึ่งบางรูปก็เป็นรูปที่เป็นที่อาศัยเกิดของจิต เช่น จักขุปสาทเป็นที่อาศัยเกิดของจักขุวิญญาณที่กำลังเห็นในขณะนี้ แล้วก็ดับ เพราะว่าจักขุวิญญาณก็ไม่เที่ยง ไม่ใช่ว่ามีใครเห็นตลอดเวลา เราอาจจะเข้าใจว่าเราเห็นตลอดเวลา แต่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ และทรงแสดงประเภทของจิตโดยละเอียดมากว่า ในขณะที่เราคิดว่าเห็นตลอดเวลา จิตเกิดดับเท่าไหร่ แล้วก็แต่ละทวารไม่ปะปนกัน เช่น ทางตาจะมีจิตเกิดดับเท่าไหร่ แล้วก็ทางหูจิตเกิดดับเท่าไหร่ ซึ่งเหมือนกับว่าขณะนี้ทั้งเห็นและทั้งได้ยินด้วย นี่คือผู้ที่ยังไม่ตรัสรู้คือไม่ใช่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ต่อเมื่อใดที่สามารถที่จะฟังพระธรรม และก็เริ่มเข้าใจถูกต้องในเรื่องของสภาพธรรม ซึ่งขณะนี้เคยคิดว่าเป็นเรา แต่ก็เป็นธรรมทั้งหมดทุกอย่าง คือจะต้องเป็นจิตเป็นเจตสิกเป็นรูปนั่นเอง

    แล้วก็ถ้าฟังโดยละเอียดต่อไป ก็จะเห็นการเกิดดับสืบต่อของจิตตั้งแต่เกิด คือขณะปฏิสนธิจนกระทั่งจุติ แล้วก็ไม่จบ ก็จะต้องมีการเกิดสืบต่อในชาติต่อไป แล้วก็ไม่ใช่เพียงชาตินี้ ถอยไปนานแสนนานก็เป็นอย่างนี้ แต่ละชาติเกิดมาก็ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แต่ละชีวิตก็ต่างกัน ไม่ใช่ว่าเราจะเห็นเหมือนกัน แต่ถึงแม้ว่าเห็นเหมือนกัน ความคิดก็ยังต่างกัน บางคนก็เป็นกุศล บางคนก็เป็นอกุศล และกุศลก็หลากหลายไม่ใช่มีแต่เพียงทานหรือศีล ยังมีการที่จะอบรมจิตให้ถึงระดับขั้นสูงขึ้น ซึ่งพ้นจากที่กำลังเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน

    ผู้ฟัง ผมมีคำถาม ธรรมชาติของสัตว์โลก ถ้าหากว่าสมมติว่าตาเห็น ก็จะมีเห็นดี ก็จิตดวงหนึ่ง เห็นไม่ดีก็จิตอีกดวงหนึ่ง ทีนี้ความแตกต่างระหว่างบุคคล คือสมมติว่าเราเห็นกองอุจจาระ ก็ไม่ดี แต่ว่าสุนัขเมื่อเห็นชอบ กรณีอย่างนี้จะตัดสินได้อย่างไรว่าสิ่งที่ถูกเห็นเป็นเห็นดีหรือเห็นไม่ดีได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ จิตเห็นเป็นสุนัข หรือเป็นคน หรือเป็นเทวดา หรือเป็นปลา เป็นนก จิตไม่ใช่รูป แต่เรายึดถือรูป เวลาที่มีการเห็น ช้างเห็น คนเห็นตามรูป แต่ถ้าเราเอารูปออก ไม่คิดถึงรูปเลย คิดถึงแต่ธรรมชาติหรือธรรมหรือธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น และก็รู้คือเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏคือในขณะนี้เอง ขณะนั้นเป็นคน หรือเป็นอะไร หรือเป็นจิตเป็นเจตสิก เป็นรูป

    ผู้ฟัง เป็นจิตเห็น

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องสุนัข เรื่องคน เรื่องนก เรื่องอะไร ไม่ต้องคิดถึงเชื้อชาติ จิตเห็นก็ไม่ใช่ชาติไทยชาติฝรั่ง ไม่ใช่สุนัขไม่ใช่เทพไม่ใช่อะไร เป็นจิตเห็น

    ผู้ฟัง ที่บอกว่าเป็นของดีสำหรับสัตว์ที่เกิดในภูมินั้น อันนี้พอจะฟังได้ไหม

    ท่านอาจารย์ นั่นต้องหลังเห็น เห็นต้องเป็นเห็น จะเห็นอะไรก็เสมอเหมือนกันหมด ไม่ว่าใคร จิตเห็นเป็นจิตเห็น จิตได้ยินไม่ใช่เห็นแล้ว จิตได้กลิ่นแล้วแต่กลิ่นอะไร ไม่มีชื่อ กลิ่นไม่มีชื่อเลย รสก็เหมือนกัน หรือสิ่งที่กระทบสัมผัส ก็แล้วแต่ว่าสุนัขก็กระทบเย็นร้อนอ่อนแข็งได้ คนก็ได้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นเป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยกายปสาท ถ้าไม่มีกายปสาทซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วตัว จะไม่มีการรู้เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว จะไม่เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ทางกาย ก็ต้องแยกออก เพราะว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องสภาพธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งไม่ใช่เราไม่เป็นเรา แต่เป็นธรรมและก็เป็นอนัตตา

    ถ้าจะเข้าใจคำว่าอนัตตา ไม่ใช่เผินๆ ว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา แต่ต้องรู้ว่าแล้วสิ่งที่มี อะไรเป็นอนัตตา เช่น กำลังเห็นเป็นอนัตตาต้องบอกได้ ไม่ใช่อะไรอะไรก็เป็นอนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอนัตตา แล้วถามว่าเห็นเป็นอนัตตาหรือเปล่า จะตอบว่าอย่างไร ในเมื่อกล่าวแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา หมายความว่าเว้นไม่ได้เลย ความรู้สึกเป็นอนัตตาหรือเปล่า ความโกรธความรักความชังเป็นอนัตตาหรือเปล่า บังคับได้ไหม นี่คือการศึกษาธรรมที่รู้จักธรรมว่าเป็นธรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ เอาชื่อออกหมด เพราะกำลังกล่าวถึงสภาพธรรม อย่างเห็นอย่างนี้ไม่ต้องใช้ชื่ออะไรเลยก็ได้

    เพราะฉะนั้นเพียงชื่อยังไม่ต้องใช้ เพราะฉะนั้นจะบัญญัติว่าเป็นสุนัขเป็นคนเป็นชาติจีนชาติไทยก็ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่ากำลังกล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริง แต่ต้องอาศัยชื่อ เพื่อให้รู้ว่าหมายความถึงสภาพธรรมอะไรในขณะใด เช่น ถ้าพูดถึงเห็น เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ขณะนี้กำลังพูดถึงสภาพธรรมที่สามารถรู้ว่ามีอะไรกำลังปรากฏทางตา หรือว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะนี้เป็นอย่างไร สว่างหรือว่ามีสีสันวัณณะต่างๆ รูปร่างสัณฐานต่างๆ เพราะว่าขณะนี้มีจริงๆ แต่ต้องใช้คำเพื่อที่จะกล่าวถึง ไม่ให้ปะปนกับขณะที่กำลังได้ยินเสียง ซึ่งเป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง จิตต้องอาศัยรูปจริง แต่จิตไม่ใช่รูป เพราะฉะนั้นการศึกษาต้องศึกษาแต่ละอย่าง ถ้าศึกษาเรื่องจิตก็ต้องรู้ว่าขณะนี้กำลังพูดถึงเรื่องนามธรรม ไม่ใช่พูดถึงเรื่องรูปธรรม ต้องแยก

    ผู้ฟัง แล้วรูปธรรมกับนามธรรมก็ต้องอาศัยซึ่งกันและกันเกิดใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ซึ่งต่อไปก็จะได้รู้ว่าในภูมิที่มีขันธ์ ๕ นามธรรมกับรูปธรรมต้องอาศัยกันทุกขณะ

    ผู้ฟัง มีผู้ฟังฝากเรียนถามว่า การที่บางท่านกล่าวว่าให้ปล่อยวางเสียบ้าง อย่าไปยึดติด พอทำใจให้ปล่อยวางคือทำเฉยๆ ก็รู้สึกสบายบ้าง แล้วการปล่อยวางจริงๆ คือจิตกำลังทำอะไรหรือเปล่า เป็นการปลอบใจตัวเอง หรือหลอกตัวเองหรือเปล่า อยากให้ช่วยอธิบาย

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างควรที่จะได้เข้าใจให้ชัดเจน ถ้ามีผู้ที่บอกว่าให้ปล่อยวาง ก็น่าจะถามว่าให้ปล่อยอะไรวางอะไร ไม่ใช่พอเขาบอกว่าให้ปล่อยวาง เราก็ตามเขาไปเลยใช่ไหม พากันปล่อยวาง แต่ความจริงต้องถามว่าให้ปล่อยอะไร ให้วางอะไร หรือว่าจะให้ปล่อยวางอะไร จะมีคำตอบสำหรับผู้ที่บอกว่า ให้ปล่อยวางไหม ยังไม่รู้เลยว่าจะให้ปล่อยอะไร วางอะไร แต่ปล่อยวางที่นี่หมายความถึง ปล่อยวางความเป็นเราด้วยความเห็นถูกเข้าใจถูก เพราะเหตุว่าทุกข์ทั้งหลายที่มีเพราะมีเรา ถ้าไม่มีเราเป็นแต่เพียงธรรมเท่านั้น จะเดือดร้อนไหม แล้วธรรมนั้นๆ ก็ต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย ใครจะเลือก ใครจะบังคับให้ธรรมชนิดนี้ไม่เกิดกับตน ให้ไปเกิดกับคนอื่นก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าธรรมเป็นธรรม เมื่อธรรมแต่ละอย่างเกิดแสดงว่า มีเหตุปัจจัยพร้อมที่จะให้เกิดเป็นอย่างนั้น จะให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า ธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เกิดเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่จะเป็นอย่างนี้ ขณะนี้มีใครง่วงนอนไหม ถ้ามีเกิดแล้ว เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ต้องง่วง ขณะนี้มีใครรู้สึกเจ็บตรงไหนไหม ไม่ให้เจ็บไม่ได้ เพราะว่ามีเหตุปัจจัยเกิดแล้วปรากฏแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะรู้จักธรรม ก็คือรู้จักเมื่อธรรมเกิด เกิดเป็นอย่างไร ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วก็เกิดมาจากเหตุอะไร นั่นจึงจะสามารถที่จะปล่อยวางความเห็นผิดและก็การยึดถือธรรมว่าเป็นเรา เพราะเหตุว่าที่เราเดือดร้อนกัน เพราะไม่รู้ว่าธรรมเป็นธรรม ธรรมที่เกิดทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายถือว่า เป็นเราเกิด แล้วก็เราตาย แต่ถ้ารู้จริงๆ ว่าเป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีเราเลย ก็เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่มีเพราะความไม่รู้ ถ้ามีความรู้เพิ่มขึ้น ก็จะมีความเข้าใจ ซึ่งจะทำให้ค่อยๆ ละ ค่อยๆ วางความเป็นตัวตนจากสภาพธรรมนั้นๆ ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ว่าปล่อยวางก็ปล่อยวาง แต่ไม่รู้ว่าปล่อยวางอะไร ต้องมีความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย

    คงเคยได้ยินคำว่าอุปาทาน ความยึดมั่น ทุกคนที่ไม่รู้แจ้งสภาพธรรมว่าเป็นธรรม มีความยึดมั่น ซึ่งความยึดมั่นในภาษาบาลีที่เป็นอุปาทาน มี ๔ อย่าง กามุปาทานหนึ่ง ทิฏฐุปาทานหนึ่ง สีลัพพตุปาทานหนึ่ง อัตตวาทุปาทานหนึ่ง อุปาทานมี ๔ เราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่สภาพธรรมที่เป็นอุปาทานก็ได้แก่ โลภะ ฟังชื่อไม่มีใครชอบโลภะ แต่ความจริงแล้วก็เป็นสภาพของเจตสิกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความติดข้อง มีหลายชื่อมากเลย เพราะเหตุว่าความติดข้องมีตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งถึงมากมายมหาศาล เช่น อาสาเป็นอีกชื่อหนึ่งของโลภะ ภาษาไทยความหมายอย่างหนึ่ง แต่ความหมายในภาษาบาลีคือความหวัง แค่หวังก็เป็นความติดข้อง เป็นลักษณะของโลภเจตสิก ไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้นในอุปาทาน ๔ ก็จะเป็นโลภะ ความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ เพราะเหตุว่าคำว่ากามหมายความถึงสภาพที่ใคร่หรือน่าใคร่ เราเกิดมาในโลกที่มีรูป มีจิตเจตสิกจริง แต่ในภูมินี้มีรูปด้วย เฉพาะพวกอรูปพรหมภูมิเท่านั้น ที่มีแต่นามธรรม คือจิตและเจตสิกเกิด โดยไม่มีรูป แต่ภูมิอื่นตั้งแต่เบื้องต่ำสุด อบายภูมิ ๔ นรก เปรต อสุรกาย มนุษย์ เทวดา รูปพรหมพวกนี้ มีรูปทั้งหมด เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีรูป แล้วก็มีทางที่จะเห็นรูป เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ถ้าจิตไม่เกิดไม่ปรากฏ เพราะไม่มีใครเห็น และก็ไม่ใช่คนที่เห็นด้วย แต่เป็นนามธรรมที่สามารถเกิดขึ้น และก็เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตาไหม ตามความเป็นจริง เมื่อมีรูปและก็มีจิตเห็น ก็มีความติดข้องในสิ่งที่เห็น นี่เป็นของที่แน่นอนที่สุด ไม่มีใครที่ไม่อยากเห็น แล้วก็เวลาที่เห็นซึ่งทุกคนรู้ว่าต้องเห็น ก็อยากเห็นแต่สิ่งที่สวยๆ งามๆ ในบ้านทุกคนกลับไปดู มีสิ่งที่พอใจทั้งนั้นเลย มีดอกไม้ มีสวนดอกไม้ ห้องนอนมีสารพัดอย่าง ซึ่งสีสันต่างๆ ที่ทำให้พอใจ ถ้าไม่พอใจจะไม่อยู่ที่นั่น ในบ้านก็ไม่อยู่ ก็ออกไปนอกบ้าน ในสิ่งที่ไม่พอใจ

    เพราะฉะนั้นเราติดในสิ่งที่น่าใคร่คือรูป ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ภาษาบาลีเรียก ธาตุ ๓ คือธาตุดินธาตุไฟธาตุลม ซึ่งสามารถที่จะปรากฏเมื่อกระทบสัมผัสว่าโผฏฐัพพะ เพราะเหตุว่ามีถึง ๓ รูป สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้เป็นรูปๆ หนึ่ง เพราะไม่ใช่สภาพรู้ เสียงที่กำลังได้ยินในขณะนี้ก็เป็นรูปๆ หนึ่ง ไม่ใช่สภาพรู้ กลิ่นก็เป็นรูปที่ไม่ใช่สภาพรู้ ๓ แล้ว รสก็เป็นรูปที่ไม่ใช่สภาพรู้ ส่วนเย็นหรือร้อนเป็นธาตุไฟหนึ่ง อ่อนหรือแข็งเป็นธาตุดินหนึ่ง ตึงหรือไหวเป็นธาตุลมหนึ่ง อีก ๓ รูป ในชีวิตของเราก็ติดอยู่ในรูป ๗ รูปนี่แหละ ไม่ได้เกินไปกว่านี้เลย เพราะว่าปรากฏทุกวันให้เห็น ให้ติด ให้พอใจ เสียงก็เหมือนกันก็ปรากฏทั้งวัน และก็ต้องการเสียงที่ดี

    เพราะฉะนั้นความติดในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ เป็นกามุปาทาน ความยึดมั่นในรูป มีใครคิดที่จะสละรูป ละรูป ไม่ต้องการรูปบ้างหรือเปล่า เรายังอยู่ในภูมิที่มีรูป เราก็จะอยู่ในภูมิมนุษย์และเทวดา สำหรับกุศลที่เป็นระดับขั้นของทานศีล ยังไม่ถึงขั้นระดับที่ความสงบของจิตจะถึงภูมิของจิตที่สูงกว่าระดับนี้ เพราะฉะนั้นในภูมิหรือในที่เกิดหรือในสภาพของจิต ซึ่งยังติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในสัมผัส จิตเหล่านี้ทั้งหมดทั้งวันทั้งคืนทั้งเดือนทั้งปีทั้งชาติ วนเวียนอยู่ในรูปเหล่านี้ จึงชื่อว่ากามาวจรจิต

    ซึ่งเรากำลังพูดถึงเรื่องอุปาทาน ๔ อุปาทานที่หนึ่งคือกามุปาทาน ความยึดมั่นในกาม รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ซึ่งทุกคนก็พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่า มีความยึดมั่นในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะมากน้อยแค่ไหน ทราบไหมว่าใครสามารถที่จะดับได้ พระโสดาบันยังดับไม่ได้ พระสกทาคามีซึ่งเป็นพระอริยบุคคลที่สูงกว่าพระโสดาบันขั้นที่ ๒ ก็ยังดับไม่ได้ ต้องถึงพระอริยบุคคลขั้นที่ ๓ คือพระอนาคามีบุคคล จึงจะดับได้ ความยินดีติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้นธรรมเป็นสิ่งที่จริงและก็พิสูจน์ได้ ในเมื่อติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ มานานแสนนาน ต้องอาศัยปัญญาระดับไหน ถึงแม้ว่าใครจะเคยบำเพ็ญกุศลขั้นความสงบของจิตถึงขั้นฌาน และก็เกิดเป็นพรหมในพรหมโลก แต่ว่ายังไม่เป็นพระอนาคามีบุคคลก็ยังต้องกลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมเป็นเรื่องตรง ประการแรกไม่ใช่ให้ละความยินดีติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะไม่ใช่ฐานะของปุถุชน ไม่ใช่ฐานะของพระโสดาบัน แต่เป็นฐานะของพระสกทาคามีบุคคล ซึ่งอบรมเจริญปัญญาจนถึงพระอนาคามีบุคคลแล้วจึงจะดับได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นปุถุชนธรรมดา หรือว่าผู้ที่เพียงเริ่มที่จะศึกษาพระธรรม ไม่ใช่ว่าไปให้ทำตัวให้ลำบาก แล้วก็คิดว่าจะละความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะด้วยวิธีอื่น เพราะเหตุว่าวิธีอื่นไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้เลย แต่เมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ทรงดับกิเลส แล้วก็แสดงหนทางที่จะดับกิเลสได้ และก็ผู้ที่ดับกิเลสเพราะได้ประพฤติอบรมปัญญาตามพระองค์ก็มีมาก

    เพราะฉะนั้นเรื่องของอุปาทานมี ๒ คือกามุปาทานเป็นโลภเจตสิก และก็อุปาทานที่เหลือ ๓ อุปาทาน คือ ทิฏฐุปาทาน ความยึดมั่นในความเห็นผิด สีลัพพตุปาทาน การลูบคลำทดลองประพฤติปฏิบัติข้อปฏิบัติที่ผิด แล้วก็อัตตวาทุปาทาน การยึดมั่นในสิ่งที่มีว่าเป็นเรา



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    27 ก.ย. 2568

    ซีดีแนะนำ