ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518


    ตอนที่ ๑๕๑๘

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ แล้วแต่ว่าจะมีความเข้าใจเกิดขึ้นเมื่อไร ขณะนั้น ปัญญาจะทำให้เราเข้าใจถูก แทนที่จะโกรธก็ไม่โกรธ เพราะเหตุว่าทำเอง

    ผู้ฟัง ฟังเรื่องปฏิสนธิจิต และจุติจิตก็สงสัยว่าบิดามารดา ที่มีบุตรหลายๆ คน จะเห็นว่าบุตรแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วก็อาจจะมีสักคนหนึ่งในจำนวนหลายๆ คนนั้น ที่อาจจะเรียกว่าแปลกไปจากคนอื่น ถ้าเป็นในลักษณะอย่างนี้ จะอธิบายในเรื่องปฏิสนธิจิตอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องทราบว่าทุกคนมีกรรมเป็นของๆ ตน กรรมของลูกไม่ใช่กรรมของแม่ เวลานอนหลับสนิท มีลูกของเราไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ก็แสดงว่าจริงๆ แล้วทุกคนเกิดมาคนเดียว หรือว่าอยู่คนเดียวในโลกถ้าเราจะเข้าใจถูกต้องว่าตอนที่เรานอนหลับสนิทโลกนี้ไม่ปรากฏเลย แต่เพราะมีตา จึงเห็น ชั่วขณะหนึ่งที่เห็น คนอื่นเห็นด้วยกับเราในขณะที่เรากำลังเห็นด้วยหรือไม่ แต่ละคนก็เกิดมาตามกรรมของแต่ละคน แม้จะเห็นขณะนี้ก็ต่างคนต่างเห็น แต่ละคน ก็เห็น เวลาได้ยินเสียงก็แต่ละขณะของแต่ละคน ก็ต่างคนก็ต่างได้ยิน

    เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริง ทุกคนอยู่ในโลกคนเดียว แต่ว่าเหมือนมีหลายคน เพราะว่าคิดนึกถึงคนอื่น แต่ว่าคนอื่นนี่จะเป็นของเราจริงๆ หรือว่าเฉพาะกรรมของเราที่ได้กระทำแล้วเท่านั้นที่เป็นของเราจริงๆ เรามีไหมในขณะหลับสนิท ไม่มีเลยนี่คือธรรม เพราะฉะนั้นธรรมก็ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งขณะที่หลับสนิทก็จะเห็นความเป็นธรรมมชัดเจนว่าไม่มีเรา แต่เมื่อมีเห็น เห็นก็คือเห็น เห็นคนเดียวด้วย และก็เห็นก็ดับไป ได้ยินก็คนเดียว

    เพราะฉะนั้นให้เข้าใจให้ถูกต้องว่าทุกคนอยู่ในโลกคนเดียวกับความคิดนึกของตัวเอง แล้วแต่ว่าเราเห็นแล้ว เราคิดดี คิดไม่ดี ซึ่งคนอื่นก็เห็น เขาสะสมมาที่จะคิดดี คิดไม่ดีก็เป็นไปตามการสะสม บางคนก็มีทุกข์มากเพราะว่าคิดแต่เรื่องทุกข์ เรื่องไม่ทุกข์ไม่คิด เป็นเรื่องของเขาเองที่เขาคิดอย่างนั้น เขาสะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น จะไปเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้ แต่ให้ทราบจริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วก็มีแค่จิตและเจตสิกกับรูป

    เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าความเข้าใจของเราจะมากน้อยชัดเจนขนาดไหน เรารู้ถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงแค่ไหน แต่ถ้าเริ่มต้นว่าเป็นธรรมซึ่งเป็นจิตเจตสิกรูป เสมอๆ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นเราก็จะรู้ว่าขณะนั้นเป็นธรรมอะไร เป็นจิตหรือเป็นเจตสิก หรือรูปจริงๆ แล้วมีลูกหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าทุกคนมีในความคิดและความคิดนั้นจึงทำให้มีของเรา

    ผู้ฟัง เป็นญาติพี่น้องกันอะไรอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเลย แล้วก็ทรงจำไว้ แต่คืนนี้ก็ลืมหมด พอหลับสนิทก็ไม่เหลืออะไรอีก แต่พอตื่นขึ้นก็เริ่มแล้ว มีโน่นมีนี่หลายอย่าง ทุกครั้งที่เห็นทุกครั้งที่ได้ยิน จะมีความคิดติดตามมาทุกเรื่อง ถ้าเราเห็นคนที่เราไม่ค่อยรู้จัก เราอาจจะคิดถึงเขานิดเดียวใช่ไหม แต่ถ้าเป็นคนที่เรารู้จักเรื่องยาวอาจจะคบกันมา ๓๐ ปี สมัยโน้นเขาทำอะไรบ้างอะไรอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของความคิดนึก

    ต้องแยกโลก ๖ โลกนี้ออกว่าโลกทางตาแค่เห็น แต่นำมาซึ่งเรื่องราวมากมายมหาศาลให้ทราบว่าเพียงคิด เพราะถึงเวลาที่หลับสนิทหายไปไหน ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นตื่นขึ้นมาเมื่อไรคิดเมื่อนั้นก็เป็นเรื่องของความคิดนึก หลังจากที่เห็นแล้วได้ยินแล้ว พวกนี้ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวที่มีจิตเจตสิกรูป ถ้าไม่มีจิตเจตสิกรูป เรื่องราวต่างๆ จะไม่มี เพราะฉะนั้นแก่นแท้จริงๆ ก็คือปรมัตถธรรม ซึ่งจะไม่พ้นจากจิต เจตสิกรูป และเรื่องนี้จะแจ่มแจ้งขึ้นอีกถ้าเราจะกล่าวถึงที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ คือวัฏฏ์ ๓ กิเลส กรรม วิบาก เพราะว่าเรากำลังพูดเรื่องแค่กรรมกับวิบาก แต่ก็มีกิเลสด้วย

    สำหรับวันนี้ก็คิดว่าเราคงจะเริ่มสนทนากันเรื่อง "จิต" ได้แล้ว เพราะเหตุว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็เป็นเรื่องของจิตของแต่ละคนนั่นเอง สำหรับวันนี้ก็ต้องขอคัดข้อความจากพระไตรปิฎกซึ่งจะทำให้เข้าใจว่า แม้แต่เทวดาก็ยังต้องมาเฝ้ากราบทูลถามพระผู้มีพระภาคในเรื่องของจิต ก็ขอเชิญ

    อ.ประเชิญ ข้อความในสังยุตนิกายสังฆาตวรรคชื่อว่าจิตตสูตร เทวดาได้มาทูลถามพระผู้มีพระภาค เทวดาถามว่าโลกอันอะไรย่อมนำไป อันอะไรหนอย่อมเสือกใส่ไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคืออะไร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า โลกอันจิตย่อมนำไป อันจิตย่อมเสือกใสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือจิต

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าวันนี้ใครรู้สึกตัวบ้างไหมว่าถูกเสือกไสไปทางไหนบ้างตั้งแต่เช้านี้ แต่ละชีวิตนี้ไม่เหมือนกันเลยแล้วก็ไม่รู้ตัวเลย เราเกิดมานี่เราก็ไม่ทราบเลยว่าแท้ที่จริงแล้วที่แต่ละชีวิตมีวิถีชีวิตหรือวิถีจิตต่างกัน ก็เพราะเหตุว่าการสะสมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เมื่อเกิดมาแล้วที่จะไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก ไม่มีลิ้น ไม่มีกาย ไม่มีใจ เป็นไปไม่ได้เลย และโลกก็มีอยู่เท่านี้ ทุกวันแต่ว่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้เหตุการณ์วันนี้กับเหตุการณ์ของวันต่อๆ ไปก็ต่างกันไป ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแม้แต่ขณะต่อไป

    ขณะนี้ทุกคนอยู่ในห้องนี้ ข้างนอกมีอะไรเกิดขึ้นทราบไหม ไม่มีทางรู้ได้เลย แต่ละคนก็อยู่ในโลกแต่ละใบจริงๆ ขณะนี้โลกนี้ อยู่ตรงนี้เห็นสิ่งนี้ เสือกไสหรือนำมาที่นี่หรือไม่ มาแล้ว แล้วก็ต่อไปก็จะเสือกไส นี่เป็นคำที่ฟังดูไม่ไพเราะ แต่ก็เป็นภาษาที่ตรง จริงๆ แล้วพระไตรปิฏก คำพูดที่มาจากคำแปล เป็นคำที่ตรงแล้วก็บางทีเราอาจจะถือภาษาของเราว่าคำนี้เป็นคำที่เหมาะหรือคำนั้นไม่เหมาะ แต่ลักษณะของสภาพธรรมนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ คือไม่มีใครสามารถที่จะหยุดยั้งจิต และก็การสะสมของจิตของแต่ละคนได้

    เพราะฉะนั้นคำพูดที่เราใช้ในชีวิตของเรา เราอาจจะไม่รู้ว่า นั่นคือความหมายจริงๆ ของสภาพธรรม เช่นเราใช้คำว่าวิถีชีวิต แต่ความจริงถ้าไม่มีจิตไม่มีวิถีชีวิตแน่ แต่ถ้าเราไม่รู้เรื่องจิตเลย เรารู้แต่คำว่าชีวิต แต่ว่าชีวิตนี้คืออะไร สภาพธรรมที่มีจริงๆ ก็คือจิตเจตสิกรูป ส่วนนิพพานแม้ว่ามีจริง แต่ว่าถ้ายังไม่มีปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ก็ไม่มีทางที่จะถึง แต่เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริง แล้วเราเริ่มถูกเสือกไส หรือว่า ถูกนำมาฟังพระธรรมในที่นี้ อาจจะคิดว่าเพื่อนฝูงชักพามาหรือว่าคนอื่นชักชวนมา แต่จริงๆ คนที่ถูกชวนแล้วไม่มา ก็มี เพราะฉะนั้นก็เป็นสภาพของการสะสมของจิตแต่ละขณะนี้ที่จะทำให้วิถีชีวิตหรือสภาพธรรมต่อไปที่จะเกิดขึ้นเป็นอะไรตามการสะสม

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมก็คือการที่จะศึกษาเรื่องราวของชีวิตความเป็นไปในโลกทั้งหมดของตัวเองและของคนอื่นด้วย เริ่มที่จะมีความเห็นถูกมีความเข้าใจถูกโดยอาศัยพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง ยิ่งศึกษายิ่งรู้ว่า คนอื่นไม่สามารถที่จะกล่าวคำใดๆ ให้เหมือนกับพระธรรมที่ทรงแสดงได้เลย เพราะเหตุว่าเป็นสัจจธรรมเป็นคำจริงทุกอย่างซึ่งสามารถที่จะพิสูจน์ได้

    ในคราวก่อน เราก็ได้พูดถึงเรื่องของจิต ซึ่ง ในภาษาไทย เราก็อาจมีคำที่คุ้นหู แต่ เราอาจจะไม่ทราบว่ามีความหมายอย่างเดียวกัน เช่นคำว่าวิญญาณ คำว่าหทัย ชื่อที่น่าสนใจนี่รู้สึกทุกคนก็คงจะสนใจชื่อว่าวิญญาณใช่ไหม เพราะว่าพูดกันมากในภาษาไทยแล้วก็ไม่ค่อยจะเข้าใจความหมายจริงๆ เพราะเหตุว่าถ้าไม่ได้ศึกษาก็จะไม่รู้เลยว่าวิญญาณกับจิตนั้น ไม่ได้ต่างกัน เพียงแต่ว่าจิตมีมากมายหลากหลาย เพราะเหตุว่า วันหนึ่งๆ จิตเป็นเพียงสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ มีหน้าที่รู้เท่านั้น แต่ว่ามีเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วย และทั้งเจตสิกที่เป็นฝ่ายดี เจตสิกที่เป็นฝ่ายไม่ดี คือฝ่ายอกุศลก็ ทำให้จิต ต่างกันหลากหลายมากแล้วก็ ใช้คำต่างๆ กันด้วย เช่นจิตเห็นขณะนี้มีแน่นอน แต่ใช้คำว่าจักขุวิญญาณ ไม่ใช่คำว่าจิตเห็นอย่างภาษาไทย แต่ใช้คำว่าจักขุวิญญาณ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจถูกต้องว่าจะใช้คำว่า จิต หรือจะใช้คำว่าวิญญาณก็คือสภาพธรรมที่เป็นจิตปรมัตถ์คือเป็นสภาพรู้ หรือเป็นธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่ในการรู้ ซึ่งต่างกับเจตสิกอื่นๆ ซึ่งมีเจตสิกทั้งหมดถึง ๕๒ ประเภท

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ถ้าเราเข้าใจถูกต้องตั้งแต่ต้น เราก็จะไม่มีความสงสัย และสับสน เช่นบางคนอาจจะสงสัยว่าเวลาที่ตายแล้ววิญญาณออกจากร่าง ก็ชอบพูดกันมาก แต่วิญญาณออกไปไหนไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าวิญญาณเกิดขึ้นและมีหน้าที่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏแล้วดับทันที การเกิดขึ้นของจิตไม่ได้อาศัยมืออาศัยเท้าที่จะไปไหน มาไหน แต่เป็นธาตุชนิดหนึ่ง ถ้าใช้คำว่าธาตุ ทุกคนก็คิดถึงความหมายที่ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่เป็นของใคร ลักษณะของไฟที่ร้อน มีใครเป็นเจ้าของไฟหรือ มีไหม ไม่มี ฉันใด จิตซึ่งเป็นนามธาตุเมื่อใช้คำว่าธาตุ ก็หมายความว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของจิต แต่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้นทำหน้าที่เฉพาะหน้าที่ของจิตประเภทนั้นๆ แล้วก็ดับ

    เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ที่เราบอกว่าเราทำงาน ความจริงใครทำ จิตกับเจตสิก และรูปเท่านั้นเอง ต่อไปนี้เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นสัจจธรรม เป็นความจริง เมื่อทรงแสดงว่า สภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่ของเรา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ต้องจริงตลอดไป เพียงแต่ว่าปัญญาของเรา สามารถที่จะรู้จริงอย่างนั้นหรือไม่ หรือว่าเพียงแต่เริ่มจะฟัง เริ่มจะคิด เริ่มจะไตร่ตรองว่าสิ่งที่เราหลงเข้าใจผิด ยึดถือว่า เป็นของเราทั้งโลก ทั้งตัว ทั้งคนอื่นทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพียงสภาพธรรมที่มีลักษณะเป็นปรมัตถธรรมซึ่งใครๆ ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้คือเป็นจิตเป็นเจตสิก และเป็นรูปเท่านั้นเอง

    มีใครคิดว่าจะมีอย่างอื่นเกินกว่านี้ได้ สามารถที่จะหาลักษณะของธรรมอื่นนอกจากนี้ นอกจากจิต เจตสิก รูป ลองคิดดูมีอะไรในโลกนี้ และโลกอื่นๆ ทั้งหมดตลอดสากลจักรวาล อนันตรจักรวาลจะมีอะไรนอกจากจิต เจตสิก รูปบ้าง ต่อไปนี้ เวลาคิดเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นเราหรือไม่ ตอนนี้ยังคิดว่าเป็นเรา แต่ความคิดบังคับได้ไหม เวลาหลับจะให้คิดได้ไหม หลับสนิทจะให้คิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ตอนหลับก็มีเรื่องที่จำได้หมายรู้เช่นไปป่า ไปเที่ยว ไปรบ

    ท่านอาจารย์ ขอโทษตอนหลับสนิท

    ผู้ฟัง หลับสนิทก็ว่างนิ่งสงบ

    ท่านอาจารย์ ตอนหลับสนิทไม่เห็นอะไร คิดไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นธรรมนี้เป็นเรื่องตรงเป็นเรื่องจริง แล้วเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น พื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการฟังพระธรรมก็คือว่ามีความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแม้น้อยเพียงไม่กี่คำ แต่เข้าใจถูกเมื่อเข้าใจถูกแล้วเวลาที่ฟังธรรมต่อๆ ไป ความถูกต้องความเข้าใจก็จะมั่นคงขึ้น แต่ถ้าเข้าใจนิดหน่อยไม่เข้าใจชัดเจน เวลาที่ฟังเรื่องต่อไป ก็จะยิ่งสับสน

    เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจให้ถูกตั้งแต่ต้นว่าขณะที่คิด เราหรือที่คิด คือทุกอย่างเป็นอนัตตา จิต เจตสิก รูป ทุกอย่างที่มีจริงทั้งหมด เป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่ของใคร แต่ว่า เป็นสิ่งที่มีจริงๆ และเมื่อมีก็คือว่าเกิดขึ้น การที่จะเกิดได้ก็ต้องมีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ใช่เกิดขึ้นได้ตามใจชอบเพียงแต่ว่าเราไม่รู้ความจริง เราก็ยึดถือว่าเป็นเราทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นก็ขอเริ่มตั้งแต่ความคิด ถ้าเรารู้ว่าความคิดเป็นสิ่งที่มีจริง และสภาพธรรมที่มีจริงก็คือจิตเจตสิกรูป ซึ่งรูปคิดไม่ได้ รูปทำอะไรไม่ได้เลย ไม่เห็น ไม่หิว ไม่โกรธ ไม่ชัง เพราะเหตุว่ารูปธาตุหมายความถึงสภาพที่มีจริงแม้ว่ามองไม่เห็นก็จริง แต่ธาตุนั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น สภาพธรรมใดๆ ที่มีแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ สภาพธรรมนั้นเป็นรูปธาตุ หรือจะใช้คำว่ารูปธรรมก็ได้

    เพราะฉะนั้น เฉพาะจิตกับเจตสิกเท่านั้น ที่เกิดร่วมกันไม่แยกขาดจากกันเลย เพราะเหตุว่าจิตเป็นธาตุที่เกิดแล้วก็รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏให้รู้หน้าที่ของจิต อย่างเสียงขณะนี้ปรากฏ เพราะจิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง จิตเป็นสภาพที่รู้ว่าเสียงที่ได้ยิน มีลักษณะอย่างไร เสียงมีตั้งหลายเสียง และก็มีความต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรีต่างชนิด เสียงคนก็ยังสามารถที่จะจำได้ว่าใครพูด

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าจิตเป็นสภาพที่สามารถรู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทางตา เห็นเพชรจริงกับเพชรเทียมก็สามารถที่จะรู้ได้ ได้ยินเสียง เสียงไม่เหมือนกันเลย แต่จิตก็สามารถที่จะรู้แจ้งในเสียงแต่ละเสียง ไม่ว่าจะเป็นกลิ่น กลิ่นก็หลากหลาย พวกกลิ่นน้ำหอมต่างๆ จิตก็สามารถที่จะรู้ได้ แต่ต้องอาศัยแต่ละทางแล้วก็เกิดขึ้น และก็ดับไป ยิ่งรสก็หลากหลายมาก แต่จิตก็สามารถที่จะรู้

    เพราะฉะนั้นให้เข้าใจลักษณะแท้ๆ ของปรมัตถธรรมแต่ละอย่างว่า ถ้าเป็นจิตปรมัตถ์ ก็เป็นสภาพที่รู้แจ้งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าอารมณ์หรืออารัมณะในภาษาบาลี แต่ภาษาไทยเราใช้คำย่อว่าอารมณ์ ถ้ามีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ต้องมีอารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้ เพราะฉะนั้นเมื่อจะใช้คำว่าวิญญาณหรือจะใช้คำว่า หทัย มนัส หรืออะไรต่อไปอีกมากมายก็ตามแต่ แต่คำที่ทุกคนใช้ และอาจจะยังไม่เข้าใจก็คือวิญญาณมีความหมายอย่างเดียวกัน แต่เพราะเหตุว่าจิตหลากหลายมาก และก็ทำหน้าที่ต่างๆ กัน เราก็ใช้คำต่างๆ เพื่อที่จะเรียกจิตให้เข้าใจว่าหมายความถึงจิตประเภทไหน แล้วก็ต้องไม่ลืมว่าสภาพธรรมนี้เป็นอนัตตาเป็นธาตุซึ่งต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือนามธาตุ กับรูปธาตุ

    เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นธาตุจะไม่มีใครเป็นเจ้าของเลยบังคับบัญชาไม่ได้ทั้งหมด เป็นนามธาตุที่สามารถรู้ สามารถคิด สามารถจำ แต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์คือสิ่งที่ถูกรู้ และก็เจตสิกก็ทำหน้าที่ของแต่ละเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกับจิต

    เพื่อที่จะให้เข้าใจว่าวิญญาณกับจิตเหมือนกัน ไม่สับสน ก็ขอถามว่าขณะที่คิด ซึ่งทุกคนคิด เดี๋ยวนี้ก็กำลังคิด คิดมีจริงใช่ไหม คิดมี ถ้ามีก็เป็นปรมัตธรรม ถ้ามีเมื่อไร ถามว่ามีเมื่อไร ก็ต้องตอบว่ามีเมื่อเกิดขึ้น ถ้ายังไม่เกิด จะบอกว่ามีได้ไหม ไม่ได้ แต่มีเมื่อเกิดขึ้น พอเกิดขึ้น แล้วหมดไป จะกล่าวว่าสิ่งนั้นยังมีอยู่ได้ไหม ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังคิดหมายความว่าความคิดมีจริง เป็นปรมัตถธรรมอะไร ปรมัตถธรรมมี ๔ จิต เจตสิก รูป นิพพาน สมัยโบราณท่านย่อคำ จิตก็ใช้คำว่า จิ เจตสิกก็ใช้คำว่า เจ รูปก็ใช้คำว่า รุ นิพพานก็ใช้คำว่า นิ เลยกลายเป็นคาถาสำหรับคนที่ไม่เข้าใจความหมาย ก็ท่องว่าจิ เจ รุ นิ แต่ผู้ที่คิดคำนี้ก็คงจะหมายความว่าให้เราไม่ลืมว่าปรมัตถ์ธรรมมี ๔ สิ่งที่มีจริงๆ ที่ควรศึกษาควรเข้าใจก็คือสภาพธรรมที่มีจริงคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ถ้าบอกว่าคิดเป็นเจตสิกขณะนั้นช่วยอธิบายด้วยว่าทำไมคิดเป็นเจตสิก

    ผู้ฟัง คิดเป็นเรื่องของปรุงแต่ง เกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาแล้วก็รวบรวมประมวลความคิดต่างๆ

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แสดงว่าจิตกับเจตสิกต้องเกิดร่วมกัน แล้วแต่ว่าจะคิดเป็นกุศลคิดดี หรือคิดเป็นอกุศล แต่สภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้เรื่องที่คิดเป็นจิต แยกกันเกือบจะไม่ออกเลย เพราะเหตุว่าเป็นนามธรรมที่เข้ากันสนิท ถ้าอย่างเราเอารูปหลายๆ รูปมารวมกัน เช่นเราจะทำแกงเผ็ดเราก็มีเครื่องปรุงมีพริก มีหอมมีกระเทียม เอามาตำคลุกเคล้ากันหมด แล้วก็ใส่กะทิเข้าไปด้วยแยกออกไหม พอรับประทานแกงจะแยกออกได้ไหม น้ำแกงหนึ่งช้อน พอที่จะแยกออกได้ไหมว่าส่วนไหนเป็นเกลือ เป็นพริก เรียกว่าเป็นข่าเป็นตะไคร้ รวมกันหมดแล้ว นี่คือรูปธรรมซึ่งแยกไม่ได้ปรุงแต่งรวมกันแล้ว

    เพราะฉะนั้นนามธรรมคือจิตกับเจตสิก ถ้าไม่อบรมเจริญปัญญาจริงๆ เราไม่สามารถที่จะแยกลักษณะของจิตและเจตสิกได้ เพียงแต่ว่าเราสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าขณะนี้อะไรเป็นจิต อะไรเป็นเจตสิก เช่น เห็น คือสภาพที่สามารถรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นจิต แต่ขณะที่มีเห็นก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย อย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภทซึ่งยังไม่ขอกล่าวถึง แต่ถ้าเป็นจิตที่คิด ในขณะที่ฝัน ฝันก็คือคิดใช่ไหม เวลานี้คิดเป็นฝันหรือไม่ แต่เวลาฝันเป็นคิด เพราะอะไร

    (ศึกษา) ธรรมถ้าจะพิจารณาไตร่ตรองจะทำให้เราเกิดความเข้าใจของเราเอง นี่คือประโยชน์สูงสุดของการฟัง หรือการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการศึกษาด้วยการฟังเรื่องราวใดก็ตาม ถ้าฟังแล้วเกิดความเข้าใจของเราเองนั้นเป็นประโยชน์ แต่ถ้ายังเป็นความเข้าใจของคนอื่นยังไม่ใช่ความเข้าใจของเราจริงๆ ประโยชน์ที่ได้รับจากการฟังก็น้อย

    เพราะฉะนั้นขอเชิญทุกคนช่วยกันคิดด้วยว่าคิดเป็นฝันหรือไม่ ขณะนี้ทุกคนกำลังคิด เป็นฝันหรือไม่ ไม่ใช่ฝันใช่ไหม แต่ฝันเป็นคิดหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่คิด

    ท่านอาจารย์ อย่าลืม โลกนี้มี ๖ โลก ทางตาที่กำลังเห็นโลกหนึ่ง ไม่ปนกับโลกเสียงหรือโลกได้ยินเลย คนละเรื่อง ทางตา มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เป็นสีสันวัณณะต่างๆ มีความคิดในสิ่งที่ปรากฏทางตาว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นฟ้า เป็นดาว เป็นอะไรต่างๆ นั่นคือสิ่งที่ปรากฏทางตา มีรูปร่างสีสันต่างกัน ทำให้เกิดความทรงจำแล้วก็คิดเรื่องรูปร่างสีสันต่างๆ แต่ว่าทางหู มืด ไม่มีแสงสว่างใดๆ เลย ต้องแยก ๒ โลกนี้ออกจากกัน แม้ในขณะนี้ ทางหู หลับตาแล้วยังได้ยินเสียงไหม

    เพราะฉะนั้นเป็นคนละโลก เสียงทางหูก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเสียงดนตรี เป็นเสียงสัตว์เป็นเสียงคนต่างๆ นั่นก็เป็นโลกทางหู โลกทางจมูกก็คือขณะที่กลิ่นปรากฏ โลกทางลิ้นก็คือรสต่างๆ ปรากฏ โลกทางกายขณะนี้มีไหม กำลังกระทบสัมผัสสิ่งใดที่อ่อน หรือแข็งต้องปรากฏเมื่อกระทบกาย เย็นหรือร้อน ต้องปรากฏเมื่อกระทบกาย ถ้ามีน้ำแข็งวางอยู่ข้างหน้า แต่ไม่กระทบแล้วจะบอกว่าเย็นได้ไหม ไม่ได้ ยังไม่กระทบกายเพียงแต่จำ แต่ว่าเย็นจริงๆ จะปรากฏเมื่อกระทบกายประสาท ทุกครั้งที่เห็นจะต้องคิดถึงสิ่งที่เห็น ทุกครั้งที่ได้ยินก็คิดถึงสิ่งที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นขณะที่ฝ้นเป็นโลกทางไหน โลกทางใจ คิดหรือไม่ขณะที่ฝัน คิด คือต้องวิเคราะห์ และต้องพิจารณา ขณะที่ฝันคือคิด แต่ขณะเดี๋ยวนี้ที่คิดเป็นฝันหรือไม่ ต่างกันอย่างไร



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    18 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ