ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528


    ตอนที่ ๑๕๒๘

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ ซึ่งแม้ว่าไม่เรียกชื่อใดๆ เลยทั้งสิ้น สภาพธรรมนั้นก็เป็นจริงอย่างนั้น อย่างเช่นเห็นไม่ต้องเรียกเลยก็เห็น ได้ยินก็ไม่ต้องเรียกเลยก็ได้ยิน เสียงไม่ต้องมีใครเรียก เสียงก็มีจริงๆ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่มีจริงเป็นปรมัตถธรรม ไม่มีใครต้องเรียกชื่อใดๆ ทั้งสิ้น ถ้ามีความเข้าใจยิ่งขึ้น ถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง นั่นคือปัญญาเจตสิก แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่เข้าใจอย่างนี้ เราก็เรียกกันเองว่าปัญญา เหมือนสติไม่ใช่สติ เราก็เรียกว่าสติ เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาธรรมก็จะรู้ว่าคำที่ใช้ในพระพุทธศาสนา ใช้สำหรับแสดงลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงแต่ละอย่างตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้นถ้าภาษาไทยเราใช้ก็ต้องรู้ว่านั่นเป็นภาษาไทย แต่ถ้าเป็นคำที่หมายความถึงสภาพธรรม ก็ต้องให้ตรงกับคำที่ใช้ในพระพุทธศาสนา

    เพราะฉะนั้นขณะนี้เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เมื่อไหร่ เมื่อเข้าใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจจะบอกว่าเป็นปัญญาได้ไหม ก็ไม่ได้ ต้องเป็นผู้ที่ตรง การศึกษาธรรมถ้าไม่ตรงจะไม่ได้สาระจากพระธรรมเลย เพราะว่าเมื่อไม่ตรง จะถูกได้อย่างไร จะเข้าใจได้อย่างไร แล้วโดยเฉพาะความรู้ก็จะละความไม่รู้ แล้วก็ละอกุศลทั้งหลายด้วย มีปัญญาเท่านั้นที่จะละอกุศลได้ อย่างอื่นไม่สามารถที่จะละได้เลย เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ทราบแล้วใช่ไหม ขณะใดที่มีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก ก็ไม่ใช่เราหรือไม่ใช่ใครคนหนึ่งคนใดเลย แต่เป็นปัญญาเจตสิกที่เกิดแล้วก็ดับด้วย ขณะต่อไปที่ไม่มีปัญญาเกิดก็ไม่รู้อีกแล้ว

    ผู้ฟัง ขณะที่ฟังธรรม ก็เป็นบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่างหนึ่ง และขณะที่ฟังแล้วเข้าใจ ที่ท่านอาจารย์บอกว่าก็ประกอบด้วยปัญญา ถ้าในขณะที่ฟังแล้วก็น้อมพิจารณาตาม ปัญญานั้นจะแตกต่างกับฟังแล้วเข้าใจเฉยๆ หรือว่าถ้าเป็นฟังการบรรยายเรื่องอื่น ฟังแล้วก็เข้าใจ จะมีความแตกต่างในระดับของความเข้าใจทั้ง ๓ ประการอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าฟังเรื่องอื่น จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ไหม เพราะเดี๋ยวนี้มีจิต มีเจตสิก และมีรูปที่พร้อมที่จะให้พิสูจน์ให้เข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าฟังเรื่องอื่น ก็ไม่ใช่ปัญญาเจตสิก แต่ในขณะที่กำลังฟังเรื่องสภาพธรรมที่มีจริง เป็นปัญญาเจตสิก แต่ว่าระดับฟังเรื่องราวของสภาพธรรม ยังไม่ใช่การรู้จักลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ ด้วยปัญญาอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ศาสนาที่เพียงสอนเรื่องราว และให้เกิดปัญญาระดับที่เป็นตัวเราที่เข้าใจเรื่องราว นั่นก็ไม่ถูกต้อง เพราะว่าเมื่อทรงแสดงไว้ว่าสภาพธรรมที่มีจริง คือ จิต เจตสิก รูป ถ้าไม่มีจิต เจตสิก รูป คนก็ไม่มี สัตว์ก็ไม่มี ถ้าไม่มีรูปใดๆ เลยทั้งสิ้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ไม่มีใครสามารถไปรู้ได้ ถ้าไม่มีธาตุรู้สิ่งนั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่มีเรื่องสภาพธรรม คือจิต เจตสิก รูป และก็มีความเข้าใจเรื่องราว ผู้ฟังต้องรู้ว่าไม่ใช่ปัญญาที่รู้จริงระดับประจักษ์แจ้ง ที่สามารถที่จะละความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนได้

    เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนาจะมีปัญญา ๓ ระดับ สุตมยปัญญา ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง หมายความว่าฟัง ไม่ใช่ฟังเฉยๆ ฟังพิจารณาไตร่ตรองเข้าใจ ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะช่วงชิงไปได้เลย ถ้ามีปัญญาความเข้าใจธรรม ทรัพย์สินอื่นก็ยังถูกช่วงชิงลักพาไปได้ สาธารณะกับน้ำท่วม ไฟไหม้ได้ แต่ปัญญาเมื่อเกิดแล้วก็จะค่อยๆ เจริญขึ้น ถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น และเห็นคุณของปัญญามากขึ้น ก็จะมีการศึกษาธรรมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจะถึงระดับขั้นของสุตมยปัญญา ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง แล้วก็มีจินตามยปัญญา ฟังแล้วก็กลับไปบ้านอาจจะคิดไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้ยินได้ฟังอีก ลักษณะของรูป แข็งหรือร้อน เย็นหรืออ่อน พวกนี้ ฟังมาก็แล้วแต่ว่าสามารถที่จะระลึกได้เท่าไหร่ ใคร่ครวญได้เท่าไหร่ เข้าใจได้อีกเท่าไหร่ นั่นก็เป็นปัญญาระดับของความตรึกการคิดนึก ก็เป็นสุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ส่วนอีกขั้นหนึ่งเป็นภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาที่อบรมด้วยสติสัมปชัญญะ ซึ่งต้องอาศัยการฟังเข้าใจก่อน จึงสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้สติอีกระดับหนึ่ง สามารถที่จะเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แล้วเริ่มเข้าใจขึ้น จนกว่าสามารถที่จะประจักษ์แจ้งอริยสัจธรรมได้

    ก็มีปัญญา ๓ ระดับ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังค่อยๆ เกิด ถ้ามีความเข้าใจขึ้นก็จะทำให้วันหนึ่งวันหนึ่ง ซึ่งเราเคยคิดเรื่องอื่น เราก็อาจจะมีปัจจัยที่ทำให้เราคิดเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เวลาอ่านหนังสือเรื่องธรรม เป็นเรื่องของจิต เจตสิก ก็มีการไตร่ตรองให้เข้าใจขึ้น หรือว่าขณะที่ฟังธรรมทางวิทยุเรื่องของสภาพธรรม ก็จะมีการค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองหลังจากนั้น อ่านหนังสือพระธรรมมีมากเลย พระไตรปิฎก แล้วก็มีอรรถกถาด้วย ที่จะทำให้เราเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏทุกขณะในชีวิต ซึ่งเราเพิ่งเริ่มที่จะรู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรม ที่ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎก เพราะฉะนั้นก็จะทำให้มีปัญญาที่สามารถจะทำให้สติปัฏฐานหรือสติสัมปชัญญะเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม รู้จักตัวจริงของจิต รู้จักลักษณะของเจตสิกแต่ละอย่าง และรู้ลักษณะของรูป ซึ่งเกิดและดับด้วย เพราะว่าขณะนี้ต้องไม่ลืม เรายังไม่รู้ความเกิดและความดับ แต่ผู้รู้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สภาพธรรมใดมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น สภาพธรรมนั้นดับ ลักษณะที่เกิดดับเป็นลักษณะที่ไม่ยั่งยืน เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ไม่ได้ ต้องปราศไป แล้วก็เป็นอนัตตาคือไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้

    เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ว่า ขณะนี้สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ สิ่งนั้นต้องเกิด นี่เพียงขั้นคิด จริงหรือไม่จริง ถ้าไม่เกิดจะปรากฏได้ไหม เพียงแต่ว่าลักษณะการเกิดของสภาพธรรมนั้นไม่ปรากฏ เพราะเกิดดับสืบต่อเร็วมาก จึงไม่ปรากฏลักษณะที่เกิดและดับ แต่สิ่งใดก็ตาม แม้แต่แข็ง ซึ่งทุกคนกำลังกระทบที่โต๊ะ ความรู้สึกความเข้าใจเดิมๆ ก็คือว่าเหมือนมีโต๊ะอยู่แล้วในห้องนี้ นานแล้วด้วย มาเมื่อใดก็เจอทุกที แต่เวลาที่กระทบกาย มีการรู้สิ่งที่แข็งตรงนั้น กายปสาทต้องเกิดและยังไม่ดับ รูปแข็งต้องเกิดและยังไม่ดับ เป็นปัจจัยให้จิตในขณะนั้นเกิดขึ้นรู้ลักษณะแข็งที่กำลังปรากฏ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดขึ้นละเอียดขึ้น ซึ่งจะทำให้รู้จักพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้น ในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ และในพระมหากรุณาคุณ เพราะว่าทรงอบรมพระบารมีเพื่อที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลก ให้รู้แจ้งสภาพธรรมด้วยการทรงแสดงธรรม เพราะถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรม ไม่มีใครสามารถจะได้ยินได้ฟังเรื่องของจิต เจตสิก เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าปี สืบต่อมาจนกระทั่งถึงยุคสมัยนี้ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นปัญญาที่จะต้องค่อยๆ เจริญขึ้นตามลำดับขั้น ไม่ใช่เพียงขั้นการฟัง

    ผู้ฟัง ธรรมที่ท่านอาจารย์อัญเชิญมาแสดง รู้สึกว่าทำให้เกิดปัญญา ก็เลยคิดว่าจะเป็นไปได้ไหม ถ้าชาติหน้าเกิดมา อยากจะได้ฟังตั้งแต่ชั้นมัธยม ตอนนี้มาฟังก็เป็นป้า เป็นยายไปแล้ว ลักษณะอย่างนี้เป็นโลภะหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ เด็กๆ พอเห็นวัด สนใจ ยกมือไหว้ อยากรู้ว่ามีอะไรในวัด สอนว่าอะไร ก็เป็นการสะสมของแต่ละบุคคล คงไม่ต้องคอยจนถึงชั้นมัธยมก็ได้ และเรื่องของธรรมเป็นเรื่องที่ไม่ใช่การกะเกณฑ์ แต่ว่าตามอัธยาศัย แต่ละคนมีความเห็นซึ่งต่างกัน การที่เราจะเปลี่ยนความคิดของคนแต่ละคนยากมาก เพราะฉะนั้นจะเห็นลักษณะของการสะสมต่างๆ กัน คนหนึ่งก็คือหนึ่ง เพราะว่าแต่ละคนมีจิตเพียงหนึ่งขณะ จะไปเอาจิตของคนอื่นมาสืบต่อไม่ได้เลย เพราะว่าจิตขณะหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นอนันตรปัจจัย หมายความว่าทันทีที่จิตนี้ดับ จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ไม่ทราบมีงานศพที่ไหน แล้วก็ไปฟังปัจจัยกันบ้างหรือยัง เพราะว่าคราวที่แล้วเราก็ได้พูดไปหลายปัจจัย กัมมปัจจัยก็มี ท่านใช้คำว่ากัมมปัจจโย วิปากปัจจโย อนันตรปัจจโย พวกนี้ คือเรื่องของจิต เจตสิก รูป ทั้งหมด และจิตที่แม้เป็นอนันตรปัจจัย เมื่อจิตนั้นปราศไปก่อน จิตขณะต่อไปจึงจะเกิดได้ โดยวิคตปัจจัย ถ้ามีโอกาสไปฟังสวด ก็ฟังเรื่องของปัจจัย จะมีคำว่าวิคตปัจจัยด้วย

    เพราะฉะนั้นถ้าจิตนี้ยังไม่ดับ หรือยังไม่ปราศไป จิตขณะต่อไปจะเกิดสืบต่อไม่ได้ และจิตของใครก็จะต้องสืบต่อจากจิตที่ดับไปแล้ว และจิตตามที่เราเคยกล่าวถึงว่า แม้ว่าจะเป็นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม มองไม่เห็นเลย แตะต้องไม่ได้ สัมผัสไม่ได้ แต่ว่าความสามารถ หรือว่าลักษณะของจิต ก็จะมีได้หลายอย่าง ซึ่งก็คงจะขอกล่าวถึงในคราวต่อๆ ไป แต่จิตหนึ่งขณะซึ่งมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ ก็จะแบ่งย่อยออกเป็น ๓ ขณะย่อย คือขณะอุปาทขณะ ขณะเกิด ฐิติขณะ ขณะที่ยังไม่ดับ ภังคขณะ คือขณะที่ดับ เพราะว่าขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับ และขณะที่ยังไม่ดับ ก็ไม่ใช่ขณะที่เกิดกับไม่ใช่ขณะที่ดับ เพราะฉะนั้นวิคตปัจจัย หมายความถึงว่าเมื่อจิตขณะนั้นปราศไปโดยภังคขณะ คือไม่เหลือเลย จึงจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดได้ แล้วก็เพราะจิตนี้เกิดสืบต่อจากจิตขณะก่อน จึงสืบทอดทุกสิ่งทุกอย่างของจิตที่แล้วๆ มาทั้งหมด ทั้งในชาตินี้และในชาติก่อนๆ ได้

    เพราะฉะนั้นพอเราเกิดชาตินี้ เราก็มีหลายอย่างที่เราสะสมมา ไม่ใช่เฉพาะชาติเดียว แล้วก็จะสะสมต่อไปด้วย นี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ต้องห่วงใย ถ้าเราสามารถที่จะเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้ได้ด้วยกุศลกรรม แม้ว่าอกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วมีก็จริง แต่ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมในชาตินี้ก็ทำให้เราเกิด แล้วก็มีปัญญา แล้วก็มีความสนใจธรรม เพราะว่าไม่มีใครสามารถที่จะแสดงธรรมได้เลย นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าหมดคำสอนของพระองค์เมื่อไหร่ โลกก็มืด แม้เป็นจิต เจตสิก รูป เป็นธรรมเกิดดับ ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ และพระศาสนาก็จะตั้งอยู่ไม่นาน เพราะว่าทุกคนก็ทราบว่าศาสนาคือคำสอน ถ้าไม่มีการศึกษาคำสอนให้เข้าใจถูกต้องจริงๆ มีอยู่แต่ตัวหนังสือ ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง พระศาสนาก็ดำรงสืบต่อไปไม่ได้

    สภาพธรรมที่มีจริง ไม่ว่าจะเรียกชื่อ หรือไม่เรียกชื่อ สภาพธรรมนั้นก็เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย สภาพธรรมที่มีจริง มี ๔ ประเภท คือ ๑ จิต ๒ เจตสิก ๓ รูป ๔ นิพพาน สำหรับสภาพธรรมที่เกิดปรากฏในชีวิตประจำวัน ก็มีเพียง ๓ คือ จิต เจตสิก รูป แต่การที่จะรู้นิพพาน ก็ต้องเป็นเรื่องของปัญญาที่อบรม จนสามารถที่จะประจักษ์แจ้งว่า นิพพานเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้แจ้งได้ แต่ว่าการที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมที่เป็นนิพพานนั้น ต้องด้วยปัญญาที่อบรมถึงขั้นที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ซึ่งก็จะต้องเริ่มจากการมีปัญญาที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ก่อน

    สำหรับผู้ที่มาใหม่ ก็คงจะใหม่ต่อคำว่า จิต เจตสิก และรูป เพราะว่าไม่เหมือนกับที่เราเคยคิดหรือเคยเข้าใจ เพราะว่าทุกคนถ้าถามว่ามีจิตไหม ก็ตอบว่ามี แต่ว่าถ้าถามจริงๆ ว่าจิตคืออะไร เมื่อไหร่ มีลักษณะอย่างไร ก็คงจะตอบยาก เพราะว่าจิตเป็นสภาพธรรมที่มี แต่ไม่มีรูปร่างพอที่จะบอกใครได้ว่า จิตมีรูปร่างลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าจิตเป็นสภาพธรรมที่เกิด แต่ว่าไม่มีรูปร่าง เป็นนามธรรมล้วนๆ เลย คือไม่มีรูปใดๆ เจือปนทั้งสิ้น แต่ว่าเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ สามารถที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าจิตไม่เกิดขึ้น สิ่งใดๆ ในห้องนี้ก็จะปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏในชีวิตประจำวัน ก็ปรากฏกับจิต ถ้าไม่มีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้สิ่งนั้น ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นมีจริง สิ่งนั้นก็ไม่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้าใจเรื่องจิต ซึ่งเป็นสภาพรู้ แล้วก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ และสิ่งที่ถูกรู้ก็ปรากฏในชีวิตประจำวัน เวลาที่ตื่นจนกระทั่งถึงเวลาที่หลับ ก็มีลักษณะของสภาพที่ปรากฏกับจิตตลอดเวลา แต่มีใครรู้ลักษณะของจิตบ้างไหม ถ้าไม่ฟังโดยละเอียด เพราะว่าเพียงแต่บอกว่าเป็นสภาพรู้ หรือธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิด โดยที่ว่าไม่มีใครสามารถจะทำให้เกิดได้ แต่จิตแต่ละลักษณะจะเกิดก็ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัย เฉพาะลักษณะของจิตนั้นๆ จิตประเภทนั้นๆ จึงจะเกิดได้ นี่ก็แสดงความเป็นอนัตตาของธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่า ธรรมทั้งหลายไม่เว้นเลย เป็นอนัตตา หมายความว่าไม่เป็นของใคร ไม่มีเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ถ้าจิตอยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ทุกคนก็คงจะมีแต่กุศลจิต หรือจิตที่ดี แต่ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่รู้ว่าควรจะมีจิตที่ดี แต่ก็มีปัจจัยที่จะให้จิตที่ไม่ดีเกิด แล้วถ้าเข้าใจต่อไป จะเห็นความละเอียดว่า ในวันหนึ่งวันหนึ่งจิตที่ไม่ดีเกิดมากมายประมาณไม่ได้เลยกับจิตที่ดี

    ตั้งแต่เช้ามาลองคิดก็ได้ เรามีจิตที่ดีขณะใดบ้าง ตั้งแต่เช้าเลย แต่ขณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของวันนี้ ซึ่งเป็นกุศลจิต เป็นจิตที่ดีงาม ซึ่งต่างกับขณะอื่น ซึ่งเราคงจะค่อยๆ กล่าวถึงตามลำดับ แต่ให้ทราบว่าจิตที่ทุกอย่างปรากฏ ปรากฏกับจิต เพราะว่าจิตเป็นสภาพที่สามารถรู้ คือสิ่งต่างๆ ที่กระทบตาปรากฏกับคนที่ตาไม่บอด เพราะจิตเกิดขึ้นแล้วก็เห็นสิ่งนั้น แต่ถ้าเป็นคนที่สิ้นชีวิตไม่มีจิต แม้ว่าใครจะเอารูปใดๆ ไปตั้งไว้ตรงหน้า ก็ไม่สามารถที่จะมีจิตเห็นได้ เพราะฉะนั้นจิตซึ่งเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปเลย ทั้งๆ ที่ขณะนี้ เรามีทั้งจิต เจตสิก และรูป แต่ส่วนที่ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ซึ่งกระทบสัมผัสได้ มองเห็นได้ ไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นจิตก็อยู่ภายใน ภายในจริงๆ อย่างอื่นก็เป็นแต่เพียงภายนอก สิ่งที่ปรากฏก็เป็นภายนอก เสียงก็เป็นภายนอก กลิ่นที่กระทบปรากฏก็เป็นภายนอก รสต่างๆ ที่จิตกำลังลิ้มรส รสก็ปรากฏกับจิต ซึ่งเป็นภายใน

    เพราะฉะนั้นจิตก็มีหลายชื่อ ที่จะแสดงให้เห็นถึงลักษณะของจิต เพื่อที่จะให้เข้าใจ เมื่อเข้าใจจิตจริงๆ ก็จะเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แม้ว่าจิตจะเกิดก็บังคับบัญชาไม่ได้ และก็มีเหตุปัจจัย มีจิตของใครที่จะอยู่ในโลกนี้ตลอดไปบ้างไหม ไม่สิ้นสุดไม่มี ซึ่งความจริงแต่ละขณะนี่จิตก็เกิด และก็ทำหน้าที่ของจิตเฉพาะอย่างเฉพาะอย่าง ไม่สับสนกันเลย จิตประเภทไหน ทำหน้าที่อะไร ก็ทำหน้าที่นั้นเท่านั้น ส่วนจิตอื่นก็ทำหน้าที่อื่น ก็เป็นการเกิดดับสืบต่อของจิตที่ทำกิจการงานตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ตั้งแต่เกิดจนตาย ก็จะต้องมีจิตซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงาน ถ้าไม่รู้ก็คือว่าเป็นเราไปหมด เพราะฉะนั้นที่เคยเป็นเราทั้งหมด เมื่อเข้าใจธรรมแล้ว ก็จะตรงกับความจริงตั้งแต่คำแรก คือธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ทุกอย่างเป็นอนัตตา เป็นสภาพธรรมที่มีจริง

    คราวก่อนพูดถึงปฏิสนธิจิต ซึ่งเป็นผลของกรรม เป็นขณะแรกขณะเดียวที่เกิดขึ้น เมื่อดับไปแล้ว กรรมก็ทำให้จิตประเภทเดียวกัน ซึ่งเป็นผลของกรรมซึ่งเป็นวิบากจิต เกิดสืบต่อทำกิจภวังค์ ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยินเลย กล่าวถึงเพียงจิต ๒ ประเภท คือจิตที่ทำกิจ ๒ อย่างต่างกัน คือขณะแรกของจิตที่เกิดขึ้นทำกิจปฏิสนธิ เมื่อดับไปแล้วจะทำกิจปฏิสนธิอีกไม่ได้ แม้ว่าเป็นจิตประเภทเดียวกัน แต่หน้าที่การงานต่างกัน เพราะว่าขณะแรกเพียงแต่ทำให้เกิด เมื่อดับไปแล้วก็ทำให้จิตขณะต่อไปดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น ซึ่งจิตทั้ง ๒ ขณะ หรือ ๒ ประเภทนี้ โลกนี้ไม่ปรากฏเลย เพราะเมื่อปฏิสนธิจิตเกิดขณะแรก ก็ไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ ปฏิสนธิจิตจะต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วย จิตจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้อะไรไม่ได้เลย ต้องรู้ทุกครั้ง เพียงแต่ว่าจะสามารถเข้าใจได้ไหมว่าจิตขณะนั้นรู้อะไร ซึ่งทุกคนพิสูจน์ได้ปฏิสนธิจิตขณะแรกที่เกิด โลกนี้ไม่ปรากฏ เมื่อปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว กรรมก็ทำให้ภวังคจิตเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติมากมายหลายขณะ แม้ขณะนั้นก็ไม่รู้ เช่น ในขณะที่นอนหลับสนิท และต่อไปเราถึงจะกล่าวถึงเวลาที่จะมีจิตอื่นเกิดขึ้นทำกิจการงาน ซึ่งก็เป็นชีวิตประจำวัน

    ผู้ฟัง ได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์ ในเรื่องปรมัตถธรรมสังเขป แล้วก็ท่านอาจารย์อธิบายในหนังสือ ในเรื่องเกี่ยวกับรูปและนามว่า ตอนที่หลับจะไม่ใช่รูป เป็นนามที่หลับ

    ท่านอาจารย์ รูปไม่ใช่สภาพรู้ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า หรือว่าลักษณะใดก็ตามซึ่งเกิดขึ้น จะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม แต่ว่าถ้าลักษณะนั้นสภาพนั้นไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ลักษณะนั้นเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นก็ลองคิดดู ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เวลากระทบสัมผัสส่วนใดที่แข็ง ลักษณะที่แข็งจะเป็นจิตหรือว่าไม่ใช่จิต

    ผู้ฟัง เป็นรูป

    ท่านอาจารย์ เป็นรูป แต่ถ้าไม่มีจิตที่กำลังรู้ลักษณะที่แข็ง แข็งจะปรากฎได้ไหม ไม่ได้ ไม่ว่าแข็งจะปรากฏเมื่อไหร่ แข็งนั้นต้องปรากฏกับจิต เป็นสิ่งที่จิตกำลังรู้ลักษณะที่แข็งว่า ลักษณะที่แข็ง แข็งแค่ไหน หรือว่าสิ่งที่อ่อนนุ่ม อย่างขนมบางชนิดก็อาจจะนิ่มมาก หรือว่าเวลาที่บางคนทำขนมก็อาจจะนวดแป้ง เขาก็อาจจะรู้สึกถึงความนุ่มและก็ความนิ่ม แล้วก็เอาน้ำใส่เข้าไปอีก ก็อาจจะนิ่มไปอีก แล้วก็ขณะนั้นสภาพธรรมทั้งหมดปรากฏกับจิต ไม่ว่าลักษณะที่จะอ่อนแค่ไหน หรือว่าจะนุ่มนิ่มแค่ไหนก็ตาม สิ่งใดๆ ที่ปรากฎในขณะนี้ทั้งหมดปรากฏกับจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย จะไม่ปรากฏกับรูปเลย

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เราคิดว่าเราหลับ รูปไม่ใช่สภาพรู้ จะหลับหรือจะตื่น รูปก็ไม่รู้ ถ้ามีใครมากระทบสัมผัสรูป ทุบตีแรงๆ รูปก็ไม่ใช่สภาพรู้ ลักษณะที่รู้คือจิต ซึ่งสามารถรู้ลักษณะที่เกิดความรู้สึกปวด หรือเจ็บ หรือลักษณะของสิ่งที่อ่อนหรือแข็งที่กำลังกระทบ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่ารูปต้องไม่ใช่สภาพรู้เลย รูปจะรู้อะไรไม่ได้เลย รูปตื่นไม่ได้ รูปหลับไม่ได้ เพราะว่าตื่นหมายความว่าเห็น หรือได้ยิน หรือได้กลิ่น หรือลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก เพราะฉะนั้นรูปจะเห็นไม่ได้ จะตื่นไม่ได้ รูปไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นหลับก็คือภวังคจิตเกิด ขณะใดที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แต่จิตก็ยังต้องเกิดขึ้นทำกิจการงาน แต่กิจการงานขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก ทำภวังคกิจ ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้น ยังไม่ให้สิ้นชีวิต ยังไม่ให้ถึงจุติจิต ซึ่งจะเป็นขณะที่พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้ศึกษาธรรม เราก็อาจจะเข้าใจว่าเป็นรูปก็ได้ที่หลับ แต่ความจริงรูปไม่ใช่สภาพที่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    20 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ