ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
ตอนที่ ๑๕๑๗
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เช่นธรรม คำนี้ใช้คำว่าธาตุ ธา-ตุก็ได้ หรือธรรมก็ได้ ถ้าพูดถึงเรื่องธาตุไฟ เป็นใครหรือเปล่า แล้วที่ตัวนี่มีธาตุไฟไหม และเป็นใครหรือเปล่า จริงๆ หรือ ฟังมาว่า ไม่ใช่เรา แต่พอถึงเวลาก็เราทั้งหมด เพราะฉะนั้นเรื่องเรียนเรื่องเข้าใจเป็นเรื่องหนึ่ง แต่จะต้องไม่ทิ้งความหมายเดิมว่า เราได้เข้าใจแล้วว่าไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน ไม่มีใคร มีแต่ธรรม หรือธาตุแต่ละชนิด ซึ่งมีปัจจัยก็เกิดขึ้นและก็ดับไป เพราะฉะนั้นแม้ว่าเวลาที่เราหลงลืมก็เป็นเราใช่ไหม ลืมไปแล้วว่าเป็นธรรม ทั้งๆ ที่บอกว่าไม่มีเรา มีจิต มีเจตสิก มีรูป แต่ลืมไปแล้ว เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ลืม ก็เป็นเราอยู่เรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จริงๆ ว่า กว่าเราจะมีความมั่นคงจนกระทั่งไม่ใช่เรา อย่างที่ถาม เราจะต้องเป็นผู้ทำหรือเปล่าใช่ไหม ถ้ายังคงหลงลืมอยู่ก็เป็นเรา แต่ขณะใดที่ไม่หลงลืม เมื่อนั้นก็จะศึกษาด้วยความเข้าใจเพิ่มขึ้น และมีหนทางที่จะรู้ว่าไม่ใช่เราจริงๆ ด้วย แต่ต้องเป็นเรื่องละเอียดที่ค่อยๆ ฟัง เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องปัญหาที่ว่า ถ้าอย่างนั้นก็เป็นเรา หรือถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรา อยู่ที่ปัญญาในขณะนั้นว่าขณะหลงลืมหรือเปล่า หรือว่ามีปัญญาความเห็นถูกระดับไหน ถ้าระดับเรียน ตอบได้เลย จิต เจตสิก รูป แต่ใครกำลังเห็น เพราะฉะนั้นก็ยังมีความเป็นเราอยู่ จนกว่าจะหมดความเป็นเรา
อ.อรรณพ ทั้งหมดที่สำคัญก็คือความเข้าใจหรือปัญญา เรียนถามท่านอาจารย์ว่าปัญญาจะเริ่มต้นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ฟัง เริ่มต้นจากการฟังนี่แน่นอน ในสมัยพุทธกาลก็มีผู้ที่ไปเฝ้าฟังธรรม สมัยนี้ก็ยังมีอุปกรณ์อย่างอื่นด้วย แม้ไม่ฟังก็มีหนังสืออ่าน แล้วก็ไตร่ตรองได้ เพราะฉะนั้นก็เพิ่มเครื่องมือที่จะทำให้เข้าใจพระธรรม แต่ต้องเป็นผู้ตรง ถึงแม้ว่าจะฟังก็จริง แต่ถ้ายังไม่ถึงเอกายนมรรค หรือหนทางที่จะอบรมเจริญปัญญาที่จะละความเป็นตัวตน ก็ยังคงมีตัวตนอยู่ แต่ให้เข้าใจว่าธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด แล้วเป็นเรื่องที่ค่อยๆ ฟังซึ่งเป็นการอบรม เพราะว่าทุกชีวิตก็จะมีการอบรมได้ จากความรู้ความเข้าใจของตัวเอง
ผู้ฟัง เรียนถามท่านอาจารย์ว่า ระหว่างความจำกับความเข้าใจ และตนเองเป็นคนที่ชอบฟังมากกว่าอ่านอย่างนี้ จำกับเข้าใจ อ่านกับฟังอะไรอย่างไหนก่อน หลัง และควรจะอย่างไร
ท่านอาจารย์ เวลาที่เข้าใจมีสัญญาเจตสิกความจำเกิดร่วมด้วยหรือเปล่า ต้องทราบว่าสัญญาเกิดกับจิตทุกขณะ ไม่มีจิตสักขณะเดียวซึ่งไม่มีสัญญาเจตสิก บางคนอาจจะไม่ทราบว่าทันทีที่เห็นจำแล้ว ทันทีที่ได้ยินก็จำแล้ว สัญญาเจตสิกมีหน้าที่จำ จะไม่ทำหน้าที่อื่นเลย ไม่ทำหน้าที่ของปัญญาด้วย ชาติก่อนพูดภาษาอะไร ไม่ทราบใช่ไหม ชาตินี้พูดภาษาไทยคล่องเลย จำได้ทุกคำ ชาติหน้าพูดภาษาอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องของความจำไม่ใช่เรื่องของความเข้าใจ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องจำ แต่ให้ทราบว่าขณะใดที่เข้าใจขณะนั้นจำ เริ่มจำ ถ้าเข้าใจมากก็จำมากด้วย
อ.อรรณพ ท่านอาจารย์กล่าวถึงชาติที่แล้วก็ไม่ทราบว่าพูดภาษาอะไรอยู่ใช่ไหม แล้วก็ชาตินี้ก็รู้สึกว่าจำได้กับภาษาไทยที่ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว นึกจะพูดอะไรก็จำคำความหมายได้หมด แต่ถ้าเป็นปัญญาแล้วเป็นความเข้าใจสะสมอย่างไร ถึงเป็นการที่ไม่เสื่อมแล้วก็สะสมตามลำดับ ตั้งแต่ในชาติก่อนๆ
ท่านอาจารย์ ก็คงจะมีคนที่เคยพูดภาษาบาลีชาติก่อนใช่ไหม เคยไปพระวิหารเชตวันหรือเปล่า สนใจที่จะได้ฟังธรรม แต่ว่าอาจจะไปอยู่ตรงท้ายแถว หรือว่าเวลาที่ทรงแสดงธรรมก็ไม่ทราบว่าได้ฟังบ่อยแค่ไหนเข้าใจแค่ไหน แต่ก็ยังมีความสนใจสะสมมาที่จะฟังธรรม เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็จะไม่ทราบเลยว่า ทุกชาติได้พบอะไรบ้าง ได้ฟังอะไรบ้าง เข้าใจอะไรบ้าง แต่ว่าที่กล่าวถึงปัญญา ก็คือว่า ไม่ต้องใช้คำอะไรก็สามารถที่จะเข้าใจในสิ่งนั้นได้ เช่น ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นธรรมจริงๆ ขึ้นอยู่กับว่าความเข้าใจของเราในสิ่งที่กำลังปรากฏระดับไหน ถ้าระดับท่านพระสารีบุตร ทันทีที่ได้ฟัง เป็นธรรม ไม่มีความหลงเหลือที่จะเป็นเรา เพราะเหตุว่าขณะนั้นปัญญาถึงระดับที่เป็นวิปัสสนาญาณ ที่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ ซึ่งผู้ที่พูดไม่ได้พูดยาวๆ พูดมากๆ พูดน้อย แต่ว่าผู้ฟังที่ได้สะสมมาแล้ว สามารถที่จะเข้าใจได้
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วขณะที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่มีคำ แต่มีลักษณะของสภาพธรรม แล้วปัญญาที่ได้อบรมแล้ว สามารถประจักษ์แจ้งการเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรม เพราะเหตุว่าที่เราไม่สามารถที่จะรู้ว่า ขณะนี้สภาพธรรมเกิดดับ ก็เพราะเหตุว่าอวิชชาความไม่รู้ยังมากมาย ด้วยสัญญาว่า เป็นเราคืออัตตสัญญา ในพระไตรปิฎกจะมีคำว่า อัตตสัญญากับอนัตตสัญญา อัตตสัญญาทุกชาติมากมายมหาศาล และกำลังสะสมอนัตตสัญญา ความทรงจำทีละเล็กทีละน้อยว่าไม่มีเรา ไม่ใช่เรา ขณะนั้นก็เป็นสภาพธรรม เมื่อไหร่ที่ระลึกได้ เมื่อนั้นก็รู้ว่าเป็นธรรม ทุกอย่างล้อมรอบตัวนี้เป็นธรรมหมด
วันหนึ่งวันหนึ่งไม่มีใครพ้นจากธรรม สิ่งที่เคยเป็นเราทั้งหมดเป็นธรรมทั้งนั้น ไม่ว่าจะโลภ โกรธ หลง ริษยา เมตตาหรือสนุกสนาน หรืออะไรทั้งหมดคือธรรมแต่ละลักษณะ แต่ว่าอัตตสัญญาที่จำไว้ผิดว่าเป็นเรา จะค่อยๆ ลดน้อยลงต่อเมื่อมีอนัตตสัญญาเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่ลองเทียบส่วนในแสนโกฏิกัปที่สะสมอัตตสัญญามา แล้วก็ขณะนี้เพิ่งเริ่มที่จะสะสมอนัตตสัญญา แต่จะเริ่มมากหรือเริ่มน้อยเฉพาะตัว
อย่างท่านพระสารีบุตร ทำไมเพียงคำไม่กี่บท ท่านก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ เพราะว่าสภาพธรรมไม่เปลี่ยน เป็นจริงทุกกาลสมัย คือเกิดและดับ จริงๆ ขณะนี้ เพราะเหตุว่าถ้าขณะนี้เห็นยังเห็นอยู่เรื่อยๆ ไม่ดับ จิตได้ยินจะเกิดไม่ได้เลย ขณะใดที่จิตได้ยินเกิด หมายความว่าขณะนั้นมีจิตที่ได้ยินเสียง ไม่ใช่จิตเห็น เหตุปัจจัยที่จะให้เกิดเห็นกับเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดได้ยินก็ห่างกัน จักขุปสาทอยู่กลางตาเป็นปัจจัยให้เห็น โสตปสาทอยู่กลางหูเป็นปัจจัยให้ได้ยิน ระหว่างโสตปสาทกับจักขุปสาทห่างกันไหม มีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ
เพราะฉะนั้นยิ่งศึกษายิ่งมีความเข้าใจตรงขึ้นว่า สภาพธรรมปรากฏเกิดขึ้นสั้นเล็กน้อยมาก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า ปริตตะ เล็กน้อยจริงๆ เกิดขึ้นและก็ดับไป แต่ต้องประจักษ์ด้วยปัญญา และผู้ที่ประจักษ์แล้วมี ไม่ใช่หนทางนี้เป็นโมฆะ แต่ต้องเป็นหนทางที่อบรมเจริญปัญญาจริงๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม โดยที่ไม่ต้องไปกังวลว่า แล้วเมื่อไหร่เราจะรู้ นี่คือความเหนียวแน่นของความเป็นตัวตน ทุกอย่างเป็นปกติ และก็มีความตรงว่าเมื่อเข้าใจแค่นี้รู้แค่นี้ ก็อบรมเจริญปัญญาต่อไป ปัญญาก็คือความเข้าใจถูกความเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ ว่า เป็นธรรม ก็ต้องค่อยๆ สะสม
ผู้ฟัง รู้สึกท่านอาจารย์จะเน้นตรงที่ว่าให้เข้าใจว่าไม่ใช่เรา ตรงที่ไม่ใช่เรา ดิฉันเคยคิดอยู่ว่า เวลาที่รับประทานอาหารลงไปแล้ว จะทำอะไรก็ไม่ได้ เราบังคับบัญชาไม่ได้ ก็เข้าใจอย่างนี้เรื่องหนึ่ง และอีกอย่างไม่อยากจะเจ็บไข้ก็เจ็บ คิดว่าตรงนี้ใช่ไหมที่ว่า ไม่มีตัวเราที่จะบังคับบัญชา
ท่านอาจารย์ เอาให้ใกล้กว่านั้นนิดหนึ่ง ไม่อยากจะเห็นก็เห็น ไม่อยากจะได้ยิน ก็ได้ยิน ไม่อยากจะคิดก็คิด ทุกอย่างหมดเลย ไม่ใช่เฉพาะแต่เวลาที่รับประทานอาหารกลืนเข้าไปแล้วจะไปทำอะไรที่ในร่างกาย แต่ทุกขณะให้ทราบว่า บังคับบัญชาไม่ได้เลย จริงๆ แล้วถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดขึ้นละเอียดขึ้น ที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ ขณะต่อไปไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อาจจะมีเสียงดัง หรืออาจจะมีกลิ่น หรืออาจมีอะไรก็ได้ใช่ไหม ที่มีปัจจัยก็เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็ไม่ปรากฏ สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้ว ก็หมดแล้ว จะตามไปรู้ก็ไม่ได้ แต่สิ่งใดก็ตามที่กำลังปรากฏในขณะนี้ แสดงว่าถึงกาลที่จะเกิดขึ้น อย่างได้ยิน กำลังได้ยินเสียงปรากฏ ก็แสดงว่าถึงเวลาที่จิตได้ยินจะเกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหมด ซึ่งต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องของจิตชาติต่างๆ ที่เป็นกุศล อกุศล และก็เป็นวิบากคือ ผลของกุศล อกุศล
ผู้ฟัง ฟังท่านอาจารย์กล่าวแล้วก็รู้สึกน่ากลัว เพราะว่าเราก็ไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา แล้วจะทำอะไรก็ไม่ได้ น่ากลัว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจขึ้น ความกลัวก็จะลดน้อยลง เพราะรู้ว่าทุกอย่างไม่มีใครจะไปบังคับบัญชาได้เลย
ผู้ฟัง ขอเรียนถามถึงความแตกต่างปัญญาที่ประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่เกิดดับ กับกัมมัสสกตาปัญญา
ท่านอาจารย์ เรื่องของกรรมเป็นเราหรือเปล่า ต้องย้อนกลับไป ถ้าไม่ย้อนกลับไปก็คือว่าอัตตสัญญาก็มาอยู่เรื่อยๆ ไหนๆ เราก็เข้าใจแล้วว่าทุกอย่างเป็นธรรม ไม่มีเรา แล้วก็ปรมัตถธรรมก็คือจิต เจตสิก รูป นิพพานก็ไม่มีที่จะปรากฏในขณะนี้ เพราะฉะนั้นกรรมเป็นเราหรือเปล่า หรือว่าเป็นธรรม เป็นธรรม เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม เป็นนามธรรม ตอนนี้ก็รู้สึกจะง่ายเรื่องของนามธรรมกับรูปธรรม แต่ว่าเรื่องของกรรมกับวิบาก ถ้าไม่ศึกษาจริงๆ เราเดาตามความคิดของเรา แม้แต่คำว่ากรรมหรือแม้แต่คำว่าผลของกรรม แต่ในพระพุทธศาสนาไม่มีการเดาด้วยความไม่รู้ แต่เป็นความชัดเจน ตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดมาในโลกนี้ ไม่ใช่เฉพาะรูปที่เกิด ต้องมีจิต เจตสิก ซึ่งเป็นนามธรรมเกิดด้วย สำหรับสัตว์บุคคลที่มีชีวิต ต่างกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ต่างกับต้นไม้ใบหญ้า
เพราะฉะนั้นการเกิดเป็นคน หรือว่าจะเป็นสัตว์ หรือจะเป็นเทวดา หรือจะเป็นพรหม ก็คือต้องมีสภาพที่เป็นนามธรรมเกิด พร้อมกับรูปธรรม แล้วแต่ว่าในภูมินั้นจะมีครบ ๕ ขันธ์ หรือว่ามีเพียง ๑ ขันธ์ หรือว่ามีเพียง ๔ ขันธ์ นี่ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดต่อไป จาก การตรัสรู้ทรงแสดงจักรวาลทั้งหมด โลกทั้งหมด สวรรค์ทุกชั้น พรหมโลกทุกภูมิ แต่ว่าสำหรับเราซึ่งเกิดมาในโลกนี้ ก็ต้องทราบว่าขณะแรกก็คือจิต เจตสิกเกิด ขณะนั้นทำกรรมอะไรหรือเปล่า ทันทีที่จิตนี้เกิดขึ้นเป็นขณะแรกในโลกนี้ ถ้าไม่มีจิตขณะแรกจะมีจิตขณะนี้ได้ไหม ถอยไปจนกระทั่งถึงขณะแรกที่เกิดขึ้น ที่จะเข้าใจเรื่องกรรมกับวิบากก็ให้ทราบว่า ทันทีที่จิตขณะแรกเกิดจะเป็นกรรม หรือว่าจะเป็นผลของกรรม อันนี้เราค่อยๆ พิจารณาเองก็ได้ ลองคิดดู ขณะนั้นทำกรรมอะไรหรือเปล่า ทำกุศลอะไรหรือเปล่าขณะแรกที่เกิด ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กรรมทำให้ผลของกรรมเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นกรรมเป็นนามธรรม จิต เจตสิก ผลของกรรมก็คือจิต เจตสิกนั่นเอง แต่ต่างประเภท จิต เจตสิกประเภทนี้ทำกรรม แม้ว่ากรรมนั้นจะสำเร็จไปแล้ว ดับไปแล้วหมดไปแล้ว แต่ว่าเป็นกัมมปัจจัยสืบต่ออยู่ในจิตขณะต่อๆ ไป พร้อมที่เมื่อถึงกาลที่จะให้ผลเมื่อไหร่ ผลนั้นก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการที่จะพูดเรื่องกรรมและผลของกรรมในพระพุทธศาสนา เป็นความชัดเจนว่าต้องเป็นเรื่องของนามธรรม ทั้งกรรมและผลของกรรม ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า วิปากะ สุกงอมพร้อมที่จะเกิด หรือหมายความว่าถึงกาลนั่นเอง ขณะแรกที่สุดก็เป็นผลของกรรมหนึ่ง ทุกคนทำกรรมมามาก ชาตินี้นับได้ไหมว่าทำกรรมอะไรบ้าง รวมกับชาติก่อนๆ โน้น สามารถที่จะให้ผล ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดได้ ปฏิสนธิจิตหมายความว่าจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิต ที่เราใช้คำว่าตายแล้วเกิดทันที ไม่ต้องไปล่องลอยอยู่ที่ไหน แต่หมายความว่าสภาพของจิตเป็นอนันตรปัจจัย คำว่าอนันตรปัจจัยหมายความว่าเป็นสภาพที่ทันทีที่จิตนั้นดับลง ก็จะเป็นปัจจัยให้จิต เจตสิกขณะต่อไป เกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น
เพราะฉะนั้นขณะจิตเดี๋ยวนี้ขอให้ทราบว่า ถอยกลับไปได้หมดแสนโกฏิกัป เพราะแต่ละขณะดับแล้วก็มีจิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ ไม่ว่างเว้นเลย จิตทำงานตลอดเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่ทราบ แล้วก็จะเหน็ดเหนื่อยต่อไปอีกเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ เพราะว่าเป็นภาระที่หนักจริงๆ ที่ต้องเกิดขึ้นเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดนึกบ้างแต่ละภพแต่ละชาติไป เพราะฉะนั้นขณะแรกที่เกิดเป็นวิบากคือเป็นผลของกรรม เกิดมาแล้วต่างกันมากมาย แล้วแต่กรรมที่ได้กระทำ เราไม่สามารถจะเลือกมารดาบิดาได้ ไม่สามารถที่จะเลือกวงศาคณาญาติได้ ไม่สามารถที่จะเลือกประเทศที่เกิดได้เลย แล้วแต่กรรมทำให้เกิดขึ้น แล้วเวลาที่ปฏิสนธิจิต ซึ่งเป็นวิบากจิตเป็นผลของกรรมเกิดและดับไป กรรมไม่ได้ทำเพียงให้ปฏิสนธิจิต ซึ่งเป็นผลของกรรมเป็นวิบากจิตเกิดขึ้นเพียงขณะเดียว พอไหม ทำกรรมแล้วก็ให้เกิดผลคือขณะเดียวคือขณะแรก ไม่พอ
เพราะฉะนั้นกรรมนั่นเองทำให้ทันทีที่ปฏิสนธิจิตดับ กรรมประเภทเดียวกันที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ก็ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดเป็นจิตประเภทเดียวกัน แต่ทำกิจต่างกัน เพราะว่าจิตขณะแรกคือปฏิสนธิจิต ทำกิจสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนขณะเดียว แล้วไม่มีปฏิสนธิจิตอีก จะเกิดอีกไม่ได้ ต้องตายก่อน เพราะฉะนั้นหลังจากที่ปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว คนนั้นก็ยังไม่ตาย กรรมก็ทำให้วิบากจิตเกิดสืบต่อทำภวังคกิจ หมายความว่าดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้นจนกว่าจะสิ้นกรรม ที่จะทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนั้น จะกลับมาเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่ทุกคนยังอยู่ ก็เพราะเหตุว่ากรรมยังไม่ทำให้จากโลกนี้ไป แต่ว่ายังทำให้หลับไป ตื่นขึ้นมาก็เป็นคนนี้แหละ แล้วก็เห็นได้ยินแล้วก็จำเรื่องราวต่างๆ ได้ต่อไปเหมือนเดิม จนกว่าจะถึงจุติจิต คือ จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ แต่เริ่มทราบผลของกรรมแล้ว ปฏิสนธิจิตหนึ่งขณะที่เกิดขึ้นสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน และต่อจากนั้นก็ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้คิดนึกเลย เพียงแต่ว่า จิตเกิดดับ เร็วมาก เมื่อจิตขณะแรกดับไปแล้ว จิตขณะต่อไปทำภวังคกิจหลายขณะ ขณะใดก็ตามที่เป็นปฏิสนธิจิตหรือภวังคจิต โลกนี้ไม่ปรากฏ ตอนที่อยู่ในครรภ์ มีตาหรือยัง เกิดมาหนึ่งขณะจิต แล้วก็ดับไป แล้วขณะที่สองก็เป็นภวังค์ ตอนนั้นมีตา มีหูหรือยัง ยังไม่มี
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็คือว่ามืดสนิท ที่สว่างเพราะมีตา มีจักขุปสาทกระทบกับสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาทแล้วปรากฏ เป็นวัณณะเป็นแสงสว่างเป็นสีสันต่างๆ แต่ขณะปฏิสนธิ ลองคิดดู มืดแค่ไหน แต่มีจิตเจตสิกเกิดแล้วเป็นผลของกรรม แล้วก็ถ้าศึกษาต่อไปก็จะทราบได้ว่า ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ กรรมทำให้รูปเกิดพร้อมกับจิตเจตสิก ซึ่งทำกิจปฏิสนธิพร้อมกันเลย คือ มีทั้งจิต เจตสิก รูป เพราะฉะนั้นเราทำไมหน้าตาไม่เหมือนกัน รูปร่างไม่เหมือนกัน กัมมชรูปคือรูปที่เกิดจากกรรม ตั้งแต่ขณะแรกที่ปฏิสนธิจนกระทั่งสืบต่อมาถึงกาลที่มีตา มีหู มีกาย เติบโตขึ้น ซึ่งขณะแรกที่เป็นปฏิสนธิจิตเกิด ขณะนั้นยังไม่มีรูปร่างที่จะปรากฏว่าเป็นคน เป็นช้าง เป็นอะไรเลย แต่ว่าหลังจากนั้นมา ก็จะมีธาตุไฟของกัมมชรูป ที่จะทำให้รูปเติบโตขึ้นแล้วก็เป็นไปตามกรรม
มดตัวเล็กก็มีปฏิสนธิจิต มีภวังคจิต ช้างตัวใหญ่ขณะที่เกิดก็มีปฏิสนธิจิตมีภวังคจิต แต่ยังไม่มีรูปร่างที่จะเป็นนกเป็นช้างเลย จนกว่าจะเจริญเติบโตขึ้น และเป็นคนก็มีตา มีหู ตาก็แค่สองตา ทำไมไม่เห็นเหมือนกันเลย มีใครเหมือนกันบ้างไหม ในอดีตจนกระทั่งถึงบัดนี้ ก็แค่ตา หู จมูก รูปหน้าก็ไม่เหมือนกันตามกรรม เพราะฉะนั้นกรรมก็จำแนกให้ต่างกัน แม้แต่ในรูปร่าง นิสัยใจคอ การสะสมมา อะไรอะไรหลายอย่าง ถ้ากรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดแล้วเป็นภวังค์ไปเรื่อยๆ สมควรจะเป็นการได้รับผลของกรรมหรือเปล่า หรือควรจะมีผลของกรรมอื่นอีก ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เพราะว่าขณะนั้น โลกไม่ปรากฏ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก เช่นขณะที่นอนหลับสนิท ขณะนั้นเห็นอะไรหรือเปล่า ได้ยินหรือเปล่า ได้กลิ่นหรือเปล่า ลิ้มรสหรือเปล่า รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสหรือเปล่า คิดหรือเปล่า ขณะหลับสนิท
นั่นแหละคือ จิตทำภวังคกิจสืบต่อดำรงภพชาติ เพื่อที่จะได้รับผลของกรรมทางตา คือเห็น ต้องเห็น ที่เมื่อสักครู่นี้บอกว่าไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะว่ากรรมทำให้รูปนั้นเกิดขึ้นพร้อมที่จะให้เกิดผลของกรรมคือ ขณะใดที่เห็นคือผลของกรรม กรรมมีสองอย่าง คือกุศลกรรมกับอกุศลกรรม เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผลของกุศล เห็นสิ่งที่ดี เลือกไม่ได้ว่าในชีวิตหนึ่งของแต่ละคนใครจะเห็นอะไรมากน้อยแค่ไหน จะเห็นสิ่งที่น่าพอใจมาก หรือเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจมาก ถ้าเราเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เราก็อาจจะน้อยใจโทมนัส แต่ถ้าเรารู้ว่าไม่มีใครทำให้เลย เราทำเอง
ทั้งหมดเป็นผลของกรรมของเราทั้งนั้นทุกวันที่เห็น แล้วแต่ว่าจะเห็นอะไร ทุกขณะที่ได้ยิน ทุกขณะที่ได้กลิ่น ทุกขณะที่ลิ้มรส ทุกขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส นี่คือผลของกรรม เป็นจิต ซึ่งอาศัยตาเห็นรับผลของกรรม อาศัยหูเกิดการได้ยินรับผลของกรรม อาศัยจมูกได้กลิ่นรับผลของกรรม อาศัยลิ้นลิ้มรสรับผลของกรรม อาศัยกายกระทบสัมผัสรับผลของกรรม และไม่มีใครรู้ว่ากรรมใดจะให้ผลอะไรเมื่อไหร่ กำลังแข็งแรงดี พรุ่งนี้เจ็บป่วยได้ไหม ทางกาย นั่นคือถึงกาลที่กรรมนั้นจะให้ผล วิบากจิตคือผลของกรรมก็เกิดขึ้น นี่ก็คือชีวิตวันหนึ่งวันหนึ่ง ซึ่งพระพุทธศาสนาทรงแสดงไว้ชัดเจนถึงกิจของจิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้นว่า จิตนั้นเป็นจิตประเภทที่เป็นเหตุเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ซึ่งจะทำให้เกิดวิบากคือผล ซึ่งเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก
ตอนนี้ก็คงจะเข้าใจแน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็คือทำเอง ไม่ใช่คนอื่นทำให้เลย มีพระสูตร สูตรหนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้ที่เป็นสาวก ถึงแม้ว่าโจร จะกำลังเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ ถ้าบุคคลนั้นโกรธก็คือไม่ใช่ผู้ที่เป็นสาวก หรือผู้ที่ทำตามคำสอนของพระองค์ ถ้าเราไม่มีกรรมที่ทำมาแล้ว สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับเราไหม ทุกคนก็มีกาย แต่ทำไมสิ่งนั้นเกิดขึ้น และการให้ผลของกรรมวิจิตรจริงๆ อ่านหนังสือพิมพ์จะพบเลยใช่ไหม ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นได้ แต่ก็กรรมนี่ทำได้ อย่างที่คนอื่นไม่สามารถจะกระทำได้ แต่กรรมก็ทำให้ผลนั้นๆ เกิดได้ แต่ว่าถ้าผู้มีปัญญาก็สามารถที่จะรู้ว่า ไม่ควรที่จะโกรธใครเลยทั้งสิ้น เพราะขณะที่โกรธ จิตของผู้โกรธเป็นอกุศล สะสมไปอีกแล้ว
นี่คือปัญญาที่จะทำให้เราค่อยๆ คลายอกุศล แล้วก็เจริญกุศลขึ้น นี่ก็เป็นประโยชน์ของการฟังธรรม แล้วแต่ว่าจะมีความเข้าใจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขณะนั้นปัญญาจะทำให้เราเข้าใจถูก แทนที่จะโกรธ ก็ไม่โกรธ เพราะเหตุว่าทำเอง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560