ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516


    ตอนที่ ๑๕๑๖

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕

    ท่านอาจารย์ ขณะนั้นเป็นกุศลจิตต้องมีสติเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งก็จะมีกุศลได้ ถ้าเราเข้าใจว่าขณะไหนเป็นขณะที่เป็นกุศลจิต ขณะไหนเป็นจิตที่เป็นอกุศล ก็ต้องศึกษาพอสมควร ไม่ใช่ใช้ความหมายเดิมที่เราเคยคิดเคยเข้าใจว่า ข้ามถนนไม่หกล้มรถไม่ทับ พวกนั้นจะเป็นสติไม่ได้ แต่ต้องเป็นไปในฝ่ายกุศล เพราะฉะนั้นสภาพธรรมแม้มี แต่รู้ยาก เพราะเหตุว่าเกิดแล้วก็ดับไปเร็วมาก อย่างขณะนี้ ถ้าถามว่ามีสติไหม จะตอบว่าอย่างไร รู้จักแล้วว่าสติคืออะไร เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสติไหม แน่ใจใช่ไหม คือต้องเป็นตัวเองที่จะตอบ เพราะว่าเป็นจิตของตัวเอง เราจะไปตอบว่าคนนั้นมีสติได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม ใครจะรู้ใจใคร คนอื่นรู้ไม่ได้เลยใช่ไหม ต้องเฉพาะตัว

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่ท่านผู้ฟังตอบว่ามีสติ เพราะเหตุว่าท่านกำลังฟังธรรม และขณะที่ฟังก็เข้าใจ ขณะนั้นก็คือว่าต้องมีสติ แต่ถ้าฟังแล้วก็ง่วงแล้วก็เบื่อ ทั้งๆ ที่ฟังด้วยกัน แล้วก็จะบอกว่าคนที่กำลังง่วงกำลังเบื่อ มีสติได้ไหม ไม่ได้ ต้องเป็นเฉพาะตัวจริงๆ คือต้องสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า เมื่อสติเกิดขณะใดก็ต้องเป็นสภาพธรรมฝ่ายดี เป็นไปในทางดีทั้งกายทั้งวาจา

    ผู้ฟัง คนส่วนมากนิยมที่ไปทำบุญไปวัดไปทอดกฐินทอดผ้าป่าถวายสังฆทาน พวกนี้มีสติบ้างไหม ถ้ามี แล้วมีปัญญาหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ คือเราไม่สามารถที่จะรู้ใจใครได้ สภาพธรรมเกิดและดับไปเร็วมาก เพราะฉะนั้นใจที่จะรู้ได้ก็คือ ใจของเราเอง คนกำลังโกรธ กำลังใช้วาจาที่ไม่สุภาพเลยมีสติหรือเปล่าขณะนั้น เป็นอกุศล

    ผู้ฟัง เวลานี้ดิฉันก็มีปัญหากับตัวเองอยู่คือไม่อยากจะโกรธใครเลย แต่ก็โกรธอยู่อย่างนั้น ไม่อยากจะโกรธเขาเลยก็โกรธ

    ท่านอาจารย์ มีใครอยากโกรธบ้าง ไม่ใช่คุณบุษบงรำไพคนเดียวที่ไม่อยากโกรธใครๆ ก็ไม่อยากโกรธ เป็นพระอนาคามีบุคคล

    ผู้ฟัง หนักใจอยู่ ก็ไม่อยากจะโกรธเขาเลย

    ท่านอาจารย์ นี่แสดงความรักตัว อุปาทานขันธ์ ในเวทนาขันธ์ ในสัญญาขันธ์ ในสังขารขันธ์ ในวิญญาณขันธ์ ไม่มีใครเลยสักคน แต่ว่าเมื่อมีสภาพธรรมนี้เกิดขึ้นด้วยความไม่รู้ก็ยึดถือว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นต้องการทุกอย่างที่ดีที่สุดสำหรับเราคนนี้ เช่นให้มีจิตที่เป็นกุศลบ้าง หรือว่าให้ไม่โกรธบ้าง อะไรอะไรที่ดีๆ ก็อยากจะให้คนนี้แหละ แต่ด้วยความยึดมั่นว่าเป็นเรา ตราบใดที่มีความยึดมั่น ยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่ เราสามารถที่จะเป็นคนดีอย่างที่เราต้องการได้ไหม ถ้าเรายังมีความยึดมั่นในตัวของเราอย่างหนาแน่นเหนียวแน่น เราจะเป็นคนดีอย่างที่เราต้องการได้ไหม ไม่ได้เลย ต่อเมื่อไหร่ ที่เราละคลายจางความยึดมั่นในความเป็นเรา เริ่มจะคิดถึงคนอื่น ทำทุกสิ่งเพื่อคนอื่น ขณะนั้นไม่ใช่เพื่อเรา เราก็จะเป็นคนดีในทุกๆ ทาง เพราะฉะนั้นคนดีหรือว่าต้องการสิ่งที่ดี เช่นไม่โกรธ ก็ไม่ใช่หมายความว่ายังมีความเป็นเราอยู่เต็มที่ แล้วก็จะเป็นอย่างที่ต้องการได้

    ผู้ฟัง คนที่มีนิสัยโน้มเอียงไปในทางโทสะ ให้เจริญเมตตา คนที่มีนิสัยไปในทางราคะ ต้องเจริญอสุภะ ขอให้ท่านอาจารย์อธิบาย

    ท่านอาจารย์ เจริญเมตตาเจริญอสุภะโดยไม่มีปัญญาได้ไหม เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเราพบข้อความใดในพระไตรปิฎก แล้วเราก็มานั่งทำเองโดยที่ว่าไม่มีความเข้าใจ อย่างเจริญเมตตา บางคนเขาก็ไปท่องใช่ไหม สัพเพสัตตา แต่อยู่ในห้อง พอออกมาก็โกรธ อย่างนั้นจะเรียกว่าเจริญเมตตาหรือเปล่า มีผู้เล่าให้ฟัง ผู้นั้นก็เป็นชาวต่างประเทศ แล้วเขาก็ไปที่วัดต่างจังหวัด ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งที่นั่น ท่านก็เจริญเมตตาเป็นประจำ ก็มีคนที่ไปหาท่าน ท่านไม่มีความสุขเลย เพราะมารบกวนการเจริญเมตตาของท่าน อย่างนี้เป็นเมตตาหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะถูกต้องได้ ด้วยความเห็นถูกความเข้าใจถูก ถ้าไม่มีความเห็นถูกความเข้าใจถูก เพียงอ่าน พระพุทธศาสนาไม่ใช่เป็นสิ่งที่เพียงอ่านแล้วจะเข้าใจ แต่ต้องเป็นผู้ที่ศึกษาทุกคำ เข้าใจทุกคำละเอียด เช่นคำว่าธรรม ปรมัตถธรรม อภิธรรม อุปาทาน หรือว่าขันธ์ หรือว่าอะไรก็ตามทุกอย่าง สังขารธรรม สังขารขันธ์พวกนี้ ต่อไปก็จะต้องรู้ว่าต้องเป็นคนที่ละเอียดจริงๆ จึงสามารถที่จะเข้าใจธรรมได้

    เพราะฉะนั้นก็คงจะไม่สนับสนุนให้ใครทำอะไรโดยที่ไม่มีปัญญา เพราะเหตุว่า ในพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนของผู้ตรัสรู้ ผู้ตื่นจากความไม่รู้ ผู้เบิกบาน เพราะเหตุว่าไม่มีกิเลส ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ใครไม่อยากโกรธ ใครอยากจะมีเมตตา ก็ไปนั่งทำอะไรกัน โดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ให้ทราบว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะมีความสนใจในคำสอนในหนังสืออะไรอะไรก็ตามที่เข้าใจว่าเป็นประโยชน์ แต่ถ้าไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏได้ อย่างนั้นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่เรื่องของการเจริญเมตตา ต้องมีปัญญาที่จะรู้ว่าอบรมเจริญอย่างไร เมตตาคืออะไรก่อน

    ก่อนอื่นการศึกษาธรรมก็คือว่าเมื่อได้ยินคำอะไร ให้ทราบจริงๆ ว่าคืออะไร อย่างเมตตาคืออะไร เป็นธรรมนี่แน่นอนแล้วใช่ไหม เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม เป็นนามธรรม เป็นขันธ์อะไร สังขารขันธ์ แล้วก็เมตตาเป็นปรมัตถธรรมอะไร เป็นเจตสิก ได้แก่อโทสเจตสิก สภาพที่ไม่โกรธ แต่ต้องมีสัตว์บุคคลเป็นอารมณ์ จึงจะเป็นเมตตาได้ เพราะฉะนั้นความหมายของเมตตา ก็เหมือนกับที่เราได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน ความหวังดีพร้อมที่จะเกื้อกูลทำประโยชน์ให้ นี่คือมิตร เพราะเหตุว่าคำว่ามิตรไม่ใช่เป็นแต่เพียงคำพูด ที่เราบอกว่าเป็นเพื่อนกัน แต่ความจริงต้องเป็นปรมัตถธรรม เป็นเพื่อนหมายความว่าหวังดี มิตรจะไม่มีการแก่งแย่ง ไม่มีการแข่งดี ไม่มีความหวังร้าย นั่นจึงจะเป็นสภาพธรรมที่เป็นมิตรแท้หรือว่ามิตรจริงๆ ไม่ใช่มิตรเทียม

    เพราะฉะนั้นความเป็นมิตรก็คือสภาพธรรมที่เป็นอโทสะ แล้วก็มีความเป็นเพื่อน ความเป็นเพื่อนความหมายของเพื่อน ไม่ใช่เพียงแค่คำ แต่จะต้องมีความจริงใจด้วยว่า เพื่อนก็คือผู้ที่เราพร้อมที่จะช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นขณะใดที่เรามีความรู้สึกเป็นมิตรกับใคร ขณะนั้นคือลักษณะของเมตตา บางคนก็แผ่เมตตาไกล ถึงข้างใต้ ข้างบน ทางขวาง อะไรอย่างนี้ แต่ว่าพอเห็นหน้าคนอื่นเป็นอย่างไร บางคนหน้าตาอาจจะรู้สึกว่าน่ากลัวใช่ไหม แต่ความจริงเขาอาจจะใจดีก็ได้ แต่คนที่เห็นงู เห็นสัตว์ร้าย เห็นคนที่หน้าตาน่ากลัว ใจขณะนั้นเป็นมิตรหรือเปล่า ถ้าเป็นมิตร สามารถที่จะยิ้มช่วยเหลือทักทายหรืออะไรก็ได้ ด้วยความจริงใจ พร้อมที่จะให้คนนั้นมีความสุข นั่นคือเมตตา

    เพราะฉะนั้นต้องมีเมตตาในชีวิตประจำวันเมื่อเข้าใจลักษณะของเมตตา แต่ไม่ใช่โดยไม่เข้าใจลักษณะของเมตตา ก็พยายามไปท่อง ท่องเสร็จแล้วก็ตกใจ บางคนเห็นงู แล้วเขาก็แผ่เมตตา จริงๆ หรือเปล่า หรือว่ากลัวงูก็เลยแผ่ เพื่อว่างูจะได้ไม่กัด นี่ก็ไม่ตรง ธรรมเป็นสิ่งที่ตรง และเป็นความเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้ายิ่งเข้าใจธรรม เราก็เป็นผู้ที่ตรงต่อตัวเอง แล้วก็ตรงต่อบุคคลอื่นด้วย และก็เป็นผู้ที่เข้าใจจริงๆ ไม่เอาอกุศลมาเป็นกุศล เพราะเหตุว่ากลัวแท้ๆ ก็ยังบอกว่าเมตตา แล้วก็ท่องไปกลัวไปก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต่อไปนี้จะเมตตาใครไม่ยากใช่ไหม เป็นเพื่อนแท้แล้วก็หวังดีพร้อมที่จะเกื้อกูล ไม่ว่าจะเป็นคนรู้จักหรือไม่รู้จักหรือเป็นคนแปลกหน้าหลงทางมาอย่างไรก็ได้ เพราะว่าอย่าไปคิดถึงเรื่องสัตว์ที่เราจะไปแผ่เลย เพียงแต่คนด้วยกันที่เราเห็นกันก็ควรที่จะมีเมตตา เจริญอสุภะ แล้วอสุภะคืออะไร

    อ.อรรณพ อสุภะคือสิ่งที่ไม่น่าพอใจ สิ่งที่ไม่สวยงาม แต่จริงๆ อสุภะซึ่งเป็นความไม่งามจะต้องรู้ได้ด้วยปัญญาจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความต้องการความอยากจะทำด้วยตัวตนที่จะไปทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเราจะลืมคำเดียวไม่ได้เลยว่า สภาพทั้งหมดเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นไม่มีตัวตนที่คิดจะทำเมตตาเพื่อที่จะไม่ให้โกรธ คิดจะทำอสุภกรรมฐานเพื่อที่จะไม่ให้เกิดราคะ ซึ่งในขณะนั้นต้องตรงกับตัวเองว่าในขณะเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็คือเห็นสิ่งที่ไม่สวยงามนั้นแล้ว จิตเป็นกุศลหรือว่าเป็นอกุศล หรือเป็นโทสะ ไม่รู้เลยใช่ไหม ถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม คือจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หรือว่าสภาพนามธรรม ความกลัวหรือโทสะที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ขณะนั้นก็เป็นความไม่รู้ในสภาพธรรมตามความเป็นจริง ก็คิดที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยอกุศล ขณะนั้นก็เป็นการไปดูสิ่งที่เป็นปฏิกูล ซึ่งไม่รู้เลยว่าขณะนั้นเป็นอกุศลจิตหรือเปล่า ซึ่งก็ไม่ใช่หนทางที่จะดับราคะได้จริงๆ

    ท่านอาจารย์ คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต่างกับคำสอนของบุคคลอื่นโดยสิ้นเชิง เพราะว่าทรงพระปัญญาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อนี้ตามพระคุณธรรม ใครก็ตั้งให้ไม่ได้เลย หรือใครจะมีชื่ออย่างนี้อีกสักคนก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นคุณธรรม เป็นคุณนาม เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทุกคนที่มีกิเลส ไม่อยากจะมีกิเลส พยายามยิ่งเห็นโทษของกิเลสก็ยิ่งไม่อยากมี แต่ตราบใดที่ไม่มีปัญญาที่จะรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ เพราะเหตุว่าก่อนการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีผู้ที่มีปัญญาระดับที่ว่าเขาสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า เมื่อเห็นแล้วจะเกิดยินดียินร้าย เมื่อได้ยินเสียง ก็ยินดียินร้ายในเสียง ไม่ว่าอะไรจะกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย เขาจะเกิดอกุศล คือยินดียินร้าย มีปัญญาที่เขาสามารถที่จะรู้ว่า ถ้าเขาคิดหรือตรึกถึงสภาพธรรมบางอย่าง จิตของเขาก็จะเป็นกุศล

    เพราะฉะนั้นถ้ากุศลจิตเกิดมากขึ้น ก็จะทำให้จิตสงบ ที่ใช้คำว่าสงบหรือสมถะก็หมายความว่า สงบจากอกุศล ไม่ใช่สงบเปล่าๆ อยู่ดีๆ บอกสมถะ สมถะ และสมถะคืออะไร ถ้าแปลมาว่าสมถะคือสงบ ก็สงบเปล่าๆ อีก แต่ต้องให้รู้ความจริงว่าสงบคือสงบจากอกุศล คนที่มีอกุศลและก็รู้ว่าถ้าเขาสามารถที่จะตรึกถึงอารมณ์ที่ทำให้จิตของเขาเป็นกุศลเพิ่มขึ้น จนกระทั่งถึงระดับของอุปจารสมาธิ หรืออัปปนาสมาธิ ก็ชั่วคราว เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้จริงๆ เป็นสมุจเฉทคือไม่เกิดอีกเลย

    ถ้าอ่านในพระไตรปิฎก ก็จะมีชีวิตของผู้ที่เห็นโทษของการติดในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ อบรมเจริญฌานเกิดในพรหมโลก เมื่อสิ้นอายุของการเป็นพรหมก็ กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก ตอนแรกๆ ก็ไม่ได้สนใจติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส เหมือนอย่างที่ชาวบ้านเป็น แต่ว่าจริงๆ แล้วก็ต้องมีความพอใจเล็กๆ น้อยๆ แต่ว่าภายหลังก็มีปัจจัยที่ทำให้เกิดราคะ หรือว่าความติดข้องอย่างมากมายในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ก็แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าเราจะระงับไว้ ก็ไม่สามารถที่จะดับเป็นสมุจเฉท นี่คือความต่างของคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากับคำสอนอื่น

    เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมให้ผู้ที่เข้าใจธรรม อบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ถึงความเป็นพระอนาคามี ไม่มีกิเลสประเภทนั้นเกิดอีกเลย ไม่มีความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้นก็เห็นคำสอนที่ต่างกัน คำสอนให้ระงับชั่วคราว แต่ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ กับคำสอนซึ่งเป็นผู้ที่อาจหาญร่าเริงที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ ค่อยๆ อบรมเจริญปัญญาจนสามารถที่จะรู้จริงๆ ว่า เป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นก่อนอื่นไม่ใช่ละความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส แต่ต้องละความยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา เพราะถ้ายังมีเราอยู่ ดับกิเลสไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีความเป็นเรา กิเลสทั้งหลายก็จะค่อยๆ ดับไปได้

    ผู้ฟัง ครั้งแรกที่เข้ามาฟังธรรม เห็นเขียนว่าโครงการปลุกจิตสำนึก ขอให้ท่านอาจารย์อธิบายคำว่าปลุกจิตสำนึก

    ท่านอาจารย์ ตื่นขึ้นมาฟังธรรม แล้วก็สำนึกคือรู้จักตัวเอง

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามปัญหาต่อไป เป้าหมายอะไร ในการที่เราศึกษาธรรม

    ท่านอาจารย์ ความรู้กับความไม่รู้ จะเลือกอย่างไหนก็ตามใจ ไม่มีใครบังคับเลย ทุกคนมีสิทธิ์รู้กับไม่รู้ จะเลือกอย่างไหน รู้ความจริงด้วยกับไม่รู้ความจริง ที่จริงแล้วทุกคนชอบสัจจะความจริง เพราะฉะนั้นที่แสวงหา ที่ทุกคนพอใจก็คือสิ่งที่จริง เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้ศึกษาธรรม เท็จ แต่พระพุทธศาสนาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จริง เพราะอะไร คนที่ไม่ได้ศึกษาคำสอน เชื่อว่ามีตัวเราจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จริงเลย เพราะฉะนั้นความคิดคำพูดอย่างนั้นก็เท็จ เท็จหมายความว่าไม่จริง สิ่งใดก็ตาม คำใดก็ตามที่ไม่จริง เป็นเท็จทั้งหมด แต่ว่าคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นจริงทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นเราเกิดมา เราต้องการอะไร เพราะว่าทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน ทรัพย์สมบัติอะไรก็เอาไปไม่ได้เลย หนำซ้ำยังโลภะเพิ่มขึ้น โทสะเพิ่มขึ้น ทุกอย่างเพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ไม่ได้อยู่มาในโลกนี้ด้วยดี หรือว่าด้วยความดี ถ้าเต็มไปด้วยอกุศล เพราะฉะนั้นถ้ารู้จริงๆ ถึงเหตุและผล ทำไมเราไม่ชอบคนที่มีอกุศลจิต จิตที่ไม่ดี ทำไมเราไม่ชอบ แล้วถ้าเป็นเรา คนอื่นก็ต้องไม่ชอบเหมือนกันใช่ไหม แล้วทำอย่างไรอกุศลจะลดน้อยลงไปได้ มีหนทางหรือเปล่า นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนก็คงจะพิจารณา แล้วก็เห็นประโยชน์ของการรู้ความจริง ถ้าไม่ต้องการความจริงก็คงจะไม่นั่งฟังธรรม

    ผู้ฟัง อีกคำถามหนึ่ง เป้าหมายในการที่เราเคารพพระรัตนตรัย

    ท่านอาจารย์ คำว่าเคารพ ต้องมีความหมายด้วย ไม่ใช่เพียงไหว้ ไหว้นี่คงไม่ยาก ใครว่าไหว้ยากบ้าง ไหว้ไม่ยาก แต่เคารพจริงๆ ในพระธรรม เพราะว่าถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระธรรมเลย ใครจะเคารพพระองค์ ไม่รู้ว่านี่คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่การเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เพียงเพื่อดับกิเลสดับทุกข์เฉพาะพระองค์ ถ้าเป็นการดับกิเลสดับทุกข์เฉพาะพระองค์ก็ไม่ต้องถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ทรงพร้อมด้วยพระปัญญาหลายประเภท พระปัญญาคุณมากมายมหาศาล

    เพราะฉะนั้นกว่าจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะต้องมีการอบรมเจริญปัญญา ไม่ใช่เพื่อเพียงพระองค์เดียว แต่เพื่อช่วยสัตว์โลก เป็นสัตตูปการคุณ อุปการะแก่สัตว์โลกด้วย มิเช่นนั้นเรายุคนี้จะไม่ได้ยินคำสอนเลย จะไม่ได้ยินแม้แต่คำว่าธรรม ถ้าไม่ทรงแสดง แต่เมื่อตรัสรู้แล้วก็ทรงพระมหากรุณา ถ้าอ่านในพระไตรปิฎก ก็จะเห็นได้ว่า แม้ว่าใครก็ตามอยู่แสนไกล แต่ถ้าการเสด็จไปเขาจะเกิดปัญญาสะสมเป็นอุปนิสัย หรือสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ พระองค์ก็เสด็จไปเพื่อที่จะโปรดคนนั้น นี่คือพระมหากรุณา แล้วเราทำอย่างนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จริงๆ ว่าการที่เรามีความเคารพในพระธรรม จะเคารพยิ่งขึ้น เมื่อเห็นคุณค่าของพระธรรม กว่าที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้ และก็ทรงแสดงธรรมเทศนาให้สัตว์โลกได้มีโอกาสฟัง จาก ๒,๕๐๐ กว่าปี ขณะนี้ ขณะใดที่ได้ยินพระธรรมข้อใด ก็จะเหมือนกับท่านที่เคยนั่งเฝ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระวิหารเชตวัน ที่พระวิหารเวฬุวัน ที่พระวิหารบุพพาราม แล้วแต่ว่าจะประทับอยู่ที่ใด ก็จะมีอุบาสกอุบาสิกา ตอนเย็นๆ ก็มีดอกไม้ธูปเทียนไปเฝ้าฟังพระธรรม และพระธรรมที่ทรงแสดงกับบุคคลเหล่านั้นในครั้งนั้น ก็สืบทอดมาจนถึงเราสมัยนี้ ไม่ต่างกันเลย ท่านพระอานนท์ซึ่งท่านเป็นเอตทัคคะในการทรงจำ ท่านก็สามารถที่จะทรงจำไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่นตั้งต้นด้วย ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้คำแรกจนถึงคำสุดท้าย ถ้าใครอ่านแล้วลองทำอย่างท่านพระอานนท์ได้ไหม ตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้ายไม่เปลี่ยน

    นี่ก็แสดงให้เห็นถึงปัญญาของคนสมัยโน้น ซึ่งมีอุปการะต่อพุทธบริษัท ตั้งแต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจนกระทั่งถึงพระสาวกที่รักษาพระธรรม จนกระทั่งถึงคนยุคนี้สมัยนี้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะมีความเคารพต่อพระรัตนตรัยจริงๆ ก็ต่อเมื่อเรามีความเข้าใจคำสอนซึ่งเป็นพระธรรม เมื่อเข้าใจคำสอนก็จะรู้ได้เลย บุคคลอื่นไม่สามารถจะสอนได้ นอกจากผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วก็ถ้าไม่มีพระสงฆ์คือพระอริยสงฆ์ ซึ่งท่านรู้แจ้งอริยสัจธรรม ทรงจำสืบทอดมาจนถึงเรายุคนี้ คำสอนนั้นก็ลบเลือนไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด เรามีสิ่งที่มีค่าคือพระไตรปิฎก แล้วก็มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม แต่ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดรอบคอบ เพราะเหตุว่าพระธรรมลึกซึ้งมาก ถ้าเราคิดว่าเพียงแต่ฟังไม่ต้องศึกษาจะเข้าใจผิด นี่เป็นเหตุที่จะทำให้พระธรรมเสื่อมสูญจากความเข้าใจที่ถูกต้อง

    อีกประการหนึ่ง ยุคนี้ไม่ทราบว่าเราจะเป็นผู้ตรงที่จะบอกว่า เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญหรือเสื่อม เสื่อมเพราะอะไร เพราะถ้าไม่ศึกษาคำสอนมีแต่พระไตรปิฎกอยู่ในตู้ แล้วก็ไม่เข้าใจเลย ก็คือว่าถึงจะมีอยู่ต่อไปอีกล้านปีก็ตามแต่ ก็ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจได้ แต่ตรงกันข้ามหนทางที่จะดำรงหรือว่ารักษาพระพุทธศาสนา ก็คือว่า ทุกคนไม่เกี่ยง แต่ศึกษาด้วยตัวเอง เพราะว่าหลายคนก็บอกว่าพระพุทธศาสนาเลิศประเสริฐสุด แก้ปัญหาทุกปัญหาได้ ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจปัญหาชีวิตแก้ได้ด้วยพระพุทธศาสนา แต่ไม่เรียนเอง ก็บอกคนอื่นเพื่อที่จะให้คนอื่นเรียน ถ้าทุกคนเกี่ยงกันแบบนี้ ก็จะไม่มีใครเรียนเลย

    เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็คือว่าเรียนเอง แล้วก็จะได้ค่อยๆ สะสมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็เป็นหนทางที่จะรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงไว้ต่อไปได้ เคารพจริงๆ ก็คือต้องอย่างนี้ เพิ่มเติมอีกได้ไหมจากนี้ มากมาย แค่ฟังแค่ศึกษาแต่ไม่ประพฤติปฏิบัติตาม ก็เป็นหนทางที่จะทำให้พระศาสนาเสื่อมเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเราเป็นคนที่ศึกษาพระพุทธศาสนาแบบวิชาการ เหมือนอ่านตำราทำวิทยานิพนธ์หรืออะไรอะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าไม่เห็นคุณค่าว่าการที่ทรงแสดงพระธรรมไม่ใช่เพียงให้เข้าใจเป็นเรื่องราว แต่ให้บุคคลนั้นมีปัจจัยที่จะทำให้ประพฤติปฏิบัติตาม ต้องเคารพด้วยการประพฤติปฏิบัติตาม และการประพฤติปฏิบัติตามก็มีหลายขั้น ตั้งแต่ขั้นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ นี่ก็เป็นเรื่องที่จะเห็นจริงๆ ว่าถ้าเราช่วยกันศึกษาไว้ ก็คงจะดำรงต่อไปถึงอีกหลายรุ่น ท่านผู้ฟังที่ถามก็กำลังศึกษาใช่ไหม แล้วก็ต้องประพฤติปฏิบัติตามด้วย

    ผู้ฟัง ถ้าประพฤติปฏิบัติตาม แล้วจะเป็นการทำโดยจงใจเจตนาเป็นตัวตนไหม แล้วทำอย่างไร ถึงจะประพฤติปฏิบัติตามโดยไม่เป็นตัวตนไปทำ

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ได้เข้าใจแล้วไม่ควรจะลืม เช่นธรรม คำนี้ใช้คำว่าธาตุ ธา-ตุก็ได้ หรือธรรมก็ได้


    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    24 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ