ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526


    ตอนที่ ๑๕๒๖

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ ปฏิสนธิจิตของสัตว์เดรัจฉาน พวกนก พวกไก่ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไหม มี ของเทวดาก็มี เพราะว่าธรรมเป็นธรรม ใครจะเปลี่ยนแปลงลักษณะของธรรมไม่ได้เลย เพียงแต่ว่าค่อยๆ เข้าใจตามว่า ขณะใดที่จิตประเภทหนึ่งประเภทใดเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ ทำกิจอะไรก็ตาม ขณะนั้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นที่จิตของสัตว์กับจิตของมนุษย์ต่างกัน เพราะว่าเป็นผลของกรรมที่ต่างกัน ถ้าเกิดในนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย หรือว่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งชนิดใดก็ตาม จะมีรูปร่างกายใหญ่โตเป็นช้าง หรือว่าจะมีรูปร่างเล็กมากเป็นไร ก็ตามแต่ ปฏิสนธิจิตขณะนั้นก็เป็นประเภทเดียวกัน คือว่าเป็นผลของอกุศลกรรม เพราะฉะนั้นจิตของมนุษย์ขึ้นไปจนถึงสวรรค์ แล้วก็พรหมชั้นต่างๆ และอรูปพรหม เป็นผลของกุศล แต่ก็จำแนกให้ต่างกัน เพราะว่ากุศลของแต่ละคนที่ทำในแต่ละครั้ง จะเห็นได้ว่าบางครั้งประกอบด้วยปีติ บางครั้งก็ไม่ประกอบด้วยปีติ แล้วก็บางครั้งก็มีความเพียรมาก บางครั้งก็มีความเพียรน้อย เพราะฉะนั้นเวลาที่กรรมใดๆ จะให้ผลก็ต่างกันไป

    ตอนนี้ทุกคนก็คงจะพอทราบปฏิสนธิของท่านเองได้แล้วใช่ไหม เพราะว่าถ้าเป็นกุศลที่ประณีตมาก ก็จะทำให้เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง พรั่งพร้อมด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีมานานมาก ถึงกาลที่ประสูติ ก็ประสูติด้วยจิตที่เป็นผลของกุศลที่ประณีต ประกอบด้วยโสมนัส และมีกำลังกล้า เวลาทำกุศล บางคนก็ไม่มีกำลัง ต้องอาศัยเพื่อนฝูง ถ้าเพื่อนฝูงไม่ทำก็ไม่ทำ หรือว่าบางครั้งทำแล้วจิตก็เฉยๆ ไม่โสมนัส และหลายครั้งที่เป็นกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผลของกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา แล้วจะให้มีปัญญาเจตสิกเกิดในขณะปฏิสนธิเป็นผลของกุศลนั้นไม่ได้ แต่ชีวิตของแต่ละคนก็มีการกระทำที่ต่างกัน ละเอียดมาก แม้แต่คนหนึ่งบางครั้งกุศลจิตของเราเองก็ประกอบด้วยความรู้สึกเฉยๆ แต่เวลาที่ทุกคนอยากได้ผล อยากได้ผลกุศลที่ทำอย่างประณีต แล้วก็ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา แต่กรรมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย เพราะว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา

    ทุกคนทำกรรมมาแล้ว และก็จะจากโลกนี้ไป โดยที่ไม่รู้ว่ากรรมไหนถึงกาลที่สุกงอมพร้อมที่จะให้ผล ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด จากชีวิตในชาตินี้ก็พิสูจน์ความจริงได้ใช่ไหมว่า ตอนที่เราจะจากโลกก่อนมาสู่โลกนี้ เราก็ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชา หรือเลือกกุศลของเราให้เกิดว่า จะต้องเป็นประเภทใด แต่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตเพียงขณะแรก และก็ต่อมาจะมีหลายขณะนับไม่ถ้วน จนกว่าจะถึงขณะสุดท้ายของชีวิตคือจุติ แต่ว่าข้อสำคัญที่สุดคือปฏิสนธิจิต ถ้าเราได้กระทำอกุศลกรรมไว้แล้ว แล้วก็อกุศลกรรมให้ผล จะเกิดเป็นมนุษย์ได้ไหม ถ้ากรรมนั้นให้ผล เราก็ต้องเหมือนสัตว์ที่เรามองเห็น เช่น นก แมวต่างๆ หรือว่าร้ายกว่านั้น ก็คือว่าเป็นเปรต แล้วก็อยู่ในนรก ถ้าเป็นอสุรกายก็เป็นภพภูมิซึ่งไม่มีความรื่นเริงใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เหมือนมนุษย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นอีกภูมิหนึ่ง ซึ่งในภูมิมนุษย์เรามีเครื่องบันเทิงมากมาย แต่ยังไม่เท่าสวรรค์ ก็เป็นระดับชั้นที่ต่างกัน แต่ก็ให้ทราบว่าเป็นอนัตตาเลือกไม่ได้

    เพราะฉะนั้นการเข้าใจธรรม ก็จะทำให้ปัญญาที่เกิดจากความเข้าใจ ทำให้ชีวิตของเราเป็นกุศลเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังเลือกไม่ได้อีก แล้วแต่ว่าเหตุปัจจัยจะมากหรือจะน้อยในแต่ละโอกาส เพราะว่าเมื่อตราบใดที่ยังมีอกุศลหรือกิเลสอยู่ ก็จะต้องมีอกุศลจิต และก็อกุศลจิตที่มีกำลังก็จะทำอกุศลกรรม ซึ่งเมื่อมีอกุศลกรรมที่ทำไปแล้ว ก็แล้วแต่ว่ากรรมนั้นจะทำให้ปฏิสนธิเกิดขึ้น หรือว่าแม้ไม่ทำให้เกิดแต่ก็อุปถัมภ์ได้ หรือว่าอาจจะเบียดเบียนสิ่งที่มีอยู่แล้วให้น้อยลง หรือว่าอาจจะตัดรอน ซึ่งเราก็เห็นชีวิตของบางคนพลิกผัน หน้ามือเป็นหลังมือ จากสูงสุดจนถึงระดับต่ำสุด ถ้าไม่มีกรรมเป็นเหตุ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า ที่เราเห็นว่าเป็นเพราะเหตุนั้นเหตุนี้ แท้ที่จริงแล้วเหตุสำคัญที่สุด ก็คือกรรมที่ได้กระทำแล้ว

    ขณะแรกที่เกิดมืดสนิทขณะเดียว ปฏิสนธิจิตของทุกคนมีเพียงหนึ่งขณะ สภาพของธรรมที่เกิดต้องมีกิจการงาน จิตเจตสิกเกิดทำกิจการงานทุกครั้ง เราอาจจะคิดว่าเราทำ แต่ความจริงถ้าไม่มีจิต ไม่มีเจตสิก จะไม่มีอะไรทำเลย แล้วทั้งหมดในวันนี้ ที่ทุกคนทำมาแล้ว ใครทำ ก็จิตเจตสิกนั่นเอง ประเภทต่างๆ ด้วย เป็นประเภทเห็น ก็ทำหน้าที่เห็น เป็นประเภทได้ยิน ก็ทำหน้าที่ได้ยิน เป็นประเภทคิดนึก ก็ทำหน้าที่คิดนึก ก็แล้วแต่การสะสมของปฏิสนธิจิตที่สืบต่อมานานแสนนานว่า เมื่อเห็นแล้ว แต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน บางคนเห็นแล้วเป็นกุศล บางคนเห็นแล้วเป็นอกุศล เลือกไม่ได้อีก เพราะว่าสะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจเรื่องธรรม เป็นธรรมจริงๆ ถ้าพูดถึงจิตใจ เอารูปร่างออกหมดเลย เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นใคร ที่ไหน จิตที่โกรธเกิดขึ้น ทำหน้าที่นั้นเลย ขุ่นเคือง หยาบกระด้าง จะไปเปลี่ยนลักษณะของจิตนั้นให้อ่อนโยนมีเมตตาก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ตามการสะสมของชาติหนึ่ง ซึ่งแล้วแต่ว่าปฏิสนธิจิตเป็นประเภทไหน ก็ทำให้ผลของกรรมที่จะตามมาในภายหลังมากน้อยต่างกันตามลำดับ เพราะว่าทุกคนอยากจะได้ผลของกุศลกรรมอย่างเลิศ หวังเสมอเป็นเพียงความหวัง แต่ความจริงก็คือว่าแล้วแต่กรรม

    ขณะนี้ถ้าศึกษาโดยละเอียดจะทราบได้เลยว่า ทุกคนไม่สามารถที่จะพ้นกรรมได้ ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะขณะปฏิสนธิ ขณะปฏิสนธิคือจิตขณะแรกที่เกิด เป็นแต่เพียงขณะแรก ซึ่งจะนำมาซึ่งผลต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ปฏิสนธิจิตประกอบด้วยเจตสิกตามประเภท แล้วก็มีปัญญาหรือไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย ก็แล้วแต่บุคคล เมื่อปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว ทุกอย่างที่สะสมอยู่ในปฏิสนธิจิต ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงปฏิสนธิจิตขณะเดียว จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะดับไป เป็นอนันตรปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด

    เพราะฉะนั้นจิตขณะต่อไปที่เกิด ก็สืบต่อทุกอย่างที่มีอยู่ในจิตขณะก่อน ไม่ขาดหายหกตกหล่นไปเลยสักประเภทเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรรมใดๆ หรือว่าความรู้สึกใดๆ ก็ตาม จะความขุ่นเคืองใคร ผ่านไปแล้วหลายปี ก็ยังมีสภาพของเจตสิก ซึ่งจำสิ่งนั้นไว้ไม่ลืม แล้วถ้าถอยไปก็นับไม่ถ้วนเลย เป็นปัจจัยให้แต่ละคนสามารถที่จะรู้สิ่งที่สะสมมาของตนเองได้ เวลาที่สภาพธรรมนั้นๆ เกิดขึ้น เพราะมาจากการสะสม และเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจิต แม้เมื่อปฏิสนธิจิตดับไป จิตเกิดสืบต่อต้องเป็นผลของกรรมอย่างเดียวกัน จะเป็นผลของกรรมอื่นยังไม่ได้ เพราะเหตุว่ากรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดเพียงขณะเดียวไม่พอ กรรมอะไรให้ผลทำให้จิตเกิดขึ้นขณะเดียว และขณะนั้นก็ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น โลกนี้ก็ไม่ปรากฏ โลกไหนก็ไม่ปรากฏทั้งนั้น ต้องมีการที่จะให้ผลมากกว่านั้น โดยการที่จิตขณะที่เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิต ต้องเป็นผลของกรรมประเภทเดียวกัน ทำให้เป็นบุคคลนั้นจนกว่าจะถึง ที่ภาษาไทยเราใช้ ถึงแก่กรรม คือหมดสิ้นกรรมที่จะทำให้เป็นบุคคลนี้ แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลานั้น ก็จะต้องมีภวังคจิต เป็นจิตที่เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิต ทำกิจภวังค์ คือดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนั้นจนกว่าจะสิ้นชีวิต

    เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่านอนหลับสนิท ยังไม่ตาย จิตทำหน้าที่การงานหรือเปล่า ทำภวังคกิจ ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจ แม้ว่าเป็นจิตประเภทเดียวกันก็จริง แต่จากการที่เราได้ทราบการงานของจิตอย่างละเอียด ก็จะเห็นความเป็นอนัตตาจริงๆ ว่า ใครจะเปลี่ยนแปลงให้เวลาที่ปฏิสนธิจิตดับ ไม่ให้ภวังคจิตเกิด ใครทำได้ ไม่มีใครทำได้เลย เป็นเรื่องของธรรมโดยตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อปฏิสนธิจิต ซึ่งเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนดับ ภวังคจิตเกิดสืบต่อ บางครั้งเราเรียกชื่อจิตตามกิจ อย่างแม้ว่าจิตที่เกิดเป็นจิตประเภทวิบาก คือเป็นผลของกรรม แต่ผลของกรรมมีมาก เพราะฉะนั้นการที่จะใช้ชื่อของจิต ก็คือว่าเรียกตามกิจ เมื่อจิตขณะแรกที่เกิดทำกิจสืบต่อจากชาติก่อน คำว่าปฏิสันธิในภาษาบาลี ก็สืบต่อจากชาติก่อน ก็เรียกจิตที่เป็นวิบากนี้ที่ทำกิจนี้ว่าปฏิสนธิจิต แม้ว่าปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว แล้วก็กรรมนั้นก็ทำให้ภวังคจิตเกิดต่อ เป็นวิบากประเภทเดียวกัน เปลี่ยนไม่ได้เลย ต้องเป็นคนนี้ไปตลอด

    เวลาที่กุศลจิตหรืออกุศลจิตที่เกิดภายหลังเกิด จะมีการสะสม ซึ่งทำให้เปลี่ยนลักษณะของจิตได้ มีการสะสมที่เป็นปัญญาเพิ่มขึ้น หรือว่าอกุศลเพิ่มขึ้น หรือกุศลจิตเพิ่มขึ้นก็ได้ แต่ภวังคจิต จิตที่ดำรงภพชาติไม่เปลี่ยน ต้องเป็นบุคคลนี้ไปก่อนจนกว่าจะตาย ถ้าทำกุศลแล้วก็อยากจะให้เกิดผลทันที ให้เป็นเทวดาทันทีได้ไหม ไม่มีทางเลยต้องสิ้นชีวิตก่อน แล้วแต่ว่ากรรมนั้นจะให้ผล ก็จะทำให้เกิดในภพไหนภูมิไหนต่อไปอีก แต่ว่าตราบใดที่ยังเป็นบุคคลนี้ ก็เพียงแค่หลับแล้วก็ตื่น และก็เป็นวิถีชีวิตจนกว่ากรรมนั้นจะสิ้นหมดไป จึงจะสิ้นความเป็นบุคคลนี้ได้

    สำหรับภวังคจิต ก็เป็นจิตขณะที่เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิต จะเร็วสักแค่ไหน ระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยิน ซึ่งเสมือนว่าเกิดพร้อมกัน แต่ความจริงมีจิตที่เกิดดับสลับคั่นเกินกว่า ๑๗ ขณะจิต เพราะฉะนั้นเวลาที่ปฏิสนธิจิต ซึ่งเกิดมาทำกิจนี้ดับ ภวังคจิตเกิดต่อ สั้นมากน้อยมาก แต่ก็จะเป็นภวังค์แล้วก็ดับไป แล้วก็เป็นภวังค์แล้วก็ดับไป แล้วก็เป็นภวังค์แล้วก็ดับไป จนกว่าจะถึงกาลที่มีการรู้สึกตัว

    ก่อนอื่นพอเกิดแล้ว หลังจากนั้นก็จะมีการรู้สึกตัวทางมโนทวาร คือทางใจ ขณะนั้นจะไม่มีทางอื่นเลย หลังจากปฏิสนธิจิตแล้วเป็นภวังค์แล้ว ก็จะมีการรู้อารมณ์ คือมีการเริ่มรู้สึกคิดนึก ทราบไหมว่าทันทีที่จิตเกิดรู้สึกตัวครั้งแรก ต่อจากนั้นเป็นจิตอะไร เปลี่ยนไม่ได้อีก เป็นการสะสมของสัตว์โลกซึ่งยังมีอวิชชา เพราะฉะนั้นก็เป็นโลภมูลจิต ติดข้องทันทีในภพชาติ ในความเป็นบุคคลนั้น แม้ว่ายังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร เพราะว่าขณะนั้นถ้าเกิดในครรภ์ ก็ยังไม่มีรูปร่าง ที่จะรู้ว่าจะเป็นคน ผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือว่าจะเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ก็ไม่มีเลย แต่ว่าทันทีที่เกิดและรู้สึกตัว ก็จะมีความติดข้องทันทีในภพในชาติในความเป็น ไม่ว่าจะอยู่ในภพภูมิไหนทั้งสิ้น

    ทุกคนที่สนุกในโลกนี้ เป็นไปได้ไหมที่จะจุติจิตเกิด สิ้นสุดสภาพความเป็นบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นข้อความในพระไตรปิฎก ก็แสดงให้เราเห็นถึงความไม่เที่ยง ความเป็นอนัตตา การไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้ แต่ข้อสำคัญที่สุดก็คือพระธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงละเอียดมากทุกขณะจิต เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาจริงๆ แล้วก็เข้าใจสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังโดยถ่องแท้ ก็จะทำให้เราสามารถเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ เราย้อนไปตั้งแต่เราเกิด จะกี่สิบปีก็ตามแต่ ถึงขณะแรกของจิตคือปฏิสนธิจิต แล้วก็หลังจากนั้นเมื่อปฏิสนธิจิตดับ ก็มีจิตที่เกิดสืบต่อ แต่ไม่ได้ทำกิจสืบต่อจากชาติก่อน จึงไม่ชื่อว่าปฏิสนธิ แต่เป็นจิตประเภทเดียวกัน โดยผลของกรรมเดียวกัน แต่เมื่อทำกิจสืบต่อดำรงภพชาติ จึงใช้คำว่าภวังคจิต เพราะว่าทำภวังคกิจ

    ทุกคนคงใช้คำว่าภวังค์บ่อยๆ ใช่ไหม หมายความว่าอย่างไร เวลานี้มีหรือเปล่า ภวังค์บางทีใช้จนกระทั่งถึงแม้ฌาน ซึ่งไม่ใช่ฌานจริงๆ แต่เข้าใจว่าเป็นฌาน แต่ก็หลับไปเสียแล้ว เพราะฉะนั้นขณะที่หลับ ขณะที่ไม่รู้สึกตัวเลย คือขณะที่เราสามารถที่จะเข้าใจสภาพจิตที่ทำกิจภวังค์ได้ เพราะแม้ว่าขณะนี้จะมีภวังคจิตเกิดคั่นทุกวาระที่เห็น ต้องเป็นภวังค์ก่อน ถึงจะได้ยิน ต้องมีการดำรงภพชาติเมื่อสิ้นสุดวาระของการที่จะเห็น จะได้ยินแต่ละทาง แต่ก็ไม่ปรากฏเลย เพราะความรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการเกิดดับของสภาพธรรมอย่างรวดเร็วมาก เป็นมายากล เหมือนกับใครที่สามารถที่จะเอานกพิราบออกมาจากหมวกได้ หรือเอาไก่ออกมาจากแขนเสื้อได้ ทำได้อย่างไร แต่นี่มายาของมนุษย์ แต่ว่ามายาของจิตเร็วกว่านั้นมากมาย ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า เราถ้าไม่ศึกษาจริงๆ ไม่สามารถแม้แต่จะเข้าใจคำที่ในพระพุทธศาสนาเป็นแก่น คืออนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร หมายความว่าต้องมีสภาพธรรม แต่ว่าสภาพธรรมนั้นไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย จะเกิดขึ้นต่อ เมื่อมีเหตุปัจจัยที่สมควรแต่ละประเภทของจิต

    คนไม่ดีแล้วก็จะเลือกให้กุศลจิตเขาเกิดบ่อยๆ ได้ไหม เป็นไปไม่ได้เลย หรือว่าถ้าคนที่เป็นคนดีสะสมมา แล้วจะให้คิดริษยาคนอื่นบ่อยๆ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่ได้สะสมมาที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งซึ่งมองชัดเจนในความเป็นอนัตตาของธรรม แต่ต้องเริ่มมาจากปฏิสนธิจิตที่จะทำให้แต่ละบุคคลต่างกันไป หลังจากที่ภวังคจิตเกิดดับสืบต่อ ไม่มีการนับเลย รวดเร็วมาก เวลานี้ใครจะนับอะไรก็นับได้ แต่นับจิตนับทันไหม ไม่ทันเลย เกิดดับเร็วมาก เมื่อภวังคจิตดับไปแล้ว เราได้พูดถึงการรู้สึกตัวครั้งแรก ซึ่งไม่ใช่ภวังค์ ขณะใดก็ตามที่มีการรู้สึกตัว หรือมีสิ่งที่ปรากฏทางหนึ่งทางใด อย่างในขณะนี้ กำลังเห็นไม่ใช่ภวังค์ กำลังได้ยินก็ไม่ใช่ภวังค์ ต้องเป็นขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส หรือว่าไม่คิดนึก ไม่ฝันด้วย ขณะนั้นจึงจะเป็นภวังคจิต

    เพราะฉะนั้นทุกคนก็เริ่มรู้จักจิตของตัวเองอีกประเภทหนึ่งใช่ไหม ซึ่งทำหน้าที่ดำรงภพชาติ เป็นภวังค์ จนกว่าจะมีจิตอื่นเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่ภวังคจิต เพราะฉะนั้นต่อจากที่ภวังคจิตดับ การรู้สึกตัวครั้งแรกจะติดตามมาด้วยโลภะ ความติดข้องในความเป็น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดทั้งสิ้น เกิดในนรกแท้ๆ เวลาที่ปฏิสนธิจิตดับ แล้วก็จิตเกิดคั่นเป็นภวังค์ แล้วก็มีการรู้สึกตัวคือทางใจ เริ่มเกิดรู้สึกขึ้น ขณะนั้นติดหรือเปล่าในนรก ยังไม่รู้ว่านรกเป็นอะไรขณะนั้น เพราะว่าเพิ่งเป็นการคิดด้วยความพอใจในขันธ์ คือในความมีความเป็น ยังไม่รู้ว่าเป็นนรก ยังไม่รู้ว่าเป็นเปรต ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่ว่าหลังจากนั้นแล้วก็จะมีความติดเกิดขึ้น ต่อจากนั้นก็เป็นภวังค์อีก เราจะเป็นภวังค์อยู่นาน

    ถ้าอยู่ในครรภ์ ก็จะมีการรู้สึกตัว แล้วก็อาจจะมีความรู้สึกเจ็บได้ เพราะว่าเรากล่าวถึงแต่เพียงเรื่องจิต ในขณะที่ปฏิสนธิเกิดขึ้นครั้งแรกคือจิตและเจตสิก แต่ว่าในภูมิภพที่มีรูปด้วย จะไม่ปราศจากรูปเลย กรรมที่เราทำในชาตินี้ ในภูมินี้ เราทำเนื่องกับรูปทั้งหมดใช่ไหม ถวายจีวร หรือว่าจะทอดกฐิน หรือว่าจะให้วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นทาน เป็นประโยชน์กับบุคคลอื่น ก็เนื่องด้วยวัตถุซึ่งเป็นรูปทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผลของกรรมที่ทำด้วยรูป เวลาที่ให้ผล กรรมนั้นก็ทำให้ปฏิสนธิจิตและเจตสิกเกิดพร้อมรูป ซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน รูปที่เกิดเพราะกรรมชื่อว่ากัมมชรูป

    ตอนนั้นทุกคนยังไม่เป็นขณะนี้เลย ยังเล็กมากมองไม่เห็นเลย เป็นมนุษย์ที่อยู่ในครรภ์ แต่ขณะนั้นกรรมก็ทำให้รูป ๓ กลุ่มเล็กๆ หรือ ๓ กลาปเกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน กลาปที่หนึ่ง ก็คือ หทยวัตถุ เป็นกลุ่มของรูป ซึ่งมีรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิต เพราะในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จิตจะเกิดนอกรูปไม่ได้เลย ในขณะนี้จิตต้องเกิดที่ภายในตัว แล้วแต่ว่าจะเกิดที่ไหน แต่จะไม่เกิดนอกตัว ไม่เกิดนอกกัมมชรูป ต้องเกิดที่กัมมชรูปนั่นเอง เพราะฉะนั้นกลุ่มเล็กๆ ๓ กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง คือเป็นกลุ่มซึ่งเป็นที่เกิดของจิต จิตต้องเกิดที่รูป ถ้าพูดถึงกลุ่ม หมายความว่าไม่ใช่มีรูปๆ เดียว แต่ต้องมีหลายๆ รูปเกิดร่วมกัน แยกกันไม่ได้เลย คือต้องมีมหาภูตรูป ที่เราคุ้นหู คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุดินเป็นลักษณะที่แค่นแข็ง เพราะฉะนั้นก็เป็นที่ตั้งของสิ่งต่างๆ หรือรูปต่างๆ ธาตุไฟก็เป็นสภาพที่อบอุ่นทำให้มีชีวิต ธาตุลมก็เป็นลักษณะที่ไหวหรือตึง ธาตุน้ำก็เป็นสภาพธรรมที่เกาะกุมรูปที่เกิดรวมกันไม่ให้แยกจากกัน

    เพราะฉะนั้นมหาภูตรูป ๔ ขาดไม่ได้เลย ใช้คำว่ามหาภูตะ เป็นรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ไม่ว่าจะมีรูปใดๆ ปรากฏทางไหนก็ตาม ให้ทราบว่าต้องมีมหาภูตรูป ๔ เป็นพื้นฐาน แล้วมหาภูตรูป ๔ ที่เกิดพร้อมปฏิสนธิจิต เป็นรูปที่เกิดเพราะกรรม เมื่อสักครู่นี้พูดถึงมหาภูตรูป ๔ ยังไม่ครบกลุ่ม กลุ่มที่เล็กที่สุดยังจะต้องมีรูปที่รวมอยู่ ที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นั้นเกิด อีก ๔ รูป คือ สีสันวรรณะต่างๆ ซึ่งสามารถจะปรากฏเมื่อกระทบตา หนึ่งรูป กลิ่น รส และก็โอชา โอชาก็เหมือนกับอาหารที่รับประทานเข้าไปแล้วก็ทำให้เกิดรูป เป็นโอชารูป ทุกกลุ่มต้องมีรูปอย่างน้อย ๘ รูป เรียกว่าหนึ่งกลาป ถ้าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม ต้องมีอีกรูปหนึ่งเพิ่มขึ้น คือชีวิตินทรียรูป ทำให้รูปที่เกิดจากกรรมต่างกับรูปซึ่งไม่ได้เกิดจากกรรม ถ้ารูปที่ไม่ได้เกิดจากกรรม เรารู้ว่ารูปนั้นไม่มีชีวิตใช่ไหม แต่ถ้าเป็นรูปที่เกิดจากกรรมของกลุ่มที่เป็นกัมมชรูปทุกกลุ่ม ต้องมีชีวิตรูปรวมอยู่ด้วย เป็นรูปที่มีชีวิตหรือทรงชีวิต ทำให้รู้ลักษณะว่ารูปนั้นเป็นรูปที่มีชีวิต

    เพราะฉะนั้นในขณะที่เกิดในภูมิมนุษย์ จะมีปฏิสนธิจิตเกิดพร้อมเจตสิก ซึ่งเป็นนามธรรม แล้วกรรมก็ทำให้กัมมชรูปเกิด ๓ กลาป หรือ ๓ กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งก็เป็นกลุ่มที่มีหทยรูปเป็นที่เกิดของจิตรวมอยู่ด้วย แล้วก็มีชีวิตรูปรวมอยู่ด้วย คนที่คิดเลขก็ทราบเลยใช่ไหมว่ากี่รูป เมื่อสักครู่นี้มี ๘ แล้วก็มีชีวิตินทรียรูปอีกหนึ่ง และก็มีหทยรูป ซึ่งเป็นที่เกิดของจิตอีกหนึ่ง เพราะฉะนั้นกลุ่มนี้มีกี่รูป ๑๐ รูป เรียกว่าหทยทสกะ คือการที่จะจำภาษาบาลีไม่ยากเลย เพราะว่าภาษาไทยเราก็ใช้คำนี้อยู่แล้ว หทัย หรือ หทย โดยมากเราคิดถึงสองอย่างใช่ไหม คิดถึงใจซึ่งไม่มีรูปร่าง แล้วก็คิดถึงหัวใจซึ่งมีรูปร่าง เพราะฉะนั้นแม้แต่คำเดียว เราก็ใช้สำหรับสองความหมาย คือนามธรรมกับรูปธรรม แต่สำหรับหทยทสกะ เป็นรูปที่มีกลุ่ม ๑๐ รูป ซึ่งเป็นที่เกิดของจิต



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    19 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ