ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548


    ตอนที่ ๑๕๔๘

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ผู้ฟัง ในกรณีที่ผู้ที่มีโทสมูลจิตเกิดขึ้นแล้วเสียชีวิตลงไป หรือว่าจุติจิตเกิดขึ้น ในชาติต่อไปนี่เขาคงจะไปอยู่ในสิ่งที่ไม่ดี

    ท่านอาจารย์ ทุกคนจะต้องถึงวันหนึ่ง ซึ่งจุติจิตจะเกิด แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่เวลาไหน เพราะฉะนั้นในขณะนั้นก็เกินวิสัยที่จะรู้ได้ เพราะว่าขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่า จิตที่กำลังเกิดดับสลับกันอย่างรวดเร็ว ถ้าจะตายจริงๆ จะเป็นในขณะไหน ถ้าขณะนี้เป็นกุศลจิต และก็หลังจากนั้นจุติจิตเกิด ดับไปแล้วปฏิสนธิก็เป็นผลของกุศลกรรมนั้นได้ แต่ถ้าเป็นอกุศลจิต ซึ่งเป็นผลของกรรมหนึ่ง ที่ทำให้มีอารมณ์ที่ทำให้จิตเป็นอกุศล ขณะนั้นเมื่อจุติจิตดับไปแล้ว ปฏิสนธิก็เป็นอกุศลวิบาก แต่ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้จริงๆ เพราะว่าเป็นเรื่องของกรรมที่เป็นชนกกรรม คือกรรมที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ไม่ใช่ว่าเราทำมาทุกกรรม แล้วเราจะเลือกให้กรรมไหนให้ผลตามใจชอบ แต่ว่าเป็นเรื่องของกรรมจริงๆ ว่ากรรมไหนจะให้ผล

    อย่างม้ากัณฐกะ ทุกคนคงรู้จัก ม้ากัณฐกะที่พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากพระราชวัง เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ก็ทรงขี่ม้ากัณฐกะ ม้ากัณฐกะเมื่อจุติแล้ว ก็เกิดในสวรรค์เป็นกัณฐกเทพบุตร ลงมาเฝ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมรู้แจ้งอริยสัจธรรม เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่า ก่อนที่จะถึงกาลที่จะไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิอีก ไม่ต้องไปเกิดในนรก ไม่ต้องเกิดเป็นเปรตอสุรกายเดรัจฉาน ก่อนนั้นกรรมอะไรจะให้ผล เพราะแม้กัณฐกะก็ยังมีกรรมที่ทำให้เกิดเป็นม้ากัณฐกะ ก่อนที่จะได้ไปเกิดเป็นเทพบุตร แล้วก็ได้เป็นพระโสดาบัน

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์ ขณะที่อนุสัยนอนเนื่องอยู่ในจิต แล้วก็อนุสัยนี่ก็คือเจตสิกนับเนื่องอย่างนั้นใช่ไหม ถ้าเผื่อใช่ ผมขออนุญาตถามต่อว่าแล้วทำไมจะเกิดได้พร้อมๆ กันตั้ง ๖ ดวง

    ท่านอาจารย์ กิเลสมี ๓ ระดับ ระดับที่ทำอกุศลกรรม ซึ่งทุกคนมองเห็นโทษ ไม่ใช่อนุสัยกิเลส และก็กิเลสซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานเป็นประจำในวันนี้ทุกวันก็มี แต่ว่าขณะนั้นก็ไม่ใช่อนุสัยกิเลส แล้วกิเลสทั้งสองนี้มาจากไหน ถ้าไม่มีพืชเชื้อของกิเลส กิเลสจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เหมือนกับเชื้อโรค ถ้าไม่มีเชื้อโรค โรคต่างๆ ก็เกิดไม่ได้ ขณะที่กำลังเป็นเชื้อโรค มีใครรู้บ้างว่าในตัวขณะนี้มีเชื้ออะไรบ้าง นี่เรื่องของรูป แต่ถ้าเป็นเรื่องของนามธรรมก็เช่นเดียวกัน เพราะว่าอนุสัยไม่ใช่รูปต้องเป็นนามธรรม แต่ว่าใครจะรู้บ้างว่า จิตกับเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่างเลย เกิดขึ้นขณะหนึ่งจิตประเภทหนึ่ง จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ ต้องเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดง ทรงแสดงเรื่องของอกุศลจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เช่น โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ และก็เจตสิกอื่น โลภะ เป็นต้น ก็เป็นเจตสิกที่เกิดขึ้นทำกิจการงาน มองไม่เห็นทั้งจิตทั้งเจตสิก แต่ทันทีที่นามธรรมเกิด จิตเกิดเจตสิกเกิด ถ้าเป็นอกุศลจิตก็มีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทำกิจการงานของอกุศล ซึ่งขณะนั้นแต่ละคนก็พอที่จะสังเกต พอที่จะรู้ได้ อย่างความโกรธเกิดขึ้น ทุกคนรู้ใช่ไหม ขุ่นใจรู้แล้ว แล้วก็ไม่อยากจะมีเลย ร้องไห้เสียใจก็ไม่อยากจะมีเลย นั่นคืออกุศลเจตสิกที่เกิดทำกิจการงานเป็นระดับของปริยุฏฐานกิเลส ไม่ใช่อนุสัยกิเลส ไม่ใช่กิเลสที่เป็นเชื้อที่จะให้เกิดอกุศลเจตสิกทำกิจการงานขึ้น แต่ว่าถ้าไม่มีอนุสัยกิเลสเลย อกุศลเจตสิกจะเกิดไม่ได้

    เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจว่าผู้ที่สามารถจะรู้ได้ว่า แม้ในขณะที่กำลังเป็นกุศลจิต หรือว่าเป็นวิบากจิต หรือเป็นปฏิสนธิจิตก็ตาม มีอนุสัยกิเลสที่จะต้องดับด้วยอริยมรรค หมายความว่าถ้าไม่ถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรม จะดับอนุสัยกิเลสไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นกุศลขั้นทานก็ไม่ได้ดับกิเลส กุศลขั้นศีลก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ กุศลขั้นความสงบของจิตถึงขั้นฌานจิตทั้งรูปฌานอรูปฌานขั้นสูงสุด ก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ แต่มีหนทางเดียวคือการอบรมเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรม เพื่อที่จะดับความไม่รู้ เพราะเหตุว่าจิตเจตสิกเกิดดับเร็วมากในขณะนี้ จนไม่สามารถจะรู้ความจริงของจิตแต่ละชนิดแต่ละลักษณะ หรือว่าเจตสิกแต่ละลักษณะ เพียงแต่พูดถึงในขณะนี้ แต่ว่าสภาพธรรมจริงๆ ของจิตเจตสิกก็เกิดดับนับไม่ถ้วน

    ประการที่สำคัญก็คือว่าสิ่งใดที่เกิดเพราะมีปัจจัย ทำกิจการงานของสภาพธรรมนั้น แล้วดับไปทันทีแล้วไม่กลับมาอีกเลย เหมือนไฟที่ดับ ดับแล้วก็หมด ไม่มีการที่จะให้ไฟนั้นกลับมาอีก เพราะฉะนั้นจิตตั้งแต่เช้า เกิดดับสลับกันเหมือนในมายากล ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ แต่ว่าการเกิดดับสืบต่อก็เหมือนเป็นเรา เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นสิ่งต่างๆ ที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดดับเลย เพราะเหตุว่าไม่ใช่ปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมจนกว่าจะประจักษ์การเกิดดับ แต่ว่าเมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ก็ได้ทรงแสดงหนทางว่ามีหนทางเดียว คือการอบรมเจริญปัญญาเข้าใจถูกเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรม จนกว่าสามารถที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ จึงจะไถ่ถอนความเป็นตัวตน หรือว่าการที่เคยยึดถือสภาพธรรมทั้งหมดว่า เป็นเราด้วยความไม่รู้ได้ มิฉะนั้นก็ไม่มีอะไรที่จะไปดับอนุสัยกิเลสได้เลย

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวว่าจิตเกิดดับสลับกันเร็ว ขณะที่ฟังเสียงท่านอาจารย์ แล้วก็รู้เรื่อง ขณะนั้นจิตก็กลับไปกลับมาสลับกันอย่างนี้หรือ

    ท่านอาจารย์ จิตเก่าไม่ได้กลับมาสลับเลย หมายความว่าจิตหนึ่งขณะที่เกิดดับแล้วไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นปฏิสนธิที่นำอะไรมาให้เรา นำสิ่งต่างๆ เช่น ตาหูจมูกลิ้นกาย ให้เห็น ให้ได้ยิน ให้พอใจ ให้รัก ให้ชัง ในสิ่งที่ผ่านมา แล้วก็เก็บสะสมเพิ่มพูนความรักความชังเพิ่มเป็นอนุสัยสืบต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ความจริงเลย เพราะเหตุว่านี่คือสิ่งที่ปฏิสนธินำมาให้ เกิดมาแล้วมีตาชอบเห็น เกิดมาแล้วมีหูก็ชอบได้ยิน ชอบทุกอย่างติดทุกอย่าง ถ้าเป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่สามารถกระทบกายได้ ซึ่งมีอยู่เป็นประจำ ก็มีความติดข้องอยู่เป็นประจำ เป็นบุคคลที่ไม่สามารถจะละความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นกามุปาทาน ความยึดมั่นในรูปเสียงกลิ่นรส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย มีใครที่จะสละสักทางหนึ่งไหม ไม่สละเลย

    ผู้ฟัง บางทีฟังท่านอาจารย์ไปแล้วก็คิดนึกต่อไป กลับมาอีกทีไม่รู้ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องอะไรไปแล้ว

    ท่านอาจารย์ ธรรมต้องฟังบ่อยๆ กำลังฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงซึ่งถูกปิดบังไว้ เพราะเหตุว่าเกิดดับอย่างเร็วมากเหมือนในมายากลจริงๆ ไม่มีอะไรเหลือ ทุกขณะเกิดแล้วดับไป แต่ว่ามีสภาพธรรมอื่นที่เกิดสืบต่อทันที ทำให้ไม่ว่างจากการรู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ ก็เหมือนกับสืบต่อตลอดชีวิต ก็มีสภาพธรรมซึ่งไม่ขาดเลย แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งมีธาตุรู้เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เมื่อรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็ดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย แต่ก็ทำให้สภาพนามธรรมคือจิตเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพรู้เกิดสืบต่อไปเรื่อยๆ นานแสนนานมาแล้วที่เป็นอย่างนี้ แล้วก็จะนานแสนนานต่อไปอีก ถ้าปัญญาไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ได้

    ผู้ฟัง การที่เรามาศึกษาธรรม ก็เพื่อว่าเราอยากจะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ตอนนี้ก้าวแรกจากที่บอกว่าต้องฟังธรรมบ่อยๆ แล้ว อะไรคือก้าวที่สองจากฟังบ่อยๆ

    ท่านอาจารย์ เราก็กำลังพูดถึงเรื่องลึกลับใช่ไหม ลึกลับที่สุด เช่นเรื่องของอนุสัย และก็อยากจะรู้จริงๆ แม้ว่าขณะนี้มีอนุสัย ก็ยังอยากจะรู้ว่าอนุสัยมาจากไหน แต่ว่าถ้าคิดถึงสภาพธรรมสิ่งที่มีในโลกนี้ มีสองอย่างคือนามธรรมกับรูปธรรม เราต้องไปหาเหตุไหมว่ามาจากไหน แต่ว่าพระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดง เท่าที่บุคคลทั้งหลายสามารถที่จะเข้าใจได้ ไม่ใช่แสดงถึงสิ่งที่จะต้องอบรมเจริญปัญญา จนกระทั่งถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง แล้วจึงจะเข้าใจได้ แต่หมายความว่าสิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้ที่สามารถจะเข้าใจได้ ก็คือว่ามีนามธรรมกับรูปธรรมสองอย่าง ซึ่งทั้งสองอย่าง แต่ละอย่างที่จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตามที่มีอยู่ เราอาจจะเห็นเพียงอย่างเดียว และเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเรากำลังเห็นสิ่งนั้นสิ่งเดียว แต่ความจริงสิ่งเดียวที่ปรากฏ ก็ต้องมีสิ่งอื่นเกิดร่วมด้วย อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าจะมีใครเป็นผู้สร้าง แต่เป็นลักษณะของสภาพธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมประเภทใดก็ตามที่เกิด ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น

    เช่น ธาตุดินซึ่งเป็นลักษณะที่แข็ง เป็นที่ตั้งที่อาศัยของธาตุไฟธาตุน้ำธาตุลม แต่เวลาที่เราพูดถึงธาตุดิน ไม่ใช่ดินอย่างที่เราเคยคิด แต่ลักษณะใดก็ตามที่แข็งมีจริงๆ แข็งนั้นมีจริงๆ แต่แข็งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยธาตุไฟธาตุน้ำธาตุลมด้วย ไม่ใช่ว่าจะมีแข็งอย่างเดียวเกิดขึ้นมาได้ หรือว่าไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะธาตุไฟเกิดขึ้นมาโดยไม่มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุลม หรือว่าไม่ใช่จะมีแต่ธาตุลมโดยไม่มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นธรรมเป็นสิ่งที่มี แล้วก็มีลักษณะต่างกันเป็นสองอย่าง คือลักษณะหนึ่งเป็นรูปธรรม ซึ่งสมุฏฐานที่ก่อตั้งให้เกิดรูป ก็มีทั้งอุตุคือความเย็นความร้อน ก็ทำให้เกิดรูป แล้วก็มีรูปซึ่งเกิดเพราะกรรม มีรูปที่เกิดเพราะจิต มีรูปซึ่งเกิดเพราะอาหาร ทรงแยกแต่ละกลาป หรือแต่ละกลุ่มของรูป รวมไปถึงแต่ละรูปด้วยว่ารูปนั้นมีอะไรเป็นสมุฏฐาน นั่นเรื่องของรูป ซึ่งอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ทุกกลุ่ม ที่สามารถจะทำให้แตกย่อยได้

    เพราะฉะนั้นธาตุดินที่นี่จะเล็กน้อยบางเบาสักแค่ไหน เห็นเป็นเหล็ก เห็นเป็นต้นไม้ เห็นเป็นภูเขา แต่ความจริงก็มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่อย่างละเอียดยิบ นั่นเรื่องของรูปธรรม นามธรรมยิ่งละเอียดกว่า เพราะว่ามองไม่เห็นเลย แต่ถึงกระนั้นก็เป็นธาตุรู้ ซึ่งผู้ที่ไม่รู้ก็กล่าวถึงแต่เพียงจิต แต่ไม่ได้พูดเรื่องเจตสิกเลย เพราะเหตุว่าจิตยังเป็นสภาพธรรมที่พอจะกล่าวได้ มีลักษณะต่างๆ บางคนก็บอกว่าคนนี้จิตใจดี คนนั้นจิตใจร้าย แต่ความจริงจิตกับใจ ก็เหมือนกับจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าไม่ใช่จิต เวลาที่จิตเกิดขึ้น จิตเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้ หรือว่าจิตกำลังรู้ในขณะนี้ เช่น เห็น จิตเห็นเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ชัดเจนแจ่มแจ้งในสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ตามกำลังของเหตุปัจจัย หรือว่าจิตได้ยิน ก็สามารถที่จะได้ยินเสียงทุกชนิด เสียงดังเสียงเบา เสียงต่ำเสียงแหลม เสียงแหบเสียงห้าว อะไรก็ตามแต่ ลักษณะต่างๆ กัน จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่จิตจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ตรัสรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง สามารถที่จะรู้ลักษณะของธรรม ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมโดยละเอียด ซึ่งถ้าศึกษาต่อไปหรือฟังต่อไป ก็จะรู้ถึงว่าเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต แต่ละเจตสิกเป็นปัจจัยโดยสถานใด ที่จะทำให้จิตนั้นๆ เกิดขึ้น นี่ก็เป็นเรื่องที่จะเห็นความละเอียดว่า ถ้าไม่ใช่การตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คนอื่นก็เพียงแต่จะรู้เงาๆ รู้คร่าวๆ ว่ามีจิต แต่จะไม่รู้การเกิดดับของจิต จะไม่รู้เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดจิต เพราะฉะนั้นอนุสัย คิดดู จิตเกิดขึ้นแล้วก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะนั้นไม่ใช่อนุสัยกิเลส เพราะเหตุว่าเกิดแล้วทำกิจหน้าที่การงานแล้ว แต่ถ้าไม่มีพืชเชื้อที่จะให้กิเลสนั้นเกิด กิเลสนั้นๆ หรืออกุศลเจตสิกนั้นๆ ก็เกิดไม่ได้

    เพราะฉะนั้นเราพูดถึงกิเลส ซึ่งด้วยพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงตรัสรู้สภาพธรรมที่สามารถดับอนุสัยได้ ซึ่งใครจะรู้ว่ามีอนุสัย นอนอยู่ เหมือนกันหมดเลยใช่ไหม พระอรหันต์ พระอนาคามีบุคคล พระสกทาคามีบุคคล พระโสดาบัน หรือว่าปุถุชนก็เป็นภวังคจิต ไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการคิดนึกใดๆ เลย แต่ว่าเวลาตื่นขึ้นแล้ว ผู้ใดมีอนุสัยประเภทใด ก็มีเชื้อที่จะทำให้อกุศลเจตสิกชนิดนั้นๆ เกิดขึ้นทำกิจการงาน ซึ่งใช้คำว่าปริยุฏฐานะหมายความว่ากลุ้มรุมพัวพัน ขณะนั้นสามารถที่จะรู้สภาพของจิตได้ เพราะว่ามีอกุศลเจตสิกเกิดขึ้น ทำกิจการงานร่วมกับจิตนั้น

    นี่ก็เป็นการที่แสดงให้เห็นถึงพระปัญญาคุณ ซึ่งทำให้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ที่ทรงแสดงพระธรรมให้คนอื่นได้มีโอกาสได้ฟังได้เข้าใจสภาพธรรม ได้อบรมเจริญปัญญาจนถึงสมัยที่พระองค์ตรัสรู้ ก็มีผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งในกาลก่อนๆ ก็คงจะเหมือนพวกเราที่นั่งฟัง แล้วก็สนทนาธรรมเรื่องของธรรมจากการที่พระองค์ได้ทรงแสดง และก็อบรมไปจนถึงวันนั้นที่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ แต่ไม่ใช่เรื่องคิดใช่ไหมว่า เราจะต้องไปคิดว่าอนุสัยมาจากไหน แต่ว่าก็มีข้อความที่แสดงไว้ด้วยว่าจากอกุศล ซึ่งเกิดจากอาสวะทั้งหลาย

    คราวก่อนนี้ได้พูดถึงเรื่องของอนุสัยกิเลส ซึ่งไม่มีใครรู้ใช่ไหม ไม่ปรากฎจึงเป็นอนุสัย แต่พอเริ่มรู้สึกตัว วันนี้ก็จะมีอกุศลหลายๆ ระดับ ระดับที่ยากที่จะรู้ แม้ว่าเกิดก็คืออกุศลประเภทอาสวะ

    ผู้ฟัง ดิฉันอยากจะเรียนถามเกี่ยวกับเรื่องอาสวะ ๔ ก็ยังมีความสงสัยอยู่ ที่ว่าอาสวะซึ่งมีลักษณะที่หมักดองอยู่ในจิต หรือที่ว่าไหลไปทั่วทั้ง ๖ ทวาร อยากจะเรียนถามว่าอาสวะ เป็นกิเลสระดับละเอียดเหมือนกับอนุสัยไหม

    ท่านอาจารย์ อนุสัยละเอียดกว่า เพราะเหตุว่าไม่เกิดเลย แต่ว่าอาสวะเกิดพร้อมอกุศลจิต แต่เป็นประเภทที่ยากที่จะรู้ได้ อย่างทันทีที่ปุถุชนเห็นกับพระอรหันต์เห็น ความต่างกันคือสำหรับปุถุชนแม้ขณะนั้นเป็นอกุศลจิตแล้วก็ไม่รู้ตัว แต่สำหรับพระอรหันต์อบรมเจริญปัญญา จึงชื่อว่าขีณาสวะ ดับอาสวะ เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระอรหันต์ เพราะเหตุว่าทันทีที่เห็น หลังจากนั้นแล้วจะไม่เป็นกุศลหรืออกุศลเลย เพราะไม่มีเชื้อของกิเลสที่จะทำให้เป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม หรืออกุศลจิตเกิดได้เลย กุศลจิตก็เกิดไม่ได้ด้วย เพราะว่าถ้ายังเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต ต้องเป็นปัจจัยให้มีปฏิสนธิ ยังเป็นเหตุที่จะให้เกิดขึ้น

    สำหรับเรื่องของการหมักดองก็ตาม หรือว่าเรื่องของการสะสมทั้งฝ่ายดีและทางฝ่ายอกุศล ก็ทำให้เราเห็นอัธยาศัยที่ต่างกัน เราเองและคนอื่น มีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดี ส่วนที่ดีก็คือการสะสมของธรรมฝ่ายดี และส่วนที่ไม่ดีก็คือการสะสมของธรรมฝ่ายไม่ดี เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เวลาเห็นใครก็เห็นไปถึงการสะสมด้วยใช่ไหม ไม่ว่าจะมีคำพูดหรือกายวาจาอย่างไร ต้องมีการสะสมที่จะทำให้แม้แต่กิริยาท่าทาง ก็เป็นไปตามการสะสมด้วย จากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง จะเห็นได้ว่าบางคนก็มีการเดิน ซึ่งมองดูแล้วก็อาจจะต่างกับคนอื่น เดินเร็วหรืออะไรก็แล้วแต่ อันนั้นก็เป็นเรื่องของการสะสม การนั่งการนอนการยืนการเดินการพูดการคิด แม้แต่อัธยาศัยหรืออุปนิสัยก็มีทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ว่ามีแต่เพียงอนุสัย แต่ที่กล่าวถึงอนุสัยก็เพื่อให้เห็นว่า ตราบใดที่ยังมีอนุสัยอยู่ ต้องไม่สิ้นสุดสังสารวัฏ แม้ว่าจะจากโลกนี้ไปแล้ว ก็เกิดอีก และก็ที่สะสมมาในชาตินี้ ก็สืบต่อไปทุกภพชาติไม่ขาดเลย

    เพราะฉะนั้นจิตนี่อายุเท่าไหร่ นับได้ไหม นับได้เฉพาะชาตินี้ และก็รวมชาติก่อนๆ อีกแสนโกฏกัป กว่าจะเป็นอุปนิสัยอย่างนี้ กว่าจะคิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้พูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ว่าถ้าเข้าใจความจริง ก็สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ และก็รู้ว่าชื่อต่างๆ ก็เป็นแต่เพียงคำที่เรียกขันธ์ทั้งหลาย ซึ่งก็ได้สะสมสืบต่อมานานแสนนาน สำหรับอาสวะ ไม่ใช่อนุสัยกิเลส มีอนุสัยกิเลสเท่านั้นที่เป็นพืชเชื้อ ไม่เกิดขึ้นทำกิจการงาน แต่ว่าอกุศลเจตสิกอื่นที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นอาสวะบ้าง โอฆะบ้าง โยคะบ้าง อุปาทานบ้าง คันถะบ้าง มีหลายชื่อตามความสามารถ หรือว่าตามความที่อกุศลเจตสิกเหล่านั้นจะเป็นไปในแต่ละขณะที่เกิดขึ้น ไม่ทราบมีใครรู้ตัวไหมว่าติดในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทันทีที่เห็น ไม่ว่าจะเห็นอะไรทั้งนั้น

    เมื่อมีรูปปรากฏ แล้วก็มีจิตซึ่งเป็นธาตุรู้สิ่งนั้นติดสิ่งนั้นทันที สังเกตได้ เมื่อมากแล้วใช่ไหม แต่นิดๆ หน่อยๆ จะไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วติดอย่างมาก ปลดเปลื้องไม่ได้เลย ไปสู่โลกของพรหมโลกไม่ได้ เพราะว่ามีความติดข้องในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ การไปสู่พรหมโลก ไม่ใช่ไปทั้งๆ ที่ยังติดในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะเหตุว่าบางคนอาจจะคิดว่าคนนี้ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นพรหม แต่การที่จะไปเกิดเป็นพรหมบุคคลในพรหมโลก ไม่ใช่ผู้ที่ไม่ได้อบรมเจริญความสงบของจิตที่สงบจากความติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จนถึงจิตอีกระดับหนึ่ง เพราะเหตุว่าจิตทั้งหมด มีจำแนกโดยภูมิโดยระดับขั้นก็คือ จิตระดับที่เป็นไปในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ข้องเกี่ยววนเวียนอยู่ในรูปเสียงรสกลิ่นรสโผฏฐัพพะ จิตนั้นๆ ชื่อว่ากามาวจรจิต เป็นจิตระดับที่ต่ำสุด ต้องมีใครไปทำอะไรไหมกับจิตนี้ ไม่ต้องเลย เกิดอยู่เป็นประจำ

    แต่ว่าอีกระดับหนึ่งคือรูปาวจรจิต หมายความถึงผู้ที่เห็นโทษของการติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ มีโทษไหม รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ทำให้ติดทำให้ต้องการทำให้ขวนขวาย ถ้าไม่ได้ทางสุจริตก็เป็นทางทุจริต และก็นำมาซึ่งการประทุษร้ายเบียดเบียนกัน เพราะรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ซึ่งมาในรูปของทรัพย์สมบัติเงินทองลาภยศต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่าถ้ายังคงมีความติดอยู่ก็จะเป็นโทษมาก ผู้ที่เห็นโทษ ก็จะอบรมเจริญความสงบของจิต ซึ่งไม่ง่ายเลย อย่าคิดว่าจะทำสมาธิแล้วก็จะถึงฌานจิต แล้วก็จะเกิดในพรหมโลกได้ ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญา เพราะว่าขณะนั้นจิตต้องเป็นสติสัมปชัญญะสามารถที่จะรู้สภาพของจิต ซึ่งเกิดดับในขณะนี้ได้ว่า ขณะใดเป็นกุศลขณะใดเป็นอกุศล เพราะว่าอกุศลทุกชนิด เป็นนิวรณธรรม ที่เราใช้คำว่านิวรณ์ อกุศลทุกชนิดเป็นนิวรณธรรม ที่จะไม่ทำให้จิตสงบ



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    4 ต.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ