ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
ตอนที่ ๑๕๓๓
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ปฏิสนธิก็เคยได้ยินบ่อยๆ ภวังคจิตก็บ่อย ตอนนี้ก็เพิ่มมาอีกหนึ่งคืออาวัชชนกิจ ซึ่งมีจิตที่ทำกิจนี้สองอย่างหรือสองประเภท คืออย่างหนึ่งดวงหนึ่งประเภทหนึ่ง ทำกิจได้ ๕ ทวาร เป็นปัญจทวาราวัชชนจิต ชื่อก็ง่าย ปัญจทวาร แล้วก็อาวัชชนะเท่านั้นเอง ปัญจทวาราวัชชนจิต ถ้าเป็นทางใจก็มโนทวาราวัชชนจิต ทั้งสองเป็นกิริยาจิต คนที่ไม่ใช่พระอรหันต์ จะมีกิริยาจิตเพียงสองดวงนี้เท่านั้น แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ จิตที่เคยเป็นกุศลและอกุศลทั้งหมด เป็นกิริยาจิต จะไม่เป็นกุศลและไม่เป็นอกุศลอีกต่อไป เพราะเหตุว่าถ้าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ต้องให้ผล คือว่าต้องทำให้วิบากจิตเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด จากชาตินี้ผลที่จะเกิดจากกุศลกรรมและอกุศลกรรม อาจจะเป็นในชาตินี้ก็ได้ หรือว่าอาจจะเป็นในชาติหน้าก็ได้ หรือว่าแม้ไม่ใช่ชาตินี้และชาติหน้า ก็ยังชาติต่อๆ ไปอีกนับไม่ถ้วนได้ เช่น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชวรก็เป็นผลจากอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้ว ทรงถูกท่านพระเทวทัตกลิ้งหินมาถูกพระบาท ขณะนั้นก็เป็นผลของอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้ว
เพราะฉะนั้นแต่ละคนไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่า ทำกรรมอะไรไว้มากน้อยแค่ไหน ทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม เพราะเหตุว่ากรรมเป็นสภาพที่ปกปิด ขณะที่ทำรู้ไหมว่าจะให้ผล ถ้าทำไม่ดีเป็นอกุศล กำลังทำอกุศลรู้ไหมว่า กรรมนี้แหละจะต้องให้ผล เมื่อไหร่ก็ตาม แต่ก็ต้องให้ผล แล้วเวลาที่ผลของกรรมเกิดแล้วอย่างขณะนี้ที่กำลังเห็น เป็นผลของกรรมชาติไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นกรรมจึงเป็นสภาพที่ปกปิด ทั้งขณะที่กระทำกรรมและขณะที่กำลังรับผลของกรรมด้วย แต่จิตก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเกิดขึ้นแล้วก็เป็นธาตุรู้เป็นสภาพรู้ ซึ่งจะต้องเกิดดับสืบต่อ แล้วก็ทำหน้าที่วนเวียนไป แม้ในชาตินี้ก็เป็นสังสารวัฏ คือทางตาบ้าง ทางหูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ใจบ้าง ไม่หยุด มีใครจะบังคับให้จิตดับแล้วไม่เกิดอีกได้ไหม ไม่ได้เลย ก็เป็นเรื่องที่มีเหตุปัจจัย ถ้าจิตดับแล้วไม่เกิดอีก ก็คือเมื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ดับกิเลสหมด แต่ใครก็ตามที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ เป็นอะไร สัมภเวสี ก็คงไม่ลืม คุณกฤษณามีอะไรเพิ่มเติมไหม
อ.กฤษณา ซึ่งการรู้อารมณ์ของจิต แม้แต่อารมณ์เดียวกัน ก็มีวิถีจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์หลายๆ วิถีจิต อย่างเช่น รูปารมณ์หรือสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอารมณ์ของวิถีจิตหลายๆ วิถีจิตที่เกิดขึ้นรู้ ก็ไม่ได้รู้ในลักษณะอย่างเดียวกัน อย่างเช่น จักขุวิญญาณ หรือจิตเห็น รู้อารมณ์โดยเห็นจริงๆ แต่ว่าจักขุทวาราวัชชนวิถีจิตก็รู้สิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ก็ไม่เห็น ตรงนี้เรียกว่าจะแปลกหรืออัศจรรย์หรืออย่างไร ที่ว่าความต่างกันของการรู้อารมณ์ แม้รู้อารมณ์เดียวกันก็รู้โดยอาการที่ต่างกัน
ท่านอาจารย์ ขณะที่เป็นภวังค์อยู่ รู้สึกตัวไหม
อ.กฤษณา ก็ไม่รู้สึกตัว
ท่านอาจารย์ ไม่รู้สึกตัว แล้วก็จะรู้สึกตัวขึ้น หมายความว่าขณะนั้นต้องไม่ใช่ภวังค์
อ.กฤษณา ไม่ใช่ภวังค์ เพราะว่าก็เปลี่ยนจากอารมณ์ที่จะรู้แล้วใช่ไหม จากอารมณ์ของภวังค์ ที่ภวังค์เคยรู้ก็เป็นอารมณ์หนึ่ง แล้วทีนี้จะมารู้อารมณ์ใหม่ที่ปรากฏทางตา ก็คนละอารมณ์
ท่านอาจารย์ หลับๆ อยู่ รู้สึกตัวสักนิดหนึ่งได้ไหม
อ.กฤษณา หลับๆ อยู่ ถ้ารู้สึกตัวก็หมายความว่าต้องตื่นขึ้น แม้จะสะลึมสะลืออย่างไรก็รู้สึก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตที่ไม่ใช่ภวังค์ คือจิตที่เริ่มรู้สึกตัว แต่ยังไม่รู้ว่าอะไรได้ไหม
อ.กฤษณา ยังไม่รู้ว่าอะไร หมายความว่าถ้าจะเห็นก็ยังไม่เห็น แต่รู้แล้วว่ามีอารมณ์อย่างนั้น
ท่านอาจารย์ ก็รู้สึกตัวขึ้นมานิดหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ยังไม่รู้ว่าอะไร เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่านี่เป็นเรื่องหยาบมาก แต่ว่าจิตเกิดดับเร็วกว่านั้น จนกระทั่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลย เร็วยิ่งกว่าเราคิด เพราะฉะนั้นที่พูดนี่ก็เพียงแต่ว่าพอจะเข้าใจได้ไหมว่า กำลังหลับสนิท แล้วก็อาจจะรู้สึกตัวขึ้นมานิดหนึ่ง แต่ยังไม่รู้ว่าอะไรก็ได้ แต่ว่าตามความเป็นจริงที่เราพอจะรู้สึกตัวได้ ก็คือว่าถ้าเรานอนหลับ และเกิดกระทบอะไรสักอย่างหนึ่ง นี่เกินไปแล้ว หมายความว่าวิถีจิตเกิดไป จนกระทั่งรู้ว่ามีอ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่กระทบเราเป็นอะไร จะเป็นแมลง หรือว่าจะเป็นขนม หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะเหตุว่าถ้าจะรู้ได้ในห้องมืดที่กำลังนอน อยากรู้ไหมว่าอะไร พอตื่นขึ้นมามีอะไรกระทบนิดหนึ่งอยากรู้ไหม หรือไม่รู้ไม่เป็นไร กระทบก็กระทบไป แต่ถ้าอยากรู้ เราจะทำอย่างไร เราก็ต้องเปิดไฟแล้ว เห็นไหม แล้วถึงจะมองเห็นได้ นี่อย่างหยาบมากเลย เพียงแต่ว่าก่อนที่จะรู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด จิตกำลังเป็นภวังค์ ไม่รู้เลย แล้วก็เพียงแต่จะรู้สึกตัวสักนิดเดียว ก่อนที่จะเห็นก่อนที่จะได้ยิน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าเราสามารถที่จะประจักษ์ได้ แต่ผู้ที่ประจักษ์ได้ทรงแสดงไว้เพื่ออะไร เพื่อให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ในความเป็นอนัตตา ในความเป็นธรรม ในความเป็นจิตเจตสิกรูป ซึ่งมีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับหมด ไม่เหลืออะไรเลย จิตเจตสิกเมื่อวานนี้ไม่เหลือ เมื่อสักครู่นี้ก็ไม่เหลือ รูปเมื่อสักครู่นี้ก็ไม่เหลือ ๑๗ ขณะจิตนี่เร็วมาก ถ้าศึกษาต่อไปจะทราบว่าจิตที่เห็นกับจิตที่ได้ยิน มีจิตอื่นเกิดคั่นเกิน ๑๗ ขณะจิต และรูปๆ หนึ่งมีอายุแค่ ๑๗ ขณะจิตที่เกิดดับ เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังระหว่างเห็นได้ยิน รูปที่เกิดแล้วดับแล้วจะเร็วสักแค่ไหน
อ.กฤษณา ความรวดเร็วของจิตที่เกิดขึ้นรู้อารมณ์ อย่างขณะนี้ทั้งเห็นทั้งได้ยินดูเหมือนว่า จะเป็นขณะเดียวกัน แต่ว่าความเกิดดับรวดเร็วของจิต เร็วมากแล้วทำไมยังมีการนับได้ว่าเป็นขณะ และยังมีขณะย่อยๆ อีก
ท่านอาจารย์ ใครนับ
อ.กฤษณา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ ยังมีปัญหาไหม ถ้าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เรามองเห็นดาวบนฟ้า เรานับได้ไหม แต่ว่าใครนับได้ แล้วก็เป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับบุคคลที่มีปัญญาถึงระดับนั้น ก็เป็นปัญญาที่เทียบระดับกันไม่ได้เลย แต่ก็เป็นบุญของทุกท่านที่ได้สะสมมาแล้วที่มีโอกาส ที่จะได้ฟังพระธรรมจากผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งไม่ได้จะเกิดขึ้นบ่อยเลย นานแสนนานกว่าจะได้เกิดขึ้นแต่ละพระองค์
ผู้ฟัง ในชีวิตประจำวันเราก็คิดอะไรเยอะแยะ แต่เราไม่รู้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ขณะนี้คิดหรือเปล่า เห็นไหม แค่ถามนี่ก็งงแล้ว คิดหรือเปล่า หรือคิดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ใช่ไหม แต่จริงๆ คิด แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร
ผู้ฟัง ถ้าจะรู้ว่าคิด เห็นเขาพูดกันว่าสติต้องเกิด หรืออะไรทำนองนั้น
ท่านอาจารย์ ต้องรู้ลักษณะของสติว่า สติเป็นโสภณเจตสิก ต้องเกิดกับโสภณจิตคือจิตที่ดีงามเท่านั้น ถ้าเราคิดเรื่องอื่นใดก็ตามด้วยอกุศลจิต ขณะนั้นไม่ใช่สติ ถ้าศึกษาเรื่องของเจตสิก ก็จะเห็นความจริงในชีวิตประจำวันของเราละเอียดขึ้นอีกมาก เพราะว่าโดยสภาพธรรมแล้ว จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ลักษณะของจิตก็รู้อย่างเดียว เป็นใหญ่เป็นประธานจริงๆ สามารถที่จะรู้อะไรก็ได้ที่ปรากฏให้รู้ แม้แต่พระนิพพาน โลกุตรจิตก็สามารถที่จะรู้ประจักษ์แจ้งได้ แต่ว่าเจตสิกก็มีลักษณะที่ละเอียดมาก ที่เป็นกิจการงานของสภาพธรรมแต่ละอย่างที่เกิดร่วมกับจิต
ผู้ฟัง กรณีที่ว่าสติกำลังดู พิจารณาความคิด ดูที่จิต อย่างนี้คือก็ชักจะหลง เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่านั่งสมาธิเป็นโลภะอย่างหนึ่งใช่ไหม แต่ถ้าสติกำลังพิจารณาความนึกคิดของเรา อันนี้จะถูกต้องไหม
ท่านอาจารย์ อยากทำหรือเปล่า สมาธิ ถ้าไม่อยากจะทำไหม การที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราก็ทราบว่าต้องมีจิตที่เป็นกุศลทำสิ่งที่เป็นกุศล ถ้าเป็นจิตที่เป็นอกุศลก็ทำสิ่งที่เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นก่อนอื่นเราก็ต้องทราบว่ากุศลจะต้องเกิดขึ้น เมื่อเจตสิกที่เป็นฝ่ายดีเกิด ขณะที่กำลังต้องการจะทำหรืออยากจะทำ ขณะนั้นเป็นกุศลหรือเปล่า
ผู้ฟัง ต้องการดูความเกิดดับของความคิด
ท่านอาจารย์ ต้องการดู เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด พระธรรมที่ทรงแสดงไว้ทั้งหมด จะเป็นประโยชน์และผู้ที่ตรงต่อธรรมจะได้สาระจากพระธรรม แต่ถ้าไม่ตรงตามเหตุตามผลจริงๆ จะไม่ได้สาระเลย เพราะเหตุว่าสมาธิมีสองอย่าง สัมมาสมาธิกับมิจฉาสมาธิ ข้อความนี้มีในพระไตรปิฎก ถ้าเราไม่รู้ว่าอะไรเป็นสัมมาสมาธิ เราจะรู้ไหมว่าอย่างอื่นที่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ ต้องเป็นมิจฉาสมาธิ แล้วถ้าไม่มีปัญญาต้องเป็นมิจฉาแน่นอน จะถูกได้อย่างไรในเมื่อไม่มีปัญญา
เพราะฉะนั้นการอบรมเจริญสมาธิที่ถูกต้อง ที่จริงแล้วก็คือการอบรมกุศลจิตให้เพิ่มขึ้นมากขึ้น จนกระทั่งความสงบจากอกุศลปรากฏ เป็นลักษณะของความสงบที่ถึงขั้นที่มั่นคงที่ใช้คำว่าสมาธิ คือมั่นคงระดับต่างๆ ซึ่งต้องประกอบด้วยสติสัมปชัญญะและปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาแล้วทำสมาธิ ทั้งหมดเป็นมิจฉาสมาธิ มีกล่าวไว้เลย ต้องเป็นจิตที่ประกอบด้วยปัญญาเท่านั้น ที่จะอบรมเจริญความสงบได้ แล้วก็ต้องเป็นสติระดับขั้นของสติสัมปชัญญะด้วย ไม่ใช่สติขั้นทาน ไม่ใช่สติขั้นศีล สติขั้นสัมปชัญญะก็คือสามารถที่จะรู้ว่า ในขณะนี้จิตเดี๋ยวนี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ไม่ใช่โดยชื่อ ไม่ใช่โดยการศึกษา ไม่ใช่ระดับขั้นฟัง แต่ระดับที่สามารถรู้ในสภาพของจิตที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนั้นว่า เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล
เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่ยากมาก ถ้าใครจะตอบหรือจะบอกว่าบรรลุธรรมขั้นฌาน หรือว่าเป็นพระโสดาบัน หรือว่าจะเป็นบุคคลหนึ่งบุคคลใดก็แล้วแต่ แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่รู้แม้ลักษณะของสติสัมปชัญญะ จะเป็นไปได้ไหม เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าขณะนี้มีจิตเจตสิกมีรูป เราก็ฟังเรื่องจิตเจตสิกรูป ในขณะที่จิตเจตสิกรูปกำลังเกิดดับ แต่ไม่ได้มีการที่จะรู้ลักษณะสภาพของจิตหนึ่งจิตใดที่กำลังทำกิจหนึ่งกิจใด หรือว่าไม่รู้ลักษณะของเจตสิก ไม่รู้ลักษณะของรูปหนึ่งรูปใดเลย ทั้งๆ ที่ทั้งจิตเจตสิกรูปก็อยู่ตรงนี้คือที่ตัวเองทั้งหมด โดยมากเราจะสนใจมุ่งไปข้างนอกตัว แต่ไม่กลับมารู้ลักษณะจริงๆ ที่เป็นจิตหรือเจตสิกหรือรูป ทั้งๆ ที่กำลังเห็น ไม่ใช่เรา แล้วก็เป็นจิตกับเจตสิก แล้วรูปก็กำลังเกิดดับอยู่
เพราะฉะนั้นการที่จะอบรมเจริญปัญญาถึงระดับของสมถภาวนา หรือว่าสติปัฏฐานซึ่งเป็นวิปัสสนาภาวนา ถ้าไม่มีความรู้จริงๆ ที่ถูกต้อง ไม่รู้ลักษณะของสติสัมปชัญญะ แล้วจะกล่าวว่าบรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาพระธรรมมีความเข้าใจ จะไม่ถูกหลอก เพราะว่าสามารถที่จะสอบถามได้ถึงปัญญาของผู้ที่กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่า เป็นปัญญาจริงๆ หรือเปล่า แม้แต่สมาธิที่ว่าทำสมาธิ สมาธิคืออะไร ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจถูกต้อง ศึกษาถูกและรู้ความจริง ก็สามารถที่จะตอบคำแรกจนถึงคำถามสุดท้ายได้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสภาพธรรมที่เป็นปัญญา หรือว่าในเรื่องของสภาพธรรมที่เป็นสมถะที่เป็นสมาธิ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ไม่รู้จริงๆ จะตอบไม่ได้เลย อาจจะไม่เคยได้ยินคำว่าสติสัมปชัญญะ หรือแม้แต่สติ ก็เข้าใจผิด อย่างที่บอกว่ากำลังมีสติรู้ สติหรือเปล่าใช่ไหม สติมีลักษณะอย่างไร สติต่างกับเจตสิกอื่นอย่างไร เพราะเหตุว่าเจตสิกอื่นก็มี ไม่ใช่มีแต่สติเจตสิก และสติเจตสิกถ้าเกิดก็จะต้องเป็นกับโสภณจิตเท่านั้น จะไม่เกิดกับอกุศลจิตเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียด
เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะมีพระธรรมเป็นสรณะจริงๆ ที่จะทำให้รู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด แล้วก็สิ่งใดที่ไม่ถูก จากการศึกษาการไตร่ตรองการเข้าใจถูก ก็จะทำให้รู้ว่า ขณะใดเป็นอกุศล ขณะใดเป็นกุศล แม้แต่สมาธิ พอได้ยินคำว่าสมาธิ ถามหรือยังว่าสมาธิคืออะไร ยังไม่ได้ถามเลย แต่ก็จะทำสมาธิ แล้วสมาธิคืออะไร ขณะนี้มีสมาธิหรือเปล่า สมาธิขณะนี้ชื่อว่าอะไร ขณิกสมาธิคือขณะหนึ่งขณะหนึ่งซึ่งจิตเกิด จะต้องมีเอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทำให้จิตรู้อารมณ์เดียว จะรู้สองอารมณ์ไม่ได้เลย และเอกัคคตาเจตสิกก็เป็นสภาพของเจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ขณะที่จิตเกิดหนึ่งขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท และใน ๗ นั้นก็มีเอกัคคตาเจตสิกซึ่งเป็นลักษณะของความตั้งมั่นในอารมณ์ ซึ่งถ้าตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งบ่อยๆ นานเข้า ลักษณะของสมาธิก็ปรากฏ แต่ลักษณะของสมาธินั้นเป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา ถ้าเป็นอกุศลจิตต้องเป็นมิจฉาสมาธิ ถ้าเป็นกุศลจิตจึงจะเป็นสัมมาสมาธิได้ แล้วถ้าจะอบรมเจริญความสงบที่เป็นสัมมาสมาธิต้องประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ คือต้องมีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีปัญญาเจตสิก ก็ทราบได้เลยว่าทั้งหมดนั้นไม่ใช่สัมมาสมาธิ
วันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องจิต ซึ่งก็เป็นเรื่องซึ่งจะต้องเข้าใจตลอดชีวิต ไม่เคยขาดจิตเลยสักขณะเดียว แต่ว่าสำหรับเรื่องของปริยัติธรรม คือการพูดเรื่องจิตเจตสิกรูป ก็เป็นที่สนใจของท่านผู้ฟังที่จะเข้าใจเรื่องของการอบรมเจริญปัญญา ที่ใช้คำว่าวิปัสสนาด้วย ถ้ามีท่านผู้ใดที่มีข้อสงสัยใคร่ที่จะได้สนทนาในเรื่องของการอบรมเจริญปัญญา ที่ใช้คำว่าวิปัสสนา ก็ขอเชิญก่อน มีไหม เพราะว่าบางคนอาจจะสนใจเรื่องนี้ด้วย และก็สนใจที่จะได้ฟังเรื่องของจิตด้วย ไม่ทราบมีใครอบรมเจริญวิปัสสนาบ้างหรือยัง มีไหม
ผู้ฟัง คำว่าวิปัสสนาตามความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับว่า เมื่อฟังแล้วเข้าใจเอามาใช้กับชีวิตประจำวัน อันนี้ถือว่าวิปัสสนาหรือยัง
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ วิปัสสนาย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าวิปัสสนาเป็นปัญญา ไม่ใช่ระดับเพียงฟังเรื่องราวของสภาพธรรมแล้วเข้าใจ เพราะว่าแม้ในขณะนี้เอง สภาพธรรมก็กำลังปรากฏ แต่ก็ปรากฏมาก่อนที่เราจะได้ยินได้ฟังเรื่องธรรม แต่ว่าขณะนั้นที่ไม่ได้ฟังธรรม เราก็ไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม คือเป็นสภาพธรรมที่มีจริงที่ปรากฏก็เพราะเหตุว่าเกิดขึ้น มีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิด และก็เกิดแล้วก็ดับด้วย ตรงกับคำว่าอนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ สภาพที่เกิดดับนั้นเป็นทุกข์ และอนัตตาก็คือไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ซึ่งแต่ก่อนนี้ก็เป็นเราทั้งหมดใช่ไหม ไม่ว่าจะเห็น ไม่ว่าจะได้ยิน ไม่ว่าจะทำกิจการงานใดๆ ทั้งสิ้น ก็เป็นเราทั้งหมด แต่ว่าเมื่อฟังพระธรรมแล้ว การที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงเกิดโดยที่ว่าไม่มีใครบังคับบัญชาได้ และเมื่อเกิดแล้วก็ดับไปทุกขณะด้วย นี่คือความหมายของธรรมซึ่งเกิด และก็ไม่เที่ยง แล้วก็ไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้นปัญญาของการที่จะรู้แจ้งสภาพธรรม ต้องอาศัยการฟังก่อน ถ้าไม่มีการเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมจากการฟังเลย ไม่มีทางที่ปัญญาสามารถที่จะประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมที่เรากล่าวถึงเลย เช่น จิตมีจริงๆ ขณะนี้ทุกคนมี แล้วก็เป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ที่กำลังเห็น แค่นี้ก็เริ่มจะงงนิดหน่อย เพราะว่าเป็นเราเห็นมานานแสนนาน และขณะนี้จะบอกว่าเป็นจิต ชื่อจิต คนได้ยินแล้วก็เข้าใจ แต่ว่าลักษณะของจิต กิจการงานหน้าที่ของจิต เพราะเหตุว่าเมื่อเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นมีจริง ก็ทำกิจการงานของสภาพธรรมนั้นด้วย เช่น ในขณะนี้จิตซึ่งเป็นสภาพรู้ธาตุรู้กำลังเห็น นี่คือความรู้ขั้นฟังขั้นเข้าใจเรื่องของจิต แต่วิปัสสนาที่เป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง ต้องถึงขั้นที่สามารถประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจในขณะนี้
เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด ไม่ได้มีการศึกษา หรือว่าไม่ได้มีการฟังพระธรรมขั้นต้น จนกระทั่งมีความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วสามารถที่จะไปประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ พระพุทธศาสนามี ๓ ขั้น ปริยัติศาสนาคือการศึกษาเรื่องราวของสภาพธรรม โดยที่เมื่อพระองค์ตรัสรู้และทรงแสดง พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นปริยัติศาสนา เพราะเหตุว่าทรงแสดงเรื่องสภาพธรรมที่ได้ทรงประจักษ์แจ้ง ได้ทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะที่ตรัสรู้สภาพธรรมก็เป็นจริงอย่างนี้ แต่ว่าในขณะที่ตรัสรู้ ไม่มีการคิดเป็นคำเป็นเรื่องเป็นราวที่จะแสดงธรรมที่กำลังประจักษ์ แต่ว่าเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องใช้คำที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจได้ว่า หมายความถึงสภาพธรรมอะไร เพราะฉะนั้นที่ทรงแสดงธรรมว่าเป็นปรมัตถธรรม และก็เป็นสัจธรรม เป็นอริยสัจจะ ก็คือต้องมีคำที่แสดงให้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้
ด้วยเหตุนี้ ปริยัติศาสนา ก็คือการฟังสัจธรรม ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง จนกระทั่งมีความเข้าใจที่ถูกต้อง สมควรที่จะเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสติอีกระดับหนึ่ง เราได้ยินคำว่าสติบ่อยๆ แต่ไม่ทราบหน้าที่การงานของสติเลย สติไม่ใช่จิต สติเป็นเจตสิก ขณะที่กำลังฟังธรรม ไม่มีเราที่ฟัง แต่ว่ามีจิตที่ได้ยิน หลังจากนั้นก็มีจิตที่คิดนึก ในขณะที่กำลังไตร่ตรองเข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง ขณะนั้นก็เพราะสติเกิดขึ้น และขณะใดที่เข้าใจ ขณะนั้นก็เป็นปัญญา
เพราะฉะนั้นจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะ ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยหลายประเภท และก็สติก็คือขณะที่ระลึก ขณะที่กำลังฟัง สามารถที่จะเกิดการเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่ได้ฟัง นี่เป็นสติระดับหนึ่ง ปัญญาระดับหนึ่ง ซึ่งจะทำให้มีสติอีกระดับหนึ่ง คือสติสัมปชัญญะ สามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งเป็นขั้นปฏิเวธ เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนาสมบูรณ์พร้อมทั้ง ๓ ขั้น ในขั้นต้นคือปริยัติ ขั้นที่ ๒ คือปฏิบัติ ขั้นที่ ๓ คือปฏิเวธ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560