ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
ตอนที่ ๑๕๓๕
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ จากภวังคจิตที่ทำให้ดำรงความเป็นบุคคลนี้อยู่ กำลังหลับสนิทไม่มีอะไรปรากฏเลย ถ้าเป็นทางตาหูจมูกลิ้นกายก็เป็นปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นชาติกิริยาเกิดขึ้นก่อน ถ้าเป็นทางใจก็เป็นมโนทวาราวัชชนจิต เพราะฉะนั้นกิริยาจิตซึ่งผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์มีได้ ก็มีเพียงสองดวงสองประเภท คือปัญจทวาราวัชชนจิตซึ่งเกิดก่อนจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส และมโนทวาราวัชชนจิต ซึ่งเป็นกิริยาจิตเกิดก่อนจิตที่จะเป็นกุศลหรืออกุศลที่คิดเรื่องราวต่างๆ ก็ได้จิตสองชาติคือวิบากจิตกับกิริยาจิต ยังไม่พูดถึงกุศลและอกุศลเลย
การรับผลของกรรมเวลาที่เป็นภวังค์อยู่ กรรมให้ผลแค่นั้นไม่พอ ต้องให้ผลได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งแล้วแต่ว่ากรรมใดจะสุกงอมพร้อมที่จะให้ผลทางไหน เลือกไม่ได้อีกเหมือนกัน อยู่ดีๆ ได้ยินเสียงดังเป็นไปได้ไหม เสียงปืน เสียงระเบิดได้ไหม กรรมให้ผลเมื่อถึงกาลที่จะทำให้เกิดได้ยินเสียงนั้น แต่ก่อนจิตได้ยินเกิด ปัญจทวาราวัชชนจิตต้องเกิดก่อน ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ระหว่างวิบากสองชนิด คือภวังค์ซึ่งดำรงภพชาติกับวิบากที่จะให้ผลทางตาหูจมูกลิ้นกาย จะต้องมีกิริยาจิตเกิดก่อน มิฉะนั้นจะเปลี่ยนสภาพของภวังค์ไม่ได้ จากการที่เป็นภวังค์อยู่ แล้วก็จะให้เห็นทันทีได้ยินทันทีเป็นไปไม่ได้เลย และสำหรับคำว่าวิถีจิตที่ได้กล่าวถึงแล้วว่า เว้นปฏิสนธิจิต เว้นภวังคจิต เว้นจุติจิต เป็นวิถีจิตทั้งหมด
เพราะฉะนั้นจะใช้คำว่าวิถีจิตกับจิตอะไรก็ได้ เช่น จิตเห็น ภาษาบาลีไม่มีคำว่าจิตเห็นใช่ไหม เพราะว่าเป็นภาษาไทย ภาษาบาลีก็เป็นจักขุวิญญาณ คำว่าจิต คำว่าวิญญาณ คำว่ามโน คำว่ามนัส หทย ปัณฑระ เราก็ได้กล่าวถึงแล้วว่า เป็นชื่อของจิตทั้งหมดโดยนัยต่างๆ เพราะฉะนั้นบางแห่งก็จะใช้คำว่าวิญญาณ เช่น รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และสำหรับจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบกาย ชื่อตามภาษาบาลีก็คือจักขุวิญญาณ จิตเห็น โสตวิญญาณ จิตได้ยิน ฆานวิญญาณ จิตได้กลิ่น ชิวหาวิญญาณ จิตลิ้มรส กายวิญญาณ จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย
ท่านผู้ฟังอาจจะคิดว่าพูดซ้ำ แต่ในครั้งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม แล้วก็จารึกเป็นพระไตรปิฎกจะเห็นได้ว่าซ้ำตลอด เพราะเหตุว่าไม่มีการที่จะใช้ตัวหนังสือที่จะอ่าน หรือว่าที่จะบันทึกแบบเทปอย่างยุคสมัยนี้ เพราะฉะนั้นการฟังซ้ำเพื่อให้จำได้ อย่างท่านที่ไม่ชินกับภาษาบาลี ต่อไปนี้ก็เริ่มรู้จักคำภาษาบาลีบ้าง แม้ว่าเราจะไม่ได้เรียนไวยากรณ์ ไม่ได้เรียนอะไร แต่ก็พอที่จะเข้าใจคำที่ใช้ว่าหมายความถึงอะไร เช่น จักขุ เราก็ได้ยินบ่อยๆ ว่าตา วิญญาณก็คือรู้ เพราะฉะนั้นสภาพรู้ที่อาศัยตาเกิดขึ้นเห็น เป็นจักขุวิญญาณ ใช้คำว่าจักขุวิญญาณวิถีได้ไหม ได้ จิตใดก็ตามที่ไม่ใช่ปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ใช้คำว่าวิถีได้ทั้งหมดเลย
เพราะฉะนั้นบางครั้งเราก็จะนับวิถีที่หนึ่งคือปัญจทวาราวัชชนจิต ขณะแรกที่เกิดที่เป็นวิถีก็คือปัญจทวาราวัชชนจิต ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ถ้าทางใจที่คิดนึก วิถีแรกคืออะไร เปลี่ยนชื่อนิดเดียว จากปัญจทวารเป็นอะไร มโนทวาราวัชชนจิต มโนทวาราวัชชนะเป็นจิต มโนทวารก็เป็นจิตเพราะเหตุว่าทวารมี ๖ จักขุทวารเป็นรูปคือจักขุปสาท โสตทวารเป็นรูป ฆานทวารเป็นรูป ชิวหาทวารเป็นรูป กายทวารเป็นรูป ๕ แต่ทางใจ ภวังคุปัจเฉทะเป็นมโนทวาร เพราะถ้าภวังคุปัจเฉทะไม่เกิด วิถีจิตเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นภวังคุปัจเฉทะเป็นวิถีจิตหรือเปล่า จิตที่ไม่ใช่ปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ จึงเป็นวิถีจิต ถ้าเป็นปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต ไม่ใช่วิถีจิต เพราะว่าไม่รู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจเลย ไม่รู้เลย หลับสนิท ไม่รู้ว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน บ้านช่องอยู่ที่ไหน ญาติเป็นอย่างไร อะไรไม่รู้เลยทั้งสิ้น
อีกไม่นานเราก็จะเป็นอย่างนั้นใช่ไหม อีกไม่กี่ชั่วโมงก็หมดเรื่องราวต่างๆ ของวันนี้ สุขทุกข์ใดๆ เรื่องสำคัญใดๆ ทั้งหมดก็จะไม่เหลือเลย ไม่มีเหลือเลย เพราะไม่มีจิตคิด จะมีเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างไร ที่มีเรื่องต่างๆ ก็เพราะจิตคิด แต่ถ้าจิตไม่คิด เรื่องใดๆ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นต้องทราบว่าจิตที่ไม่ใช่ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต เป็นอะไร เป็นวิถีจิต แต่ถ้าเป็นปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต ไม่ใช่วิถีจิต ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ แล้ว เวลาที่ไปพบคำภาษาบาลี ก็สามารถที่จะเข้าใจความหมายนั้นได้ เช่น ทวารวิมุตติก็หมายความว่าไม่ต้องอาศัยทวาร ปราศจากทวาร จิตนั้นก็สามารถที่จะเกิดได้รู้อารมณ์ได้ แล้วเวลาที่ได้ยินคำว่าวิถีจิต ต่อไปนี้ก็ทราบเลยใช่ไหมว่า หมายความถึงจิตที่ไม่ใช่ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต แล้วถ้าพูดถึงกิริยาจิตก็รู้จักอีกใช่ไหม
จิตมี ๔ ชาติ กุศลจิต ได้ยินบ่อยๆ อกุศลจิต ได้ยินเหมือนกัน วิบากจิตซึ่งเป็นผลก็ได้ยินแล้ว และกิริยาจิตก็ได้ยินด้วย กิริยาจิตคือจิตที่ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่วิบาก เป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของวาระนั้นๆ ที่จะต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ มีกิริยาจิตด้วย แต่ไม่ใช่กิริยาจิตอย่างของพระอรหันต์ นี่คือความต่างกัน แต่เป็นกิริยาจิตซึ่งเพียงเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ก่อนที่จะมีวิถีจิตอื่นๆ เกิดขึ้น กิริยาจิตสองขณะนี้เป็นวิถีจิตแรก ถ้าเราจำคำว่า จิตที่ไม่ใช่วิถีจิต และก็จำวิถีจิตแรกได้ ก็ไม่ยากเลย และก็ไม่ลืมด้วยใช่ไหม เพราะเหตุว่าจิตที่ไม่ใช่วิถีจิตคือภวังค์ และวิถีจิตแรกทาง ๕ ทาง ก็คือปัญจทวาราวัชชนจิต ถ้าทางใจก็มโนทวาราวัชชนจิต
เพราะฉะนั้นขอทบทวนอีกนิดหนึ่ง มโนทวารก็เป็นจิตใช่ไหม มโนทวาราวัชชนะก็เป็นจิตใช่ไหม มโนทวารกับมโนทวาราวัชชนะต่างกันหรือเหมือนกัน ต่างกัน เพราะมโนทวารคือภวังคุปัจเฉทะ ภวังค์ดวงสุดท้ายขณะสุดท้าย ส่วนปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นวิถีจิตแรกซึ่งเกิดต่อกัน พอภวังคุปัจเฉทะดับ ปัญจทวาราวัชชนจิตต้องเกิดต่อ หรือว่าถ้าเป็นทางใจ พอภวังคุปัจเฉทะดับ อะไรเกิด มโนทวาราวัชชนจิตเกิดต่อ ในขณะนี้เองเป็นอย่างนี้ ใครจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม จะจำได้หรือจำไม่ได้ จะเรียกชื่อไม่ถูก หรือจำชื่อไม่ถูก แต่สภาพธรรมก็ต้องเป็นอย่างนี้
เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจชีวิตละเอียดขึ้น ก็จะเห็นว่าทุกอย่าง ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น จิตที่จะต้องเกิดดับสืบต่อเป็นลำดับอย่างนี้ ก็เป็นจิตตนิยามเป็นธรรมเนียมของจิตที่จะต้องเป็นอย่างนี้ โดยปัจจัยแต่ละปัจจัยซึ่งมีอยู่ในจิตแต่ละชนิด จิตที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยหลายๆ ปัจจัย ที่ว่าธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ต่อไปก็จะค่อยๆ ทราบว่าเป็นปัจจัยอะไรบ้าง แต่ว่าในขณะนี้เราเพิ่งมาถึงขณะที่เป็นภวังค์ แล้วก็กำลังจะรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใด ซึ่งจะต้องเป็นวิถีจิต เพราะเหตุว่าภวังค์ไม่ใช่วิถีจิต วิถีจิตแรกทางปัญจทวารคืออะไร วิถีจิตแรกไม่ลืม ปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นชาติกิริยา เวลาที่พูดถึงจิต ขอให้จำเรื่องชาติไปด้วย จะได้ไม่สับสนระหว่างกุศล อกุศล วิบาก กิริยา ถ้าเป็นการคิดนึกเวลาที่ภวังคุปัจเฉทะดับแล้ว วิถีจิตแรกคืออะไร มโนทวาราวัชชนจิต ก็คงจะต้องค่อยๆ คิดว่าขณะนี้มีปัญจทวาราวัชชนจิตไหม เดี๋ยวก็ไปอยู่ในตำราหมด หรือว่าอยู่ที่คำต่างๆ แต่ความจริงก็คือในขณะนี้เอง
ขณะนี้มีภวังค์ไหม มี มีภวังคจรณะไหม มีอตีตภวังค์ไหม ย้อนไปหน่อย และก็มีอตีตภวังค์ มีภวังคจรณะ แล้วก็ต่อจากภวังคจรณะมีอะไร ภวังคุปัจเฉทะ ต่อจากภวังคุปัจเฉทะเป็นอะไร ปัญจทวาราวัชชนะ ต่อจากปัญจทวาราวัชชนะถ้าเป็นทางตาเป็นอะไร จักขุวิญญาณ ฟังแล้วก็สามารถที่จะเข้าใจชีวิตจริงๆ ขณะนี้ แล้วก็มาเรียกชื่อใช่ไหม แต่ว่าความละเอียดก็คือว่าเราลองคิดดู เป็นภวังค์ ไม่รู้ไม่เห็นอะไรหมดเลยทั้งสิ้น และอยู่ๆ ก็เห็น โดยที่ว่าจริงๆ แล้ว เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า มีปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดก่อน แต่ว่าขณะนี้เราสามารถที่จะรู้ว่าเห็นใช่ไหม แต่ถ้าละเอียดจริงๆ ก็คือว่าต้องมีปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดก่อนจักขุวิญญาณที่เห็น และจักขุวิญญาณที่เห็นสั้นมากเล็กน้อยมากเลย เวลานี้ใครจะคิดว่าจักขุวิญญาณเพียงแค่เห็นนิดเดียว คิดไม่ออกเลยใช่ไหม เพราะว่าเห็นอยู่ตั้งนาน แล้วก็เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วก็คิดด้วยเรื่องสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ว่าตามความเป็นจริงจิตมีอายุที่สั้นมาก จิตทุกขณะเกิดดับเร็วมาก แต่ว่าจิตหนึ่งขณะ แม้ว่าจะสั้นน้อยมากอย่างไรก็ตาม ก็จะมีขณะย่อย ๓ ขณะคือ อุปาทขณะเกิด ฐิติขณะที่ยังไม่ดับ ภังคขณะคือขณะที่ดับ เพราะว่าขณะที่เกิดไม่ใช่ขณะที่ดับ และขณะที่เกิดเป็นฐิติขณะที่ตั้งอยู่ ส่วนฐิติขณะก็บ่ายหน้าไปสู่การดับ
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าต้องเป็นผู้ที่ตรัสรู้จริงๆ จึงสามารถที่จะแสดงลักษณะสภาพของจิตได้โดยละเอียดมาก เพราะฉะนั้นจิตทุกขณะเกิดดับเร็วมาก ในขณะที่คิดว่ากำลังเห็นติดต่อกันอย่างนี้ ไม่ทราบว่าวิถีจิตเกิดมากน้อยเท่าไหร่นับไม่ถ้วน แต่ถ้าเราจะเข้าใจตามลำดับ จักขุวิญญาณขณะนี้เห็น ขณะสั้นนิดเดียวดับแล้ว ยังไม่ทันรู้เลยว่าเห็นอะไรใช่ไหม เพราะว่าจิตที่เห็นทำหน้าที่เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ทำหน้าที่คิดนึกถึงรูปร่างสัณฐานจนกระทั่งรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร และสามารถที่จะเรียกชื่อของสิ่งนั้นได้ เพราะฉะนั้นเราก็จะมาถึงจิตแต่ละขณะ ซึ่งเกิดขึ้นทำกิจเฉพาะอย่าง อย่างสั้นมากและเร็วมาก
เพราะฉะนั้นสำหรับจักขุวิญญาณ เห็นอย่างเดียวแค่เห็น ลองคิดถึง แค่เห็น ขณะนี้เพียงเห็น แค่เห็น นั่นคือลักษณะของจักขุวิญญาณ แต่ก็ช้ามากเลย เพราะเหตุว่าในขณะที่เราคิดว่าเราเพียงแค่เห็น จิตเกิดดับไม่ทราบว่าเท่าไหร่ เพราะเหตุว่าเมื่อจิตเห็นซึ่งสั้นมากดับไปแล้ว วิบากจิตเกิดต่อ ตอนนี้กำลังเป็นช่วงของการรับผลของกรรม เพราะเหตุว่ากรรมไม่ได้ทำให้เพียงแค่จักขุวิญญาณเกิด จักขุวิญญาณนี้เป็นชาติวิบาก ปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นชาติอะไร กิริยา ปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นชาติกิริยา เพราะเหตุว่าสิ่งที่กระทบ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ ปัญจทวาราวัชชนะสามารถที่จะรู้ได้ทั้งอารมณ์ที่เป็นอารมณ์ของกุศลวิบาก และอารมณ์ที่เป็นอารมณ์ของอกุศลวิบาก
เพราะฉะนั้นปัญจทวาราวัชชนจิตไม่ใช่วิบากจิต แต่เป็นชาติกิริยา ถ้าจิตใดที่เป็นวิบาก ก็ต้องตามประเภทของจิตนั้น เช่น ถ้าเป็นเสียงที่น่าพอใจ วิบากชนิดไหนเกิด กุศลวิบากเกิด ถ้าเป็นเสียงที่ไม่น่าพอใจ อกุศลวิบากเกิด อย่างเสียงดังๆ อย่างที่กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ เป็นผลของอกุศลกรรมที่ทำให้ต้องได้ยินเสียงนั้น เพราะฉะนั้นจิตที่ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ นั่นก็เป็นอกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นวิบาก ก็จะต้องเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก แต่ถ้าเป็นกิริยาสามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ ทั้งที่เป็นอารมณ์ที่ดีและอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เป็นอารมณ์ที่น่าพอใจเป็นอิฏฐารมณ์ และอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจเป็นอนิฏฐารมณ์ กิริยาจิตก็สามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้นปัญจทวาราวัชชนจิตรู้อารมณ์ได้ทั้งอารมณ์ที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ แต่ถ้าเป็นเสียงที่ไม่น่าพอใจ กุศลวิบากจะเกิดขึ้นรู้เสียงนั้นได้ไหม ไม่ได้ ต้องเป็นอกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นเมื่อปัญจทวาราวัชชนจิตดับ เราจะมาพูดถึงอารมณ์ว่าสิ่งที่กระทบนั้นเป็นอารมณ์ที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ
ผู้ฟัง มีคำถาม การตัดสินว่าเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก มันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติอย่างนั้นใช่ไหม คือมีเสียงไม่ดีเกิดขึ้นก็เอาตัวนี้รับอารมณ์ หรือว่ามีเสียงดีก็ตัวนี้รับอารมณ์นี้อย่างนั้นใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ก็คงจะเป็นปัญหาสองคำถาม คือจะตัดสินได้อย่างไรว่าอารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ที่ดีหรืออารมณ์ที่ไม่ดีอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งก็คือใครจะเป็นผู้ที่ทำให้กุศลวิบากเกิดขึ้นรับผลที่ดี หรืออกุศลวิบากเกิดขึ้น เห็นหรือรับสิ่งที่ไม่ดีใช่ไหม เป็นอย่างนี้หรือเปล่า กรรมยุติธรรมที่สุด ไม่ต้องห่วงไม่ต้องกลัว ผู้พิพากษาจะตัดสินว่าอย่างไร แต่ว่ากรรมทำให้วิบากจิตเกิดขึ้นเมื่อถึงกาลที่ควร อย่างคนที่ไม่ใช่ผลของกรรมที่จะทำให้ได้ยินเสียงที่น่าตกใจน่ากลัว คนนั้นก็ไม่ได้ยิน นอนหลับสนิทไปเลยก็ได้ แต่ว่าถ้าถึงกาลที่อกุศลกรรมให้ผล จะให้อกุศลวิบากเกิดขึ้น รู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดที่ไม่ดี ใครก็ยับยั้งไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ เราอาจจะใช้คำว่าในพริบตาเดียว แต่ความจริงก็เพราะเหตุว่ามีกรรมเป็นปัจจัยที่ทำให้วิบากจิตเกิด
ถ้าเป็นผู้ที่มั่นคงมั่นใจในเรื่องกรรมและวิบาก เพราะว่าจริงๆ แล้วพุทธศาสนิกชน ก็คือผู้ที่มีความเข้าใจถูกมีความเห็นถูกมั่นคงในเรื่องกรรมและผลของกรรม ถ้ามีความเข้าใจถูกต้องอย่างนี้ และทราบว่าขณะใดเป็นวิบากคือเป็นผลของกรรม ก็จะรู้ได้เลย มีปัจจัยเกิดแล้วเพราะกรรมที่จะรู้สิ่งที่ดี หรือว่ามีปัจจัยเกิดแล้วเพราะอกุศลกรรมที่จะรู้สิ่งที่ไม่ดี เป็นเรื่องของกรรมที่จะทำให้วิบากจิตนั้นๆ เกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้นๆ
เพราะฉะนั้นเมื่อปัญจทวาราวัชชนจิตดับแล้ว ถ้าเป็นอารมณ์ที่ไม่ดี เช่น เสียงก็ตาม สีก็ตาม กลิ่นก็ตาม รสก็ตาม อกุศลวิบากจิตต้องเกิด แต่ว่าสั้นมาก จิตทุกขณะนี่สั้นมาก เห็นนิดเดียว เพียงได้ยินนิดเดียว ได้กลิ่นนิดเดียว ยังไม่รู้เลยว่ากลิ่นอะไร ลิ้มรสก็นิดเดียว ชอบหรือยัง ยัง ยังชอบไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตจะต้องเกิดขึ้นสืบต่อทำกิจก่อนที่จะเกิดเป็นกุศลหรืออกุศล คือกรรมทำให้วิบากจิตเกิดสืบต่อว่า หลังจากที่จักขุวิญญาณจิตดับแล้ว กุศลหรืออกุศล ชอบหรือไม่ชอบ จะยังเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุว่าขณะนั้นเพียงเห็น แล้วจะชอบหรือไม่ชอบได้อย่างไรใช่ไหม ก็ต้องมีสัมปฏิจฉันนจิตซึ่งเป็นวิบากจิต
ถ้าใช้คำว่าวิบากหมายความว่ากรรมทำให้จักขุวิญญาณเกิด กรรมทำให้สัมปฏิจฉันนจิตเกิด สืบต่อจากจักขุวิญญาณ เพราะเหตุว่าเพียงเห็นดับไป จิตขณะต่อไปต้องรับคือรู้อารมณ์นั้นต่อจากจิตเห็น จิตที่อาศัยจักขุทวารจะต้องรู้สิ่งเดียวกัน เพราะว่ารูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เวลาที่กระทบกับอตีตภวังค์ รูปยังไม่ดับ เวลาที่เป็นภวังคจรณะ ขณะที่ ๒ รูปก็ยังไม่ดับ เป็นภวังคุปัจเฉทะขณะที่ ๓ รูปก็ยังไม่ดับ อตีตภวังค์ ภวังคจรณะ ภวังคุปัจเฉทะ รูปยังไม่ดับใช่ไหม ภวังค์รู้รูปนั้นหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไม่รู้ ถูกต้อง เพราะเหตุว่าภวังค์จะรู้อารมณ์อื่นใดไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะชื่อว่า อตีตภวังค์ ภวังคจรณะ ภวังคุปัจเฉทะ ก็จะรู้อารมณ์ใหม่ไม่ได้เลย ต้องเป็นวิถีจิตเท่านั้น เพราะฉะนั้นวิถีจิตแรกคือปัญจทวาราวัชชนะเป็นชาติกิริยา เพียงรู้แต่ไม่เห็นไม่ได้ยิน ไม่ใช่วิบากจิต ดับไปแล้ว แต่จักขุวิญญาณเริ่มเป็นวิบากรับผลของกรรม ทุกคนอยากเห็นดีๆ ทั้งนั้นเลยใช่ไหม แต่บางกาลก็เห็นไม่ดี อยากได้ยินเสียงเพราะๆ เสียงดีๆ บางกาลก็ได้ยินเสียงที่ไม่ดี นี่คือผลของกรรม เพราะฉะนั้นกรรมทำให้จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณเกิด แล้วแต่ว่าจะเป็นกุศลวิบากหรืออกุศลวิบาก สั้นมากนิดเดียวแล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้นกรรมก็ทำให้สัมปฏิจฉันนจิต คือจิตซึ่งเกิดต่อจากวิญญาณ ๕ ทำหน้าที่รู้อารมณ์เดียวกันต่อ ใช้คำว่ารับก็ได้ สัมปฏิจฉันนะโดยศัพท์ก็คือรับต่อจากจักขุวิญญาณหรือโสตวิญญาณ นิดเดียวสั้นนิดเดียวแล้วก็ดับ สองวิบากแล้วใช่ไหม ซึ่งกรรมทำให้เกิดขึ้น ถ้ากรรมทำให้เกิดเพียงจักขุวิญญาณ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าเป็นอะไร แต่กรรมก็ทำให้สัมปฏิจฉันนะเกิดต่อรับต่อ มีหน้าที่แค่นั้นเอง เพียงรู้ต่อจากวิญญาณทั้ง ๕ แล้วก็ดับ จิตที่เกิดต่อวิบากจิต ภาษาบาลีใช้คำว่าสันตีรณะ ภาษาไทยเราใช้คำว่าพิจารณา แต่ลองคิดถึงจิตหนึ่งขณะที่แสนเร็ว หลังจากที่จักขุวิญญาณเห็น สัมปฏิจฉันนจิตรับ สันตีรณะพิจารณาต่อ สั้นเท่ากันหมด จักขุวิญญาณอายุสั้นแค่ไหน สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะก็สั้นแค่นั้น ไม่ใช่พิจารณาอย่างผู้พิพากษายาวๆ หรืออย่างเราคิด แต่ว่าแค่นิดเดียวที่จะรู้ว่าอารมณ์นั้นเป็นอะไร แล้วหลังจากนั้น กุศลจิตและอกุศลจิต จะชอบหรือไม่ชอบ จะเป็นกุศลหรืออกุศล ก็ยังเกิดทันทีไม่ได้ ต้องมีกิริยาจิตเกิดก่อน ที่ทำกิจเป็นบาทเฉพาะที่จะให้จิตต่อไปเกิดเป็นกุศลหรืออกุศลตามการสะสม
เพราะฉะนั้นการที่เราเห็น แล้วเราจะเป็นกุศลหรืออกุศล ตามการสะสมแต่ละชาติที่สะสมมา แต่ละขณะ ถ้าเราเป็นคนที่มีเมตตา แล้วเห็นสิ่งที่คนอื่นเขาอาจจะรังเกียจ แต่ว่าการสะสมเมตตาก็ทำให้หลังจากที่เห็นแล้ว กุศลจิตเกิดได้ แต่ว่าก่อนที่กุศลจิตจะเกิด เปลี่ยนชาติจากวิบากจิตจะเป็นกุศลจิต ต้องมีกิริยาจิตเกิดก่อน เพราะว่าเป็นวิบากแล้วจะเป็นกุศลทันทีไม่ได้ และกิริยาจิตนั้นทำหน้าที่โวฏฐัพพนกิจ อีกกิจหนึ่ง ก่อนที่กุศลจิตและอกุศลจิตจะเกิด ก็คงจะทบทวนอยู่ที่กิจเหล่านี้ก่อน เพราะเหตุว่าเป็นชื่อใหม่ๆ ก็ลองคิดดูว่า ถ้ากรรมทำให้เพียงแต่เห็นสั้นๆ แล้วก็สัมปฏิฉันนจิตก็เกิดรับต่อ ก็สั้นๆ อีก สันตีรณะก็เกิดพิจารณาก็นิดเดียวสั้นๆ จะมีประโยชน์อะไรใช่ไหม ในเมื่อไม่มีจิตซึ่งเกิดดับสืบต่อ เพราะว่าจริงๆ แล้วการที่สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกาย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560