ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
ตอนที่ ๑๕๑๓
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นในพระสูตรก็จะมีธรรมซึ่งเกี่ยวกับบุคคล และสถานที่ต่างๆ ด้วย แต่สำหรับพระอภิธรรมปิฎก ก็จะเกี่ยวกับปรมัตถธรรมล้วนๆ แต่ก็มีคัมภีร์ที่เป็นปุคคลบัญญัติ แต่ว่าคัมภีร์นั้นก็คือว่าถ้าไม่มีจิตเจตสิกรูป คนก็ไม่มี สัตว์ก็ไม่มี พรหมก็ไม่มี เทพก็ไม่มี เพราะฉะนั้นจึงสมมติปรมัตถธรรมซึ่งประกอบด้วยคุณธรรมต่างๆ ที่เกิดกำเนิดต่างๆ เป็นสัตว์บุคคลต่างๆ เพราะฉะนั้นก็คงจะได้เข้าใจพอสมควรความหมายที่สืบเนื่องกันของพระไตรปิฎก และก็ธรรม และอภิธรรม นามธรรมและรูปธรรม
ก็คงตอบสั้นๆ ว่าแก่ ก็คือไม่พ้นจากจิตเจตสิกรูป ตายก็คือไม่พ้นจากจิตเจตสิกรูป ขณะนี้มีอะไรที่พ้นจากจิตเจตสิกรูปบ้างไหม ที่เป็นปรมัตถธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ ต่อไปนี้ก็คงจะไม่ต้องไปแสวงหาธรรมที่ไหนใช่ไหม เดี๋ยวนี้ก็เป็นธรรม จะตื่นจะหลับก็เป็นธรรมทั้งหมด
ผู้ฟัง ที่มีการกล่าวว่า การศึกษาธรรมโดยไม่ต้องกระทำสิ่งใดให้ผิดปกติขึ้นมา ไม่ต้องปลีกตัวหรือหลีกเร้นไปจากในหน้าที่การงานตรงนี้
ท่านอาจารย์ ศึกษาธรรม ก็คือเข้าใจธรรม คงจะไม่ผิดปกติใช่ไหม ขณะนี้ไม่ได้ผิดปกติอะไรเลย เวลาทำงานอาจจะสงสัยว่าเป็นธรรมหรือไม่ ใช่ไหม ถ้าทราบว่า เมื่อเกิดมาแล้ว ขณะแรกที่เกิด ขอกล่าวถึงตั้งแต่ขณะแรกเลย ขณะที่เกิดเห็นอะไรหรือไม่ โลกนี้ปรากฏหรือยัง ทันทีที่เกิด โลกไม่ได้ปรากฏเลย เพราะขณะนั้นตาก็ยังไม่มี อยู่ในครรภ์ แต่ว่ามีจิต เจตสิก รูปเกิดแล้ว และก็เมื่อเกิดแล้ว ธรรมใดที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดแล้วดับทันที เพราะฉะนั้นเมื่อจิตขณะแรกดับ กรรมยังทำให้จิตเกิดสืบต่อจากขณะแรก แต่ว่าทำกิจต่างกัน เพราะว่าจิตทุกขณะหรือทุกประเภทต้องมีกิจการงาน สภาพธรรมที่เป็นนามธรรม จิตเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงานแล้วก็ดับไป ทุกคนมีจิตขณะแรกขณะเดียว คือ ปฏิสนธิจิต เมื่อปฏิสนธิจิตดับแล้ว กรรมก็ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทำหน้าที่ภวังค์ ที่ใช้คำว่าภวังค์ ก็คือดำรงรักษาภพชาติความเป็นบุคคลนั้น ยังไม่ทำให้สิ้นชีวิต ถ้าเพียงเกิดมาแล้วก็ตายไปทันทีจะได้รับผลของกรรมอย่างไร ยังไม่ทันเห็น ยังไม่ทันได้ยิน ยังไม่ทันได้กลิ่น ยังไม่ทันรู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งสิ้น ใช่ไหม
เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำแล้วก็จะทำให้จิตเกิดดับสืบต่อ ตั้งแต่เกิดจนตายต่างๆ กัน เมื่อปฏิสนธิจิตดับแล้ว ภวังคจิตเกิดสืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ไว้ ยังตายไม่ได้สักคน เพราะว่ายังไม่ถึงแก่กรรม หรือว่ายังไม่ถึงวาระการเกิดขึ้นของจุติจิตคือจิตขณะสุดท้าย ซึ่งทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง จะกลับมาอีกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็จะเห็นธรรมทั้งหมดเลย เมื่อศึกษาธรรมแล้วไม่ว่าจะทำหน้าที่การงานใดๆ ก็ต้องมีการเห็น มีการได้ยิน มีการคิดนึก เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของจิต เจตสิก รูปทั้งหมดในวันหนึ่งวันหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามการสะสม ซึ่งทำให้แต่ละคนต่างกัน
เพราะฉะนั้นในขณะที่เกิดไม่เห็น โลกนี้ไม่ปรากฏ ขณะที่เป็นภวังค์ดำรงภพชาติ ก็คือ ขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไม่คิดนึก เช่น ขณะที่นอนหลับสนิท ถ้าจะรู้ลักษณะของภวังค์ ก็คือตอนที่หลับสนิทไม่ฝัน แต่ขณะนั้นก็ไม่ได้ตาย เพราะเหตุว่ายังมีจิตเกิดดับสืบต่อ แต่เมื่อจิตนั้นไม่เห็นไม่ได้ยิน จิตนั้นก็ทำหน้าที่ภวังคกิจดำรงภพชาติจนกว่าจะตื่น ขณะตื่นเห็นเป็นผลของกรรม ขณะได้ยินก็เป็นผลของกรรม เพราะว่าแต่ละคนเห็นไม่เหมือนกัน ได้ยินไม่เหมือนกัน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่เหมือนกัน เป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกัน คนหนึ่งก็อาจจะป่วยไข้เป็นโรคร้ายแรง แต่อีกคนหนึ่งก็แข็งแรง
เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าทางตาของแต่ละคนจะเห็นอะไร ทางหูของแต่ละคนจะได้ยินอะไร ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายจะรู้อารมณ์อะไร เพราะเหตุว่าในพระพุทธศาสนา ทรงแสดงเหตุและผลไว้ชัดเจน ไม่คลุมเครือเลย เวลาที่พูดถึงเรื่องของกรรมและผลของกรรม ก็แสดงโดยประเภทของจิตว่า จิตชนิดใดเป็นผลของกรรมในขณะใด เช่นตอนเกิดเป็นผลของกรรม จำแนกให้แต่ละคนต่างกัน และเวลาที่เกิดจิตขณะแรกที่เกิดมีรูปซึ่งเกิดจากกรรมเกิดด้วย เล็กมากขณะนั้น มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมคือกรรมที่ไม่ดี รูปนั้นก็จะมีธาตุไฟที่ทำให้เจริญเติบโต เป็นรูปร่างของสัตว์ต่างๆ แม้แต่สัตว์ก็ยังมีลักษณะที่ต่างกันตามกรรม บางประเภทก็มีปีก บางประเภทก็มีขามากมาย ก็แล้วแต่ แต่ถ้าเป็นมนุษย์ก็อีกอย่างหนึ่งคือไม่ใช่เป็นผลของอกุศลกรรม แต่เป็นผลของกุศล แม้กระนั้นกุศลกรรมที่แต่ละคนกระทำมา ก็ยังจำแนกให้ต่างกัน ตั้งแต่ขณะที่ปฏิสนธิประกอบด้วยปัญญา หรือว่าไม่ประกอบด้วยปัญญา
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมากทีเดียวที่กล่าวไว้ชัดเจนว่าขณะใดเป็นผลของกรรมบ้าง ขณะใดไม่ใช่ผลของกรรม เช่นในขณะนี้ทุกคนก็ทราบได้ เกิดขณะแรกเป็นผลของกรรม ภวังคจิตสืบต่อเป็นผลของกรรม แต่ถ้ามีแต่ปฏิสนธิคือเกิดแล้วก็เป็นภวังค์ไปเรื่อยๆ กรรมทำหน้าที่อะไรที่จะให้ผลหรือไม่ เกิดมาก็หลับสนิทไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไรไปโดยตลอด ก็เท่ากับว่าไม่ได้รับผลของกรรมเลย แต่กรรมยังทำให้มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย เพื่อให้จิตเกิดขึ้นเห็น ขณะนี้ที่เห็นเป็นผลของกรรม เพราะว่าบางครั้งจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ บางครั้งก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ และก็มีหู อาจจะไม่รู้ ว่ากรรมเป็นปัจจัยให้เกิดโสตปสาทเพื่ออะไร เป็นทางรับผลของกรรม เพราะทุกคนก็มีหูเหมือนกัน แต่ว่าเสียงที่มากระทบหรือว่าที่จะได้ยินก็ต่างกัน นอกจากนั้นก็มีจมูกมีลิ้นมีกาย กายปสาทซึมซาบทั่วตัวที่จะกระทบกับสิ่งที่เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ทำให้เกิดเจ็บป่วย หรือว่าทำให้เกิดสุขสบาย นี่ก็เป็นเรื่องของผลของกรรม
เพราะฉะนั้นก็เป็นความชัดเจนที่จะต้องรู้ว่า ก็คือจิตและเจตสิกนั่นเองที่เกิดขึ้นเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังทำงาน จะไม่พ้นจากผลของกรรมใช่ไหม มีเห็น มีได้ยิน ที่ทำงานบางแห่งก็คงจะสบาย แต่ที่ทำงานบางแห่งก็คงจะลำบาก ก็แล้วแต่ กลับไปถึงบ้าน ก็ยังต่างกันอีก แต่ก็เหมือนกันโดยที่ว่าเห็น แต่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาธรรมแล้วประโยชน์อะไร ก็คือเราจะมีความเข้าใจธรรม แล้วเราจะมีความเข้าใจและเห็นใจคนอื่นว่าแท้ที่จริงเราไม่ต้องเรียกชื่อธรรมใดๆ เลยทั้งสิ้น เป็นธรรมซึ่งถ้าเป็นธรรมฝ่ายดีก็เป็นกุศลธรรม ถ้าเป็นธรรมฝ่ายไม่ดีก็เป็นอกุศลธรรม เอาชื่อออกหมดไม่มีใครทำ แต่ว่าเพื่อที่จะให้สะดวกที่จะให้เข้าใจว่าหมายความถึงใคร
อย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเป็นผู้สร้างพระวิหารเชตวัน ถ้าเราไม่เรียกชื่อท่าน เราจะพูดอย่างไรถึงจะให้เข้าใจว่าหมายความถึงกุศลจิตประเภทไหนอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่ แล้วก็ได้กระทำกุศลใดๆ บ้าง จึงมีชื่อสำหรับเรียกสภาพธรรมทุกอย่าง แต่ว่าเราไม่ควรจะติดแต่เพียงชื่อ แต่ต้องรู้ตามความเป็นจริงด้วยว่าชื่อนั้นหมายความถึงสภาพธรรมอะไร อย่างคำว่าจิต จิตตะในภาษาบาลี หรือจิตตัง หมายความถึงสภาพรู้หรือธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฏหรืออารมณ์ แต่ว่าสิ่งที่เกิดกับจิตทั้งหมดเป็นเจตสิกทั้งหมด ก็เป็นการแยกกันของจิต เจตสิก จิตเกิดดับไม่หยุดเลยตั้งแต่เกิดจนตาย แต่เจตสิกที่เกิดกับจิตบางครั้งก็เป็นเจตสิกที่ดีเป็นกุศลเจตสิก และบางครั้งก็เป็นเจตสิกที่ไม่ดี
อย่างโกรธเป็นเจตสิกที่ไม่ดี อิสสาริษยาเป็นเจตสิกที่ไม่ดี จริงๆ แล้วถ้าศึกษาธรรม ก็เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม เป็นกุศลจิต เป็นอกุศลเจตสิกต่างๆ เหล่านี้ เป็นต้น ก็จะมีความเข้าใจและก็มีความเห็นใจ เพราะว่าแต่ละคนจะเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ชาติเดียว ชาติก่อนเป็นใคร ไม่มีใครสามารถที่จะย้อนไปรู้ได้ ถ้าไม่มีปัญญาระดับที่สามารถที่จะระลึกชาติได้ แต่ว่าต้องมีเหตุที่จะทำให้เกิดเป็นบุคคลนี้ เฉพาะในชาตินี้และต่อไป เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะเลือกกรรมได้ว่า จะให้กรรมไหนให้ผล เช่นเดียวกับชาตินี้ที่เราเกิดมาเป็นคนนี้ เราก็ไม่ได้เลือกว่าจะให้กรรมนั้นให้ผลทำให้เราเกิดเป็นคนนี้ แต่ทุกอย่างแล้วแต่เหตุปัจจัย ทุกคนทำกรรมไว้มากในชาตินี้ในชาติก่อนนับไม่ถ้วน แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ก็ทรงแสดงอดีตกรรมของพระองค์
เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็มีกรรมที่ได้ทำแล้ว ที่จะทำให้เป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ เมื่อเกิดมาแล้วก็แล้วแต่ว่าจะได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญสุข แล้วแต่กรรมว่าเป็นวาระของกรรมใดถึงกาลที่จะเกิดจึงเกิดได้ เช่นในขณะนี้ ถึงเวลาที่เห็นจะเกิด เห็นก็เกิด ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่เห็นตรงนี้จะเกิด อย่างเมื่อวานนี้ เห็นตรงนี้ก็เกิดไม่ได้ใช่ไหม เห็นสิ่งนี้ขณะนี้ก็มีไม่ได้ แต่ที่กำลังเห็นสิ่งนี้ขณะนี้ เพราะเหตุว่าถึงเวลาที่กรรมจะทำให้เห็นสิ่งนี้ขณะนี้ ต่อไปกรรมก็ทำให้เห็นสิ่งอื่นที่บ้านหรือที่ถนนหรือที่ใดๆ ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่องของกรรมและผลของกรรม สำหรับพุทธบริษัท ก็จะเป็นผู้ที่มั่นคงในเรื่องกรรมและผลของกรรม ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะมีกุศลจิตเกิดเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ในเรื่องของกรรมและผลของกรรม ก็จะมองไม่เห็นเลยว่า แท้ที่จริงแล้วก็ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาธรรมได้เลย
เพราะฉะนั้นผลก็คือว่า ทำให้รู้จักตัวเอง เมื่อรู้จักตัวเองแล้ว รู้จักคนอื่นไหม ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจของเรากับความโกรธความขุ่นเคืองใจของคนอื่น เหมือนกันหรือต่างกัน แม้แต่สัตว์ แมว นก มีความกลัว ลักษณะของความกลัวของสัตว์กับลักษณะความกลัวของคน เหมือนกันหรือต่างกัน เพราะว่าเป็นเพียงความกลัว เหมือนจิตเห็น จะเห็นที่นี่ จะเห็นบนฟ้า จะเห็นใต้น้ำ ไม่เอารูปร่างเข้ามาเกี่ยวเลย เพราะเหตุว่าถ้าพูดถึงนามธรรม ก็คือพูดถึงสภาพรู้หรือธาตุรู้ ไม่ได้เอารูปมาเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นเพียงเห็น ถ้าไม่นึกถึงรูปร่างสัณฐานเลย เห็นก็คือเห็น ไม่ว่าจะเห็นที่ไหน สุขก็คือสุข ทุกข์ก็คือทุกข์ ใครจะได้ลาภ ยศ สรรเสริญมากเท่าไหร่ก็แล้วแต่กรรมที่ทำมา เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่จะเข้าใจชีวิตขึ้น แล้วก็รู้จักตัวเอง รู้จักคนอื่น พร้อมกันนั้นก็มีจิตใจที่เห็นว่ากุศลดีกว่าอกุศล เพราะฉะนั้นก็จะมีการช่วยเหลือบุคคลอื่น แล้วก็มีการเจริญกุศลมากขึ้น นี่ก็จะเป็นผลที่ค่อยๆ เกิดตามกำลังของสติปัญญาที่เข้าใจธรรม และรู้จักตัวเองเพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงเรื่องจิต เจตสิก รูป ซึ่งจะอยู่ในเรื่องของพระอภิธรรม การบรรลุธรรมของท่านอุปติสสปริพาชกนี่ท่านได้ฟังธรรม และบรรลุโดยฉับพลัน โดยที่จิตดวงไหนขึ้นมาทำงานในการบรรลุธรรมอย่างนี้ ตามหลักของพระอภิธรรม ขอความกระจ่างตรงนี้
ท่านอาจารย์ ถ้าพูดถึงบรรลุธรรมนี่ต้องเข้าใจว่าอะไรบรรลุ เมื่อสักครู่นี้ไม่มีคนไม่มีสัตว์เลยใช่ไหม มีแต่สภาพธรรม สภาพธรรมก็มีตั้งหลายอย่าง ความโกรธนี่บรรลุธรรมไม่ได้แน่ ความโลภก็บรรลุธรรมไม่ได้ ความเมตตาจะทำให้บรรลุธรรม รู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ไหม ไม่ได้ ได้ยินคำว่าสติบ่อยๆ สติก็ไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม รู้แจ้งธรรมได้ ต้องเป็นปัญญาความเห็นถูกความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ คือในธรรมตามความเป็นจริงของธรรมนั้น เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงปัญญา ก็เป็นอีกคำหนึ่งซึ่งภาษาไทยเราก็ใช้คำนี้ แต่ว่าเริ่มตั้งแต่โรงเรียน ครูก็จะรายงานว่ามีสติปัญญามากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ใช่ปัญญาเจตสิก นี่เป็นความต่างกัน
สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นปัญญาในทางโลก ที่เราเข้าใจว่าสามารถที่จะสร้างเครื่องยนต์กลไกต่างๆ ได้ สามารถที่จะคิดเรื่องยารักษาโรค สามารถที่จะสร้างสิ่งที่วิจิตรต่างๆ ถ้าขณะนั้นไม่รู้ความจริงที่เป็นปรมัตถธรรม ไม่ใช่ปัญญาเจตสิก เราขอยืมคำมาใช้ แต่ว่าเราก็จะต้องทราบว่า ปัญญาเจตสิกเป็นธรรมที่สามารถเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งประจักษ์แจ้งการเกิดดับ ท่านพระสารีบุตรต้องมีปัญญาที่เข้าใจคำว่าธรรม ต้องมีปัญญาในขณะที่ฟัง รู้ว่าขณะนั้นเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยต่างกัน และก็สามารถที่จะประจักษ์การดับไป
เพราะฉะนั้นเมื่อสามารถประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ก็คลายความยึดถือว่าเป็นเรา เพราะว่าเป็นธรรมที่เกิดดับ เมื่อคลายความยึดมั่นในสิ่งที่เคยเป็นเราทั้งหมด หรือว่าสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมทั้งหมด เห็นโทษภัยว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดดับ จึงน้อมไปสู่การที่จะมีนิพพานเป็นอารมณ์ได้ ตราบใดที่เรายังพอใจในโลก คือ ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในความเป็นเรา เมื่อนั้นก็จะไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมที่ ๓ คือนิพพาน ถ้าไม่ประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพานโดยวิธีใดๆ ก็ตาม ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้
เพราะฉะนั้นการเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือการเป็นพระอัครสาวกของท่านพระสารีบุตร ก็คือปัญญาที่รู้ความจริงของสภาพธรรม แต่ว่าพระอรหันต์อื่นนอกจากท่านพระสารีบุตร ก็ไม่ได้เป็นเอตทัคคะคือไม่ได้เป็นผู้เลิศ ไม่ได้เป็นอัครสาวกผู้เลิศในทางปัญญาอย่างท่านพระสารีบุตร เพราะฉะนั้นก็จะเห็นระดับขั้นของปัญญาที่ต่างกัน ตั้งแต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก พระอัครสาวก และพระอรหันต์อื่นๆ ด้วย แต่ทั้งหมดต้องรู้แจ้งอริยสัจธรรม ต้องเป็นปัญญาที่ดับกิเลส เพราะเหตุว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์ ขณะนี้เองถ้าอบรมเจริญปัญญาเท่าท่านพระสารีบุตรหรือจะน้อยกว่าก็ได้ แต่ว่าสามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมในขณะนี้ ก็สามารถที่จะประจักษ์ได้ เพราะเหตุว่าเป็นความจริง
ขณะนี้ความจริงคือสภาพธรรมเกิดและดับ พอที่จะเชื่อหรือยังว่าเป็นอย่างนี้ หรือว่าเป็นแต่เพียงแนวทางที่เริ่มเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างไม่เที่ยง เราพูดกันบ่อยๆ แต่พูดระยะไกลใช่ไหม เกิดมาแล้วแก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย ก็บอกว่าไม่เที่ยง วันนี้เป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้เป็นอีกอย่างหนึ่งก็ไม่เที่ยง วันนี้แข็งแรงดี พรุ่งนี้ป่วยไข้เป็นโรคร้ายแรงก็ไม่เที่ยง เราเข้าใจความไม่เที่ยงในระยะที่ยาวมาก แต่ขณะนี้เองไม่นับเป็นวินาทีเลย เพราะว่าเร็วกว่านั้นมาก ที่ทรงแสดงไว้ก็คือว่าทรงแสดงอายุของรูปๆ หนึ่ง ขอให้คิดถึงว่า ที่โต๊ะหรือที่หนึ่งที่ใด มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่อย่างละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกทำลายเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฉะนั้นในกลุ่มเล็กที่สุด กลาปหนึ่งที่เกิดมาจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ซึ่งการเกิดดับของจิต ๑๗ ขณะ ขอให้คิดดูว่า ขณะที่กำลังเห็นไม่ใช่ขณะที่กำลังได้ยิน ไม่ใช่ขณะที่กำลังคิด เพราะว่าถึงไม่เห็นก็คิดได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นความคิดอาศัยการเห็นแล้วคิดก็มี อาศัยการได้ยินแล้วคิดก็มี หรือไม่อาศัยการเห็นการได้ยินเลย แต่คิด เช่นในขณะที่ฝันก็คิด
เพราะฉะนั้นทรงแสดงไว้ว่า จิตที่เห็นกับจิตที่ได้ยินในขณะนี้ ซึ่งดูเสมือนว่าพร้อมกัน ไม่มีอะไรที่จะทำให้เห็นว่าแยกขาดจากกันตอนไหนได้เลย แต่ความจริงแล้ว จิตที่เกิดคั่นระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยินเกิน ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นรูปๆ หนึ่งหรือกลาปหนึ่งซึ่งมีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ มีปัจจัยเกิดและดับ มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปจะดับเร็วสักแค่ไหน เร็วยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์ใดๆ จะสามารถคิดได้ว่า ในขณะที่เหมือนเห็นและได้ยินพร้อมกัน รูปดับไปแล้วทั้งๆ ที่แยกกันไม่ออก นี่คือพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าศึกษาโดยละเอียด และก็อบรมปัญญามาจริงๆ ก็จะต้องประจักษ์อย่างนี้ เพราะว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ความจริงที่ทรงแสดงไว้ทั้งหมด สำหรับให้พุทธบริษัทได้ศึกษา และก็ได้อบรมเจริญปัญญาที่จะสามารถประจักษ์ความจริงนี้ได้
ผู้ฟัง การใช้ชีวิตประจำวันให้มีความสุขสงบ เราจะต้องรู้จักธรรมในระดับไหน
ท่านอาจารย์ ถ้ามีเรานี่ไม่สงบไม่สุขใช่ไหม เพราะเหตุว่ามีความกังวลในเรื่องของเรา แต่ว่าถ้าเข้าใจว่าเป็นธรรมซึ่งเลือกไม่ได้ แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้น เราก็สามารถที่จะอดทนแล้วก็รับทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ถ้ามีสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา จะเป็นการสูญเสียญาติพี่น้อง ทรัพย์สมบัติหรืออะไรก็ตามแต่ ถ้าไม่มีเหตุที่ได้ทำมาแล้ว สิ่งนี้ก็จะเกิดกับเราไม่ได้ หรือจะเกิดกับใครก็ไม่ได้ เวลาที่เราอ่านหนังสือพิมพ์ เราก็จะเห็นความทุกข์ต่างๆ ของหลายบุคคลแต่ละชีวิต ถ้าเป็นเราลองคิดอย่างนั้น จะมีความรู้สึกอย่างไร ก็ไม่ต่างกันเลยกับเขาซึ่งกำลังเป็นอย่างนั้นใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า เวลาที่เรามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วก็มีความเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดอย่างนี้กับคนนี้ บุคคลนี้ที่นั่นที่นี่ ถ้าไม่มีเหตุที่จะให้เกิดอย่างนั้น ก็จะเกิดอย่างนั้นไม่ได้เลย เราไม่สามารถที่จะรู้ความวิจิตรของการให้ผลของกรรม ไม่รู้เวลาที่กรรมจะให้ผล ไม่มีใครสามารถที่จะทำได้เท่ากรรม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกรรมทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ จิตของเราก็จะหวั่นไหวน้อยลง พร้อมกันนั้นก็มีทางที่ว่าจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร ที่จะทำให้เขาสบายขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย เราก็จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรจะกระทำ เราก็จะไม่มีการคิดถึงตัวของเรามากอย่างที่เคย เพราะว่าที่ทุกคนเป็นทุกข์ ก็เพราะเหตุว่ามีเราซึ่งเป็นภาระหนัก แล้วก็จะคิดถึงแต่เรื่องของเราเป็นใหญ่ แต่ว่าถ้าวันหนึ่งวันหนึ่งเรากลับไม่คิดถึงเรื่องของเรา แต่คิดถึงที่จะให้คนอื่นมีความสุข ขณะนั้นเราก็จะลืมความเป็นตัวเราที่จะกังวล และมีทางใดที่จะช่วยใครได้ก็ช่วย พร้อมกันนั้นขณะใดสิ่งใดที่เกิดกับเราซึ่งไม่น่าพอใจ เราก็รู้ตามความเป็นจริงว่าทุกอย่างที่เกิดมีเหตุ แล้วก็จะไม่เป็นอย่างนั้นตลอดไป จะยั่งยืนตลอดไปไม่ได้เลย
ทุกชีวิตต้องประสบกับขึ้นๆ ลงๆ ทุกข์บ้าง สุขบ้าง ก็มาจากเหตุคือ กรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นก่อนที่จะฟังธรรมศึกษาธรรม ก็มักจะคิดว่าทำไมถึงต้องเป็นเราใช่ไหม อย่างที่เคยพูดกัน ชอบพูดกันว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา แต่ถ้าศึกษาธรรมแล้วก็ตอบได้เหมือนกันหมดว่า เพราะต้องเป็นเรา จะเป็นคนอื่นไม่ได้ ในเมื่อเป็นกรรมที่เราทำมา เราจะไปให้กรรมของเรากับคนอื่น ให้เกิดผลกับคนอื่นก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับแต่ละคน ก็เพราะเหตุที่ได้กระทำมา พอจะเบาสบายขึ้นบ้างไหม ถ้าคิดถึงตัวเองน้อยลง จนกระทั่งเมื่อเป็นพระโสดาบันเมื่อไหร่ ท่านจะมีการเกิดอีกเพียง ๗ ชาติ และก็หมดการที่ยึดถือสภาพธรรมและความเห็นผิดใดๆ ทั้งสิ้น
ผู้ฟัง การที่จะปฏิบัติธรรมให้ได้ถึงบรรลุถึงโสดาบัน ไม่ทราบว่าต้องปฏิบัติอย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่มีตัวตนใช่ไหม เป็นจิต เจตสิก รูป ใช่ไหม เท่าที่ฟัง เป็นธรรม ก็คือต้องอบรมเจริญปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง สำเร็จจากการฟัง สุตมยปัญญา ขณะที่ฟังมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น นี่คือประโยชน์ของการฟัง เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่จะศึกษาอะไรได้ยินอะไรฟังอะไร ประโยชน์ก็คือความเข้าใจในสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น และก็เรื่องของธรรมไม่ใช่ว่าจะรู้ได้ในวันสองวัน อย่างพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมี ยิ่งด้วยปัญญา ๔ อสงไขยแสนกัป ถ้ายิ่งด้วยศรัทธา ๘ อสงไขยแสนกัป ถ้ายิ่งด้วยวิริยะ ๑๖ อสงไขยแสนกัป แล้วถ้าอ่านประวัติของพระสาวก ท่านไม่ได้เกิดเพียงชาติเดียวที่จะได้ฟังธรรมเพียงครั้งเดียว แต่ฟังแล้วก็อบรมเจริญปัญญาความเข้าใจถูกจนกว่าจะรู้แจ้งอริยสัจธรรม อย่างสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ ถ้าปัญญาขั้นฟังไม่มี ปัญญาขั้นค่อยๆ เข้าใจขึ้นไม่มี ว่าขณะนี้สิ่งที่มีจริงๆ ชั่วขณะที่ปรากฏ ทุกอย่างมีจริงเพียงชั่วขณะที่ปรากฏ เช่น เสียงมีจริงชั่วขณะที่เสียงปรากฏ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560