ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
ตอนที่ ๑๕๓๔
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ในขั้นต้นคือปริยัติ ขั้นที่ ๒ คือปฏิบัติ ขั้นที่ ๓ คือปฏิเวธ เพราะฉะนั้นในขณะนี้เป็นการเริ่มต้นของการที่จะอบรมเจริญปัญญา ที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรม เพราะว่าขณะนี้เป็นสุตมยญาณ คือ ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง ต้องมีปัญญาที่เกิดจากการฟังพระธรรมก่อน มิฉะนั้นแล้วเราก็ไม่สามารถที่จะไปปฏิบัติอะไรได้ หรือว่าเราจะไปอบรมเจริญปัญญา โดยที่เราไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร ขณะนั้นก็ไม่ใช่ปัญญา เราอาจจะคิดว่าเป็นการอบรมเจริญปัญญา เพื่อที่จะรู้การเกิดดับของสภาพธรรม แต่ไม่ใช่เราที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ต้องเป็นปัญญาที่เกิดจากการฟังและก็มีความเข้าใจ แล้วค่อยๆ อบรม จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ได้
เพราะฉะนั้นก็คงจะไม่มีใครใจร้อนที่จะปฏิบัติอะไร ถ้ายังไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ แต่ว่าถ้ามีการฟังและก็พิจารณา แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ ก็จะรู้ได้ รู้ด้วยตัวของตัวเองว่าเกิดความรู้ที่ถูกต้องขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าเป็นปัญญาของแต่ละคน ไม่ใช่ว่าจะเอาปัญญาของคนอื่นมาได้ ขณะที่กำลังฟังทุกครั้ง ก็จะเป็นผู้ที่รู้ว่ามีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง ในธรรมที่กำลังปรากฏมากน้อยแค่ไหน ขณะที่ฟังก็เป็นขณะที่กำลังเริ่มอบรม เพื่อที่จะถึงการประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของการฟังมี ไม่ใช่เราฟังเฉยๆ ฟังไปเรื่อยๆ แต่ว่าฟังจนกระทั่งปัญญาค่อยๆ เกิด ค่อยๆ เข้าใจจนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ อย่างท่านที่ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมแล้วในอดีต ท่านก็เริ่มจากการฟังพระธรรม
ถ้าไม่มีข้อสงสัยอะไรในเรื่องของวิปัสสนา หรือว่าการทำสมาธิหรืออะไรก็ได้ ซึ่งอาจจะเป็นที่สงสัย ก็ขอต่อเรื่องของจิต ซึ่งในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงเรื่องกิจหน้าที่ของจิต นามธรรมทุกชนิดที่เกิดขึ้นมีกิจการงาน เราอาจจะคิดว่าวันนี้เราทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เช้าเราก็ทำทั้งนั้นเลย ทั้งเห็น ทั้งได้ยิน ทั้งรับประทานอาหาร ทั้งทำงานต่างๆ ธุรกิจต่างๆ แต่ความจริงก็คือจิตและเจตสิกทำ ไม่ใช่เราทำเลย ถ้าไม่มีจิตเจตสิก จะไม่มีการทำใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีการทำ แล้วเกิดระลึกได้ และก็มีความเข้าใจเรื่องของจิต หน้าที่การงานของจิต ก็จะทราบได้ว่าตลอดชีวิตก็คือจิตเจตสิกที่เกิดขึ้น ทำกิจการงานต่างๆ เป็นสภาพรู้ ส่วนรูปไม่ใช่สภาพรู้ แต่ถ้าจิตไม่มีรูป จะทำอะไรได้ไหม เคลื่อนไหวทำการงานอะไรก็ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่รูปไม่ใช่สภาพรู้ แต่ก็เกิดขึ้นพร้อมกับจิต แล้วก็เคลื่อนไหวไปด้วยสภาพของจิตที่ต้องการที่จะให้เกิดการกระทำนั้นๆ ขึ้น
สำหรับกิจของจิตทั้งหมดมี ๑๔ กิจ ไม่มาก กี่ชาติก็ ๑๔ กิจ ไม่เกินกว่านี้ กิจที่หนึ่งคือปฏิสนธิกิจ คือขณะเกิดครั้งแรก ในชาตินี้สืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ชาติหนึ่งจะมีปฏิสนธิจิตที่ทำปฏิสนธิกิจเพียงขณะเดียว เมื่อเกิดมาเป็นบุคคลนี้ จะเปลี่ยนจากบุคคลนี้ให้เป็นบุคคลอื่นได้ไหม ทำบุญแล้วก็จะให้เกิดเป็นนางฟ้าเป็นเทวดาทันที เป็นไปไม่ได้ ต้องจากโลกนี้ไปก่อน และกรรมที่เป็นกุศล ก็จะทำให้ปฏิสนธิเกิดขึ้นในสุคติภูมิ ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นสวรรค์ชั้นหนึ่งชั้นใดก็ได้ กิจที่หนึ่งผ่านไปแล้ว กิจสุดท้ายก็คือจุติกิจ กิจเคลื่อนพ้นสภาพจากความเป็นบุคคลในโลกนี้ ซึ่งต้องถึงวันนั้นอย่างแน่นอน ทุกคนเชื่อมั่นใจได้ ต้องถึงเวลานั้น แต่ว่าระหว่างที่ยังไม่ถึงจุติกิจ ก็จะมีจิตซึ่งเกิดสืบต่อดำรงภพชาติ ทำหน้าที่ต่างๆ ทุกวัน
เมื่อปฏิสนธิจิตดับลงไปแล้ว กิจที่หนึ่งได้กระทำแล้ว กรรมก็ทำให้จิตเกิดสืบต่อจากปฏิสนธิที่ดับไป โดยเป็นวิบากจิตเป็นจิตชาติเดียวกัน คือเป็นผลของกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว ยังไม่เปลี่ยน ยังเป็นผลของกรรมนั้นเอง ก็ทำให้จิตซึ่งเกิดดับสืบต่อจากปฏิสนธิจิต ทำภวังคกิจเป็นกิจที่สอง ปฏิสนธิกิจเป็นกิจที่หนึ่ง ภวังคกิจเป็นกิจที่สอง ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ ทั้งปฏิสนธิจิตและภวังคจิตซึ่งทำภวังคกิจ ไม่รู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก แต่ยังไม่ตาย ต่างกับคนตายที่ว่าคนตายไม่มีจิตใดๆ เลย แต่คนที่ยังไม่ตาย แม้ว่าจะมีร่างกาย แล้วก็มีจิตซึ่งไม่ได้เคลื่อนไหวไม่เห็นไม่ได้ยิน แต่จิตก็ยังเกิดดับดำรงภพชาติอยู่ตามควรแก่กรรม ที่จะทำให้ภวังคจิตดำรงภพชาตินี้ไว้ได้นานเท่าไหร่ แต่ว่ากรรมก็ไม่ได้ให้ผลเพียงทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด ภวังคจิตเกิดสืบต่อ เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่รู้อะไรเลย เกิดมาทั้งที่เป็นมนุษย์ หรือว่าเป็นเทวดา หรือว่าเกิดเป็นพรหม หรือว่าเกิดเป็นเปรต เป็นสัตว์ในนรก ก็ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น จะชื่อว่ารับผลของกรรมไหม เพียงแค่เกิดแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย แต่กรรมไม่ได้ทำให้เป็นเพียงแค่นั้น ยังต้องให้มีตา กรรมทำให้จักขุปสาทรูปเกิดในตัว ทำให้โสตปสาทรูปเกิด ชิวหาปสาทรูปเกิด ฆานปสาทรูปเกิด กายปสาทรูปเกิด
ถ้าเรียงตามลำดับก็คือจักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ ภาษาไทย จักขุก็คือตา โสตะก็คือหู ฆานะก็คือจมูก ชิวหาก็คือลิ้น กายะก็คือกายปสาทรูปซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วตัว เป็นทางที่จะให้จิตเกิดขึ้นรับผลของกรรมในขณะที่เห็น ทราบได้ว่าขณะนี้เป็นผลของกรรม เป็นจิตที่เป็นวิบาก ในขณะที่ได้ยินก็เป็นผลของกรรม เป็นจิตที่เป็นวิบาก ในขณะที่ได้กลิ่น ในขณะที่ลิ้มรส ในขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทั้งหมดเป็นทางรับผลของกรรม แต่ว่าขณะที่จิตกำลังเป็นภวังค์อยู่ จะเกิดการเห็น หรือการได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส หรือการคิดนึกทันทีไม่ได้ นี่เป็นจิตตนิยาม คือการเกิดดับของจิตเร็วมาก ขณะที่เป็นภวังค์ก็เป็นภวังค์ในขณะนี้สืบต่อเร็วมาก
เพราะฉะนั้นก่อนที่จิตเห็นจะเกิดขึ้น จะต้องมีจิตที่เกิดก่อนจิตเห็น โดยการที่ถ้าเป็นอารมณ์ที่เราจะพอพิจารณาได้ในขณะนี้ เช่น เสียง ไม่มีเสียง เสียงปรากฏเพราะจิตได้ยินเสียง แต่ก่อนที่จิตได้ยินเสียงจะเกิดขึ้น ต้องเป็นภวังคจิตก่อน ในขณะที่ไม่มีอะไรปรากฏเลย ต้องเป็นภวังคจิต และเมื่อเสียงกระทบกับโสตปสาทรูป ต้องมีการกระทบกันของรูปที่สามารถกระทบเสียง เสียงจะไม่กระทบตา จะไม่กระทบจมูก จะไม่กระทบกาย ทั้งๆ ที่เสียงไม่มีรูปร่างเลย มองไม่เห็น แต่มีรูปที่ตัวรูปหนึ่งซึ่งเป็นรูปที่มีลักษณะพิเศษ ที่สามารถจะกระทบเฉพาะเสียงคือโสตปสาทรูป รูปนี้จะกระทบอื่นไม่ได้เลยนอกจากเสียง เวลาที่เสียงกระทบก็จะกระทบกับโสตปสาทรูป การกระทบกันของโสตปสาทรูป ภวังค์ไหว แล้วก็เมื่อภวังค์ที่ไหวคือภวังคจรณะดับไปแล้ว ภวังคุปัจเฉทะต้องเกิดอีกหนึ่งขณะ ก่อนที่วิถีจิตจะเกิดขึ้น
คราวที่แล้วก็ได้กล่าวถึงแล้ว แต่วันนี้ก็ขอทบทวนสำหรับท่านผู้ฟัง ซึ่งอาจจะไม่ได้ฟังในคราวก่อน ก็จะได้ทราบว่าจิต ถ้าแบ่งโดยประเภทใหญ่ๆ ก็มีสองประเภทคือ จิตที่ไม่ใช่วิถีจิต คือไม่ต้องอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายใจ แต่ก็สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพรู้เมื่อเกิดขึ้น จะอาศัยทวารหรือไม่อาศัยทวารก็ตาม จิตนั้นก็สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ เพราะเหตุว่าเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด และสิ่งที่จิตรู้ก็เรียกว่าอารมณ์ เพราะฉะนั้นถ้าแบ่งจิตโดยประเภทใหญ่ๆ ก็เป็นจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต ไม่ใช่จิตที่อาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย คือปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต จิตอื่นนอกจากนี้ทั้งหมดเป็นวิถีจิต หมายความว่าเป็นจิตที่เกิดขึ้นสืบต่อกัน รู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดทางหนึ่งทางใด เช่น ทางตาในขณะนี้ นอกจากจิตเห็น ก็ยังมีจิตอื่นซึ่งเกิดสืบต่อในขณะที่กำลังเห็นในขณะนี้ ขณะที่อาศัยจักขุปสาทรูปเกิด ถ้าเป็นทางหูที่เสียงกำลังปรากฏ นอกจากจิตได้ยิน ก็ยังมีจิตอื่นซึ่งเกิดสืบต่อรู้เสียงนั้นด้วย
เพราะฉะนั้นจิตใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นสืบต่อกัน รู้สิ่งที่ปรากฏทางทวารหนึ่งทวารใด เป็นวิถีจิตเฉพาะทวารนั้นหรือทางนั้น เช่น ถ้าเป็นจิตที่อาศัยตาเกิดขึ้น จิตทั้งหมดที่อาศัยตาเกิดขึ้นเห็น หรือรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นจักขุทวารวิถีจิต ถ้าเป็นทางหู ขณะที่กำลังได้ยิน จิตทุกขณะที่เกิดขึ้นมีเสียงเป็นอารมณ์ รู้เสียง อาศัยเสียงเกิดขึ้นทางโสตปสาทเป็นโสตทวารวิถี เพราะฉะนั้นก็เรียกชื่อวิถีตามทวาร ถ้าจักขุทวารวิถีก็อาศัยจักขุปสาทรูป ถ้าโสตทวารวิถีก็อาศัยโสตปสาทรูป ถ้าเป็นฆานทวารวิถีขณะที่กำลังได้กลิ่น ก็อาศัยฆานปสาทรูป ถ้าเป็นทางลิ้นกำลังลิ้มรส ไม่เคยรู้เลยใช่ไหมว่า ขณะนั้นเป็นจิตที่สามารถจะลิ้มรสต่างๆ แล้วก็จิตที่เกิดสืบต่อกัน ที่รู้รสทางชิวหาทวารนั้นทั้งหมด ก็เป็นชิวหาทวารวิถี ทางกายขณะนี้จิตกำลังรู้สิ่งที่กระทบกาย จิตทุกขณะที่เกิดขึ้นอาศัยกายทวารก็เป็นกายทวารวิถี
นี่ก็คือชีวิตประจำวัน ให้ทราบว่า มีทวารหรือทางที่จิตจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ ๖ ทาง ๖ ทางในคราวที่แล้วก็ได้กล่าวถึงแล้วว่าเป็นรูป ๕ ทาง และเป็นนาม ๑ รูป ๕ ก็คือตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นรูป ส่วนเวลาคิดนึกไม่ต้องอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายเลย จิตก็สามารถที่จะเกิดคิดได้ ที่เรากำลังคิดอยู่ขณะนี้ ไม่ต้องอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายเลย เพราะความทรงจำในอดีตปรุงแต่งทำให้จิตเกิดขึ้นคิด แต่ว่าก่อนที่จะมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ถ้าเราจะรู้ความละเอียดของจิตว่า เมื่อจิตกำลังเป็นภวังค์อยู่ จะให้มีการรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายใจทันทีไม่ได้ จะต้องมีวิถีจิตแรกที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นทางตาหูจมูกลิ้นกาย ๕ ทวาร ซึ่งเป็นรูปที่กระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย จิตที่เกิดขึ้นที่ไม่ใช่ภวังคจิต หลังจากที่อตีตภวังค์ คือภวังค์ที่อารมณ์กระทบรูป เมื่อดับไปแล้ว ภวังคจรณะเกิดขึ้นกำลังที่จะทิ้งอารมณ์ที่เป็นอารมณ์ของภวังค์ เมื่อภวังคจรณะดับลงไปแล้ว ภวังคุปัจเฉทะก็เกิดขึ้น เมื่อภวังคุปัจเฉทะเกิดหมายความว่าสิ้นสุดกระแสของภวังค์ จิตจะเป็นภวังค์อีกต่อไปไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นต่อจากนั้นต้องเป็นจิตอะไร วิถีจิต เพราะเหตุว่ามีจิตอยู่สองประเภท วิถีจิตกับไม่ใช่วิถีจิต ถ้าไม่ใช่วิถีจิต คือปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิตเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นวิถีจิต ปฏิสนธิจิตก็ดับไปแล้ว จุติจิตก็ยังไม่เกิด เพราะฉะนั้นที่ไม่ใช่วิถีจิตก็จะมีแต่เฉพาะภวังค์ ยังไม่ได้อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดเลย ต่อเมื่ออารมณ์กระทบ เช่น รูปกระทบปสาท อตีตภวังค์คือภวังค์ที่รูปกระทบกับปสาทดับไปแล้ว ภวังคจรณะต้องเกิด จะรู้อารมณ์ทันทีไม่ได้ แต่ว่าจะมีภวังค์ที่เกิดสืบต่อจากภวังค์ที่ถูกกระทบสองขณะก่อน คือภวังคจรณะ และเมื่อภวังคจรณะดับไปแล้ว ภวังคุปัจเฉทะเป็นภวังค์ขณะสุดท้าย ซึ่งเมื่อภวังคุปัจเฉทะดับแล้ว จิตจะเป็นภวังค์ต่อไปไม่ได้เลย
วิถีจิตเริ่มเกิดคืออาศัยทวารรู้อารมณ์ที่กระทบ ถ้าเป็นทางตาหูจมูกลิ้นกาย ๕ ทาง จะมีจิตที่ชื่อว่าปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นคำรวมของคำว่าปัญจะคือ ๕ ทวารคือทาง แล้วก็อาวัชชนะ ซึ่งถ้าแปลโดยศัพท์เป็นรำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบ แต่นั่นยาวมาก ก็ไม่ต้องไปคิดถึงในภาษาไทยว่าเป็นรำพึงถึง เพียงแต่เป็นจิตขณะที่รู้สึกตัวรู้ว่ามีอารมณ์ที่กระทบทวาร แต่ถ้าเป็นทางตา ปัญจทวาราวัชชนจิตไม่เห็น เพียงแต่ว่ารู้สึกว่ามีอารมณ์กระทบทางตา ถ้าเป็นทางหู ปัญจทวาราวัชชนจิตก็ไม่ได้ยิน เพียงแต่รู้ว่าอารมณ์กระทบทางหู ถ้าเป็นทางจมูกกลิ่นกระทบจมูก ปัญจทวาราวัชชนจิตก็เกิด ไม่ได้กลิ่น ยังไม่ได้กลิ่น เพียงแต่รู้ว่าอารมณ์กระทบทางจมูก ทุกคนก็ไล่ไปจนถึงทางลิ้นทางกายด้วยตัวเองได้ เมื่อปัญจทวาราวัชชนจิตดับ ถ้าเป็นทางตา จักขุวิญญาณ จิตเห็น ขณะนี้ที่เห็น ให้ทราบว่าปัญจทวาราวัชชนจิตเกิดก่อน จะเห็นทันทีไม่ได้ แล้วก่อนปัญจทวาราวัชชนจิตก็ต้องเป็นภวังคุปัจเฉทะ และก่อนภวังคุปัจเฉทะก็ต้องเป็นภวังคจรณะ ก่อนภวังคจรณะก็ต้องเป็นอตีตภวังค์ และก่อนอตีตภวังค์ก็เป็นภวังค์
แต่สำหรับการที่เราไม่ได้ฟังพระธรรม เราจะคิดว่าไม่มีภวังค์อะไรมาคั่นเลยสักอย่างเดียวในขณะนี้ เห็นก็เหมือนกับเห็นทันที ได้ยินขณะนี้ก็เหมือนได้ยินทันที แต่ว่าถ้าไม่มีการตรัสรู้ จะไม่มีการเข้าใจความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จะต้องเป็นอย่างนี้ ผู้รู้สามารถที่จะเข้าใจได้ทรงแสดงได้ แต่ผู้ที่ไม่สามารถที่จะประจักษ์ได้ ฟังแล้วก็พิจารณาว่าจะเป็นความจริงอย่างนั้นได้ไหม เพราะว่าจากภวังค์ แล้วก็จะมีการเห็นการได้ยินทันที เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นเราก็ผ่านกิจของจิตคือปฏิสนธิกิจ ๑ กิจ ภวังคกิจ ๒ และอาวัชชนกิจ ๓ ถูกต้องไหม จิตที่เป็นปัญจทวาราวัชชนจิต ทำอาวัชชนกิจ จิตทุกประเภทต้องทำกิจ จะไม่มีจิตสักขณะเดียวซึ่งเกิดแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย เกิดมาเฉยๆ ไม่มี แต่ว่าจิต ไม่ว่าจะเป็นในขณะหลับขณะตื่นก็ตาม จิตต้องทำกิจหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใด ถ้ากล่าวถึงจิตโดยประเภทที่แยกเป็นสองอย่าง ก็ได้อีกนัยหนึ่งคือจิตที่ไม่ใช่วิถีกับจิตที่เป็นวิถี เพราะฉะนั้นเวลาที่ได้ยินคำว่าวิถี วิถี ก็หมายความถึงจิตที่อาศัยทวารหนึ่งทวารใดนั่นเอง อย่างเห็นอย่างนี้ จักขุวิญญาณ จะใช้คำว่าวิถีก็ได้ใช่ไหม จะไม่ใช้ก็เข้าใจว่าเป็นวิถีแล้ว เพราะเหตุว่าถึงจะไม่ใช้ แต่จิตใดก็ตามที่ไม่ใช่ภวังคจิตเป็นวิถีจิตทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าใช้คำว่าจักขุวิญญาณคือ จิตที่เห็นขณะนี้ อาศัยตาเป็นทวาร เพราะฉะนั้นจึงเป็นวิถีจิต วิถีจิตทั้งหมดที่จะเกิดรู้อารมณ์ที่ไม่ใช่อารมณ์ของภวังค์ จะต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด นี่คือการรับผลของกรรม เรากำลังพูดถึงเรื่องของผลของกรรม
ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของกิเลสและกรรม แต่ก่อนอื่นก็ควรที่จะได้ทราบว่า การเกิดในโลกนี้เป็นการรับผลของกรรม อันนี้แน่นอน และสำหรับผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ เมื่อรับผลของกรรมแล้วก็เกิดกิเลส เวลาที่เห็นแล้วได้ยินแล้ว ก็เกิดรักบ้างชังบ้าง เป็นกุศลบ้างเป็นอกุศลบ้าง ก็เป็นทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี ซึ่งสะสมต่อไป ซึ่งก็จะเป็นเหตุให้เกิดวิบากข้างหน้าด้วย แต่ว่าการที่จะรับผลของกรรม ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป คือค่อยๆ เข้าใจจริงๆ ว่ารับผลครั้งแรกโดยปฏิสนธิ เลือกกรรมไม่ได้ ต้องเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้จนกว่าจะจุติ ถึงจะทำกุศลหรืออกุศลมากน้อยสักเท่าไหร่ ก็ยังไปเกิดในนรก หรือว่าไปเกิดบนสวรรค์ไม่ได้ ต้องพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ก่อน ต้องสิ้นสุดกรรมนี้ก่อน
เพราะฉะนั้นในระหว่างที่กำลังเป็นบุคคลนี้ การจะรับผลของกรรมทางตาหูจมูกลิ้นกาย เราก็ควรที่จะได้เข้าใจเรื่องของชาติของจิต ซึ่งเคยกล่าวถึงแล้วว่า จิตต้องเกิดขึ้นเป็นชาติหนึ่งชาติใดใน ๔ ชาติ ชาติของจิตทั้งหมดมี ๔ ชาติ คือ กุศลเป็นชาติหนึ่ง เกิดขึ้นเป็นกุศล ชา-ติคือการเกิด เกิดขึ้นเป็นกุศลในขณะที่เป็นกุศลจะเป็นเหตุ ไม่ใช่จิตที่เป็นผล แล้วจิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นจะเปลี่ยนจิตที่เป็นกุศลให้เป็นอกุศลไม่ได้ เพราะเหตุว่าจิตเกิดดับเร็วมาก จิตหนึ่งขณะต้องเป็นชาติหนึ่งชาติใดใน ๔ ชาติ คือเป็นกุศลหนึ่ง หรือว่าเป็นอกุศลหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุ เป็นวิบากคือเป็นผลของกุศลและอกุศล ซึ่งจะมีคำว่ากุศลวิบากและอกุศลวิบากต่อไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าวิบากนั้นเป็นวิบากของกรรมอะไร ถ้าเป็นวิบากของกุศล ก็ชื่อว่ากุศลวิบาก ถ้าเป็นวิบากของอกุศล ก็ชื่อว่าอกุศลวิบาก
เพราะฉะนั้นก็มีกุศลและอกุศลซึ่งเป็นเหตุ และก็มีกุศลวิบากและอกุศลวิบากซึ่งเป็นผล การศึกษาธรรม เราจะพูดสั้นๆ ได้ไหม เวลาเราจะพูดว่าวิบาก แต่เราบอกว่าเป็นกุศลได้ไหม ผิดแล้ว ถ้าพูดว่ากุศลแล้วจะหมายความถึงวิบากไม่ได้ ถ้าพูดถึงวิบากก็จะหมายความถึงกุศลไม่ได้ เพราะว่าทั้งสองต่างกัน จิตหนึ่งเป็นเหตุ ไกลมาก แม้ว่าได้กระทำแล้วนานแสนนาน แต่เมื่อได้โอกาสเมื่อไหร่ ก็สามารถที่จะทำให้วิบากจิตเกิดขึ้น โดยที่เราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า วิบากที่เกิดในชาตินี้เป็นผลของกรรมอะไร เพราะเหตุว่ากรรมเป็นสภาพที่ปกปิด ขณะที่ทำกรรม อย่างทำกุศลครั้งหนึ่ง จะรู้ไหมว่ากุศลนี้จะทำให้เราเกิดเป็นมนุษย์อีก หรือว่ามีโภคสมบัติ มีมิตรสหาย มีบริวาร มียศมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเวลาที่อกุศลกรรมเกิดขึ้นแต่ละครั้ง เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าอกุศลกรรมจะทำให้เราปฏิสนธิเป็นนก เป็นปลา หรือว่าเป็นอะไรในชาติต่อไป ซึ่งเป็นผลของอกุศล จะเกิดเป็นเปรต หรือจะเกิดเป็นอสุรกาย หรือจะเกิดในนรก ก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้
เพราะฉะนั้นกรรมทุกกรรมที่ทำ เป็นสภาพที่ปกปิด ไม่มีใครสามารถที่จะแสดงได้ว่า กรรมนี้จะให้ผลเป็นอะไร นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น และสำหรับวิบากซึ่งเป็นผลของกรรม ก็เป็นสภาพซึ่งเราก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่า เป็นผลของกรรมอะไร เพราะว่ากรรมที่ทำแล้วให้ผลในชาตินี้ก็มี ถ้าชาตินี้ไม่ได้ให้ผล ให้ผลในชาติหน้าก็ได้ หรือว่าชาติหน้ายังไม่ให้ผล ก็ยังติดตามไป เหมือนสุนัขไล่เนื้อ ทันเมื่อใด ก็กัดเมื่อนั้น แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่พ้นวิบาก คือผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วในอดีต พระองค์ทรงประชวรก็มี ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผลของอดีตกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นสำหรับการรับผลของกรรมที่จะกล่าวถึงก่อน คือปฏิสนธิ ภวังค์ เป็นชาติวิบาก แต่ว่าก่อนที่จะมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งเป็นวิบากทั้งหมด เป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว จะต้องมีจิตที่เป็นชาติกิริยาเกิดคั่น จากภวังคจิตที่ทำให้ดำรงความเป็นบุคคลนี้อยู่ กำลังหลับสนิทไม่มีอะไรปรากฏเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560