ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537


    ตอนที่ ๑๕๓๗

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ คราวก่อนเราก็ได้พูดถึงเรื่องของกิจของจิต เพราะว่าตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ เราคงจะไม่ทราบเลยว่าจิตไม่เคยขาดเลยสักขณะเดียว จิตเกิดขึ้นทำกิจการงาน ๑ ใน ๑๔ กิจ เพราะว่ากิจหน้าที่ของจิตทั้งหมดมี ๑๔ กิจ แต่ว่ากิจหนึ่งซึ่งวันนี้ไม่ได้ทำ ไม่ทราบท่านผู้ฟังนึกออกไหมว่า กิจหนึ่งที่ไม่ได้ทำในวันนี้ คือกิจอะไร ปฏิสนธิกิจ ซึ่งเป็นจิตขณะแรกที่เกิด ทำกิจสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เพราะฉะนั้นปฏิสนธิกิจจะไม่เกิดอีกเลย จะไม่มีจิตใดๆ ทำปฏิสนธิซ้ำสองในชาติหนึ่ง เมื่อจิตซึ่งเป็นวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมหนึ่ง ทำหน้าที่เกิดสืบต่อเป็นขณะแรกของชาตินี้ สืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน ซึ่งทำจุติกิจ จุติก็คือเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นสู่ความเป็นบุคคลใหม่ ซึ่งทุกคนได้เกิดมาแล้วในชาตินี้ เป็นคนใหม่จากชาติก่อน ไม่สามารถจะกลับไปเป็นคนเก่าได้อีกเลย และในชาตินี้ก็จะมีจุติจิตซึ่งจะทำกิจขณะสุดท้ายของชาตินี้คือจุติกิจ และก็ต่อไปก็จะสืบต่อด้วยปฏิสนธิกิจ

    เพราะฉะนั้นทั้งวันทั้งวันจิตทั้งหมดมี ๑๔ กิจ แต่ว่ากิจหนึ่งซึ่งไม่ได้ทำเลยตั้งแต่เช้ามา ก็คือปฏิสนธิกิจหนึ่งกิจ และอีกกิจหนึ่งซึ่งยังไม่ได้ทำในชาตินี้ก็คือจุติกิจ เพราะฉะนั้นก็มี ๑๒ กิจ ซึ่งก็ไม่ยาก ๑๒ กิจ เพียงแต่ว่าในการศึกษาธรรม เราจะเห็นพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเราก็ได้สรรเสริญพระคุณโดยการใช้คำว่า อิติปิโส ภควา แม้เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้ายังไม่ได้ศึกษาเลย เราจะทราบไหมว่า แม้เพราะเหตุนี้คือเพราะเหตุอะไร จึงได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่ทรงตรัสรู้สภาพธรรมที่มี เหมือนธรรมดาเหมือนปกติทุกวัน แต่ผู้ที่รู้ว่าสภาพธรรมที่ทุกคนคิดว่าเป็นปกติ แท้ที่จริงแล้วก็เป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป รวดเร็วมากทีละขณะ คือจิตและเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานร่วมกัน ตลอดเวลาไม่เคยหยุดเลย

    เพราะฉะนั้นวันนี้ลองคิดถึง ท่านผู้ฟังทุกท่าน ก็ตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ ได้เห็นอะไรบ้าง ได้ยินอะไรบ้าง ได้กลิ่นอะไรบ้าง ลิ้มรสอะไรบ้าง กระทบสัมผัสอะไรบ้าง ที่นี่ก็มีเข็มกลัดตัวหนึ่ง ก็ยังโชคดีซึ่งยังไม่ได้ถูกแทง ก็ยังไม่ถึงกาลซึ่งผลของกรรมจะให้ผลทางกาย ทำให้มีการรู้สิ่งที่กระทบกาย ซึ่งเป็นทุกข์เพราะเจ็บ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า เราไม่พ้นจากผลของกรรม เพราะเหตุว่ากรรมในแสนโกฏิกัปที่ได้กระทำแล้ว มีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ในลักษณะไหนก็ได้ ไม่มีใครคิดว่าจะมีการเห็นอะไรเมื่อไหร่ หรือว่าจะกระทบอะไรเมื่อไหร่ เรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นวันนี้จะเห็นความน่าอัศจรรย์ของชีวิต ซึ่งก็คือจิตแต่ละขณะที่เกิดทำหน้าที่สืบต่อไม่ขาดสายเลย และซึ่งที่จิตเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ เช่น เห็น หรือได้ยินก็ตามแต่ แม้สักครู่หนึ่งก็ดับไปไม่เหลืออีก จะมีจิตเกิดซ้อนกันสองขณะไม่ได้เลย จิตจะเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะโดยที่ว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นอนันตรปัจจัย ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของธาตุหรือธรรมชนิดนี้ได้ ซึ่งธาตุชนิดนี้คือนามธรรม จิต และเจตสิก เกิดทำกิจนิดเดียวเฉพาะกิจหนึ่งกิจหนึ่งแล้วก็ดับ แต่ว่าจิตนั้นก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ

    เพราะฉะนั้นความวิจิตรของความคิดของเราเอง ไม่ต้องของคนอื่น เฉพาะเรา ตั้งแต่เช้ามาถึงขณะนี้ก็นับไม่ถ้วนว่า เราเห็นอะไร แล้วเราคิดอะไร เราชอบหรือไม่ชอบ เราเข้าใจสภาพธรรมนั้นแค่ไหน เรามีโลภะหรือโทสะ มีความเมตตา มีความกรุณา หรือว่าแล้วแต่เรื่อง บางเรื่องเราก็โกรธใช่ไหม อาจจะขุ่นใจนิดๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ตามเรื่องราวที่ได้ยิน ทั้งหมดไม่ใช่เราเลย แต่เป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดพร้อมกับเจตสิก แล้วก็ทำหน้าที่นั้นๆ ซึ่งเมื่อดับไปแล้ว เราก็ลืมใช่ไหม ขณะใหม่คือขณะเดี๋ยวนี้เท่านั้นที่กำลังปรากฏ ผู้ที่มีปัญญาสามารถที่จะหยั่งรู้ได้ว่า ขณะนี้ก็กำลังเกิดดับ ทำกิจแต่ละขณะของจิต นี่ก็คือ อิติปิโส ภควา อรหันต์ สัมมา สัมพุทโธ แม้เพราะเหตุนี้ แม้เพราะเหตุนี้ เหตุที่ทรงตรัสรู้สภาพธรรมที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้ จึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ถ้าไม่ทรงแสดงพระธรรมไว้ตั้งแต่เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปี และก็ไม่มีพระอรหันต์ทั้งหลายที่ทรงจำสืบต่อพระธรรม เราก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังเลย

    เพราะฉะนั้นก็ไม่แน่ว่า เมื่อไหร่เราจะมีโอกาสได้ฟังพระธรรมให้เข้าใจยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นแต่ละครั้งไป สำหรับเรื่องกิจของจิต จริงๆ แล้วไม่ยากเลย ถ้าเราใช้ภาษาธรรมดา แต่จำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาบาลีด้วย มิฉะนั้นเราก็จะพูดแต่ภาษาไทย และก็ย้อนกลับไปหาภาษาบาลีซึ่งเป็นคำเดิมไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องคงภาษาบาลีไว้ ซึ่งถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจความหมาย การจำของเราก็ไม่จำเป็นต้องท่องเลย อย่างปฏิสนธิจิต อาจจะใหม่สำหรับบางท่าน ซึ่งก็ไม่เคยได้ยินคำนี้เลยเพราะว่าเป็นภาษาบาลี แต่คนที่ศึกษาธรรมก็จะได้ยิน แต่ว่าคนที่ไม่ได้ยินจะสับสนระหว่างจุติกับปฏิสนธิ เพราะบางคนเข้าใจว่าจุติคือเกิด เทวดาจุติลงมา แต่ว่าความจริงต้องตาย จากความเป็นเทวดา จุติและก็เกิดที่ไหนก็ได้ในมนุษย์ก็แล้วแต่กรรม หลังจากที่จุติแล้วก็เกิดในนรกได้

    เพราะฉะนั้นทุกคนตราบใดที่ยังไม่เป็นพระโสดาบันบุคคล ไม่มีการรับรองเลยว่าใครจากโลกนี้แล้วจะไปที่ไหน แต่ก็เป็นที่อุ่นใจว่า ทั้งๆ ที่เราก็ได้ฟังพระธรรมไม่มากในชาติก่อนๆ สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มจะฟัง แต่ก็มีกุศลที่ทำให้สามารถทำให้ปฏิสนธิเกิดเป็นมนุษย์ในภูมินี้ได้ แล้วก็มีโอกาสได้ฟังพระธรรม เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังฟัง เป็นกุศลประเภทหนึ่งซึ่งประกอบด้วยปัญญา ก็เป็นกุศลที่ดีกว่ากุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เพราะแม้แต่การให้ทานไม่ประกอบด้วยปัญญา ศีลก็ไม่ประกอบด้วยปัญญา แต่ว่าการฟังธรรม ขณะใดที่มีความเข้าใจเกิดขึ้น ขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา แต่ว่าเป็นจิตที่ทำกิจ ต่อไปจะได้ทราบว่าจิตที่เป็นกุศลทำกิจอะไร

    ในคราวก่อนเราก็ได้พูดถึงเรื่องกิจของจิต ตั้งแต่ขณะแรกคือปฏิสนธิกิจ เมื่อดับไปแล้วก็เป็นภวังคกิจเรื่อยๆ ขณะที่เป็นภวังคกิจก็จะไม่มีการรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทางเลย เมื่อคืนนี้ก็มีแล้วใช่ไหม ภวังคกิจ ตอนเช้าพอตื่นขึ้นก็ไม่ใช่ภวังค์ เพราะเหตุว่าขณะที่เห็น ขณะที่ได้ยิน ขณะที่ได้กลิ่น ขณะที่ลิ้มรส ขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ขณะที่คิดนึก ไม่ใช่ภวังค์ พวกนี้เป็นกิจทั้งหมดเลย แต่ต่อไปก็จะเป็นชื่อภาษาบาลีว่าเป็นกิจอะไร ถ้าเราค่อยๆ จำ ก็คงจะสะดวก คือหมายความว่าไม่ต้องจดหรือว่าไม่ต้องอะไร แต่พยายามฟังให้เข้าใจและก็จำไปเอง อย่างปฏิสนธิกิจผ่านไปแล้วไม่มีปัญหา ภวังคกิจก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าเราใช้คำนี้บ่อยๆ แต่เราก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า หมายความถึงขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก เพราะเหตุว่าพวกนี้เป็นจิตที่ต้องอาศัยทวาร แต่ภวังคจิตไม่ต้องอาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย ทวารคือทางที่จิตจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์อื่นที่ไม่ใช่อารมณ์ของภวังค์ เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะ จิตที่จะเกิดโดยไม่มีอารมณ์ไม่ได้เลย เพราะว่าเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้

    เพราะฉะนั้นเมื่อมีจิตก็ต้องมีอารมณ์ ถ้ามีอารมณ์ไม่มีจิตได้ไหม ถ้ามีอารมณ์ไม่มีจิตไม่ได้ เพราะอารมณ์หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ มีรูปแต่รูปไม่เป็นอารมณ์ได้ไหม ได้ เพราะฉะนั้นจำกัดตายตัวเลย ถ้าใช้คำว่าอารมณ์ต้องหมายความว่า จิตกำลังรู้สิ่งนั้นทางหนึ่งทางใด เพราะฉะนั้นสำหรับภวังคจิตซึ่งเกิดดับสืบต่อยังมีอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิจิต ยังไม่เปลี่ยนไปรู้อารมณ์อื่นเลย ก็ทำหน้าที่ภวังค์ไปเรื่อยๆ แต่ว่าเวลาที่จะรู้อารมณ์อื่น ต้องอาศัยทางซึ่งเป็นทวาร ซึ่งมีอยู่ ๖ ทาง ตาจักขุปสาทรูปเป็นรูปพิเศษ สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ถ้ากรรมทำให้ใครคนใดคนหนึ่งในที่นี้ ไม่เป็นเหตุให้จักขุปสาทเกิด คนนั้นตาบอดทันที ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย เพราะจักขุปสาทรูปเป็นรูปซึ่งเกิดจากกรรม กรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด แล้วก็ทำให้รูปเกิดด้วย เพื่อเป็นทางที่กรรมจะให้ผลโดยเห็น อาศัยจักขุปสาทรูป ถ้าได้ยินอาศัยจักขุปสาทรูปไม่ได้ แต่ต้องอาศัยโสตปสาทรูป ภาษาไทยเราก็ใช้คำว่าจักขุ โสตะอยู่แล้วก็ง่าย ถ้าคิดถึงทวารว่ามีจักขุทวาร มีโสตทวาร ทางจมูก เราไม่ค่อยได้ใช้ภาษาบาลี แต่ถ้าใช้ก็คือฆาน ฆอระฆัง สระอา นอหนู ฆานทวารหมายความถึงฆานปสาทรูปซึ่งอยู่ที่กลางจมูก เป็นทางหรือเป็นทวารที่จิตจะเกิดขึ้นได้กลิ่น กลิ่นนี่ก็เป็นรูปที่มองไม่เห็น แล้วก็มีอยู่ในมหาภูตรูป คือธาตุดินน้ำไฟลม แต่เวลากระทบสัมผัส อย่างไรอย่างไรก็กลิ่นปรากฏไม่ได้ หรือว่าจะกระทบลิ้น กลิ่นก็ไม่ปรากฏ แต่ต้องกระทบจมูกเท่านั้น จิตจึงจะรู้กลิ่นนั้นได้ นี่ก็เป็นทางที่ ๓

    ทางที่ ๔ ก็คือชิวหาทวาร ชิวหาแปลว่าลิ้น เวลารับประทานอาหารรู้สึกมีชีวิตชีวาไหม ถ้าอาหารอร่อยใช่ไหม ก็รู้สึกเบิกบานใจใช่ไหม เติมเปรี้ยว เติมเค็ม แล้วแต่จะเป็นมะนาว อะไรก็แล้วแต่ พริกพวกนี้นำมาซึ่งชีวิต เพราะว่าชิวหาเป็นสภาพที่ลิ้มรส รสที่อยู่ในมหาภูตรูป กล้วย มะม่วง อะไรก็แล้วแต่ มังคุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่แตะลิ้น แล้วก็กระทบกับชิวหาทวาร คือชิวหาปสาทรูป จิตจะเกิดขึ้นลิ้มรส บางรสเราอธิบายไม่ได้เลยใช่ไหม เกินคำที่จะใช้ แต่จิตสามารถที่จะลิ้ม คือสามารถที่จะรู้รสได้ทุกรส เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นทางหนึ่ง ทุกคนชอบทางนี้ใช่ไหม เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา จะอย่างไรก็ตาม วันไหนก็ตาม จะติดในรส เด็กเล็กๆ ยังไม่รู้เรื่องเลย เรื่องสวยเรื่องงามเรื่องอะไรก็ยังไม่ติด แต่รส เด็กติดแล้วทันที เขาเกิดมาต่างกัน พี่น้อง คนหนึ่งก็ชอบเผ็ด คนหนึ่งก็ชอบจืด ก็เพราะเหตุว่ามีทวารที่จิตจะลิ้มรส แล้วก็คงจะหลังจากที่ลิ้มรสแล้วก็คงจะเกิดจิตที่สำคัญต่อไป เพราะว่าเพียงแค่ลิ้มรสนี่ก็เป็นทางหนึ่งเท่านั้นเอง

    เพราะฉะนั้นก็ขอทวนไปช้าๆ จักขุปสาทเป็นจักขุทวารสำหรับจิตเห็น โสตปสาทเป็นโสตทวารสำหรับจิตได้ยิน ฆานปสาทเป็นฆานทวารสำหรับจิตได้กลิ่น ชิวหาปสาทเป็นชิวหาทวารสำหรับจิตลิ้มรส อยู่ที่หน้านี่หมดเลยใช่ไหม ส่วนบนนี้ทั้งนั้นเลย ตาสองข้าง แล้วก็หู แล้วก็จมูก แล้วก็ลิ้น แต่อีกทวารหนึ่ง กายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว ที่สามารถรู้สิ่งที่กระทบ ไม่ว่าตรงไหนที่ปรากฏที่กาย จะเป็นลักษณะที่เย็น หรือว่าลักษณะที่ร้อน ลักษณะที่อ่อน ลักษณะที่แข็ง ลักษณะที่ตึง ลักษณะที่ไหว แต่เรามีคำเยอะสำหรับสิ่งที่กระทบกายใช่ไหม ลื่นๆ มีไหม แล้วเป็นอะไร บางคนก็เลยสงสัย เพราะไปคิดถึงคำ แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลย สภาพธรรมมีปรากฏ ใครจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ จะไม่เรียกว่าลื่น เวลากระทบสัมผัสลักษณะนั้นก็เป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นสภาพธรรมจริงๆ เป็นอย่างนั้น แล้วแต่ว่าใครจะใช้ภาษา จะใช้คำ จะใช้ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น คำอะไรก็ได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะของปรมัตถธรรม คือธรรมเป็นสภาพที่มีจริง มีลักษณะอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ อาจจะเปลี่ยนชื่อ แต่ว่าเปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็มี ๕ ทางแล้วใช่ไหมตาหูจมูกลิ้นกาย จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร ไม่น่าจำไม่ได้ใช่ไหม จักขุ โสตะ ฆานะ แล้วก็ชิวหา ถ้าคิดถึงชีวิตชีวาก็อาจจะจำได้ใช่ไหม ชิวหา แล้วก็กายก็คือสิ่งที่ซึมซาบอยู่ทั่วกาย ที่สามารถจะรู้สิ่งที่กระทบทางกาย มีใครที่กระทบแล้วไม่รู้บ้างไหม ที่รู้คือจิตซึ่งต้องอาศัยกายปสาท ถ้าส่วนนั้นไม่มีกายปสาท จิตจะเกิดรู้สิ่งที่กระทบนั้นไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง เวลาไปถอนฟันคือฉีดยาชา อย่างนี้แสดงว่าเขากั้นไม่ให้จิตมากระทบที่เหงือกหรือว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คือโดยมากเราคิดเป็นเรื่อง แล้วเราก็จะงง แล้วเราก็จะสงสัย แต่ถ้าเราจะรู้ว่าเป็นธรรม ลักษณะของธรรม จิตเกิดดับเร็วมาก ขณะนี้ที่จิตเห็น จิตคิดไม่ได้เกิด จิตคิดจะเกิดซ้อนจิตเห็นไม่ได้ ขณะที่จิตได้ยิน จิตเห็นก็เกิดไม่ได้ เพราะว่าจิตเห็นกับจิตได้ยินจะซ้อนกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เมื่อใดก็ตาม ขณะนั้นมีสภาพธรรมที่รู้อะไร ไม่ได้หมายความว่าทั้งๆ ที่เราไม่ชา แต่เราก็ไม่รู้ก็ได้ใช่ไหม ถ้ากำลังคิดนึก ขณะนั้นจะไม่รู้สิ่งที่กระทบกาย ต้องไปถึงขณะจิตที่ละเอียดมากทีละขณะ แล้วก็ศึกษาว่าเป็นธรรมซึ่งมีปัจจัยจึงเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะรู้สิ่งที่กระทบกาย ขณะนั้นก็ไม่รู้ ขณะนี้มีได้ยินสำหรับบางคน มีคิดนึกสำหรับบางคน มีเห็นสำหรับบางคน เพราะว่าขณะที่กำลังคิด บางคนเห็น แต่ขณะที่คนหนึ่งคิด ขณะนั้นเขาไม่เห็นจะเห็นไม่ได้ นี่ก็เป็นเรื่องของสภาพธรรม ถ้าเรามีความมั่นคงที่จะเข้าใจเรื่องของสภาพธรรม คือจิตเจตสิกเป็นสภาพรู้ แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้รู้โดยต้องอาศัยทวาร ทางที่จิตจะเกิดขึ้น ๖ ทวาร แต่ที่กล่าวถึงไปแล้ว คือ รูป ๕ รูป ซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย

    เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะหนีพ้นจากกรรมได้เลย เกิดก็เป็นผลของกรรม ขณะที่เป็นภวังค์ ยังไม่รู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดเลย ก็เป็นผลของกรรม ขณะเห็นกรรมก็ทำให้มีจักขุปสาทมีรูปกระทบ และก็จิตเห็นซึ่งเป็นผลของกรรม เป็นชาติวิบากเกิดขึ้นเห็น เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปฏิสนธิจิตเป็นวิบากเป็นผลของกรรม ภวังคจิตเป็นผลของกรรม ปัญจทวาราวัชชนะ มโนทวาราวัชชนะที่กล่าวถึงคราวก่อน คือเป็นวิถีจิตขณะแรกที่ไม่ใช่ภวังค์ อันนั้นไม่ใช่ผลของกรรม แต่เป็นกิริยา ซึ่งสำหรับทาง ๕ ทาง ชื่อว่าปัญจทวาราวัชชนจิต สามารถที่จะรู้อารมณ์ที่กระทบได้ทั้ง ๕ ทาง อีกทางหนึ่งคือมโนทวาราวัชชนจิตเป็นวิถีจิตแรกเป็นกิริยาจิต แล้วจึงจะมีจิตต่างๆ เหล่านี้ซึ่งเป็นวิบากสืบต่อ

    ผู้ฟัง ในกรณีที่เขาวางยาสลบหรือว่าฉีดยาชา ตอนฉีดยาชาก็รู้สึกเจ็บ แต่ว่าพอล่วงไปสัก ๒-๓ นาที ก็หาย รับความรู้สึกเจ็บ เวลาถอนฟันและทำฟันก็ไม่รู้สึก แล้วเวลาเขาผ่าตัด เขาก็วางยาสลบ อันนี้ก็จะว่าตอนสลบอยู่ในภวังค์

    ท่านอาจารย์ อะไรอยู่ในภวังค์

    ผู้ฟัง จิต

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นภวังค์

    ผู้ฟัง จิตเป็นภวังค์

    ท่านอาจารย์ ทำกิจภวังค์ ถ้าเราคิดเป็นเรื่อง เราจะมีแต่เรื่อง เช่น ฉีดยาชา และก็เป็นภวังค์ แต่ถ้าคิดถึงจิตหนึ่งขณะที่เกิดสืบต่อกันจะทำกิจละเอียดมาก ตอนที่เป็นภวังค์ก็ทำกิจภวังค์ทำกิจอื่นไม่ได้ เรากำลังศึกษาไม่ใช่เรื่องคนที่ถูกฉีดยา เพื่อที่จะถอนฟัน แต่ว่าเป็นการที่จิตเกิดดับสืบต่อ แล้วแต่ว่ามีทาง ๖ ทางที่จะทำให้จิตเกิดขึ้น รู้อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดซึ่งไม่ใช่อารมณ์ของภวังค์ และก็เรื่องราวต่างๆ ค่อยมาทีหลัง โดยที่ว่าพอทุกคนรู้ว่ามีจิตทำกิจเหล่านี้ ทุกคนก็จะไม่ไปสนใจเรื่องราว แต่จะรู้ว่าขณะนี้เป็นขณะเห็น จิตทำทัสสนกิจ ขณะที่ได้ยิน จิตทำสวนกิจ นี่ก็เป็นชื่อภาษาบาลีที่คู่ๆ กัน ถ้าเป็นจักขุวิญญาณทำทัสสนกิจ กิจเห็น เราใช้คำในภาษาบาลีบ่อยมาก ทัสสนะ ทัสนา ทัศนาจรใช่หรือเปล่า เห็นทั้งนั้นเลย แต่จรก็ไป เพราะฉะนั้นก็ไปเห็น คือไปดูสิ่งต่างๆ นั่นเอง

    ก็เป็นเรื่องซึ่งเราจะค่อยๆ เข้าใจ สิ่งที่อยู่ที่ตัวเราทั้งหมด กล่าวได้เลยว่าโลกอยู่ที่ไหน ถ้าจิตไม่เกิดขึ้น โลกไม่ปรากฏเลยสักโลกเดียว แต่เมื่อจิตเกิดรู้ทางหนึ่งทางใดก็เป็นโลกแต่ละทาง เพราะฉะนั้นแยกโลกได้เลย ตามทวารที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น จะรู้ได้เลยว่า โลกในวินัยของพระอริยเจ้า เพราะว่าท่านได้ประจักษ์แจ้งจริงๆ ก็คือโลกทางตาหูจมูกลิ้นกายใจนั่นเอง เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีจิตที่รู้อารมณ์ ๖ ทางนี้ โลกก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นเราเคยชินกับเรื่องราวทั้งหมด เราไม่เคยรู้ว่าแท้ที่จริงเป็นธรรม ซึ่งได้แก่จิตและเจตสิก ซึ่งเกิดดับสืบต่อทำกิจหนึ่งกิจใดใน ๑๔ กิจ ซึ่งในชีวิตประจำวัน จะทำเพียง ๑๒ กิจเท่านั้น

    ผู้ฟัง กรณีฉีดยาชาจะพูดว่าเขาไม่ให้จิตไปเกิดตรงนั้นได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ทางตาเห็น ทางใจคิดถึงฉีดยาชาถูกไหม ก็เท่านี้เอง จบแล้วหมดแล้ว ก็คิดต่อไปอีกได้ เพราะว่าทุกคนจะห้ามความคิดไม่ได้เลย แล้วแต่ใจคิด นี่เห็นความน่าอัศจรรย์ไหม ทั้งๆ ที่เห็นแล้วก็อยู่ตรงนี้ แต่ใจคิดถึงฉีดยาชา ก็เป็นธรรมดา ซึ่งเราจะไม่รู้เลยว่าที่จะมีเรื่องราวฉีดยาชา ก็ต่อเมื่อจิตคิด ถ้าจิตไม่คิดเรื่องฉีดยาชาจะมีไหม นี่คือทางที่ ๖ ทางใจ

    ผู้ฟัง นี่ไม่ใช่จิตคิด แต่ว่าเป็นของจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิตไม่มีเจตสิกไม่มีรูป อะไรเป็นของจริง

    ผู้ฟัง คือเหตุการณ์ที่เกิดจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจิตเจตสิกรูปจะมีเหตุการณ์ใดๆ ในโลกไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่มี

    ท่านอาจารย์ อย่างไรอย่างไรก็ต้องจบที่จิตเจตสิกรูป จะไม่มีอื่นเลย นี่เป็นปรมัตถธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่รู้ ก็เป็นเราตลอด แต่ผู้รู้รู้ว่าไม่มีเรา ถ้าจิตเจตสิกรูปไม่เกิดก็ไม่มีอะไรเลย แล้วจิตเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงานทั้งนั้นเลย ทั้งวันทั้งเดือนทั้งปี ตั้งแต่เกิดจนตาย แม้ในขณะนี้ ที่ฟังมาแล้วเป็นธรรมหรือเปล่า เป็นกิจของจิตหรือเปล่า ฟังเหมือนเป็นเรื่องแต่ละชาติ แต่ความจริงโดยปรมัตถธรรม สภาพธรรมจริงๆ ก็คือต้องเป็นจิตเจตสิกรูป ซึ่งเกิดและก็ทำกิจการงานแต่ละภพแต่ละชาติ

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเห็นการกระทำใดๆ สามารถอ่านไปถึงอดีตที่บุคคลนั้นได้สะสมมา แต่ก็เป็นเรื่องที่ละเอียด โดยเฉพาะเรื่องของชื่อต่างๆ ของกิจ ฟังดูแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่าจะจำดีหรือไม่จำดี หรือว่ายากไป แต่หนังสือมี ปรมัตถธรรมสังเขป ท่านที่ต้องการก็ติดต่อรับได้ แต่ว่าให้ทราบว่าทั้งหมดถ้าเราค่อยๆ ศึกษา เราจะเห็นความจริงของชีวิต ไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว แต่ย้อนไปถึงชาติก่อนๆ ด้วย ก็เหมือนอย่างนี้และชาติต่อๆ ไป จิตก็จะเกิดขึ้นทำกิจการงาน ไม่พ้นจาก ๑๔ กิจนี่เอง



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    20 ก.ย. 2568

    ซีดีแนะนำ