ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546


    ตอนที่ ๑๕๔๖

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ แต่กรรมหนึ่งที่ทำให้ปฏิสนธิจิต คือจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เพราะว่าจิตเกิดดับสืบต่อไม่มีระหว่างคั่นเลย ซึ่งเป็นสันตติเป็นความสามารถของจิต ซึ่งทันทีที่จิตนั้นดับไป ก็จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที เพราะฉะนั้นจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนดับ ก็เป็นปัจจัยให้กรรมหนึ่งทำให้ปฏิสนธิจิต ซึ่งเป็นผลของกรรม เป็นจิตประเภทวิบากเกิดขึ้นเพียงขณะเดียว ทำกิจสืบต่อจากชาติก่อน เมื่อดับไปแล้วจิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิต แต่ว่าไม่ได้ทำกิจสืบต่อจากจุติจิตเหมือนอย่างปฏิสนธิจิต เพราะเหตุว่าจิตแต่ละประเภทก็ทำหน้าที่แต่ละอย่าง

    ทุกจิตที่ทำกิจปฏิสนธิต้องเป็นผลของกรรม และกรรมก็จะประมวลมาซึ่งลาภยศสรรเสริญสุขทุกข์ต่างๆ ของแต่ละคนในแต่ละชาติ ตามความสามารถหรือว่าตามปัจจัยที่ทำให้ปฏิสนธิจิตนั้นเกิดขึ้น ถ้าเกิดขึ้นในภูมิต่ำๆ เช่นในอบายภูมิ ได้แก่ เกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แม้ว่าจะได้ยินเสียงพระธรรม ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ แต่การที่เกิดในสุคติภูมิ คือภูมิที่ดีเป็นผลของกุศลกรรม ทำให้บุคคลใดก็ตามที่เคยได้เห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรม แล้วก็ได้สะสมกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ก็มีโอกาสที่จะสะสมความรู้ความเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏสะสมสืบต่อไปในชาติต่อๆ ไปด้วย

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยทั้งหมด แต่ก็น่าอัศจรรย์ที่ปฏิสนธิจิตมองไม่เห็น มีจิตมีเจตสิกเกิดทำกิจการงาน ถ้าเป็นกุศลวิบาก เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยก็จะประกอบด้วยโสภณเจตสิก ซึ่งหมายความถึงเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยนั้น เป็นเจตสิกที่ดีงาม ซึ่งเจตสิกที่ดีงาม ก็ได้แก่ ศรัทธาเจตสิก เป็นสภาพที่ทำให้จิตผ่องใส เพราะว่าถ้าขณะใดที่เป็นอกุศล จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ขณะนั้นไม่ผ่องใสเลย แต่พอพ้นจากสภาพของอกุศลจิต จะเป็นจิตประเภทที่ดีงาม เจตสิกที่เป็นศรัทธาเจตสิก ก็ทำกิจหรือมีลักษณะที่ทำให้จิตขณะนั้นผ่องใสจากอกุศล ขณะที่กำลังฟังพระธรรม ก็มีจิตหลายประเภทที่เกิดขึ้นทั้งที่เป็นวิบาก คือเป็นผลของกรรมในอดีต และที่เป็นกุศลหรืออกุศล ตามที่ได้ทราบแล้วว่าจิตมี ๔ ชาติคือ กุศลหนึ่ง อกุศลหนึ่ง เป็นเหตุให้เกิดจิตที่เป็นผลคือวิบากจิต ส่วนจิตอีกชาติหนึ่งนั้นก็คือกิริยาจิต ไม่ใช่ทั้งกุศล อกุศล และวิบาก

    ซึ่งผู้ที่สนใจก็จะศึกษาในพระอภิธรรมได้ ในหนังสือ หรือว่าตามสถานที่ หรือที่ที่มีการบรรยายพระอภิธรรม แต่ว่าโดยนัยของพระสูตร ไม่ได้กล่าวถึงการเกิดดับสืบต่อของจิตอย่างละเอียดทุกขณะจิต โดยกิจโดยประการต่างๆ แต่ก็ทรงแสดงการสืบต่อของจิต เพราะฉะนั้นเวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น มีจิตและเจตสิกเกิดร่วมกันทำกิจการงานเป็นจิตที่ดี แต่เมื่อจิตใดทำกิจเกิดขึ้น หมายความว่าจิตนั้นยังมีกิเลสอย่างละเอียดที่ยังไม่ได้ดับ เพราะเหตุว่าถ้าเป็นผู้ที่ดับกิเลสหมด เช่น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย จะไม่มีปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อจากจุติจิตเลย

    เพราะฉะนั้นก็มีความต่างกันระหว่างผู้ที่ยังมีกิเลสกับผู้ที่ดับกิเลสหมดแล้ว ผู้ที่ดับกิเลสหมดถึงความเป็นพระอรหันต์เท่านั้น ซึ่งเมื่อจุติจิตเกิดแล้วดับใช้คำว่าปรินิพพาน คือดับโดยรอบ ไม่มีสภาพธรรมใดจะเกิดสืบต่อที่จะเป็นสัตว์บุคคลใดๆ อีกได้เลย แต่ว่าบุคคลใดๆ ก็ตามที่ยังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ เมื่อจุติจิตเกิดแล้วดับ ต้องเกิด เพราะเหตุว่ายังมีกิเลสอยู่ จึงทำให้ปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นวิบากเกิดสืบต่อดำรงภพชาติสืบต่อไป เพราะฉะนั้นกิเลสที่ทำให้เกิด และก็ยังมีอยู่ในขณะที่เกิดก็คือกิเลสประเภทที่ละเอียดมาก นอนเนื่องอยู่ในจิต ซึ่งขณะนั้นไม่ใช่อกุศลเจตสิกที่เกิดขึ้นทำกิจการงาน แม้ว่าจิตที่ปฏิสนธิเป็นผลของกุศลกรรม ทุกคนที่เกิดมาที่อยู่ในห้องนี้ เป็นผลของกุศลกรรม ปฏิสนธิจิตเป็นกุศลวิบากจิต แต่มีกิเลสอย่างละเอียดนอนเนื่องอยู่ในจิต เป็นพืชเชื้อที่จะทำให้กิเลสใดๆ เกิดเป็นอกุศลจิตได้

    เพราะฉะนั้นเราจะมองไม่เห็นนามธรรมซึ่งเป็นจิตและเจตสิก ซึ่งเกิดทำกิจการงาน แต่ก็ยังมีกิเลสอย่างละเอียดที่แฝงอยู่หรือว่าอยู่กับจิตทุกขณะ จนกว่าจะถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรม เพราะว่ากิเลสอย่างละเอียด ซึ่งเป็นพืชเชื้อที่จะทำให้อกุศลธรรมหรืออกุศลจิตเกิด ซึ่งชื่อว่าอนุสัยกิเลส จะดับได้โดยโลกุตรจิต หมายความว่าถ้าไม่มีการรู้แจ้งอริยสัจธรรม ไม่สามารถจะดับกิเลสได้เลย ขณะนี้อาจจะมีคนที่เห็นโทษของอกุศลหรือกิเลส เห็นโทษของโลภะ เห็นโทษของโทสะ ไม่ทราบว่าเห็นโทษของโมหะ ความไม่รู้หรือเปล่า แต่ว่าถ้าไม่มีโมหะความไม่รู้ โลภะโทสะก็เกิดไม่ได้

    เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมก็จะต้องค่อยๆ พิจารณาในเหตุในผล และก็ปัญญาที่เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ถึงการดับกิเลสได้ เพราะเหตุว่าการที่จะดับกิเลสได้นั้นต้องด้วยปัญญาเท่านั้น อย่างอื่น ศีล เพียงศีลก็ดับกิเลสไม่ได้ หรือว่าเพียงความสงบของจิต ก็ดับกิเลสไม่ได้ ต้องเป็นปัญญาถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรม คือรู้อย่างที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงให้บุคคลอื่นสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญา จนกระทั่งรู้แจ้งสภาพธรรมตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ จึงจะดับกิเลสได้ เมื่อโลกุตรจิตเกิดมีนิพพานเป็นอารมณ์

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็กำลังเป็นหนทาง ที่จะนำไปสู่การที่สามารถที่จะคลายแล้วก็ดับกิเลสได้ในที่สุด แต่ว่าไม่ใช่เรื่องเร็ว ไม่ใช่ว่าวันสองวันก็สามารถที่จะดับกิเลสที่สะสมมานานแสนนานได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่ตรงและก็รู้ว่าปัญญารู้อะไรเมื่อไหร่ แล้วก็อริยสัจ ๔ นั้นคืออะไร แล้วถึงจะอบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งรู้แจ้งได้ แต่ก่อนอื่นถ้าไม่รู้จักกิเลส มีใครจะดับกิเลสได้ไหม ถ้าจะดับกิเลสก็คือว่าต้องรู้จักกิเลสว่า กิเลสมีอะไรบ้าง

    กิเลสมี ๓ ระดับ ระดับที่ละเอียดที่สุด ซึ่งแม้กุศลจิตจะเกิด หรือจิตประเภทใดๆ จะเกิดก็ตามแต่ ที่ไม่ใช่โลกุตรจิต จิตนั้นยังมีอนุสัยกิเลสเป็นพืชเชื้อที่จะทำให้อกุศลจิตเกิด ส่วนกิเลสอีกระดับหนึ่ง คือเมื่อได้เหตุปัจจัยแล้ว อนุสัยกิเลสคือพืชเชื้อของกิเลสนั้น ก็ทำให้อกุศลเจตสิกเกิดทำกิจการงานหน้าที่ของอกุศลเจตสิก เป็นกิเลสที่กลุ้มรุม ทำให้ขณะนั้นสามารถที่จะรู้ถึงความไม่ผ่องใส ความอยาก ความดิ้นรน ความโกรธ หรือว่าความขุ่นเคืองใจ ความกังวลใจทุกอย่าง ขณะนั้นก็เป็นกิเลสอีกระดับหนึ่งคือเป็นปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสที่มีเชื้อปัจจัยได้เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ ซึ่งในวันหนึ่งวันหนึ่งอาจจะไม่ทราบเลยว่า กิเลสที่เกิดขึ้นทำกิจการงาน ก็มีหลายระดับ

    พอตื่นมานี่เป็นกุศลหรืออกุศล ต้องทราบ ถ้าไม่ทราบ ไม่รู้จักกิเลสที่บางมาก อาสวะ อีกชื่อหนึ่งของพระอรหันต์คือขีณาสวะ แม้กิเลสอย่างบางที่สุด ก็ไม่มี เพราะถ้ายังมีอยู่ก็ยังไม่หมดกิเลส โดยมากเราไม่ค่อยคิดว่าทันทีที่เห็น วาระของจิตที่เห็น หรือวาระของจิตที่ได้ยิน วาระหนึ่งวาระหนึ่งดับไปแล้ว อกุศลจิตเกิดแล้วเร็วมาก เพราะว่าจิตเกิดดับ เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ ทำกิจหน้าที่นั้นๆ แล้วก็ดับ เพราะฉะนั้นจะไม่รู้จักอาสวะกิเลส คือกิเลสอย่างบางที่เมื่อเห็นแล้วก็กิเลสเกิดแล้วก็ไม่รู้ ก็คงจะค่อยๆ กล่าวถึงเรื่องของกิเลสตามลำดับ เพื่อที่จะให้รู้ว่า วันหนึ่งวันหนึ่งมีกิเลสอะไรบ้าง และก็กิเลสเหล่านั้นจะค่อยๆ คลายลงไปได้ด้วยจิตอะไร ซึ่งก็ต้องเป็นโลกุตรจิตเท่านั้นที่จะดับได้ แต่ก่อนนั้นขณะที่กำลังอบรมเจริญปัญญา กุศลทั้งหลายก็ค่อยๆ เจริญขึ้น

    สำหรับวันนี้ก็ขอให้คิดถึงอนุสัยกิเลส ซึ่งมีอยู่ในจิต ติดอยู่ในจิต แม้ว่าขณะนั้นจะเป็นกุศลจิตหรือเป็นวิบากจิตก็ตามแต่ ก็คงจะค่อยๆ เข้าใจเรื่องของอนุสัย ขณะนี้ที่กำลังนั่งและก็ฟังธรรม ทั้งๆ ที่กำลังฟังธรรม มีอนุสัยไหม มี เห็นที่ไหนเมื่อไหร่ก็ตาม จิตเห็นมีอนุสัยไหม มี ไม่มีไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ ถ้าจิตขณะนี้ไม่มีพืชเชื้อ หรือว่าการสะสมทั้งทางฝ่ายกุศลและอกุศล เมื่อจิตนี้ดับไปแล้ว อะไรจะเป็นปัจจัยให้จิตต่อไปเป็นกุศลบ้างเป็นอกุศลบ้าง เพราะฉะนั้นในจิตแต่ละขณะจะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สะสมมา ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว

    ถ้าได้อ่านชาดกคือพระชาติต่างๆ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวก ก็จะทราบว่า นานแสนนานมาแล้ว ชีวิตก็คือเหมือนอย่างนี้แหละ การกระทำทั้งหลายทั้งหลายในชาตินี้ ก็คล้ายๆ กับการที่ได้เคยกระทำมาแล้วแหละ เพราะว่ามีการสะสมของแต่ละบุคคลมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเราสามารถที่จะรู้ได้ว่า ไม่ว่าเราจะนั่งจะนอนจะยืนจะเดินจะพูดจะคิดจะทำ ก็คือสิ่งที่เราได้เคยกระทำ หรือว่าสะสมมาจนกระทั่งทำให้แต่ละคนก็มีลักษณะที่ต่างกันไป แต่ข้อสำคัญก็คือต้องทราบว่าจิตทุกขณะไม่ว่าจะเป็นกุศลระดับใด เช่น ฌานจิตเป็นกุศลอีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่กามาวจรกุศล เพราะว่าจิตภูมิหรือระดับที่ต่ำที่สุดก็คือภูมิธรรมดาธรรมดาอย่างนี้ ที่เป็นไปกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะหมายความถึงสิ่งที่สามารถกระทบกับกายปสาท ซึ่งมีลักษณะที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว

    เพราะฉะนั้นก็เรียกรวมเป็นโผฏฐัพพะ หรือโผฏฐัพพารมณ์ เมื่อปรากฏเมื่อกระทบกับทางกาย เวลาที่มีสภาพธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นปรากฏขณะใดก็ตาม ขณะนั้นเป็นกามาวจรจิต เพราะเหตุว่าคำว่ากามหมายความถึงรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ อาหารที่รับประทานเป็นกามหรือเปล่า เป็น ทุกสิ่งทุกอย่างเราไม่พ้นกามเลย ถ้าจะทำกุศล กุศลของเราก็เป็นไปในรูปในเสียงในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะ ในวัตถุซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ยังไม่ขึ้นถึงอีกระดับหนึ่ง ซึ่งก็เป็นการที่สามารถที่จะระงับกิเลสได้มั่นคงด้วยความสงบเพิ่มขึ้น จนถึงระดับของสมาธิที่เป็นขั้นฌานจิต แต่ขณะนั้นก็ยังมีอนุสัยกิเลส แต่อนุสัยกิเลส ถ้าดับด้วยมรรคจิตใด จะไม่เกิดอีกเลย เป็นสมุจเฉทจริงๆ นี่ก็เป็นการที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าเราไม่มีการได้ฟังพระธรรม จะมีโอกาสที่จะดับกิเลสได้ไหม ไม่มีทางเลย

    เราเกิดมาแล้วนานแสนนาน เราก็จะเกิดต่อไปอีกนานแสนนาน ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งก็ได้แก่จิต เจตสิก และรูปเท่านั้นเองจริงๆ ถ้าเป็นการศึกษาเรื่องของธรรม ก็จะรู้ว่าธรรมทุกอย่างเป็นปรมัตถธรรม ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ เป็นอภิธรรม เพราะว่าละเอียดยิ่งในจิตหนึ่งขณะ นอกจากทรงแสดงว่าประกอบด้วยเจตสิกอะไร มีอนุสัยอะไร แล้วก็การที่สะสมมาแต่ละคนก็จะต่างกันไปอย่างไร ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว

    สำหรับรูปาวจรจิต คือฌานจิตที่มีรูปเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นจิตอีกระดับหนึ่ง และสูงกว่านั้นอีกระดับหนึ่ง คือฌานจิตที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ทั้งหมดนี้มีอนุสัยกิเลส ยากไหมการที่จะละกิเลส เพราะเหตุว่าไม่ใช่เพียงฟัง ถ้าฟังเราก็จำเป็นเรื่องราว พอถึงชาติต่อไปเราก็ลืม เพราะว่าเป็นเรื่อง แต่ว่าตามความจริงคือขณะนี้เป็นสภาพธรรมทั้งหมด ตัวจริงๆ แต่ว่าเราไม่เคยรู้จักเลย แล้วเวลาที่เราเรียนเรื่องชื่อ เราก็อาจจะแยกไปจำเรื่องชื่อ แต่ไม่ทราบเลยว่าทั้งหมดที่กล่าวมีอยู่ที่ตัว อย่างอนุสัย ๗ ใครไม่มีอันไหนบ้าง ครบ ๗ ถ้าไม่ใช่พระโสดาบัน

    เพราะฉะนั้นการที่จะเจริญปัญญาจนกระทั่งสามารถที่จะดับอนุสัยกิเลสได้ ไม่มีการเกิดของกิเลสประเภทนั้นๆ อีกเลย ก็เป็นเรื่องของการที่จะค่อยๆ อบรม ค่อยๆ เข้าใจจากขั้นการฟัง ซึ่งเป็นปริยัติซึ่งจะนำไปสู่ปฏิปัตติ และปฏิเวธ เพราะเหตุว่าพระศาสนามี ๓ ระดับ ขั้นแรกคือปริยัติศาสนา คำสอนเรื่องราวของสภาพธรรม ให้มีความเข้าใจก่อน เพราะเหตุว่าเพียงขั้นฟัง แล้วก็สภาพธรรมขณะนี้ก็เกิดดับ อย่างจิตเจตสิกขณะนี้ก็เกิดดับ กำลังเห็นก็เกิดแล้วก็ดับ จิตคิดก็เกิดดับ ทุกอย่างเกิดดับ เราก็กว่าจะเข้าใจว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรมที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมก็ต้องอาศัยกาลเวลา และกว่าจะสามารถประจักษ์การเกิดและดับ ซึ่งเป็นทุกขอริยสัจจะ ทุกขอริยสัจจะ ไม่ใช่อื่น แต่เป็นการเกิดดับของสภาพธรรม ทุกข์จริงๆ เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่คงทน จะยับยั้งไม่ให้ดับไม่ได้

    ขณะนี้สภาพธรรมปรากฏแสดงว่าเกิดแล้วแน่นอนใช่ไหม และก็ผู้ที่ประจักษ์การดับก็คือเมื่อสภาพธรรมนี้เกิดแล้วดับแล้ว นี่คือการฟัง และถ้าศึกษาเรื่องของจิตเจตสิกโดยละเอียดขึ้น ก็จะเห็นได้ว่า จิตต่างกันเป็นลักษณะต่างๆ โดยปัจจัยต่างๆ ตามประเภทของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นจะเป็นจิตหนึ่งซึ่งไม่ดับไม่ได้ ต้องเป็นจิตชนิดหนึ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดเป็นชนิดนั้นแล้วก็ดับ แล้วก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น แล้วแต่ว่ามีเหตุปัจจัยอะไร ที่จะทำให้จิตขณะนั้นเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น แต่ว่าปัญญาที่สามารถที่จะดับความสงสัยในสภาพธรรม ซึ่งขณะนี้คงมีคนสงสัยใช่ไหม หรือหมดความสงสัยแล้วว่า ขณะนี้สภาพธรรมเกิดจริงๆ แล้วก็ดับจริงๆ ถ้าเป็นผู้ตรง ก็คือว่า ถ้ายังไม่ถึงระดับของปัญญาที่ประจักษ์การเกิดดับ ต้องสงสัย

    เพราะฉะนั้นวิจิกิจฉานุสัย ก็เป็นอนุสัยที่มีอยู่ในจิตใจ แล้วก็จะดับหมดได้ หมดความสงสัยเมื่อปัญญาสมบูรณ์ ถึงระดับขั้นที่สามารถจะประจักษ์สภาพธรรมตามความเป็นจริงตามลำดับ ซึ่งจะดับได้ด้วยโสตาปัตติมรรค ซึ่งเมื่อดับไปแล้วโสตาปัตติผลจิตก็เกิดสืบต่อเป็นพระโสดาบันบุคคล ไม่ใช่พระอรหันต์ เพราะเหตุว่าบางคนพูดเหมือนกับพระโสดาบันเป็นพระอรหันต์ เพราะเหตุว่าพอใครว่าอะไรก็บอกว่าฉันไม่ใช่พระโสดาบัน แต่ความจริงถ้ากล่าวอย่างนั้น เหมือนกับว่าถ้าไม่มีกิเลสเลยจะเป็นพระโสดาบันไม่ได้ ต้องถึงความเป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่มีเลย แต่พระโสดาบันก็ดับวิจิกิจฉานุสัย ความสงสัยความไม่รู้ในสภาพธรรม และก็ความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนเป็นสัตว์เป็นบุคคล

    ผู้ฟัง อย่างนี้ก็หมายความว่าตราบใดที่เรายังไม่มีปัญญาในองค์มรรค เราก็จะไม่เห็นอนุสัยกิเลสเราใช่หรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้ว เราไม่สามารถที่จะเห็นอนุสัยกิเลสได้ แต่รู้ว่ามี แต่ว่าขณะใดก็ตามที่ปัญญาเจริญขึ้น ปัญญาสามารถจะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง แล้วจะลึกลงไปถึงอนุสัยไหม

    ท่านอาจารย์ ดับอนุสัยได้ด้วยปัญญาที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม เพราะเหตุว่าขณะนี้มีเห็น แล้วก็มีจักขุปสาท แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏ ปัญญาจะค่อยๆ รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมซึ่งต่างกันก่อน ไม่พบอนุสัยใช่ไหม เพราะว่าอนุสัยไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่ปรากฏ สิ่งนั้นสามารถจะรู้ความจริงได้ และสิ่งที่ปรากฏปรากฏสั้นมาก ขณะนี้ไม่ต้องห่วงไม่ต้องกังวล สติเกิดเมื่อไหร่ สติมีหน้าที่ระลึก สติไม่ใช่สมาธิ สมาธิเป็นสภาพที่ตั้งมั่น

    เพราะฉะนั้นการอบรมเจริญปัญญา ไม่ใช่ทำสมาธิ และก็ไม่ใช่มีความเป็นเราที่ต้องการจะให้สติระลึกที่สภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใด แต่ว่าสติเป็นสภาพที่เกิดเมื่อไหร่ก็ระลึก ถ้าเป็นระดับของสติปัฏฐานที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจธรรม ก็ระลึกลักษณะของสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ เพราะว่าดับเร็วมาก เกิดแล้วดับไปเลย ก็ไม่ต้องห่วง มีสภาพธรรมตลอดชีวิตตลอดวันที่จะทำให้เป็นปัจจัยให้สติเกิดระลึกแล้วรู้ได้ แต่ไม่ต้องไประลึกสิ่งที่ไม่ปรากฏ หรืออย่าพยายามไปรู้สิ่งที่ไม่ปรากฏ เพราะนั่นไม่สามารถจะรู้ได้

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นก็พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรู้ถึงอนุสัยใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง สามารถที่จะรู้ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลที่สะสมมา ก็มีคำถามว่าถ้าทางมโนทวารไม่ได้เกิดขึ้น แล้วก็รู้บัญญัติเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกาย จะมีกามราคานุสัยไหม ถ้าไม่ใช่พระอนาคามีบุคคล จิตทุกขณะที่เกิดต้องมีกามราคานุสัย เพราะอะไร นอนหลับตื่นขึ้นก็ติดแล้ว พอลืมตาขึ้นมาก็ต้องการทุกสิ่งทุกอย่าง โดยที่ไม่ต้องถึงทางมโนทวาร หมายความว่าจิตทุกดวงไม่เว้นเลย ถ้าไม่ใช่โลกุตรจิต ต้องมีอนุสัย และสำหรับกามราคานุสัยดับโดยพระอนาคามีบุคคล พระโสดาบันยังดับไม่ได้

    ถ้าอ่านเรื่องในพระไตรปิฎก คงจะได้ยินชื่อของวิสาขามิคารมารดา ท่านเป็นเอตทัคคะทางฝ่ายทาน แล้วก็ท่านก็เป็นผู้ที่มีครอบครัวใหญ่มีบุตรหลานมาก เครื่องประดับของท่านก็อลังการเป็นเลิศ แต่ท่านก็เป็นพระโสดาบันบุคคลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ปัญญาไม่มีใครสามารถที่จะคาดคะเนได้เลยว่าจะเกิดเมื่อไหร่ จะสมบูรณ์ถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมเมื่อไหร่ ท่านพระสารีบุตรบำเพ็ญบารมีที่จะเป็นอัครสาวก หนึ่งอสงไขยแสนกัป ไม่ใช่วันไม่ใช่ชาติแต่เป็นกัป ไม่ใช่ร้อยไม่ใช่พัน หนึ่งอสงไขยแสนกัป แล้วเป็นพระโสดาบันในชาติสุดท้ายที่ท่านจะเป็นพระอรหันต์ที่เป็นอัครสาวก

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า การอบรมเจริญปัญญา เป็นการอบรมเจริญความรู้เพื่อละความไม่รู้ โดยเฉพาะคือละโลภะหรือตัณหาซึ่งเป็นสมุทัยให้เกิดสังสารวัฏ ถ้ายังไม่เห็นโลภะ ไม่เห็นกิเลสตัณหาความต้องการความติดข้องเลย จะออกจากสังสารวัฏได้อย่างไร เพราะว่าวันหนึ่งวันหนึ่ง ถ้ามีความเห็นผิดก็จะมีการทำทุกอย่างด้วยความเห็นผิด เพราะเข้าใจว่าหนทางนั้นถูก ที่จะทำให้สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    4 ต.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ