ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
ตอนที่ ๑๕๓๙
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ถ้าเราไม่ศึกษาพระธรรม แล้วเราจะกล่าวว่าเราเป็นผู้ที่นับถือพระรัตนตรัยก็คงจะขาดไปใช่ไหม และการนับถือพระพุทธเจ้าถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรม เราจะไม่รู้ความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย มีใครที่จะแสดงเรื่องสภาพธรรมโดยละเอียดทุกขณะจิต เพราะฉะนั้นถ้าไม่ศึกษา ก็ไม่รู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอนว่า ทรงมีพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณมากมายมหาศาล ถ้าศึกษาในพระไตรปิฎกในพระสูตร แม้บุคคลนั้นจะอยู่ไกลเสด็จไปหลายร้อยโยชน์ เพื่อโปรดบุคคลนั้นให้เข้าใจธรรม เพราะเหตุว่าเขาสามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังในขณะนี้ ก็ไม่มีโอกาสจะได้ยินได้ฟังเลย และแม้ว่าสิ่งนี้ได้สืบทอดมาถึง ๒,๕๐๐ กว่าปี แต่ถ้าเราไม่ศึกษาก็จะมีแต่เพียงตัวหนังสือ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจความละเอียดความลึกซึ้งของสภาพธรรมได้
เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นพุทธศาสนิกชนเป็นผู้ตรงมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ก็ต้องศึกษาพระธรรม แล้วก็เป็นโอกาสทองจริงๆ ของแต่ละชาติ ซึ่งไม่ว่าเราจะเห็นอะไร ซึ่งเป็นรัตนะนำความปลาบปลื้มใจมาให้ แต่รัตนะอื่นที่นำความปลาบปลื้มใจมาให้ ก็นำทุกข์มาให้ด้วยเมื่อสูญเสียสิ่งนั้น เมื่อได้มาก็ต้องทะนุบำรุงรักษาทะนุถนอมภาระมากมาย พอจากไปก็หมดสิ้นไปก็เป็นทุกข์อีก แต่สิ่งที่เป็นรัตนะจริงๆ เหนือรัตนะอื่นใด ก็คือความเห็นถูกความเข้าใจถูกในพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ ซึ่งจะทำให้สามารถอบรมเจริญปัญญาถึงการหมดกิเลสเป็นลำดับขั้น ถึงความเป็นพระโสดาบันบุคคล ซึ่ง มีความเห็นถูกว่า สภาพธรรมในขณะนี้ที่เป็นนามธรรมก็เป็นนามธรรมจริงๆ ที่เป็นรูปธรรมก็เป็นรูปธรรมเท่านั้น ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงยิ่งขึ้น ก็ค่อยๆ ละความเป็นเรา จนกว่าจะประจักษ์แจ้งในสภาพธรรม ซึ่งสามารถที่จะถึงระดับของปัญญาที่ประจักษ์แจ้งได้จริงๆ จากขั้นการฟัง แล้วก็พิจารณาแล้วก็เข้าใจขึ้นเรื่อยๆ
คราวก่อนก็เป็นเรื่องของกิจของจิต ซึ่งทำให้ได้เข้าใจขึ้นว่า เวลาที่เราคิดว่าเรากำลังทำกิจการงาน หรือว่ามีชีวิตเป็นไปในวันหนึ่งวันหนึ่ง ความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครเลย แต่เป็นจิตและเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานตามลำดับเหมือนกัน ในคราวก่อนก็ได้พูดถึงเรื่องกิจของจิต ๑๔ กิจ จำนวนนี่ก็ฟังไว้ก่อน แล้วก็จะจำได้กี่กิจ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ให้ทราบว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนอย่างไรก็ตาม จิตเกิดขึ้นทำกิจการงาน ไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้นก็คงจะจำได้บ้าง สำหรับกิจของจิต กิจที่หนึ่งปฏิสนธิกิจ อันนี้ก็หมดไปแล้ว ชาติหนึ่งก็มีเพียงขณะเดียวเท่านั้น แล้วก็จุติจิตก็ยังไม่มาถึง เป็นจิตขณะสุดท้าย แต่ระหว่างที่จุติจิตยังไม่เกิด ก็จะมีจิตเกิดขึ้นทำกิจอย่างหนึ่งอย่างใดในกี่กิจ เมื่อสักครู่นี้ปฏิสนธิกิจหมดไปแล้ว แล้วก็จุติกิจก็ยังไม่มาถึง ทั้งหมดมี ๑๔ กิจ เพราะฉะนั้นระหว่างที่ยังไม่ถึงจุติกิจ จิตจะเกิดขึ้นทำกิจอย่างหนึ่งอย่างใดในกี่จิต ๑๒ กิจเท่านั้น ซึ่งภวังคกิจต้องมี เพราะว่าขณะใดก็ตามที่จะมีการเห็น มีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส จะเกิดเห็นขึ้นมาทันทีไม่ได้ ทั้งหมดต้องเป็นภวังค์ก่อน
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่ามีภวังคจิตก่อนเห็น มีภวังคจิตก่อนได้ยิน มีภวังคจิตก่อนได้กลิ่น มีภวังคจิตก่อนลิ้มรส มีภวังคจิตก่อนที่จะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย มีภวังคจิตก่อนคิดนึก เพราะฉะนั้นก็เป็นกิจที่ทำหน้าที่ที่โลกนี้ไม่ปรากฏ ไม่ใช่วิถีจิต เพราะเหตุว่าไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรสเลย ขณะใดที่ไม่มีการเห็น ไม่มีการคิดนึกทั้งหมด จิตทำกิจภวังค์ เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังเห็น สำหรับจิตเห็นเป็นภวังคกิจหรือเปล่า ไม่เป็น เพราะทำกิจเห็น ทำกิจเห็นแล้วจะทำภวังคกิจไม่ได้เลย จิตจะเกิดขึ้นทำกิจหนึ่งเท่านั้น จิตหนึ่งขณะจะทำสองกิจไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตเกิดขึ้นเห็น ขณะนั้นจะเป็นภวังค์ไม่ได้ ขณะที่กำลังทำกิจได้ยิน เป็นภวังค์หรือเปล่า ไม่เป็น ขณะคิดนึก ก็ไม่เป็น ขณะที่โลภะเกิดขึ้นติดข้องในอารมณ์ หรือว่าโทสะเกิดขึ้นไม่พอใจในอารมณ์ที่ปรากฏ ขณะนั้นเป็นภวังค์หรือเปล่า ก็ไม่เป็น
เพราะฉะนั้นเราก็จะมีความเข้าใจภวังคกิจถูกต้อง คือไม่ใช่ว่าใครเห็นแล้วก็ไม่สนใจอะไร แล้วเราก็บอกว่าคนนั้นเป็นภวังค์ ความจริงแล้วถ้าขณะใดที่เห็น ต้องละเอียดว่าขณะเห็นไม่ใช่ภวังคจิต ขณะได้ยินไม่ใช่ภวังคจิต ก่อนเห็นก่อนได้ยินต้องมีวิถีจิตแรก เพราะเหตุว่าปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิตไม่ใช่วิถีจิต ไม่ได้อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นไม่ใช่วิถีจิต นอกจากปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิตแล้ว เป็นวิถีจิตทั้งหมด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นชื่ออะไรต่อไป ก็ทราบว่าถ้าจิตนั้นไม่ได้ทำกิจปฏิสนธิ ไม่ได้ทำกิจภวังค์ ไม่ได้ทำกิจจุติแล้ว ต้องเป็นวิถีจิต วิถีจิตคือจิตที่ต้องอาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้น รู้อารมณ์ที่ต่างจากภวังค์ เพราะเหตุว่าขณะที่เป็นภวังค์อยู่ อารมณ์ใดๆ ก็ไม่ปรากฏ แม้จะเกิดในโลกนี้หรือโลกไหน อารมณ์ของโลกนั้นๆ ก็ไม่ปรากฏเลย ขณะที่ไม่เป็นภวังค์เท่านั้นที่อารมณ์ต่างๆ ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ
อารมณ์หรืออารัมมณะในภาษาบาลี หรืออาลัมพนะ หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ จิตรู้อะไรก็ตาม สิ่งที่ถูกจิตรู้เป็นอารมณ์ของจิต เพราะฉะนั้นในวันหนึ่งวันหนึ่งเวลาที่ศึกษาธรรมแล้ว เราก็อาจจะเริ่มคิดพิจารณาว่าอะไรสำคัญในชีวิต วันนี้ผ่านมาแล้วมากมายเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏสำคัญ สิ่งที่ไม่ปรากฏสำคัญไหม ไม่สำคัญ แต่สิ่งที่กำลังปรากฏสำคัญ เพราะฉะนั้นอารมณ์ที่ปรากฏซึ่งจิตกำลังรู้ เป็นสิ่งที่ถ้าเราไม่พิจารณา เราจะไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้วเราปรารถนา เราติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทั้งหมด จิตเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ เมื่อจิตเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นความหมายของอารัมมณะหรืออารมณ์ คือสิ่งที่เป็นที่ยินดีของจิต ไม่มีเราแต่มีจิต และจิตนั้นยินดีในอารมณ์ มีไหมที่จิตจะไม่ยินดีในอารมณ์ ไม่ใช่วิสัย โทสะความไม่ชอบความขุ่นเคืองเกิดในอารมณ์ได้ แต่จิต จิตล้วนๆ จิตจะต้องยินดีในอารมณ์เสมอ ไม่ว่าอารมณ์อะไรทั้งสิ้น เมื่อจิตเกิดจิตจะไม่ไปหาสิ่งอื่นเลย นอกจากจิตรู้สิ่งใด อารมณ์ที่จิตรู้เป็นที่ยินดีพอใจของจิต
เพราะฉะนั้นเราจะเห็นความจริงว่า เวลาที่ทรงแสดงสภาพธรรมโดยละเอียด เช่นโดยปัจจัย อย่างเวลาที่เราไปฟังสวดงานศพ จะพูดถึงเรื่องปัจจัย เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเกิดขึ้น จะเกิดขึ้นโดยไม่มีปัจจัยไม่ได้ คนที่ไม่รู้ก็บอกว่าเกิดขึ้นเอง แต่ว่าตามความจริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดต้องอาศัยปัจจัยทำให้เกิดขึ้น จิตก็มีปัจจัยเกิดขึ้น เจตสิกก็มีปัจจัยเกิดขึ้น รูปก็มีปัจจัยเกิดขึ้น เวลาที่ไปฟังงานสวดพระอภิธรรมศพ พระท่านก็จะสวดคำว่า อารัมมณปัจจัย เพราะเหตุว่าถ้าจิตไม่รู้อารมณ์นั้น ก็จะไม่มีความยินดี ไม่มีความต้องการในอารมณ์นั้นเลย แต่เพราะเหตุว่าอารมณ์ใดก็ตามที่ปรากฏในวันนี้ลองพิสูจน์ดู ตั้งแต่เช้ามาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตของเรา มีใครอยากจะทอดทิ้งอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายใจได้ไหม ยังไม่สามารถจะเป็นไปได้
เพราะฉะนั้นยังไม่ใช่ขณะที่จะรู้สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งคือนิพพาน ตราบใดที่เราไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม แล้วก็ยังคงยินดีพอใจในสิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ เป็นปกติธรรมดาอย่างนี้ ขณะนั้นจะไม่มีนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นแม้ว่านิพพานเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นปรมัตถธรรม แต่การที่จะต้องมีความเข้าใจถูกต้องในสภาพธรรม มีปัญญาที่รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม จะเป็นหนทางที่ทำให้สามารถที่จะประจักษ์ลักษณะของนิพพานได้ เพราะเหตุว่าโดยมากถ้าขาดการศึกษาโดยละเอียด พอได้ยินคำว่านิพพาน บางคนอาจจะต้องการแล้ว ไม่ทราบที่นี่มีใครต้องการที่จะนิพพานบ้าง หรือว่ารู้นิพพาน หรือยัง หรือว่าพอได้ยินก็น่าสนใจ
ผู้ฟัง โดยธรรมชาติของผู้ที่ใฝ่ปัญญา สูงสุดที่แต่ละบุคคลต้องการคือนิพพาน ทีนี้ถามว่าผมต้องการไหม ผมก็บอกว่าผมต้องการ
ท่านอาจารย์ นิพพานคืออะไร ถ้ายังไม่รู้จริงๆ ควรจะต้องการหรือไม่ต้องการ เพราะยังไม่รู้จริงๆ
ผู้ฟัง อธิบายคือ ไม่มีทั้งจิต ไม่มีทั้งเจตสิก ไม่มีทั้งรูปด้วย
ท่านอาจารย์ แต่มีจิตซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นจะไม่มีจิตที่รู้นิพพานไม่ได้ ถ้าไม่มีจิตรู้นิพพาน นิพพานก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้จิตรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา คือกำลังเห็นว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดกำลังปรากฏทางตา จิตได้ยินเสียงในขณะที่เสียงกำลังปรากฏกับจิตที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งทั้งหมดก็มีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีโผฏฐัพพะ คือเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ที่สามารถจะรู้ทางกาย แล้วก็คิดนึกเรื่องราวของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่ไม่ไช่นิพพาน เพราะว่าจุดประสงค์ของการศึกษาธรรม ขณะนี้อาจจะไม่ทราบว่า เมื่อมีความเข้าใจธรรมขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ปัญญาเริ่มเกิดเริ่มเจริญเริ่มเข้าใจความจริง ซึ่งเป็นอนัตตา เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม จนกว่าจะถึงขณะที่รู้แจ้งสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งคือนิพพาน แต่ว่ายังไม่ต้องรีบไปถึง เพราะว่ากำลังเริ่มต้นที่จะเข้าใจสภาพธรรมก่อน เพราะฉะนั้นจะรีบไปถึงหรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็ไม่ได้มั่นใจเร็วๆ นี้ ถ้าหากว่านิพพานมีจิต
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่นิพพานมีจิต แต่ต้องมีจิตที่รู้นิพพาน มิฉะนั้นนิพพานไม่ปรากฏ
ผู้ฟัง ถ้าหากว่ามีจิตที่รู้นิพพานแล้ว ก็คงจะไม่แตกต่างไปจากอรูปพรหมเท่าไหร่
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ เพราะเหตุว่าการรู้แจ้งอริยสัจธรรม คือมีนิพพานเป็นอารมณ์เท่านั้น ที่สามารถที่จะดับกิเลสได้เป็นสมุจเฉท คือไม่เกิดอีกเลย วันนี้ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ก็เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ใครก็ตามที่ไม่ได้ศึกษาโดยที่เข้าใจจริงๆ ก็จะไม่สามารถที่จะปฏิบัติจนกระทั่งถึงนิพพานได้ เพราะว่าปัญญาต้องอบรมตามระดับขั้น คือขั้นฟังก่อน ให้เข้าใจ จนกระทั่งถึงขั้นที่สติสามารถที่จะถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ด้วยความเข้าใจที่ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องตรงตามที่ได้ยินได้ฟังก่อน แล้วก็ละคลายความที่เคยพอใจในสิ่งที่เกิดดับ เพราะว่าได้ประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ตั้งแต่ได้ยินได้ฟังครั้งแรกว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สิ่งใดก็ตามที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นแล้วดับ ขณะนี้เอง แต่ถ้ายังไม่ถึงขั้นที่เป็นปัญญาที่ประจักษ์ ก็จะถึงนิพพานไม่ได้
เพราะฉะนั้นการอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ไม่ใช่ทำอย่างอื่น เพราะว่าบางคนมีความสงสัยในเรื่องของการปฏิบัติ ในเรื่องของการที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม แต่ว่าจะต้องเริ่มต้นจากการที่เข้าใจสภาพธรรมที่ไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวตน แม้แต่วันนี้ทั้งวันก็คือจิตเจตสิกเกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ นั่นเอง ขณะนี้เพียงเท่านี้สามารถจะรู้แจ้งนิพพานได้ไหม ไม่ได้ ต้องฟังต่อไปอีก แล้วก็เป็นความเข้าใจของแต่ละท่านเพิ่มขึ้น จนกระทั่งสามารถรู้จริงๆ ตามที่ได้ฟัง สำหรับผู้ที่ยังจำไม่ได้ มีหนังสือแล้วก็มีเทป ก็ต้องฟังบ่อยๆ แต่ให้ทราบว่า ก็คือชีวิตประจำวันจริงๆ ทุกวัน แม้ในขณะนี้เอง จิตจะต้องเกิดดับสืบต่อทำกิจแต่ละกิจตามลำดับ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ จะให้จิตที่เกิดขึ้นขณะนี้ข้ามไปทำกิจอื่น ไม่ได้เลย เช่น เวลาที่เป็นภวังค์อยู่จะให้จิตเห็นเกิดขึ้นทันทีไม่ได้ ต้องให้มีอาวัชชนะวิถีจิตแรก รู้ว่าขณะนั้นมีอารมณ์กระทบก่อน แล้วต่อไปเมื่อจิตนี้ดับไปแล้ว จิตเห็นหรือจิตได้ยิน จึงจะเกิด
เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ถ้าเราจะคิดถึงขณะนี้ พอได้ยินเรื่องเห็นก็เข้าใจเลยว่า ก่อนจิตเห็นต้องมีจิตที่เกิดก่อน ที่เริ่มรู้สึกตัวจากการที่ไม่รู้เลย เวลาที่เป็นภวังค์ อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดก็ไม่ปรากฏ ไม่รู้สึกตัวเลยทั้งสิ้นว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน โลกใดๆ ก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นการที่จะมีการเห็นเกิดขึ้น โดยที่มีสีสันวรรณะเป็นรูปชนิดหนึ่งกระทบกับจักขุปสาทก่อน แล้วก็ภวังค์ก็ไหวเพื่อที่จะเริ่มมีอารมณ์ใหม่ และเมื่อภวังค์ไหวคือภวังคจรณะดับแล้ว กระแสของภวังค์สุดท้ายก็คือภวังคุปัจเฉทะดับก่อน คือการเกิดดับสืบต่อทำงานของจิต เป็นอย่างที่เราไม่เคยคิดไม่เคยรู้มาก่อน แต่ด้วยพระปัญญาคุณที่ทรงตรัสรู้ ก็เห็นความละเอียดของสภาพธรรมที่เป็นอนัตตาโดยละเอียดทุกขณะ แม้แต่จิตหนึ่งขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ โดยแต่ละเจตสิกนั้นเป็นปัจจัยประเภทไหน ก็ทรงแสดงไว้โดยละเอียด
เพราะฉะนั้นถ้ามีความสนใจจริงๆ ว่าเราสามารถจะเข้าใจธรรมได้ เพราะเหตุว่าขณะนี้มีเห็น ก่อนเห็นมีอาวัชชนะ ก่อนอาวัชชนะมีภวังค์ แล้วพอเห็นดับไปแล้ว ปกติเราอาจจะคิดว่าเราชอบ หรือเราไม่ชอบในสิ่งที่เห็นทันที แต่นั่นเร็วไป เพราะเหตุว่าเมื่อจิตเห็นดับ ต้องมีวิบากจิตเกิดขึ้นรับรู้อารมณ์นั้นก่อนหนึ่งขณะแล้วดับ แล้วก็สันตีรณคือจิตที่เกิดต่อจากสัมปฏิจฉันนะ ก็ยังไม่สามารถที่จะชอบหรือชังได้ เพียงแต่พิจารณาคือรู้ยิ่งกว่าสัมปฏิจฉันนจิต คือรู้ลักษณะของอารมณ์นั้นเพิ่มขึ้น ที่ใช้คำว่าพิจารณาชั่วหนึ่งขณะแล้วดับ แล้วต่อจากนั้นการที่กุศลหรืออกุศลจะเกิด ต้องมีกิริยาจิตคือโวฏฐัพพนะทำหน้าที่กระทำทางที่จะให้จิตต่อไปเป็นกุศลหรืออกุศล เพราะเหตุว่าโวฏฐัพพนะเกิดแล้วดับไป กุศลจิตหรืออกุศลจิตจึงจะเกิดได้
เช่นในขณะนี้ทุกคนเห็น แล้วก็เกิดกุศลจิตมีศรัทธาที่จะได้ยินได้ฟัง เสียงซึ่งสามารถจะทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ไม่ใช่เสียงอื่น ถ้าเป็นเสียงอื่นไม่ใช่ที่นี่ ก็เป็นเสียงเรื่องธุรกิจการงาน เสียงเพลง เสียงอะไร ซึ่งเสียงเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจสภาพธรรมได้ แต่ว่าเสียงซึ่งสามารถจะแสดงถึงลักษณะของสภาพธรรม มีศรัทธาที่จะฟัง ขณะนี้ทุกคนไม่ทราบเลยว่า หนึ่งขณะที่กุศลจิตเกิดจะต้องประกอบด้วยโสภณเจตสิกอย่างน้อยที่สุด ๑๙ ชนิด หรือ ๑๙ ประเภท หิริต้องมี ความละอายต่อการที่จะไม่รู้ โอตตัปปะเห็นภัยว่าถ้าไม่รู้แล้ว เราก็ไม่รู้อย่างนี้ต่อไปในสังสารวัฏ มีสติ มีศรัทธา มีอโลภะ มีอโทสะ หลายเจตสิก ซึ่งจะขาดเจตสิกหนึ่งเจตสิกใดไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นทรงแสดงตั้งแต่ปฏิสนธิจิตว่า มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ แล้วดับ ภวังคจิตเหมือนปฏิสนธิจิต เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรมเดียวกัน ที่จะทำให้เป็นบุคคลหนึ่งในชาติหนึ่งในสังสารวัฏ แต่ว่าหลังจากนั้นแล้วตอนที่จะเริ่มเห็นเริ่มได้ยิน ก็เป็นการรู้สึกตัวเป็นวิถีจิตแรก คืออาวัชชนจิตซึ่งแปลโดยศัพท์ว่า รำพึงถึงอารมณ์ แต่ความจริงก็รู้ว่ามีอารมณ์กระทบ ขณะนั้นจะมีเจตสิกเท่ากับปฏิสนธิกับภวังค์ไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าไม่ใช่ผลของกรรมที่จะดำรงความเป็นบุคคลนั้น แต่ขณะนั้นจะเปลี่ยนสภาพจากความไม่รู้สึกตัวมาสู่การเห็น
เพราะฉะนั้นอาวัชชนจิต ซึ่งถ้าเป็นทางตาหูจมูกลิ้นกาย ๕ ทางจะใช้คำว่าปัญจทวาราวัชชนจิต เพราะว่าจิตนี้สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ ๕ ทาง จิตบางประเภทรู้อารมณ์ได้อย่างเดียว จิตบางประเภทรู้อารมณ์ได้มากกว่าหนึ่งอย่าง แต่สำหรับอาวัชชนจิตที่เป็นปัญจทวาราวัชชนะทาง ๕ ทวาร สามารถจะรู้อารมณ์ได้ทั้ง ๕ อารมณ์คือทั้ง ๕ ทวาร นี่ก็แสดงว่าถ้าละเอียดจริงๆ ก็จะรู้ว่า เจตสิกที่เกิดกับอาวัชชนจิตต่างกับเจตสิกที่เกิดกับภวังคจิต ทำหน้าที่ต่างกัน และภวังคจิตเป็นผลของกรรม แต่ปัญจทวาราวัชชนจิตไม่ใช่ผลของกรรม เพราะว่าถ้าเป็นจิตที่เป็นประเภทวิบาก จะต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดในสองอย่าง คือต้องเป็นกุศลวิบาก ผลของกุศล หรือว่าอกุศลวิบากซึ่งเป็นผลของอกุศล
คำว่าวิบากในภาษาไทยที่ใช้มาจากคำบาลีว่า วิปากะ กรรมใดที่สุกงอมพร้อมที่จะให้ผล ก็ทำให้เห็นขณะนี้ ขณะที่กำลังเห็น จิตเห็นเป็นผลของกรรม แต่ไม่มีใครสามารถที่จะบอกได้ว่า วิบากจิตที่กำลังเห็นขณะนี้เป็นผลของกรรมอะไร นอกจากพระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงตรัสรู้ทั้งหมดทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่ขวางกั้นพระญาณได้เลย ไม่ว่าจะเป็นธรรมในโลกนี้หรือโลกไหนทั้งสิ้น แต่ว่าผู้ที่ฟังพระธรรม ก็เริ่มที่จะเห็นพระปัญญาคุณ และก็รู้ว่าพุทธศาสนิกชน ที่มีโอกาสจะได้ฟังก็จะเป็นผู้ที่อบรมความรู้ความเข้าใจชีวิต ซึ่งขณะนี้เป็นจิตแต่ละขณะ เพราะว่าขณะนี้ภวังคจิตก็มี อาวัชชนจิตก็มี จักขุวิญญาณซึ่งกำลังเห็นขณะนี้ก็มี เห็นขณะนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ เท่านั้นเอง
นี่ก็เป็นสิ่งที่เราไม่มีโอกาสจะรู้เลย ถ้าไม่ทรงแสดงไว้ เพราะว่ารวดเร็วเหลือเกิน จากภวังค์ ภวังคจรณะ ภวังคุปัจเฉทะ อาวัชชนะ จนกระทั่งถึงจักขุวิญญาณ มีจิตเกิดเป็นวิบากบ้าง เป็นกิริยาบ้าง มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากบ้างน้อยบ้าง เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่วิสัยของเราที่จะไปรู้ขณะจิต แต่ว่าเราสามารถจะรู้ขณะนี้ คือเห็น ก่อนเห็นที่เป็นภวังค์ เราก็ไม่รู้ ก่อนเห็นที่เป็นปัญจทวาราวัชชนะก็ไม่รู้ แต่กำลังเห็นมีจริงๆ และจิตที่เกิดหลังเห็น คือวิบากจิตซึ่งเกิดเพราะกรรมเดียวกัน ที่จะทำให้รู้อารมณ์เดียวกัน ก็คือสัมปฏิจฉันนะเกิดต่อจากจักขุวิญญาณ และก็เมื่อสัมปฏิจฉันนะดับ สันตีรณะเกิดต่อ คือพูดซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆ ๗ ชื่อเหมือนกับ ๗ วัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะจำชื่อพวกนี้ก็ได้ยินบ่อยๆ ก็คุ้นหู
หลังจากที่สัมปฏิจฉันนจิตดับ สันตีรณะเกิดต่อ นี่เป็นวิบาก ตั้งแต่จิตเห็น สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ กรรมทำให้จิตเหล่านี้เกิดขึ้นรับรู้อารมณ์เดียวกัน แต่ว่าหลังจากนั้นแล้ว ก็หมดเรื่องของวิบาก จิตที่เกิดต่อจากสันตีรณะจะทำหน้าที่ที่เป็นกิริยาจิต เป็นชาติกิริยา เพราะเหตุว่าสามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ทั้งหมดทั้ง ๕ ทาง และหลังจากนั้นเมื่อโวฏฐัพพนจิตดับ ตอนนี้ที่เราสามารถรู้ได้ ถ้าโกรธเกิดขึ้นเรารู้ใช่ไหม เห็นแล้วไม่ชอบ ได้ยินแล้วไม่ชอบ ถ้ามีความติดข้องพอใจ เราก็รู้อีก เพราะเห็นพอใจในสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือว่าเพราะได้ยินเสียงที่เราชอบ หรือเพราะได้กลิ่น แล้วก็เกิดความพอใจในกลิ่นนั้น ลิ้มรสมีความชอบไม่ชอบ เราจะรู้เพียงเท่านี้เอง
เพราะฉะนั้นจะมีจิตหลายประเภทที่เราไม่สามารถจะรู้ได้ แต่ก็เกิดดับสลับกัน จนกระทั่งอารมณ์นั้นดับ เพราะเหตุว่าอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ซึ่งเป็นรูปที่ปรากฏจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ความรวดเร็วนี่ประมาณไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเรากำลังเรียนเรื่องของสภาพธรรมที่เกิดดับอย่างเร็วมาก ขณะที่กำลังเห็นไม่ใช่เพียงขณะเดียว ตั้งแต่เริ่มเดินเข้ามานั่งที่นี่เหมือนกับว่าเห็นสืบต่อกันตลอดเวลา แต่ความจริงมีจิตอื่นเกิดสลับตลอดไปจนกระทั่งถึงมโนทวาร ซึ่งจะต้องสืบต่อจากทางปัญจทวาร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560