ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
ตอนที่ ๑๕๕๔
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตจะเป็นเจตสิกไม่ได้ เพราะว่าจิตเป็นแต่เพียงสภาพ ที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้ง ลักษณะของอารมณ์
ผู้ฟัง เช่น กำลังโกรธ จิตก็รู้ว่าโกรธ และก็เจตสิกก็รู้ว่าโกรธ มีความต่างกันตรงไหน
ท่านอาจารย์ โกรธอะไร โกรธเป็นอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องมีสภาพที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วโกรธจึงเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอะไรปรากฏเลย ไม่มีอารมณ์ใดๆ เลยทั้งสิ้น โกรธก็เกิดไม่ได้ แต่เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมที่ปรากฏ เพราะว่าจิตเกิดขึ้นรู้สภาพนั้น พร้อมกับเจตสิก ซึ่งไม่พอใจในอารมณ์ที่ปรากฏ เพราะเหตุว่าเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เป็นต้น แต่บางคนก็อาจจะไม่พอใจ ในสภาพธรรม หรืออารมณ์ที่ดีก็ได้ แต่ปกติแล้วทุกคนก็ไม่ชอบสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
เพราะฉะนั้นขอกล่าวถึงเสียง มีหลายเสียง ถ้าเป็นเสียงที่น่าฟัง จิตเป็นสภาพที่ได้ยิน จิตไม่มีหน้าที่จะพอใจหรือไม่พอใจ ในเสียงนั้นเลย จิตมีหน้าที่อย่างเดียวคือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้จิตได้ยินพร้อมกับเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วย ถ้าขณะนั้นมีโทสเจตสิก สภาพที่กระด้าง อยาบ เกิดร่วมกับโทมนัสเวทนา เป็นความรู้สึก ที่ไม่พอใจในขณะนั้น แม้แต่ความรู้สึกไม่พอใจ ก็เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่จิต และโทสะ สภาพธรรมที่หยาบกระด้าง ขุ่นเคือง ขณะนั้นก็ไม่ใช่เวทนาเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่เป็นเจตสิก อีกประเภทหนึ่ง
เพราะฉะนั้นสำหรับจิตอื่น นอกจากทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ คือจิตเห็นกุศลวิบาก อกุศลวิบาก จิตได้ยินกุศลวิบาก อกุศลวิบาก จิตได้กลิ่นกุศลวิบาก อกุศลวิบาก จิตลิ้มรสกุศลวิบาก อกุศลวิบาก จิตที่รู้โผฏฐัพพะคือสิ่งที่กระทบกาย ซึ่งเป็นกุศลวิบาก อกุศลวิบาก จิตอื่นนอกจากนี้ทั้งหมด มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ประเภท
ผู้ฟัง ตามที่ท่านอาจารย์ได้อธิบายมา แต่ก็รู้สึกว่าเข้าใจยาก เหตุใดจึงต้องเรียนลักษณะ ให้ชัดเจนอย่างนี้ เราจะเหมาๆ ไม่ได้หรือ ว่าในขณะนี้ ผมโกรธ ก็เป็นจิต เป็นเจตสิก ท่านอาจารย์จะช่วยชี้แนะ อีกสักครั้งได้ไหม
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ก็เป็นเรา เพราะทุกคนก็คิดว่าเราเห็น และคิดว่าเราโกรธ แต่ความจริงเป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดพร้อมกันในขณะนั้น ถ้าเป็นจิต จิตก็เป็นจิต เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เจตสิกแต่ละอย่าง เกิดขึ้นพร้อมจิตและก็ดับไป อันไหนเป็นเรา ถ้าบอกว่าเป็นจิตกับเจตสิก เราก็ต้องไม่มี
ผู้ฟัง พูดถึงตรงที่เป็นทวิปัญจวิญญาณ ๘ ดวงเท่านั้น เวทนาจะเป็นอุเบกขาเท่านั้น ใช่ไหม ก็สงสัยว่า ทำไมถ้าเป็นกุศลวิบาก ก็ยังเป็นเวทนาที่เป็นอุเบกขาด้วย อันนี้ไม่ทราบคำถามถูกต้องหรือป่าว
ท่านอาจารย์ การที่จะรู้ว่าจิตแต่ละขณะนี้ เป็นจิตประเภทไหน ก็ต้องอาศัยเวทนาเจตสิก ซึ่งเกิดร่วมด้วย เพราะเหตุว่าจิตจะปราศจากเวทนาเจตสิกไม่ได้เลย เวทนาเจตสิกเป็นหนึ่งใน ๗ ของเจตสิก ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นเวลาที่จะรู้ว่า จิตนั้นเป็นจิตอะไร ก็จะต้องรู้ว่าเวทนาเป็นอะไรด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะสับสน เช่น ขณะนี้ที่กำลังเห็น เฉพาะจักขุวิญญาณ คือจิตที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา จะมีความรู้สึกที่เป็นสุขเวทนา หรือ ทุกขเวทนาไม่ได้ เป็นได้เพียงอุเบกขาเวทนาเท่านั้น
สำหรับทางหู จิตที่กำลังได้ยินเสียง ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นเสียงอะไรก็ตาม จิตที่เพียงได้ยิน เพียงได้ยินเท่านั้น เมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้น ประกอบด้วยเจตสิก ๗ ดวง เกิดแล้วก็ดับไป ขณะนั้นเวทนา ก็เป็นเพียงอุเบกขาเวทนา อทุกขมสุข จะโสมนัส โทมนัส หรือว่า ดีใจ เสียใจ ไม่ได้เลย สุข ทุกข์ ก็ไม่ได้
ทางจมูก บางคนอาจจะคิดว่า กลิ่นแรงมาก อย่างกลิ่นขยะนี่ รู้สึกอย่างไร ทันทีที่ได้กลิ่นขยะ บางคนก็แทบจะทนไม่ได้ใช่ไหม รู้สึกว่าเป็นกลิ่นที่ไม่น่าพอใจเลย แต่ชั่วขณะที่กระทบกลิ่นขณะนั้น แล้วก็มีจิตที่ได้กลิ่น ขณะนั้นก็เป็นอุเบกขาเวทนา ส่วนความรู้สึก ที่รู้สึกไม่ชอบกลิ่นนั้น ขณะนั้นเวทนาก็เป็นโทมนัสเวทนา เพราะเหตุว่าขณะนั้นไม่ใช่สภาพที่เฉยๆ ในกลิ่นนั้น และก็ไม่ใช่สภาพที่เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่ใช่สภาพที่ดีใจ เพราะฉะนั้นขณะที่เพียงได้กลิ่น ไม่ว่ากลิ่นจะเป็นกลิ่นอะไรก็ตาม ขณะนั้นเวทนาก็เป็นอุเบกขาเวทนา แต่หลังจากนั้นโทสะเกิดร่วมด้วย ไม่พอใจในกลิ่นนั้น เพราะฉะนั้นเวทนาที่เกิดกับโทสะ จะเป็นอุเบกขาไม่ได้ ก็ต้องเป็นโทมนัสเวทนา
ทางลิ้นเช่นเดียวกัน ชั่วขณะที่กระทบ รสมีหลายรส รสเผ็ด รสหวาน รสเปรี้ยว รสมัน คนที่ไม่ชอบรสเผ็ด เวลาที่ถูกพริกก็จะรู้สึก รู้สึกเผ็ดมาก หรือเผา หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ขณะนั้น ไม่ใช่การลิ้มรสเผ็ด ชั่วขณะที่รสเผ็ดปรากฏกับจิต เพียงชั่วขณะนั้น จิตที่ลิ้มรสเป็นอุเบกขา แต่หลังจากนั้นแล้ว ถ้าเป็นทุกข์เพราะรสนั้น จะเป็นที่ลิ้น หรือว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม ขณะนั้นเป็นกายวิญญาณ ไม่ใช่เป็นจิตที่ลิ้มรส แต่ว่าเป็นจิตที่รู้ความร้อน สภาพร้อนที่ปรากฏ และก็เกิดทุกขเวทนาขึ้น
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องตรงกับสภาพธรรมตามความเป็นจริง ว่าเมื่อมีปัจจัยที่จะให้สภาพธรรมใดเกิดขึ้น แม้แต่เวทนาก็เปลี่ยนไม่ได้ ก็จะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั้นๆ สำหรับทางกายเท่านั้น ที่กายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว บางคนก็อาจจะรู้สึกว่า ไม่เห็นเดือดร้อน เราก็นั่งอยู่นาน ก็ไม่ได้ เป็นสุข เป็นทุกข์ อะไร แต่ว่าถ้ามีความสามารถ ที่จะรู้ลักษณะสภาพของจิตจริงๆ ขณะนั้นจะรู้ได้ แม้แต่เพียงเส้นผมเส้นเดียว ที่กระทบหน้าผาก รำคาญไหม แค่เส้นผมเล็กๆ เส้นเดียว แต่ว่าเวลาที่เรา เพลินไปเรื่องอื่น หรือว่าไม่รู้สึกกระทบ แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องอื่นทันที ความรวดเร็วของจิต ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ เกินกว่าที่จะคาดคะเน
เพราะว่าขณะนี้เอง สภาพธรรมที่เกิดมีอายุสั้นมาก ถ้าเป็นนามธรรมก็มีอายุเพียง ๓ ขณะ คือ อุปาทะ ขณะเกิด ฐิติขณะ ขณะที่บ่ายหน้าไปสู่การดับ แต่ยังไม่ดับ ตั้งอยู่ และก็ขณะที่ดับ คือ ภังคะ แต่ทั้ง ๓ ขณะนี้ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แม้เพียงหนึ่งขณะจิต ยังไม่รู้ แล้ว ๓ ขณะ จะรู้ได้อย่างไร แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรมทั้งปวง โดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นจึงทรงแสดงแม้แต่เพียงว่า ขณะที่จิตเกิด เป็นปัจจัยให้รูปอะไรเกิดบ้าง ในอุปาทขณะ ในฐิติขณะ และในภังคขณะ
เพราะฉะนั้นเรื่องของสภาพธรรมที่มีอยู่ทุกวัน ก็ถูกปกปิด ด้วยอวิชา คือความไม่รู้ จนกว่าจะมีการได้ฟังพระธรรมเมื่อไหร่ ก็จะได้รู้ว่า ผู้ที่ตรัสรู้จริงๆ ก็ได้ตรัสรู้ สภาพธรรมที่มีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา เพราะว่าเกิดดับสืบต่อเร็วมาก เหมือนภาพที่ลวงตา เป็นใครกำลังนั่งอยู่ในห้องนี้เต็มเลย แต่ความจริงก็คือสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น เพราะว่าหลับตาแล้วก็ไม่มีอะไร ยังเป็นใครที่อยู่ในห้องนี้ไหม เพียงแค่หลับตานิดเดียว พอลืมตาก็เป็นอีกแล้วเยอะแยะเลยใช่ไหม
เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจธรรม ก็จะต้องฟังโดยละเอียด แล้วก็พิจารณาและรู้ว่า การที่จะดับกิเลส เป็นพระอริยบุคคล ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ก็จะต้องอบรมปัญญา ตั้งแต่ขั้นการฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จึงสามารถที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ เรื่องของความหลากหลาย และก็ความวิจิตรต่างๆ ของอารมณ์ นี่ก็มีทุกวัน โดยที่ว่าไม่มีใครสามารถที่จะเลือกได้เลยสักขณะเดียว แต่ว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงว่า ขณะนี้นามธรรมเป็นอย่างไร รูปธรรมต่างกับนามธรรมอย่างไร ในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังได้กลิ่น กำลังลิ้มรส กำลังคิดนึก เพราะฉะนั้นก็จะต้องฟังไปจนกว่าจะถึงกาลที่ถึงปัญญาอีกระดับหนึ่ง เพราะว่าปัญญาที่เกิดจากการฟัง ก็เป็นเพียงปริยัติ การฟังเรื่องราวของสภาพธรรม จนกว่าจะถึงกาลของปฏิปัตติ และปฏิเวธ
ขอกล่าวถึงผัสสะ ทุกคนก็ทราบว่า จิตเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ และก็จิตจะรู้อารมณ์อะไร ต้องแล้วแต่ผัสสเจตสิก กระทบอารมณ์อะไร เลือกได้ไหม เลือกให้จิตเกิด แล้วก็ให้ผัสสะกระทบอารมณ์นั้น อารมณ์นี้ อยากกระทบกับอารมณ์นั้นเหลือเกิน แต่ก็แล้วแต่ผัสสะ ว่าผัสสะจะกระทบกับอารมณ์อะไร เช่น ในขณะนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตาก็มี เสียง แม้ไม่มีคนพูด เสียงก็มี กายปสาทก็มี ที่จะรู้ เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว แต่ขณะที่รู้สิ่งใด แสดงว่าผัสสเจตสิกกระทบสิ่งนั้น จิตเกิดพร้อมกับผัสสเจตสิก แล้วก็รู้สิ่งที่ผัสสเจตสิกกระทบ เพราะฉะนั้นจิตจะขาดผัสสเจตสิกไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ผัสสะจึงเป็นอาหารปัจจัย ก็พูดเรื่องปัจจัยเกริ่นๆ นี่ ให้พอได้ยินได้ฟัง แล้วจะได้รู้ว่าสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยโดยสถานใด เพราะเหตุว่าเมื่อผัสสเจตสิกกระทบ จิตและเจตสิกอื่นๆ เกิดพร้อมกัน ตามประเภทของเจตสิกนั้นๆ เช่น เวลาที่จิตเห็นเกิดขึ้น เพราะผัสสเจตสิก กระทบกับสิ่งที่ปรากฏทางตา ขณะนั้นไม่ได้กระทบกับเสียง แต่ขณะใดที่จิตได้ยินเสียง ก็เพราะขณะนั้นผัสสเจตสิก กระทบเสียง ทุกคนคงจะจำเรื่องในชีวิตได้มากน้อยต่างกัน เรื่องก็เยอะ แต่เราคิดถึงเรื่องอะไร เพราะผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์นั้น แต่ว่าไม่ได้มีแต่เฉพาะผัสสเจตสิกๆ เดียวที่เกิดกับจิต อย่างน้อยที่สุดมี ๗ เจตสิก
สำหรับผัสสเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่กระทบอารมณ์ ต้องเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ด้วย แต่รูปจะกระทบกันอย่างไร รูปก็ไม่ทำให้เป็นสภาพรู้ขึ้นมาได้ เพราะเหตุว่ารูปไม่ใช่สภาพรู้ แต่ผัสสะเป็นเจตสิก เป็นสภาพรู้ เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต เป็นสัมปยุตตธรรม และสำหรับขณะนั้น ที่เกิดร่วมกับจิต และเจตสิกอื่นๆ ผัสสเจตสิก เป็นปัจจัย โดยเป็นอาหารปัจจัย นำมาซึ่งจิตและเจตสิก ซึ่งเกิดพร้อมกันในขณะนั้น และเมื่อมีการกระทบอารมณ์ และจิตก็รู้อารมณ์ที่ผัสสเจตสิกกระทบ คนส่วนใหญ่ ฟังเผินๆ ก็อาจจะเข้าใจว่า ผัสสะกระทบแล้วดับไป แล้วจิตก็เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่อย่างนั้นเลย
สภาพธรรมที่เป็นปัจจัย โดยเป็นสหชาตปัจจัย หมายความว่าต้องเกิดพร้อมกัน ถ้าผัสสะเกิดแล้วดับไป จะให้จิตไปรู้ได้อย่างไร อารมณ์อะไรที่ผัสสะกระทบ แต่เพราะเหตุว่าผัสสะในขณะนั้นเกิด กระทบอารมณ์ใด จิตที่เกิดพร้อมกันในขณะนั้น ก็รู้อารมณ์นั้น จะคนละขณะไม่ได้ เช่น ในขณะที่เห็น ผัสสะกระทบกับรูปารมณ์ คือสิ่งที่กำลังปรากฏ สีสันวัณณะต่างๆ ทางตา และจิตก็กำลังเห็น ขณะที่เสียงปรากฏเพราะผัสสะกระทบ และจิตก็ได้ยินเสียง
นอกจากนั้นก็ยังมีเจตสิก ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกประเภท เพราะว่าเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภท มี ๗ ชนิด ชื่อว่า "สัพพจิตตสาธารณเจตสิก" ภาษาบาลีนี่ก็แปลจากข้างหลังไป ใช่ไหม เจตสิกที่เกิด สาธารณะกับจิตทุกชนิด สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ภาษาบาลีก็ไม่ยากเกินไป ใช่ไหม เราก็ได้ยินบ่อยๆ สัพพะ สัพเพ พวกนี้ก็ชินหู สาธารณะก็ทั่วไป เพราะฉะนั้นสัพพจิตตสาธารณะ ๗ ดวง หรือ ๗ ชนิดก็ได้
ดวงที่หนึ่งคือผัสสเจตสิก ก็คงไม่มีใครสงสัย แต่ว่ามีใครจะรู้ลักษณะของผัสสะหรือเปล่า เพียงแค่ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรม และรูปธรรมในขณะนี้ ก็เข้าใจเพียงชื่อ แต่ยังไม่ถึงกับการประจักษ์ ลักษณะของธาตุ ซึ่งไม่ใช่ตัวตน และก็มีลักษณะเฉพาะอย่างๆ ซึ่งจะค่อยๆ รู้ได้ โดยสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสติปัฏฐานเท่านั้น ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็เพียงฟังเรื่องของผัสสะไปก่อน แล้วก็รู้ว่าก็เป็นสภาพของเจตสิก ซึ่งเกิดทุกขณะจิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วก็เกิดอีก ในสังสารวัฏฏ์ นานแสนนานมาแล้ว แล้วก็จะต่อไปอีกนานแสนนานเท่าไหร่ ถ้าไม่รู้ความจริงของลักษณะของสภาพธรรม ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะต้องมีผัสสเจตสิกเกิดพร้อมกับจิต และเจตสิกอื่นๆ อีก ๖ ดวง สำหรับจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย น้อยที่สุดคือ ๗ ดวง
สัพพจิตตสาธารณเจตสิกหนึ่ง คือผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา ความรู้สึก โดยสหชาตปัจจัยด้วย ไม่ใช่ว่าคนละขณะ ผัสสะกระทบสิ่งใด จิตรู้สิ่งนั้น เวทนารู้สึกทันทีในสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าขณะนั้น จะเป็นปัจจัยให้เกิดอุเบกขาเวทนา หรือว่าโสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา หรือสุขเวทนา หรือทุกขเวทนา แต่ถ้ากล่าวโดยแยก ก็ต้องเป็น ๕ แต่ถ้ากล่าวโดยรวม ก็เป็น ๓ คือ สุขหนึ่ง ทุกข์หนึ่ง และก็อุเบกขา หรืออทุกขมสุข แต่ถ้าแยกเป็นกาย และใจ เพราะเหตุว่าสำหรับผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ท่านยังคงมีทุกขเวทนาทางกาย และสุขเวทนาทางกาย แต่ไม่มีโทมนัสเวทนา เพราะฉะนั้นก็ต้องแยก ให้ทราบว่าถ้าใช้คำว่า โสมนัสคู่กับสุข ก็คือ โทมนัสเป็นทางใจ และก็สุขเป็นทางกาย โทมนัสก็เป็นทางใจ ทุกข์ก็เป็นทางกาย ส่วนอุเบกขา ก็อทุกขมสุข เป็นอีกชื่อหนึ่ง เวลาที่ผัสสะเกิดกับจิต จะรู้อารมณ์ใดก็ตาม ต้องมีเวทนาเจตสิก เกิดร่วมด้วยทุกครั้งไป
ผู้ฟัง ตามที่ได้ศึกษามา ผัสสเจตสิก เป็นธรรมชาติที่กระทบอารมณ์ ไม่อย่างนั้นจิตรู้ไม่ได้ ขณะที่ร่างกายหรือขาเรานี่เตะก้อนหิน เป็นต้น มีความรู้สึกว่ามีความแข็งมากๆ แล้วก็ความปวดมากๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ขณะนั้นมีผัสสเจตสิกในขณะนั้น
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดนี้รู้จักการฟังก่อน ไม่ใช่ว่าจะไปรู้โดยการที่สามารถจะรู้ลักษณะของผัสสเจตสิกได้ทันที ขณะที่กระทบแข็ง แสดงว่าแข็งปรากฏ ลักษณะของรูปปรากฎ ซึ่งจะต้องรู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ขณะที่กระทบแข็งมากๆ แล้วก็เจ็บ ลักษณะที่เจ็บก็ไม่ใช่ลักษณะที่แข็ง เพราะฉะนั้นในชีวิตประจำวัน ทุกขณะ ก็จะเป็นลักษณะของสภาพธรรมนั่นเอง แต่ละอย่าง ที่เกิดขึ้นปรากฏ แต่ว่าเร็วมาก เพราะว่าเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นก็ยากที่จะรู้ความจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ซึ่งต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาได้
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นขณะที่จิตรู้แข็ง หรือว่าจะเป็นทวารอื่นๆ นั้น ไม่ใช่อารมณ์มากระทบจิตโดยตรง แต่ว่ากระทบที่ผัสสะ แต่จิตเป็นธรรมชาติที่รู้ ถูกต้องไหม
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดรู้อารมณ์เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผัสสเจตสิก หรือว่าจิต หรือว่าเจตสิกอื่นๆ เช่น เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก ก็ต้องรู้อารมณ์เดียวกันทั้งหมด
ผู้ฟัง แต่รู้ต่างกันอย่างไรบ้างล่ะ เช่น ความแข็งที่ปรากฏ ในขณะที่เวทนาดูเหมือนกับเรารู้แต่จิต แต่ว่าขณะนั้นเวทนา ต้องรู้ความแข็งด้วย แล้วก็จิตก็ต้องรู้ความแข็งด้วย ขอความรู้
ท่านอาจารย์ รู้โดยกระทบ รู้โดยรู้สึก รู้โดยจำ หรือว่ารู้โดยประการอื่น ของลักษณะแต่ละลักษณะของเจตสิก
ผู้ฟัง อย่างถ้าอาการแข็งนี่ เรารู้ว่ามีความแข็ง ขณะนั้นเป็นจิตรู้ หรือว่าเป็นสภาพอื่นรู้
ท่านอาจารย์ ใครจะรู้ นอกจากจิต เจตสิก ซึ่งเป็นสภาพรู้ ไม่มีคน ไม่มีสัตว์เลยขณะนั้นก็ต้องเป็นนามธรรมเท่านั้น ที่สามารถจะรู้อารมณ์ได้
ผู้ฟัง แสดงว่าขณะนั้นเป็นธรรมที่รู้ แต่ว่าเนื่องจากความเคยชินของเรา ก็เลยยึดถือว่า ในขณะนั้นเรารู้สิ่งต่างๆ ถูกต้องไหม
ท่านอาจารย์ ค่ะ
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์สุจินต์ ได้กล่าวถึง ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ท่านอาจารย์ช่วยชี้ได้ไหมว่าอย่างไรจึงจะเป็นทุกข์ทางกาย และอย่างไรจึงจะเป็นทุกข์ทางใจ
ท่านอาจารย์ ทางกายคือขณะนั้น กำลังมีรูปกระทบกายเป็นอารมณ์ แต่ทางใจ ไม่มีรูปกระทบกายเป็นทุกข์หรือเปล่า วันนี้ใครเสียใจบ้าง โดยที่ว่า รูปไม่ได้มากระทบกายเลย คิดแต่เรื่องปัญหา ปวดหัว เป็นทุกข์ ขณะนั้นไม่ได้มีอะไรกระทบกายเลย แต่ความรู้สึกขณะนั้น ก็เป็นโทมนัส ขุ่นใจ ไม่พอใจ แต่ว่าขณะใดก็ตามที่มีกายอยู่ แล้วก็มีสิ่งที่มากระทบ มีกายปสาท ขณะนั้นจะห้ามความรู้สึก ที่เป็นสุข หรือเป็นทุกข์ อย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นเมื่อเวลา ฟังเรื่อง ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ จะต้องเข้าใจถึงอารมณ์ของจิต ซึ่งเป็นไปในขณะนั้น เป็นทุกข์ทางกาย หรือทุกข์ทางใจ
ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรมเป็นเรื่องตรง และก็เป็นเรื่องละเอียด และจิตเป็นสภาพที่เกิดดับเร็วมาก และก็มีประเภททั้งหมดถึง ๘๙ ประเภท เพราะฉะนั้นก็แต่ละประเภท ก็ต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย และก็มีสภาพธรรมที่เป็นสัมปยุตตธรรม ที่เกิดร่วมกัน ต่างๆ กันออกไป
ผู้ฟัง ขอเจริญพร ถ้าสมมติว่าเราไม่รู้ผัสสะ แต่ว่าเราไปรู้เป็นเวทนาเลย จำเป็นไหม ว่าที่เราจะไปพะวง อยู่กับคำว่า "รู้ผัสสะ ไม่รู้ผัสสะ" แต่เรารู้เวทนาเลยอย่างนี้ เราก็ไปกำหนดเวทนาอย่างนี้ จะถูกต้องไหม เจริญพร
ท่านอาจารย์ กำหนดอย่างไร
ผู้ฟัง สมมติว่าเวทนา เป็นทุกข์ก็ตาม เป็นสุขก็ตาม เราก็รู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง อย่างนี้จะถูกไหม
ท่านอาจารย์ ต้องรู้ลักษณะของความรู้สึกในขณะนั้น โดยไม่ใช่เรารู้ แต่รู้ลักษณะที่สัมมาสติเกิด แล้วระลึก คือรู้อยู่ที่ลักษณะนั้น
ทุกคนต้องจำ ใช่ไหม เราอาจจะคิดว่าเราจำไม่ได้ แต่ความจริงสัญญาเจตสิก เกิดกับจิตทุกขณะ ไม่เว้นเลย สัญญาเจตสิกคือสภาพธรรมที่จำสิ่งที่กำลังปรากฏ ที่จิตกำลังรู้ในขณะนั้น ขณะที่เห็นจำหรือเปล่า ถ้าไม่จำจะรู้ไหมว่า เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน เป็นแก้วน้ำ แต่ที่จำได้ เราเคยเข้าใจว่าเป็นเราจำได้ แต่ความจริงเพราะสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีกิจ มีลักษณะจำ จะไม่ใช่ลักษณะอื่น จะไม่ใช่ลักษณะที่รู้สึก จะไม่ใช่ลักษณะที่กระทบ แต่ว่าเป็นสภาพธรรมที่จำทุกอย่าง ไม่ว่าจิตรู้อารมณ์อะไร สัญญาเจตสิกก็จำอารมณ์นั้น
ผู้ฟัง เคยฟังท่านอาจารย์บรรยาย ขณะที่ฝันนั้น ก็เพราะสัญญา แล้วก็สัญญามันไปจำแต่ฝันร้าย
ท่านอาจารย์ เลือกให้สัญญาจำสิ่งที่พอใจได้ไหม ก็จะมีตัวเราที่จะเลือก ความจริงขณะที่นอนหลับ แสดงให้เห็นถึงการสะสม การสืบต่อของสัญญา ในฝันเราจะเห็น เราจะพูด หรือเราจะทำอะไรก็แล้วแต่ เพราะเราจำสิ่งนั้นไว้ แต่ว่าความจำ ที่จำไว้มากมายเยอะแยะ ก็เลอะเลือนปรุงแต่งให้เป็นความฝัน ซึ่งอาจจะประหลาดๆ ก็ได้
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นความฝัน จะมาเทียบกับในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เราไม่ได้หลับมันจะเหมือนกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องทราบว่าฝันนี่ ทางทวารไหน ขณะที่กำลังฝัน ไม่เห็น ถูกต้องไหม ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะฉะนั้นทวารหรือทางที่จิตจะรู้อารมณ์ มี ๖ ทาง ไม่ใช่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ขณะนั้นการสะสมของเรื่องราวต่างๆ ที่จำไว้ ก็ทำให้ ภวังค์ไหว และเมื่อภวังค์ขณะสุดท้าย ระหว่างที่หลับสนิท จิตเกิดขึ้นทำกิจภวังค์โดยตลอด คือไม่ใช่ทำหน้าที่ รู้อารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ไม่คิดนึกด้วย ในขณะที่หลับสนิท
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560