ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514


    ตอนที่ ๑๕๑๔

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างมีจริงเพียงชั่วขณะที่ปรากฏ เช่นเสียง มีจริงชั่วขณะที่เสียงปรากฏ แล้วเดี๋ยวนี้เสียงที่ปรากฏเมื่อสักครู่นี้หายไปไหน ทุกอย่างเป็นอย่างนี้ ไม่กลับมาอีกเลยทุกๆ ขณะ เพราะฉะนั้นถ้าสามารถที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมที่เกิดและดับด้วย ขณะนั้นก็จะค่อยๆ คลายความเป็นเรา และปัญญาก็จะเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ เป็นเรื่องเราจะทำหรือยังมีตัวตน แต่ต้องเป็นความเข้าใจถูกว่าเป็นธรรมยิ่งขึ้น

    ผู้ฟัง แล้วอย่างนี้เราต้องตัดตัวอะไรบ้างหรือไม่ ที่การที่เราจะบรรลุไปถึงขั้นโสดาบัน เราต้องตัดจิตตัวไหนบ้าง

    ท่านอาจารย์ นี่ก็เรื่องจะทำใช่ไหม

    ผู้ฟัง จะขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นการอบรมเจริญปัญญาจากการฟังตามลำดับ

    ผู้ฟัง ฟังธรรมนี่จากไหน

    ท่านอาจารย์ กำลังฟังเดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง ตรงนี้เราก็กำลังทำอยู่

    ท่านอาจารย์ ปริยัติศาสนา คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสมบูรณ์พร้อม คือไม่ใช่คำสอนที่เลื่อนลอยซึ่งใครก็พิสูจน์ไม่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ทรงแสดงเรื่องของสิ่งที่มีจริง กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ ขึ้นอยู่กับว่าปัญญาของเราสามารถจะเข้าใจสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ขณะที่กำลังฟัง จิต เจตสิก รูปก็เกิดดับไปเรื่อยๆ แต่เรากำลังฟังเรื่องจิต แล้วก็ฟังเรื่องเจตสิก ฟังเรื่องรูป ในขณะที่กำลังเห็น เราฟังเรื่องจิตที่เห็น เพราะว่าโดยมากหลายคนจะไม่รู้จักจิตโดยถ่องแท้ รู้แต่เพียงว่ามีจิต คนที่สนใจเรื่องจิต ก็จะไปแสวงหาหนังสือหลายๆ เล่มจากนักปราชญ์ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ตาม แม้สมัยปัจจุบัน จากองค์การต่างๆ เพื่อที่จะพยายามเข้าใจจิต แต่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้แจ้งจิตอย่างพระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ และทรงแสดงให้บุคคลอื่นสามารถจะรู้จริงๆ ไม่ใช่เพียงอ่าน เพราะเหตุว่าการศึกษาเพียงขั้นฟัง เป็นปริยัติศาสนา แต่เราไม่สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมเพียงโดยการฟัง เพราะขณะนี้หูได้ยิน และทางตาก็มีจิตที่เห็น มีจิตที่ได้ยิน แล้วก็มีเรื่องราวคิดนึก แต่ว่าไม่มีการรู้ลักษณะของแต่ละธรรมที่เป็นเห็น ซึ่งเป็นนามธาตุ ไม่ใช่เรา เพียงเกิดขึ้นและดับไป หรือว่านามธาตุที่สามารถจะได้ยินเพราะอาศัยหู นามธาตุชนิดนี้จึงเกิดขึ้น และก็ได้ยินเสียง ซึ่งเสียงไม่มีรูปร่างอย่างสี อย่างสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่จิตสามารถจะรู้สิ่งซึ่งแม้ไม่มีรูปร่าง แต่ว่าจิตรู้ได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรเลยซึ่งจิตไม่รู้

    อย่างเวลาที่เรารับประทานผลไม้บางอย่าง เช่นที่มีรสต่างๆ อย่างกล้วยก็มีเปลือก และก็มีรสของกล้วย ใครจะคิดว่าจิตสามารถที่จะลิ้มรสของกล้วย หรือรสของทุกๆ อย่างได้ เกลือน้ำตาล กาแฟชา ทั้งหมด เป็นสิ่งซึ่งถ้าไม่กระทบลิ้น รสจะปรากฎได้ไหม รสปรากฏไม่ได้เพราะจิตไม่ได้เกิดขึ้นลิ้มรส เพราะฉะนั้นขณะใดที่รสปรากฏ ย้อนไปนึกเข้าใจได้ทันทีว่า ขณะนั้นต้องมีนามธาตุหรือสภาพชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจึงสามารถที่จะรู้สิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจได้ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่จิตเกิด ต้องรู้แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏ แต่ด้วยความไม่รู้ก็มีความทรงจำ จากขณะแรกๆ ทำให้สามารถที่จะรู้ได้ทันทีว่า สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้เป็นอะไร เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดเรื่องจะทำหรือจะตัด เพราะว่าเป็นไปไม่ได้เลย เป็นหน้าที่ของปัญญาที่จะค่อยๆ อบรมเจริญขึ้น

    ผู้ฟัง ที่เรากำลังฟังอยู่เป็นธรรมใช่ไหม ที่ท่านอาจารย์พูดว่าธรรมแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง ก็คือนามธรรมกับรูปธรรมใช่ไหม เสร็จแล้วทีนี้ถ้าสมมติว่า ในรูปลักษณะที่ว่าธรรม ถ้าแบ่งเป็นบัญญัติธรรมกับปรมัตถธรรม จะต่างกับนามธรรมกับรูปธรรมอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องชื่อต่างๆ เราพูดถึงสิ่งที่มีจริงว่า สิ่งที่มีจริงในชีวิตคืออะไร พูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ก็ต้องเป็นปรมัตถธรรมคือจิต เจตสิก รูป

    ผู้ฟัง ถ้าสมมติเรารู้เรื่องสิ่งที่มีจริงแล้ว เราสามารถที่จะหลุดพ้นได้ไหม ถ้าสมมติเราไม่เข้าสู่กับปรมัตถธรรมคือทางธรรม ซึ่งจะถามท่านอาจารย์นิดหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับว่าทางโลกปัจจุบันที่เราอยู่ กับทางธรรม ต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ธรรมแล้วก็จะรู้แจ้งว่าเป็นอริยสัจธรรมได้ไหม

    ผู้ฟัง อันนี้ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ เราได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ อริยสัจธรรม ธรรม สัจจะ สิ่งที่มีจริงของพระอริยบุคคลที่ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว เพราะฉะนั้นเราเพียงพูดชื่อ ที่ท่านเหล่านั้นได้ประจักษ์แจ้ง แต่ว่าสภาพธรรมนั้นๆ ยังไม่ปรากฏกับบุคคลใด ก็ยังไม่แจ่มแจ้งกับบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เรารู้ว่าขณะนี้มีจิต เจตสิก รูปก็จริง แต่ถ้าไม่มีคำสำหรับเรียก เราสามารถที่จะรู้ความต่างของจิตกับเจตสิกไหม จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่จิตไม่โกรธ จิตไม่ดีใจ จิตไม่จำ จิตไม่เมตตา นั่นเป็นหน้าที่ของสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เป็นเจตสิกประเภทต่างๆ ซึ่งจิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ชนิดหรือ ๗ ประเภท

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า เวลาที่เราจำเป็นจะต้องใช้คำเพื่อที่จะแสดงความต่าง หรือว่าชื่อต่างๆ ก็เพราะเหตุว่าขณะนั้นมีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ จึงสามารถคิดคำ ถ้าไม่มีจิตที่คิดคำ หรือเรื่องราวต่างๆ คำหรือเรื่องราวต่างๆ นั้นก็ไม่มี เพราะฉะนั้นสภาพที่เป็นปรมัตถธรรมมีลักษณะจริงๆ เกิดดับจริงๆ แต่ต้องอาศัยคำ ซึ่งเป็นบัญญัติเรียกสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้หมายรู้ว่าหมายความถึงสิ่งใด เช่นถ้าพูดถึงจิต ไม่ได้หมายความถึงเจตสิก ไม่ได้หมายความถึงรูป และคำต่างๆ การนึกคิดต่างๆ เป็นบัญญัติ เป็นอารมณ์ของจิต ถ้าไม่มีจิตก็จะไม่มีบัญญัติ

    ความจำนี่มีไหม ต้องมีแน่นอนใช่ไหม ทุกคนจำได้ ลักษณะที่จำเป็นธรรมหรือไม่ เป็น มีจริงๆ เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม เป็นนามธรรม เป็นจิตหรือเจตสิก เป็นเจตสิก คือหมายความว่าจิตเขาจะไม่จำจะไม่รู้สึกใดๆ ทั้งสิ้นแต่เป็นใหญ่ในการเห็นแจ้งอารมณ์คือสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่จิตกำลังรู้ ไม่ว่าจะทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ อย่างเวลาที่ได้ยินเสียง สามารถที่จะจำได้ทันทีใช่ไหม เสียงโทรศัพท์มือถือ หรือว่าเสียงอะไร หรือว่าเพียงรับโทรศัพท์ จำเสียงคนพูดได้ทันที

    เพราะฉะนั้นลักษณะที่จำเป็นเจตสิก เจตสิกจะไม่เกิดกับจิตได้ไหม ไม่ได้ จิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกได้ไหม ไม่ได้ เพราะว่าจิตกับเจตสิกเป็นนามธรรมซึ่งต้องเกิดร่วมกัน เพราะฉะนั้นความจำเป็นเจตสิก ความรู้สึก ดีใจเสียใจเฉยๆ มีจริงๆ ไหม มี เป็นธรรมหรือไม่ เป็น เป็นปรมัตถธรรมหรือไม่ เป็นอภิธรรมหรือไม่ เป็น ถ้ารู้จักธรรมแล้วก็จะมีคำขยายเพิ่มเติม เช่น ธรรมก็ต้องเป็นปรมัตถธรรม ถ้าใช้คำว่าธรรม ไม่ได้เรียกเป็นชื่อคนโน้นคนนี้เลยสักคนเดียวใช่ไหม แต่ใช้คำว่าธรรมแสดงความเป็นใหญ่ของสภาพธรรมนั้น ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้นการที่ธรรมมีลักษณะอย่างนั้น ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ใช้คำว่า ปรมัตถธรรม เป็นบัญญัติใช่ไหมคำว่าปรมัตถธรรม แต่มีสภาพธรรมจริงๆ ลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ นั่นเองเป็นปรมัตถธรรม เพราะใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อีกชื่อหนึ่ง อีกคำหนึ่ง ก็คือ อภิธรรมเพราะฉะนั้นถ้าได้ยินคำว่าธรรม ปรมัตถธรรม อภิธรรม ก็คือความหมายเดียวกัน ถ้ามีคนบอกว่ารู้จักธรรมแต่ไม่รู้จักปรมัตถธรรม ถูกต้องหรือไม่ ไม่ถูก เพราะถ้าเข้าใจธรรมรู้จักธรรม ก็ต้องรู้ว่าธรรมเป็นปรมัตถธรรม แล้วก็เป็นอภิธรรมด้วย

    ขณะนี้ มีรูปธรรมไหม มี ก็เป็นรูปขันธ์ คือจะให้เข้าใจขันธ์ ๕ ในวันนี้ ถ้าเข้าใจคำว่ารูปหมายความถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ แล้วไม่ใช่สภาพรู้ รูปทุกชนิดเป็นรูปขันธ์ คำว่าขันธ์หมายความว่ากอง หรือส่วน หรือประเภท เพราะว่าลักษณะของรูปจะเป็นนามธรรมไม่ได้เลย รูปในอดีตก็เป็นรูปธรรมคือไม่ใช่สภาพรู้ รูปในขณะนี้ก็ไม่ใช่นามธรรม เพราะเหตุว่าไม่ใช่สภาพรู้ รูปในอนาคตก็เป็นรูป เพราะฉะนั้นสภาพของรูปธรรม ไม่ว่าจะเกิดแล้วดับไป หรือว่าจะเกิดขึ้นข้างหน้า หรือขณะที่กำลังเป็นรูปธรรมขณะนี้ ก็เป็นส่วนของรูป จึงเป็นรูปขันธ์

    ขันธ์ทั้งหมดมี ๕ ขันธ์ รูปขันธ์ได้แก่รูปทุกชนิด ทุกประเภท สำคัญไหม สำคัญมากที่จะต้องรู้ว่าเป็นเพียงรูป แต่ความจริงแล้ว ทุกคนติดในรูป สุขทุกข์เพราะรูป แสวงหารูป ตั้งแต่เกิดมา ไม่รู้เลยว่ามีความพอใจในรูปมากน้อยแค่ไหน ในรูปทางตาต้องสวย ทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน ที่ไหนก็ตาม ในสวนหรือที่ไหนทั้งหมด ก็คือต้องให้เป็นสิ่งที่น่าพอใจ นี่แสดงให้เห็นถึงความติดข้องในสิ่งที่เป็นเพียงรูป ซึ่งสามารถจะปรากฏสำหรับผู้ที่มีจักขุปสาท คือผู้ที่เห็นได้เท่านั้นเอง แต่เมื่อเห็นแล้วความติดมากมายสักแค่ไหน

    การแสวงหารูปของทุกคนต้องมี แล้วแต่ว่าเราจะมีความติดในรูปนั้นมากน้อยแค่ไหน แม้แต่รถยนต์ ชอบรูปอะไร ไฟชนิดไหน สีอะไร ทุกอย่างหมดในชีวิต รูปขันธ์เป็นสิ่งที่ติดข้อง แล้วก็ยากที่จะดับได้ ผู้ที่จะละความยินดีติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ต้องรู้แจ้งอริยสัจธรรมดับกิเลสถึงความเป็นพระอนาคามีบุคคล เพราะเหตุว่ามีปุถุชน ซึ่งไม่ได้รู้แจ้งสภาพธรรมเลย ยังเต็มไปด้วยความไม่รู้ในลักษณะของธรรม แล้วก็สำหรับผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมขั้นต้นเป็นพระโสดาบัน สามารถที่จะดับความเห็นผิดทั้งหมดไม่เกิดอีกเลย จะมีการเกิดอีกเพียง ๗ ชาติ แต่ยังติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ภาษาบาลีใช้คำว่ากาม เป็นสิ่งที่น่าพอใจ ความหมายของกามหมายความถึง สิ่งใดก็ตามซึ่งเป็นที่ตั้งของความยินดีความพอใจ และแม้แต่ความพอใจนั้นเองก็เป็นกิเลสกาม พอใจเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ซึ่งพอใจติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส หรือว่าทางภาษาบาลีใช้คำว่าโผฏฐัพพะ และสิ่งที่เป็นที่ติดข้อง ก็คือวัตถุกามคือสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของความพอใจ

    เพราะฉะนั้นเราเริ่มรู้จักตัวเราในวันหนึ่ง เริ่มเห็นกิเลส ทางตาติดข้องในรูปสีสันวัณณะต่างๆ ทางหูติดข้องในเสียง ดนตรีนานาชนิด ดนตรีไทย ดนตรีชาติต่างๆ เพลงต่างๆ ยุคต่างๆ แต่เสียงไม่ว่าจะเป็นเสียงที่เกิดแล้วในอดีตก็ยังคงเป็นเสียง ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ก็เป็นเสียง

    เสียงคือสภาพธรรมที่เพียงสามารถปรากฏกับโสตวิญญาณคือจิตที่ได้ยินเท่านั้น จิตอื่น เช่นจิตที่เกิดทางกายไม่สามารถที่จะรู้เสียงได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเพียงสิ่งซึ่งปรากฏกับคนที่มีโสตปสาท แต่ก็ติดมาก เสียงเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นก็เป็นรูปขันธ์ เพราะคำว่าขันธ์ก็หมายความถึงสภาพธรรมใดๆ ก็ตาม ซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นขันธ์ทั้ง ๕ เป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เกิดและดับ สภาพธรรมที่ไม่ใช่ขันธ์ที่เป็นปรมัตถธรรม ก็มีนิพพานอย่างเดียว ซึ่งเป็นขันธวิมุติ คือพ้นจากสภาพที่เกิดดับเป็นขันธ์

    เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ารูปมีความสำคัญมาก แยกเป็นส่วนหนึ่ง รูปธรรมเป็นรูปขันธ์ จะเป็นนามธรรมไม่ได้ เวลาที่ได้รูปที่น่าพอใจรู้สึกเป็นอย่างไร อยากจะได้แต่รูปที่น่าพอใจ ทางตาอาจจะเป็นแหวนเพชร หรืออาจจะเป็นเสื้อผ้า หรืออาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่พอใจ ขณะนั้นความรู้สึกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าความรู้สึกมี ๓ อย่าง คือสุข ๑ ทุกข์ ๑ อทุกขมสุข ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ คือเฉยๆ หรืออุเบกขา ตรงนี้ไม่ได้แยกทางกายกับทางใจ แต่ถ้าแยกทางกายทางใจก็มี ๕ คือ สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย โสมนัสทางใจ โทมนัสทางใจ และอุเบกขา เพราะว่าบางคนอย่างพระอรหันต์ ผู้ที่ดับกิเลสหมดแล้ว ท่านยังต้องมีทุกข์กาย ตราบใดที่มีกาย ก็เป็นที่นำมาซึ่งทุกข์ ความป่วยไข้ต่างๆ แต่ไม่มีทุกข์ใจเลย

    เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เราก็จะรู้ สภาพที่เกิดกับเราว่าตรงไหนเป็นทุกข์กาย แล้วก็ตรงไหนเป็นทุกข์ใจ เพราะว่าถึงแม้ว่ากายของเราแข็งแรงสุขภาพดี แต่วันนี้เป็นทุกข์ทั้งวันได้ไหมที่ใจเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นลักษณะนั้น เป็นเพราะกิเลส เป็นสิ่งซึ่งตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ ก็จะทำให้มีความรู้สึกอย่างนั้น แต่ว่าถ้าไม่มีกิเลสแล้ว ดับกิเลสแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีทุกข์กายและสุขกายได้ แต่เรื่องของใจเป็นเรื่องที่จะเห็นได้ว่าถ้ามีกิเลสมากก็ทุกข์มาก ถ้ามีกิเลสน้อย ทุกข์ก็น้อย แต่ถึงแม้ไม่มีกิเลสเลย ความรู้สึกก็ต้องเกิดกับจิตทุกขณะ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีโสมนัสเวทนาไหม แม้ว่าไม่มีกิเลส ก็มีได้ อย่างพระธรรมที่ทรงแสดงแล้วที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระปฐมเทศนามีผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม พยานของการที่ได้บำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป สิ่งที่ทรงปรารถนาคือสัตตูปการคุณการที่จะอนุเคราะห์สัตว์โลกให้พ้นทุกข์เช่นพระองค์ด้วย ก็สำเร็จ เพราะว่ามีผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมคือท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ขณะนั้น ซึ่งแม้ไม่มีกิเลส แต่โสมนัสเวทนาก็เกิดได้กับกิริยาจิต

    เราก็จะค่อยๆ ฟังไป เวทนาในภาษาบาลี หมายความถึงความรู้สึก เพราะฉะนั้นความรู้สึกจะมี ๕ อย่าง สุขเวทนา ทุกขเวทนา โสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา อุเบกขาเวทนา ต่อไปนี้เวลาใช้คำว่าเวทนา ก็ไม่ได้หมายความถึงว่าน่าสงสารมาก เพราะว่าคนไทยเราก็จะใช้คำว่า น่าเวทนาเหลือเกิน แต่ความจริงเวทนาเป็นเจตสิกที่เป็นความรู้สึก ต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เวลาที่จิตเกิดขึ้นเห็นต้องมีเวทนาเกิดร่วมด้วย เวลาที่จิตได้ยินเกิดขึ้นก็มีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย เวทนาเจตสิกต้องเกิดกับจิตทุกขณะ แล้วก็เป็นสภาพธรรมที่ทุกคนต้องการแต่สุขเวทนา หรือว่าโสมนัสเวทนา

    เพราะฉะนั้นเวทนาก็เป็นขันธ์หนึ่ง ขันธ์มี ๕ ขันธ์ คือ ๑ รูปขันธ์ ๒ เวทนาขันธ์ ๓ สัญญาขันธ์ สัญญาความจำเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เกิดกับจิตทุกขณะด้วย ถ้าไม่มีสัญญาความจำ เราจะเดินเข้ามาในห้องนี้ได้ไหม เราจะมีชีวิตที่เป็นอยู่ไม่ได้เลย ถ้าไม่มีสัญญาเจตสิก แต่สัญญาที่จำเกิดทั้งกับกุศลจิตและอกุศลจิต อย่างเวลาที่เราพูดถึงเรื่องบัญญัติ ถ้าไม่มีสัญญาความจำ เราจะรู้ไหมว่าสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้คืออะไร เพราะว่าความจริงที่เป็นปรมัตถธรรม ขณะนี้เราคิดว่าเรากำลังเห็นคน เห็นดอกไม้ เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ แต่ถ้าเป็นความจริงแท้ที่เป็นปรมัตถธรรม เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ถ้าห้องนี้ดับไฟหมดเลย แต่คนยังไม่ออกไป ยังอยู่เต็มเลย และก็ไฟดับ ยังมีคนไหม โดยความคิดความจำ ในขณะที่ไฟดับ ซึ่งแต่ละคนอาจจะออกไปจากห้องนี้หมดทีละคนก็ได้ แต่เราอาจจะยังคิดว่ายังมีอยู่เพราะเราจำ

    เพราะฉะนั้นสัญญาความจำเกิดกับจิต ทำให้สามารถที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ยากแสนยากที่จะเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้วขณะนี้สิ่งที่ปรากฏ เราจะใช้คำว่าวัณณะ สีสันวัณณะต่างๆ หรือแสงสว่าง เขียวแดงหรืออะไรก็ตามแต่ก็ได้ หมายความว่าถ้าไม่เรียกชื่อว่าสีอะไร หรือสว่างแค่ไหน เราจะกล่าวสั้นๆ เพียงว่า มีสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบกับจักขุปสาท ก็ปรากฏเป็นสีสันวัณณะต่างๆ เพียงหลับตาไม่ปรากฏสีสันวัณณะต่างๆ แต่เวลาที่เราหรี่ไฟยังไม่ถึงกับดับ สีสันวัณณะต่างๆ นี่จะเปลี่ยนไหม ก็เปลี่ยนไป นี่ก็แสดงให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วมีสีต่างๆ แล้วก็ความจำสีสันต่างๆ ทำให้มีการหมายรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร อย่างถ้วยแก้วมีรูปร่างตั้งหลายแบบใช่ไหม อาจจะเป็นทรงสูง อาจจะเป็นทรงเตี้ย อย่างไรก็ตาม แต่ความจำสัณฐานแล้วก็การรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราใส่น้ำได้ ใส่อะไรก็ได้ ขณะนั้นเราก็จำรูปร่างสัณฐานจากสิ่งที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นแท้ที่จริงแล้ว ตอนที่เรานอนหลับแล้วฝัน ไม่มีอะไรปรากฏทางตาในขณะที่กำลังหลับสนิท แต่ทำไมมีเรื่อง เมื่อคืนนี้ฝันเห็นใครบ้าง เห็นใช่ไหม เป็นเรื่องเป็นราว เพราะฉะนั้นขณะนี้เองเหมือนกับภาพนิ่ง เป็นสีสันวัณณะต่างๆ แล้วเราก็คิดเรื่อง เอาเรื่องออกมาจากสิ่งที่กำลังปรากฏ เอาสีสันวัณณะ มาเป็นดอกไม้ หรือว่ามาเป็นโต๊ะ หรือว่ามาเป็นคน หรือว่าเป็นสัตว์ เป็นรูปภาพ เป็นนาฬิกา จากความทรงจำทั้งหมด แต่ความจริงแท้ๆ ก็คือเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ต่างกับขณะที่ฝัน ขณะที่ฝัน ไม่มีสิ่งใดปรากฏ แต่มีเรื่อง

    เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ แล้วมีเรื่องจากสิ่งที่ปรากฏเหมือนฝัน ถ้าเอาสิ่งที่ปรากฏออกไป ความคิด ความจำ ก็เหมือนกับห้องนี้ หลับตาแล้วก็คิดถึงห้องนี้ แต่ยังไม่เหมือนฝันจริงๆ ใช่ไหม ฝันจริงๆ ต่างกับขณะที่ไม่ฝัน ก็คือเพียงแต่ว่า ขณะที่ไม่ฝันมีสิ่งที่กระทบตาและปรากฏ และเราก็นึกคิดไปต่างๆ นานากับสีสันวัณณะที่ปรากฏเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ จากความคิด แต่เวลาที่ฝัน เราก็ยังคิดเรื่องพี่น้อง เรื่องญาติ เรื่องต่างๆ แต่ไม่มีสีสันวัณณะปรากฏ เพราะฉะนั้นความต่างก็อยู่ตรงที่ว่า ความจำซึ่งเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิตทุกขณะ เป็นสิ่งที่สำคัญมากเลย เป็นสัญญาขันธ์ ได้ฟัง ๓ ขันธ์แล้วใช่ไหม คือ รูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ ส่วนเจตสิกอื่นอีก ๕๐ ประเภทเป็นสังขารขันธ์

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่ามีเจตสิกทั้งหมด ๕๒ ประเภท แต่ว่าระดับของเจตสิกนั้นต่างกัน เช่น ความโกรธ ความขุ่นใจ มีระดับต่างกัน ตั้งแต่ความขุ่นใจเล็กๆ น้อยๆ นิดเดียว จนกระทั่งถึงความพยาบาท ความผูกโกรธ หรือความแค้นเคือง ก็เป็นระดับของความโกรธที่ต่างกัน ซึ่งมีชื่อต่างๆ เพราะฉะนั้นเราใช้คำบัญญัติ เพื่อที่จะให้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ แม้บัญญัติในสิ่งที่ไม่มี แต่หมายรู้กันก็ได้ เช่น พระราชา มีปรมัตถธรรมอะไรที่เป็นพระราชาหรือไม่ มีจิต เจตสิก รูป แต่ก็บัญญัติคำนี้สำหรับบุคคล ที่มีกุศลวิบาก ที่ได้รับการสมมติบัญญัติว่าเป็นพระราชา เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าบัญญัติ เป็นสิ่งที่เราหมายรู้ด้วยความทรงจำ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์

    เจตสิกทั้งหมด มี ๕๒ ชนิด เวทนาเป็นปรมัตถธรรมอะไร เป็นเจตสิก ๑ ประเภทใน ๕๒ สัญญาความจำเป็นปรมัตถธรรมอะไร เป็นสัญญาเจตสิก ๑ ใน ๕๒ เจตสิกที่เหลืออีก ๕๐ เป็นสังขารขันธ์

    สังขารขันธ์ก็ได้แก่ เจตสิกอื่น ซึ่งในวันหนึ่งวันหนึ่งชีวิตที่เราเรียกหรือว่าพูดกันก็คือเจตสิกทั้งนั้น วันนี้ขยันไหม วันนี้ขี้เกียจไหม วันนี้โกรธไหม วันนี้ชอบหรือไม่ ทั้งหมดคือพูดถึงเจตสิกทั้งนั้น เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ แม้ไม่เรียกชื่อ แต่ถ้าเรียกชื่อเราก็จะรู้ความต่างกัน พวกนี้เป็นสังขารขันธ์ จิตทุกชนิดทุกประเภท เป็นวิญญาณขันธ์

    เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นการที่จะเข้าใจปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต ๑ เจตสิก ๑ รูป ๑ นิพพาน ๑ แต่สภาพธรรมที่เกิดดับเท่านั้นที่เป็นขันธ์ เพราะฉะนั้นก็ได้แก่ จิต เจตสิกและรูป เป็นขันธ์ ๕ ส่วนนิพพานเป็นขันธวิมุติ


    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    20 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ