ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
ตอนที่ ๑๕๔๑
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ วันนี้ก็คงจะเป็นการทบทวนเรื่องที่ได้ฟังแล้ว คือธรรมเป็นเรื่องที่มีอยู่ทุกขณะแม้ในขณะนี้ แต่การฟังแม้ในพระไตรปิฎกเอง พระผู้มีพระภาคก็ตรัสถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ทุกสูตรทุกแห่ง เพราะเหตุว่าเป็นธรรมที่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ในขณะที่ได้ฟัง สำหรับในวันนี้ก็คงจะเป็นการทบทวนเรื่องจิต เพราะว่าจิตเป็นธรรมที่สำคัญที่สุด เวลาที่พูดถึงธรรมไม่อยู่ไกลตัวเลย ที่ตัวมีธรรมทั้งหมด ซึ่งเราไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลย แต่ว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นปรากฏ และก็ทำกิจการงานทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่เกิดจนตายก็คือจิตและเจตสิก ซึ่งต้องเกิดร่วมกัน แล้วก็รูปธรรมก็เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งมี ในขณะใดก็ตามที่จะปราศจากจิตเจตสิกและรูป ไม่มีเลย
เพราะฉะนั้นในขณะนี้เอง ขอให้ทุกคนลืมเรื่องอื่น แล้วก็คิดถึงจิตซึ่งได้ฟังมาแล้วว่า เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ในขณะนี้กำลังเห็น เป็นจิตไม่ใช่รูป เพราะว่ารูปไม่สามารถที่จะเห็น ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย แล้วถ้าไม่มีการเห็นเกิดขึ้น ลักษณะที่กำลังเห็นในขณะนี้ ก็ไม่สามารถจะมีใครที่จะรู้ความจริงของสภาพที่กำลังเห็นในขณะนี้ได้ แต่เพราะเหตุว่าเห็นในขณะนี้มี แล้วเราก็ลืมที่จะคิดถึงสภาพธรรมที่มีจริง ทีละอย่างไม่ใช่พร้อมกันหลายๆ อย่าง เช่น ในขณะนี้กำลังเห็น ไม่ต้องคิดถึงเรื่องเสียง ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่นเลย แต่ขณะที่กำลังเห็นค่อยๆ เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงที่กำลังเห็น ถ้าใช้ชื่อ ก็คือจิตและเจตสิก เพราะเหตุว่า ถ้าไม่มีจิต โลกไม่ปรากฏ อะไรอะไรจะปรากฏไม่ได้เลยทั้งสิ้น แต่เพราะเหตุว่ามีจิตเกิดขึ้นเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะนี้จึงปรากฏได้
เพราะฉะนั้นจิตจะทำงานอยู่ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทางใจคิดนึก แต่ต้องทีละขณะ จะพร้อมกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังเห็น ก็ขอถามว่า มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเท่านั้น หรือว่ามีอย่างอื่นด้วย กำลังเป็นของจริง กำลังมีจริงๆ และขณะที่กำลังเห็นขณะนี้เห็นมี แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่ว่ามีเห็นและสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น หรือว่ามีอย่างอื่นด้วยในขณะที่กำลังเห็น ธรรมเป็นเรื่องที่ถ้าคิดแล้วก็จะเกิดความเข้าใจของตัวเอง แล้วก็จะเป็นความเข้าใจที่ค่อยๆ ชัดขึ้นตรงขึ้น และก็ไม่ลืมด้วย แต่ถ้าเราจะตามตัวหนังสือหรือตามตำรา เราอาจจะท่องได้ แต่ว่าไม่ใช่การรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ เช่น เห็น พูดว่าเห็นดูเหมือนกับว่าสำคัญหรือไม่สำคัญ เห็น ถ้าเกิดไม่เห็นเมื่อไหร่ เมื่อนั้นจะรู้ว่าการเห็นสำคัญแค่ไหน แต่ว่าเพราะเห็นจนชิน ก็เลยไม่คิดถึงว่าขณะที่เห็น เพียงเห็นจะมีอะไรในโลกนี้ปรากฏด้วยในขณะที่กำลังเห็นหรือเปล่า หรือว่ามีแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น
นี่คือการที่จะค่อยๆ รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง จนกระทั่งเป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลือที่จะยึดถือว่าเป็นเราได้ เพราะเหตุว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ จิตจะเกิดซ้อนกันสองขณะไม่ได้เลย จิตของใครแต่ละคน ก็เกิดขึ้นและก็ดับไป แต่การดับไปของจิตจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น การฟังธรรมซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อที่จะให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ว่า ขณะนี้ที่ตรัสว่า สังขารธรรมทั้งหลาย ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ตัวตน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต้องในขณะนี้ สภาพธรรมเกิดขึ้นเห็น ขณะนี้ผู้ที่รู้ความจริงรู้ว่าสภาพธรรมนั้นดับ แล้วก็จิตอื่นก็เกิดสืบต่อ แล้วก็ดับ และจิตอื่นก็เกิดสืบต่อ
ที่เราได้เรียนไปแล้วเรื่องกิจของจิต ๑๔ กิจ แต่ว่าโดยนัยของพระสูตรไม่ได้แสดงเรื่องของกิจ ๑๔ กิจเลย แสดงเพียงเรื่องของตาหูจมูกลิ้นกายใจ ซึ่งเกิดวนเวียนทางตากำลังเห็นดับ ทางหูได้ยินดับ ถ้าขณะนี้มีกลิ่นปรากฏ จิตนั่นเองเป็นสภาพที่เกิดขึ้น รู้กลิ่นที่ปรากฏ กลิ่นนั้นจึงปรากฏได้ ถ้าไม่มีจิต อะไรอะไรในโลกก็ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะเห็นความสำคัญของจิต ซึ่งไม่เคยขาดเลยตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ว่าต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจให้เห็นความเป็นอนัตตาของจิต ในขณะที่จิตเห็นเกิดขึ้นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทำกิจเห็นแล้วก็ดับไป ถ้ากล่าวโดยปัจจัย จิตกับเจตสิกเกิดร่วมกัน จะแยกกันไม่ได้เลย ที่ใดที่มีจิตที่นั่นต้องมีเจตสิก ที่ใดที่มีเจตสิกที่นั่นต้องมีจิต อาศัยกันและกันเกิดขึ้น
บางท่านที่เคยได้ยินคำว่าปฏิจจสมุปบาท ก็จะทราบความหมายได้ว่าเป็นธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าธรรมใดก็ตาม ที่จะเกิดขึ้นตามลำพังไม่ได้เลย จะต้องมีสภาพธรรมที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งอาศัยกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจิตอาศัยเจตสิกเกิดขึ้น เจตสิกอาศัยจิตเกิดขึ้น เพียงสองอย่างนี้ ใช้คำว่าโดยการเป็นสหชาตปัจจัย หมายความว่าต้องเกิดพร้อมกัน บางท่านสนใจในเรื่องปฏิจจสมุปบาทมาก และก็พยายามที่จะเรียงหัวข้อของปฏิจจสมุปบาท แต่ว่าถึงจะเรียงหัวข้อของปฏิจจสมุปบาท ก็ไม่ได้ทำให้เข้าใจสภาพธรรมที่เป็นปฏิจจสมุปบาทจริงๆ ในขณะนี้ แต่ถ้าสามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ แล้วก็เห็นความที่สภาพธรรมแต่ละอย่างที่จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกันเกิดขึ้น ก็จะสามารถเข้าใจธรรมก่อน แล้วก็เวลาที่ได้ยินชื่อต่างๆ ในพระไตรปิฎกก็สามารถที่จะเข้าใจได้
เช่น สหชาตปัจจัย จิตเป็นสหชาตปัจจัยแก่เจตสิก และเจตสิกก็เป็นสหชาตปัจจัยแก่จิต ไม่ยากใช่ไหม ปัจจัย คนที่เรียนธรรมแบบอภิธัมมัตถสังคหะ จะมีปริเฉทที่หนึ่งเรื่องจิต แล้วก็ปริเฉทที่สองเรื่องเจตสิก แล้วก็ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของปัจจัยในปริเฉทหลังๆ และบางคนก็คิดว่าคงจะยุ่งยากมากทีเดียวในเรื่องของปัจจัย แต่ว่าตามความเป็นจริงถ้าได้เข้าใจตั้งแต่ต้น จะไม่ยุ่งยากเลย ถ้ามีความเข้าใจในความเป็นปัจจัยคือจิตเจตสิกรูปที่จะเกิดขึ้นมาได้ ต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง ปัจจัยก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมที่มีจริง คือจิตเจตสิกรูปนั่นเอง รูปเป็นปัจจัยให้เกิดจิตได้ไหม ได้แน่นอน เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีจักขุปสาท จิตเห็นจะเกิดได้อย่างไร เพียงแค่นี้ เพียงแค่คิดนิดเดียว เราก็สามารถที่จะเห็นความเป็นปัจจัยได้ว่า แม้แต่ในขณะเห็นขณะนี้ ที่เห็นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยจักขุปสาท
เพราะฉะนั้นรูปซึ่งเป็นจักขุปสาท ก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตเกิดขึ้นเห็น ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ตั้งแต่เกิด นามธรรมคือจิตและเจตสิกต้องอาศัยรูปต้องเกิดที่รูป แม้ว่าการเกิดของแต่ละคน เป็นผลของกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิต คือจิตที่เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนเกิดขึ้น โดยกรรมซึ่งจะเป็นปัจจัยทำให้แล้วแต่ แต่ละคนจะมีปฏิสนธิจิตที่เป็นกุศลวิบากคือผลของกุศล หรือว่าเป็นผลของอกุศลคืออกุศลวิบาก กรรมเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดเป็นกัมมปัจจัย เพราะฉะนั้นเพียงแต่เริ่มฟัง เราก็จะได้ยินคำว่าปัจจัยหลายปัจจัย เช่น กัมมปัจจัย สหชาตปัจจัย และการที่จิตขณะหนึ่งเกิดแล้วดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น เป็นอนันตรปัจจัย หมายความว่าจิตทุกดวงเว้นจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้น ที่ไม่มีอนันตรปัจจัย หรือไม่เป็นอนันตรปัจจัย แสดงว่าใครก็ตามที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ เมื่อจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตต้องเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลย
เพราะฉะนั้นเราจากโลกก่อนมา โดยปฏิสนธิจิตในชาตินี้เกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน แล้วก็จุติจิตของชาตินี้ดับไป ก็จะเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาตินี้ไม่มีระหว่างคั่นเลย เป็นเรื่องของสภาพธรรม ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้ แล้วแต่ว่าสภาพธรรมนั้น เป็นนามธรรมรูปธรรมเป็นจิตเจตสิก ก็จะเกิดดับสืบต่อนานแสนนานจนถึงขณะนี้ และก็ต่อไปอีกนานแสนนานจนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์
นี่ก็เป็นการทบทวนเรื่องที่ได้กล่าวมาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ ไม่ทราบมีข้อสงสัยอะไรบ้างไหม ที่จะสนทนากัน ขอเชิญถ้ามี
อ.อรรณพ ขอเรียนถามท่านอาจารย์เพิ่มเติม จิตกับเจตสิกเป็นนามธรรมซึ่งเกิดประกอบกัน แล้วก็มีสภาพที่ละเอียดยิ่งกว่ารูป การที่จะทำความเข้าใจในความเป็นนามธรรมที่เป็นจิตกับเจตสิก ขอท่านอาจารย์ได้ช่วยอธิบาย หรือช่วยให้คำแนะนำที่จะมีความเข้าใจถูกในลักษณะของจิตเจตสิก ซึ่งเป็นนามธรรมซึ่งมีความละเอียดยิ่งกว่ารูปธรรม
ท่านอาจารย์ นามธรรมเป็นสิ่งที่มี แต่เพราะเหตุว่าไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น ก็เป็นสิ่งซึ่งยากที่จะรู้ได้ เช่น ในขณะนี้มีสีสันวรรณะกำลังปรากฏ สีสันวรรณะที่ปรากฏไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เพราะฉะนั้นความต่างกันของสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรมกับนามธรรม ก็คือรูปธรรมเป็นสภาพธรรมที่มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้ ไม่สามารถจะเห็น ไม่สามารถจะคิด ไม่สามารถจะเป็นสุขเป็นทุกข์ได้เลย เพราะฉะนั้นสภาพธรรมใดก็ตาม ไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็น แต่ว่าถ้าสภาพธรรมนั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้ สภาพธรรมนั้นเป็นรูปธรรม
เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้รูปธรรมเสียก่อน เช่น ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏเป็นรูปธรรม เสียงปรากฏ มองไม่เห็นเสียงก็จริง แม้ว่าเสียงมี แต่เสียงไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เพราะฉะนั้นเสียงก็เป็นรูปธรรม กลิ่นปรากฏ กลิ่นไม่สามารถจะรู้อะไรได้ กลิ่นเป็นรูปธรรม เวลาที่รับประทานอาหาร รสปรากฏแน่นอน ทุกรส แม้ว่าไม่เรียกชื่อเลย เราอาจจะบอกว่าหวานไปเค็มไป นั่นก็เป็นลักษณะของรส มองเห็นรสไหม แม้มองไม่เห็น แต่รสก็เป็นรูปธรรม และสำหรับทางกายขณะนี้ก็มีลักษณะที่แข็งปรากฏ มองเห็นแข็งหรือเปล่า มีใครมองเห็นแข็งบ้าง ไม่มีใครเห็นเลย แต่แข็งมีจริง แม้กระนั้นแข็งก็ไม่ใช่นามธรรม เพราะเหตุว่าเป็นเพียงลักษณะแข็งที่ปรากฏ
เพราะฉะนั้นทุกวันขอให้พิจารณาดูว่ารูปที่ปรากฏ มีแต่เพียง ๗ รูป ถ้าจะนับ ทางตาสีสันวรรณะต่างๆ หนึ่งรูป ทางหูเสียงหนึ่งรูป ทางจมูกกลิ่นหนึ่งรูป ทางลิ้นรสหนึ่งรูป ทางกาย ๓ รูป คือเย็นหรือร้อนเป็นลักษณะของธาตุไฟ อ่อนหรือแข็งเป็นลักษณะของธาตุดิน ตึงหรือไหวเป็นลักษณะของธาตุลม ๗ รูปเท่านั้นตลอดชีวิต มีใครมีรูปอื่นไหมที่จะปรากฏได้ ไม่มีเลย ถ้าเอา ๗ รูปนี้ออกหมด ยังมีสภาพรู้ นั่นคือนามธรรม
เพราะฉะนั้นเวลาที่กล่าวถึงนามธรรม จะรู้ได้โดยขณะที่เมื่อใดที่รูปใดปรากฏทางหนึ่งทางใด ก็หยั่งไปถึงสภาพธรรมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าทางตาในขณะนี้ก็คือกำลังเห็น เห็นมีจริงๆ มิฉะนั้นแล้วก็มีแต่เพียงสีสันวรรณะ แต่ไม่มีการเห็นสีสันวรรณะเลย แต่ขณะนี้สีสันวรรณะปรากฏกับจิตและเจตสิกซึ่งต้องเกิดร่วมกัน เพราะเหตุว่าไม่มีสภาพธรรมใดเลยที่จะเกิดโดยที่ไม่อาศัยกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกันในขณะนี้ที่กำลังเห็น แล้วถ้าศึกษาโดยละเอียดต่อไป ก็จะน่าอัศจรรย์ที่ว่าจิตเห็นเกิดที่จักขุปสาท แล้วก็ดับที่นั่นด้วยพร้อมทั้งเจตสิก ทั้งจิตและเจตสิกในขณะที่เห็น เกิดที่จักขุปสาทและก็ดับที่จักขุปสาท
เรามีชีวิตอยู่โดยเราไม่รู้เรื่องตัวของเราเองเลยว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นสภาพธรรมทั้งหมด ซึ่งก็เป็นนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เช่น นอกจากเห็นได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ขณะที่คิดนึกไม่ต้องอาศัยรูปใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่คิดมี ลักษณะที่คิดเป็นนามธรรม เป็นสภาพที่กำลังรู้คำรู้เรื่อง พร้อมกับความรู้สึกต่างๆ ในขณะที่คิด ซึ่งความรู้สึกนั้นไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก เพราะฉะนั้นก็แยกจิตออกจากเจตสิกได้ว่า โดยลักษณะแล้วจิตเป็นธาตุรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เช่น กำลังเห็น ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะละเอียดสักเท่าไหร่ จิตก็สามารถที่จะเห็นได้ เห็นความต่างของสิ่งที่ปรากฏได้ นั่นคือจิต แต่เจตสิกจะเกิดร่วมกัน แล้วก็มีความรู้สึกต่างๆ ในสิ่งที่เห็น ถ้าเห็นสิ่งที่น่าพอใจ ขณะนั้นความรู้สึกก็เป็นสุขโสมนัส และก็เกิดความติดข้องต้องการในสิ่งที่น่าพอใจ ความติดข้องมี ความสนุกมี ทั้งหมดนี้ก็เป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม
เพราะฉะนั้นก็แยกออกได้ว่า เว้นจากรูปธรรมทางตาหูจมูกลิ้นกาย วันหนึ่งวันหนึ่ง ที่เหลือนั่นก็เป็นนามธรรมคือจิตและเจตสิก ความคิดเป็นนามธรรม ความทุกข์เป็นนามธรรม ความสุขเป็นนามธรรม ความกังวลเป็นอะไร นามธรรม ก็แยกได้
ผู้ฟัง ที่บอกว่าจิตเป็นปัณฑระ ในกรณีที่เป็นอกุศลจิต ยังนับว่าเป็นปัณฑระด้วยหรือ
อ.อรรณพ ในขณะที่อกุศลจิตเกิด เพราะว่ามีอกุศลเจตสิกเกิดประกอบกับจิตนั้น จึงปรุงแต่งให้จิตและเจตสิกนั้นเป็นอกุศล แต่โดยสภาพของจิตจริงๆ เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์ เขาไม่ใช่เป็นลักษณะของเจตสิก เพราะฉะนั้นจิตจะเป็นกุศลจะเป็นอกุศลก็ขึ้นกับเจตสิกที่ประกอบ อันนี้ท่านทรงแสดงให้เห็นถึงความต่างกันของนามธรรมทั้งสองอย่าง
ท่านอาจารย์ ก็ขอถามว่าขณะที่นอนหลับ จิตเป็นปัณฑระหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ต้องเป็น ขณะตื่นกำลังเห็น จิตเป็นปัณฑระหรือเปล่า เป็น เฉพาะตัวจิตล้วนๆ อย่างเดียว ไม่พูดถึงเจตสิกใดๆ เลย จิตเป็นปัณฑระ เวลาที่มีเจตสิกอื่นเกิดร่วมด้วย จิตก็ยังคงเป็นปัณฑระถ้ากล่าวถึงจิต เพราะฉะนั้นเพื่อแยกให้เห็นความต่างของจิตและเจตสิก ใช้คำว่าปัณฑระสำหรับจิตเท่านั้น กำลังโกรธ จิตเป็นปัณฑระหรือเปล่า เป็น กำลังดีใจ เป็น หมายความว่าทุกขณะที่จิตเกิด จิตเป็นปัณฑระ
ผู้ฟัง เรียนถามท่านอาจารย์ ความตายจากโลกนี้ไป แล้วไปเกิดในภพภูมิใหม่ และในปัจจุบันนี้ที่ผมเห็นแล้วก็ได้ยินด้วย ก็เหมือนกับว่าผมตายจากการเห็นครั้งหนึ่ง แล้วก็มาได้ยินครั้งหนึ่ง เป็นประจำอย่างนี้หรือในชีวิตประจำวัน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมีความตาย ๓ อย่าง คือ ขนิกมรณะ ความตายทุกๆ ขณะ แล้วก็ความตายที่เป็นสมมติ ที่เราเรียกว่าสมมติมรณะ คือที่เราบอกว่าคนนั้นเกิดแล้วก็ตาย ความตายอีกอย่างหนึ่งคือสมุจเฉทมรณะ ความตายซึ่งไม่มีการเกิดอีกเลย เพราะฉะนั้นก็มีความตาย ๓ อย่าง คือ ขณิกมรณะหนึ่ง สมมติมรณะหนึ่ง และสมุจเฉทมรณะหนึ่ง
ผู้ฟัง ถ้ากล่าวอย่างนี้แล้วในชีวิตประจำวันของผม เมื่อเห็นแล้ว ผมก็ไม่กลัวเลยว่าจะต้องตายจากการเห็น แล้วมาได้ยินอะไรอย่างนี้ แต่ถ้ามากล่าวถึงจุติจิตกับปฏิสนธิจิตแล้ว ก็ชักกลัวๆ ว่าเราจะจุติตรงไหน แล้วก็เมื่อไปปฏิสนธิแล้วจะเกิดในภพภูมิใด อาจจะเป็นเปรต หรืออสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน หรืออาจจะอยู่ในสุคติภูมิก็ได้ จะไปทางไหนอย่างไรกันแน่
ท่านอาจารย์ เมื่อวานนี้กับวันนี้ก็ไม่เหมือนกันใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ บางคนเมื่อวานนี้อาจจะเป็นสุข และวันนี้เป็นทุกข์ แต่บางคนเมื่อวานนี้เป็นทุกข์ แต่วันนี้เป็นสุขฉันใด จากโลกนี้ที่เป็นสุขก็ไปสู่ทุกข์ หรือว่าจากสุขไปสู่สุขอีกก็ได้ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ถ้ารู้ว่าตายแล้วต้องเกิดแน่นอนจะกลัวอะไร มีทุกอย่างเหมือนโลกนี้ ตายแล้วก็เห็นอีก ได้ยินอีก มีเรื่องมีราวของโลกใหม่ เหมือนกับชาตินี้ก็ไม่ใช่ชาติก่อน เพราะฉะนั้นเรื่องราวของชาติก่อนก็ไม่ใช่ชาตินี้ เราจากโลกก่อนมามีความสุขในชาตินี้ ทำไมเรามีความสุขในชาตินี้ ชาติก่อนเรากลัวหรือเปล่า
ผู้ฟัง คือที่ผมกลัวเพราะว่าตั้งแต่เล็กมาจนโต ชีวิตส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำความดีเลย เพิ่งมาศึกษาธรรมก็ได้ประมาณสัก ๒๐ ปี รู้สึกไม่คุ้มกับชีวิตในช่วงต้นๆ ที่ได้ทำอะไรไว้มากมาย โดยไม่รู้ว่าบาปบุญคุณโทษเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ มีโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วใช่ไหม แล้วก็มีโอกาสได้ฟังพระธรรมด้วย แล้วก็มีโอกาสที่จะได้เข้าใจพระธรรมต่อไปอีก ถ้าไม่ยุติการฟังก็จะเข้าใจไปเรื่อยๆ กุศลใดทำให้มาเกิดเป็นคนนี้ที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม แต่ขณะนี้เองเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่กุศลที่เป็นไปในขั้นทานการให้วัตถุเพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่นเท่านั้น และก็ไม่ใช่เป็นกุศลขั้นวิรัติทุจริต แต่ว่าเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา มีศรัทธาในพระรัตนตรัยในคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะทำให้เกิดปัญญาสามารถที่จะรู้ว่า จริงๆ แล้วก็คือเป็นสภาพธรรม เราเคยยึดถือว่าเป็นเราหรือเป็นใครก็ตามแต่ แต่ก็เป็นธรรมนั่นเอง คือเป็นจิตเป็นเจตสิกเป็นรูป เราเองก็เป็นจิตเจตสิกรูป คนอื่นก็เป็นจิตเจตสิกรูป สิ่งที่เกิดเพราะกรรมทั้งหมดในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็มีจิตเจตสิกรูป
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าคิดถึงว่าเราจากโลกก่อนมาสู่ความสุขของโลกนี้ แล้วกุศลกรรมที่ประกอบด้วยปัญญาวันนี้ และวันก่อนๆ และต่อไป ถ้าให้ผลก็จะทำให้จากโลกนี้ไปสู่โลกของความสุข เกิดในสุคติ แล้วก็มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมต่อไป เพราะว่าในสุคติภูมิมีศาลาสุธรรมา สวรรค์ทุกภูมิ แม้แต่ในรูปพรหมภูมิก็มีศาลาฟังธรรม ในมนุษย์เราก็มีสถานที่ฟังธรรมมากมายหลายแห่งฉันใด บนสวรรค์ก็มีผู้ที่เกิดด้วยกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา และก็สนใจมีศรัทธาในการฟัง เพราะฉะนั้นก็มีการอบรมเจริญปัญญาในสุคติภูมิทุกภูมิได้
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์กล่าวถึงกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญากับกุศลที่ไม่ประกอบไปด้วยปัญญา มีความต่างกันอย่างไรบ้างในการที่จะเกิดมาอีก
ท่านอาจารย์ ทุกคนเกิดมาตอนเป็นเด็ก ก็คงไม่คิดว่าจะมานั่งอยู่ที่นี่ใช่ไหม แล้วก็จะฟังพระธรรมด้วย แต่ว่าชีวิตแต่ละวันก็ผ่านมาจนกระทั่ง เมื่อไหร่ที่เกิดฟังพระธรรม เมื่อนั้นก็แสดงถึงการสะสมของจิตสันดาน สันตานะแปลว่าการเกิดดับสืบต่อของจิต ซึ่งทำให้แต่ละคนมีอุปนิสัยต่างกัน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560