ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540


    ตอนที่ ๑๕๔๐

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ แต่ความจริงมีจิตอื่นเกิดสลับตลอดไปจนกระทั่งถึงมโนทวาร ซึ่งจะต้องสืบต่อจากทางปัญจทวาร ก็เหมือนพูดถึงสิ่งซึ่งเราไม่รู้เรื่องเลยใช่ไหม ทั้งๆ ที่กำลังเป็นอย่างนี้ แต่ไม่สามารถที่จะรู้ได้เพราะว่าเป็นเรื่องที่ละเอียด และก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเราพยายามที่จะช้าๆ หน่อย แล้วก็คิดตาม อย่างเมื่อสักครู่นี้มีใครกระพริบตาบ้างหรือเปล่า หรือว่านั่งกันมาตลอดนี่ไม่ได้กระพริบตาเลย ต้องมีใช่ไหม ขณะที่กระพริบเห็นไหม กระพริบสั้นมากใช่ไหม แค่นิดเดียวเอง ทุกสิ่งเหมือนปรากฏสืบต่อกัน แต่ถ้าเราจะลองคิดดูว่า ขณะที่กระพริบจริงๆ ตรงนั้นเห็นหรือเปล่า เห็นไม่ได้เลย เพราะหลับตาแล้ว แล้วถ้าหลับนาน จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ไหม ไม่เห็น ถ้ากระพริบถี่ๆ ก็อาจจะเห็น แล้วก็ไม่เห็น แล้วก็เห็น

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ถ้ามีแต่เพียงเห็นสั้นๆ นิดเดียว และหลับตานานๆ พอจะรู้ไหมว่าเห็นอะไร แค่เห็นนิดเดียว เหมือนใครที่ยกอะไรให้เราดูอย่างเร็ว เร็วมากแล้วเอาออกไป เราสามารถที่จะรู้ได้ไหมว่าสิ่งที่เราเห็นเป็นอะไร เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย นี่ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าเพียงเฉพาะจิตเห็น ตอนนี้จะไม่พูดถึงเรื่องของกิจต่างๆ จะพูดถึงเฉพาะจิตที่เราสามารถจะเข้าใจได้ เช่น จิตเห็นในขณะนี้ ถ้ามีเฉพาะจิตเห็นอย่างเดียว ไม่พูดถึงสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะอะไรอีกแล้ว พูดถึงเฉพาะจิตเห็น ถ้าเพียงเห็นเท่านั้น ไม่มีการจดจำสีสันต่างๆ ที่ปรากฏเลย จะสามารถรู้ได้ไหมว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร แค่เห็นสีผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหมือนขณะนี้ ถ้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว จะไม่มีการรู้เลยว่ามีอะไรในห้องนี้บ้าง แต่เพราะเหตุว่าหลังจากที่เห็นดับ ทางตาไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ไม่ว่าจะเป็นปัญจทวาราวัชชนจิต หรือว่าจักขุวิญญาณ สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะ จนถึงชวนะ ความชอบไม่ชอบในสิ่งที่เห็น ถ้าเป็นปัญจทวารวิถี ซึ่งมีรูป ๑๗ ขณะที่ยังไม่ดับ แต่ความจริงไม่ได้รู้ทั้ง ๑๗ ขณะเลย เพราะรูปเกิดพร้อมกับอตีตภวังค์ เพราะฉะนั้นกว่าจะมาถึงวิถีจิต รูปมีอายุไม่ถึง ๑๗ ขณะ

    เพราะฉะนั้นที่เรากำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เห็นรูปที่สั้นมาก ถ้าเพียงแต่มีเห็นเท่านั้น เห็นแต่รูปอย่างเดียว ไม่มีการจำ ไม่มีการคิดนึกใดๆ เลย จะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาคืออะไร นี่เป็นความจริง แต่เนื่องจากว่าหลังจากที่เห็นแล้ว ทางปัญจทวาร หรือทางจักขุวิญญาณที่เห็นดับแล้ว ทางใจจิตเกิดขึ้นรับรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาต่อ พร้อมกับการทรงจำในรูปร่างสัณฐานและเรื่องราว เพราะฉะนั้นทันทีที่เห็นอาศัยการเกิดดับสืบต่อของทางตา และทางใจอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้ปรากฏว่าเราเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งต่างๆ แต่ถ้าเราจะพิจารณาจริงๆ จิตเห็นไม่สามารถจะรู้ได้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร นี่คือชีวิตตามความเป็นจริง ซึ่งเกิดดับสืบต่อจนกระทั่งทำให้เรามีความเข้าใจว่า เราเห็นสิ่งที่ยั่งยืน สิ่งที่เที่ยง สิ่งซึ่งไม่ดับเลย

    ผู้ฟัง จะเป็นไปได้บ้างไหมว่า ขณะที่วิถีจิตทางปัญจทวารเกิด แล้วจะไม่ต่อทางมโนทวาร

    ท่านอาจารย์ ถ้าจุติจิตเกิด จริงๆ แล้วพอรูปดับแล้ว จิตต้องทำหน้าที่ภวังค์เกิดสืบต่อทันที มิฉะนั้นแล้วก็คือจุติ ที่เรายังไม่จุติเพราะว่าหลังจากที่รูปดับทางตา เหมือนกับรูปดับทางหูคือเสียงดับ ภวังคจิตต้องเกิดสืบต่อจนกว่าจะรู้อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย เพราะว่าทางที่จะรู้ก็มีแค่นี้เอง ส่วนทางใจต้องเกิดสืบต่อจากทางปัญจทวารทุกครั้ง

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่ามีภวังคจิตคั่นระหว่างเห็นหรือได้ยิน ภวังค์นั้นจะเกิดครั้งเดียว หรือว่าหลายครั้ง หรือว่าแล้วแต่เหตุปัจจัย

    ท่านอาจารย์ ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ แต่ว่าสำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์เป็นคู่ๆ ซึ่งไม่ใช่ว่าผู้ใดจะแสดงได้อย่างนั้น ก็มีผู้ที่มีความชำนาญแสดงได้ แต่ก็ไม่เท่ากับพระองค์ ภวังคจิตของพระองค์มีเพียงสองขณะ แล้วใครจะรู้สองขณะ ถ้าไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง คือแต่ก่อนพอท่านอาจารย์บอกมีภวังค์คั่น ดิฉันก็นึกว่าขณะเดียวเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ ขณะเดียวไม่ได้ กระแสภวังค์

    ผู้ฟัง จากที่ฟังมาหลายอาทิตย์แล้วก็พูดเรื่องของกิจของจิต ดิฉันอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยกรุณากล่าวได้ไหมว่า จิตที่ว่ามี ๘๙ ดวง มีอะไรบ้าง

    ท่านอาจารย์ คิดว่ายังไม่รู้จักจิตทั้ง ๘๙ ใช่ไหม อันนี้ก็แค่ภวังคจิตก่อน ซึ่งรู้จักชาติด้วย คือเรื่องชาติของจิตสำคัญมาก เพราะเหตุว่าจิตที่เป็นเหตุจะเป็นผลไม่ได้ และจิตที่เป็นผลก็ต้องเกิดจากเหตุ เพราะฉะนั้นก็จะมีกุศลและอกุศลจิตซึ่งเป็นเหตุ และวิบากซึ่งเป็นผล ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ไม่มีใครสักคนที่จะพ้นวิบากคือผลของกรรม โดยมากเราคิดว่าเราได้รับอุบัติเหตุ หรือว่าป่วยไข้ และเราก็พอจะมองเห็นว่าเป็นผลของกรรม แต่ขณะเห็นเป็นผลของกรรม ขณะได้ยิน ขณะได้กลิ่น ขณะลิ้มรส ขณะรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส จิตใดที่ชื่อว่าวิบากจิตเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นจึงมีกุศลวิบากและอกุศลวิบาก

    ถ้ามีเหตุ ผลต้องมี แต่ว่าควรจะรู้ด้วยว่าผลได้แก่จิตอะไร คงต้องขยายความเรื่องของภูมิอีกนิดหน่อย หมายความถึงจิตใน ๘๙ ชนิดมีหลายระดับ คือทั้งหมดระดับของจิตจะต่างกันเป็น ๔ ระดับ จิตระดับกาม กามที่นี่หมายความถึงรูปที่เห็นทางตา เสียงทางหู กลิ่นทางจมูก รสที่ลิ้มทางลิ้น แล้วก็สิ่งที่กระทบกาย กามภูมิถ้าเป็นที่เกิดก็คือที่เกิดซึ่งเต็มไปด้วยรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ และก็จิตที่เป็นกามภูมิก็คือจิตที่ไม่รู้อย่างอื่นเลย นอกจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี่แหละ วันหนึ่งวันหนึ่งไม่พ้นจากเรื่องราวของรูป ของเสียง ของกลิ่น ของรส ของโผฏฐัพพะ

    เพราะฉะนั้นจิตของทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ผู้ที่ไม่ได้ทำความสงบระงับจากอกุศลจนกระทั่งถึงขั้นฌานจิต เมื่อฌานจิตยังไม่เกิด ต้องเป็นระดับขั้นกามภูมิ คืออย่างไรอย่างไรทุกวันจะพ้นจากจิตที่เป็นจิตที่รู้รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นกามาวจรจิต เป็นจิตที่วนเวียนท่องเที่ยวอยู่ในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็เป็นกามาวจรจิต แต่ถ้าเป็นรูปภูมิอีกระดับหนึ่ง ก็หมายความถึงจิตที่เห็นโทษของรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เช่น คนก่อนครั้งพุทธกาล เป็นผู้ที่มีปัญญามาก เขาสามารถที่จะรู้ได้ว่าทันทีที่เห็น พอใจหรือไม่พอใจต้องเกิดในสิ่งที่ปรากฏ ถ้าเห็นสิ่งที่ดี เขาติดข้องทันที ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ดี ใจเขาก็ขุ่นแม้เพียงนิดเดียว ขณะนั้นเขาก็เห็นโทษว่าไม่ใช่ความสงบ เพราะเหตุว่าขณะใดที่เกิดความติดข้องมีความต้องการ ใครสงบบ้าง อยากจะได้ขวนขวายแสวงหา ได้มาแล้วก็ต้องเก็บรักษาด้วยการห่วงใย ว่า ไม่อยากจะให้พลัดพรากจากไป

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ต้องเป็นผู้ที่มีปัญญาที่เห็นโทษของสภาพของจิตที่ไม่สงบที่เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นท่านเหล่านั้นก็มีปัญญาสามารถที่จะรู้หนทางที่จะทำให้จิตสงบระงับ จากการที่ติดข้องในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส จนกระทั่งความสงบของจิตมั่นคงขึ้น พร้อมด้วยปัญญาถึงระดับขั้นของสมาธิระดับต่างๆ จนถึงขั้นที่เรียกว่าฌานจิต ซึ่งมีรูปเป็นอารมณ์ ถ้าท่านเหล่านั้นสามารถที่จะมีฌานจิตเกิดก่อนจุติคือไม่เสื่อม อย่างท่านพระเทวทัต ท่านทำฌานได้ แต่ว่าอกุศลกรรมของท่านก็ทำให้ตอนที่ใกล้จะจุติเป็นอกุศลจิต ทำให้ปฏิสนธิในอบายภูมิเพราะเป็นอกุศลวิบาก แต่ถ้าผู้ใดก็ตาม แม้ในครั้งก่อนการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็สามารถที่จะให้จิตสงบจนกระทั่งเป็นฌานจิตระดับต่างๆ มี ๕ ระดับ ท่านเหล่านี้เวลาที่ใกล้จะจุติ ฌานจิตเกิด ท่านจะไม่เกิดในกามภูมิคือไม่เกิดในมนุษย์โลก หรือว่าในสวรรค์ แต่จะเกิดในพรหมภูมิ ซึ่งมีรูปเป็นอารมณ์ นี่ก็เป็นภูมิระดับของจิตระดับที่พ้นจากกาม แต่เป็นระดับของความสงบที่เป็นรูปฌาน ทำให้เกิดเป็นรูปพรหม ก็ยังมีผู้ที่มีปัญญายิ่งกว่านั้นอีก ที่เห็นว่าตราบใดที่ยังมีรูปเป็นอารมณ์ ก็ยังใกล้ชิดต่อรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

    เพราะฉะนั้นท่านก็สามารถที่จะละรูปที่เป็นอารมณ์ โดยที่มีอรูป เช่น อากาศวิญญาณ ความไม่มีอะไร หรือว่ามีอะไรก็ไม่ใช่ ไม่มีอะไรก็ไม่ใช่ แต่ว่าไม่ใช่เพียงคำแปลง่ายๆ อย่างนี้ พอไปคิดว่ามีอะไรก็ไม่ใช่ ไม่มีอะไรก็ไม่ใช่ จะคิดว่าเป็นฌานจิตไม่ได้เลย เป็นเรื่องที่ละเอียดและก็เป็นเรื่องที่ยากด้วย แต่ว่าก็เป็นภูมิของฌานที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นแม้จิตก็เป็นอรูปฌานจิต แม้ภูมิที่เกิดซึ่งเป็นผลของกรรมนี้ ก็เกิดเป็นอรูปพรหม คือ มีแต่นามธรรม คือจิตและเจตสิกเกิด ไม่มีรูปใดๆ เลย ดีไหม ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่เดือดร้อนเพราะการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพราะไม่มีรูป เพราะฉะนั้นก็เป็นอายุที่ยืนยาวมาก นี่ก็เป็นเรื่องของภูมิของจิต

    ผู้ฟัง เมื่อเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน ยังจะต้องเกิดอีก ๗ ชาติเป็นอย่างมากใช่ไหม จะเอาจิตตัวไหนมาปฏิสนธิ

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่ว่าพระโสดาบันนั้นได้ฌานหรือไม่ได้ฌาน ถ้าไม่ได้ฌานก็เกิดในสวรรค์ คือจะไม่เกิดในอบายภูมิ ๔ เลย เมื่อเป็นพระอริยบุคคลแล้ว ถ้าได้รูปฌานก็เกิดในรูปพรหมภูมิ ถ้าได้อรูปฌานก็เกิดในอรูปพรหมภูมิ อีกภูมิหนึ่งคือโลกุตรจิต มีนิพพานเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นโลกุตรกุศล เป็นกุศลที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ไม่ใช่มีอย่างอื่นเป็นอารมณ์เลย สามารถที่จะดับกิเลสได้ เมื่อเป็นกุศลจิตเกิด แล้วดับไป ต้องเป็นปัจจัยให้วิบากจิตเกิด เพราะฉะนั้นสำหรับจิตภูมินี้ เป็นภูมิพิเศษคือโลกุตรกุศลจิตได้แก่ มรรคจิต ๔ โสตาปฏิมรรคจิตซึ่งเป็นโลกุตรกุศล สกทาคามีมรรคจิตซึ่งเป็นโลกุตรกุศล อนาคามีมรรคจิตซึ่งเป็นโลกุตรกุศล อรหันตมรรคจิตซึ่งเป็นกุศล เมื่อเป็นกุศลแล้วต้องเป็นปัจจัยให้เกิดวิบากจิต

    เพราะฉะนั้นเมื่อโลกุตรกุศลจิตดับ โลกุตรวิบากจิตเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลย อย่างที่เราสรรเสริญคุณ อกาลิโกหมายความว่าเมื่อกุศลนี้ดับแล้ว จะไม่มีจิตอื่นมาคั่นเลย ผลของกุศลนี้คือโลกุตรวิบากต้องเกิดทันที เพราะฉะนั้นเมื่อโสตาปฏิมรรคจิตดับ เป็นปัจจัยให้โสตาปัตติผลจิตเกิด ไม่ได้ทำกิจปฏิสนธิ ไม่ได้ทำกิจภวังค์ ไม่ได้ทำกิจอื่นใดเลยทั้งสิ้น แต่ว่ามีนิพพานเป็นอารมณ์ ผลของโลกุตรจิตที่เป็นกุศลดับไป เป็นปัจจัยให้โลกุตรวิบากจิตเกิดขึ้น มีนิพพานเป็นอารมณ์เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสำหรับโลกุตรวิบากต่างจากวิบากอื่นๆ เพราะเหตุว่าไม่ทำปฏิสนธิกิจ ไม่ทำภวังคกิจ ไม่ทำจุติกิจ ไม่ทำอาวัชชนกิจ ไม่ทำกิจเห็นกิจได้ยินทั้งหมด ไม่ทำสัมปฏิจฉันนกิจ ไม่ทำสันตีรณกิจ ไม่ทำโวฏฐัพพนกิจ ทำชวนกิจเช่นเดียวกับโลกุตรกุศล

    เพราะฉะนั้นถ้าได้ยินคำว่ากุศล ไม่ว่าจะเป็นกามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล โลกุตรกุศล ทั้งหมดทำชวนกิจเท่านั้น และสำหรับวิบากอื่นจะทำชวนกิจไม่ได้เลย นอกจากโลกุตรวิบาก นี่ก็เป็นสิ่งที่พิเศษต่างหากไม่เหมือนกับวิบากอื่นๆ

    ผู้ฟัง ดิฉันอยากจะเข้าใจตรงที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า รูปเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร อย่างสมมติว่าเราได้ยินเสียง เราจะต้องมาพิจารณาด้วยหรือว่าเสียงนั้นไม่รู้อะไร

    ท่านอาจารย์ คือสภาพธรรมที่มีอยู่จริงๆ ในชีวิตประจำวัน ลักษณะเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นคือไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าถ้าเราไม่รู้ เราจะมีความรู้สึกว่าเสียงของเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ หรือเสียงใครก็ได้ เราก็มีความคิดว่าเป็นเสียงคนนั้น แต่ความจริงสภาพธรรมทุกอย่างไม่ใช่ของใครเลย มีปัจจัยเกิดแล้วก็ดับ สิ่งที่เกิดแล้วดับจะเป็นของใครได้ เราอาจจะคิดว่าเป็นเสียงเรา หรือว่าเสียงเขา แต่เสียงก็เกิดแล้วดับแล้ว เสียงที่ดับไปแล้วจะเป็นของใคร เพราะฉะนั้นธรรมทุกอย่างไม่เป็นของใครเลยทั้งสิ้น เป็นธรรมจริงๆ คำว่าธรรมก็คือธาตุ เป็นของกลางไม่มีเจ้าของ เมื่อมีปัจจัยก็เกิด แม้แต่จิตเห็นขณะนี้ จะเห็นตรงนี้ตรงไหน บนสวรรค์ ในน้ำ ไม่มีของใครหมดเลย จิตเห็นเกิดขึ้นทำกิจเห็นเท่านั้นเหมือนกันหมด ชาติก่อนชาติหน้าชาติไหน ใครก็ตามที่มีจักขุปสาท ก็มีปัจจัยที่จะทำให้จิตเห็นเกิดแล้วก็ดับไป คือจะต้องเข้าใจความเป็นธรรมตลอด ไม่ว่าจะเป็นสภาพของนามธรรมหรือรูปธรรม ชื่ออะไรต่างๆ ทำกิจอะไรก็ตาม ก็เป็นธรรมทั้งหมด

    ผู้ฟัง ในวันๆ เรารู้สึกว่าจะคุ้นกับลักษณะของโลภะหรือโทสะ มากกว่าที่จะไปรู้ลักษณะของแข็ง หรือว่ากลิ่น หรืออะไรต่างๆ ท่านอาจารย์ว่า เป็นอย่างนี้หรือว่าเป็นเฉพาะบุคคล

    ท่านอาจารย์ แล้วโลภะในอะไร

    ผู้ฟัง ก็ติดในสิ่งที่เห็นตามมา

    ท่านอาจารย์ บางคนก็ไม่ชอบหมอนแข็งใช่ไหม ข้าวแข็งก็ไม่ชอบ แม้แต่แข็งก็เป็นที่ตั้งของความชอบไม่ชอบ

    ผู้ฟัง ที่จิตทำชวนกิจ แล้วท่านอาจารย์บอกว่ามีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดกุศลจิตหรืออกุศลจิต ปัจจัยที่ทำให้เกิดกุศลจิตหรืออกุศลจิตนั้น เป็นผลมาจากวิบากในชาติก่อนๆ

    ท่านอาจารย์ เป็นผลมาจากการสะสมของกุศลหรืออกุศลนั้นๆ

    ผู้ฟัง แล้วเกิดในขณะที่ทำสัมปฏิจฉันนะใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทราบว่าถ้าเป็นจิตที่เป็นวิบาก ไม่สะสม ถ้าจะสะสมกุศลหรืออกุศลก็ตรงชวนกิจ เพราะเหตุว่าเกิดดับซ้ำกัน ๗ ขณะ ซึ่งขณะที่เป็นวิบากเป็นผลของกรรม แต่ขณะที่เป็นชวนะเริ่มเป็นเหตุที่จะให้เกิดผลข้างหน้าต่อไป วิบากชาตินี้เกิดขึ้นเพราะกรรมในอดีต ตั้งแต่ปฏิสนธิ ภวังค์ จนถึงแม้แต่การที่เราจะเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ได้ลาภ ได้ยศสรรเสริญสุข เป็นผลของกรรม ซึ่งแล้วแต่ว่ากรรมไหนถึงกาลที่สุกงอมพร้อมที่จะให้ผลเกิดก็เกิด พวกสิ่งที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายเป็นรูปที่เรายึดถือว่าเป็นลาภบ้าง เป็นยศบ้าง อย่างสรรเสริญก็เป็นเสียง ซึ่งความจริงก็กระทบหู แล้วก็ดับใช่ไหม แต่เรื่องราวความทรงจำของเราว่า เป็นนินทาหรือเป็นสรรเสริญทางใจ เพราะว่ามโนทวารไม่มีอะไรปรากฏเลย ภวังคจิตก็มืดสนิท แต่มีจุดเล็กๆ ๕ จุด ซึ่งก็ได้แก่ปสาท ถ้าจะเปรียบ ซึ่งเกิดดับตลอดเวลา เพราะว่ากรรมเป็นปัจจัยให้ปสาทรูปเหล่านี้เกิด คือเป็นปัจจัยให้ตาหูจมูกลิ้นกายเกิด เพื่อให้วิบากจิต จิตที่เป็นผลของกรรมเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ จะเรียกว่าลาภยศสรรเสริญอะไรก็แล้วแต่ จะได้ยิน จะได้กลิ่น จะลิ้มรส ซึ่งเมื่อได้เห็นได้ยินแล้ว รูปนั้นยังไม่ได้ดับไปเลย แต่ว่าการสะสมของความชอบความไม่ชอบของกุศลอกุศลจากชวนจิต ซึ่งเกิดดับซ้ำถึง ๗ ครั้ง ก็จะทำให้คนนั้นเป็นผู้ที่มีอุปนิสัยเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นทันทีที่รู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วแต่ว่าคนนั้นสะสมชวนะอย่างไร เป็นกุศลมากหรืออกุศลมาก สะสมในเรื่องของทาน หรือว่าสะสมในเรื่องของศีล หรือว่าสะสมในเรื่องความสงบของจิตก็แล้วแต่ ความเมตตาความกรุณาเหล่านี้ ก็เป็นปัจจัยให้จิตนั้นๆ หลังจากที่โวฏฐัพพนะดับไป ก็เกิดขึ้นเป็นกุศลประเภทนั้นๆ หรือว่าเป็นอกุศลประเภทนั้นๆ

    ผู้ฟัง แล้วตทาลัมพนจิตคือการสืบต่อใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ หลังจากที่ชวนจิตซึ่งเป็นเหตุใหม่ ดับแล้วใช่ไหม เพราะว่าจะเกิดอย่างมากเพียง ๗ ขณะสำหรับกามาวจรวิถี แต่รูปยังไม่ดับ เพราะว่ารูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ถ้านับตั้งแต่รูปเกิดพร้อมอตีตภวังค์ พอถึงชวนะ ๗ ขณะเป็นเพียงขณะที่ ๑๕ เพราะฉะนั้นรูปจะเหลืออยู่ขณะสั้นมากเลย สองขณะจิตสั้นที่สุด วิบากจิตก็ไม่ทิ้ง เกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้นต่อจากชวนะเท่านั้นเอง ก็เป็นวิบากจิตซึ่งเกิดขึ้นต่อจากชวนะ และก็มีอารมณ์เดียวกับชวนะ แล้วรูปก็ดับ พอดับแล้วภวังคจิตก็เกิดสืบต่อดำรงภพชาติ จนกว่าจะเป็นวิถีจิตทางไหนก็ตาม จะเป็นทางหู หรือจะเป็นทางตาอีก หรือจะเป็นทางใจก็แล้วแต่

    แต่ว่าหลังจากที่วิถีจิตทางหนึ่งทางใดของ ๕ ทางนี้ดับแล้ว เป็นภวังค์คั่นแล้ว มโนทวารวิถีต้องเกิดสืบต่อทันทีคู่กันไปตลอด รับรู้อารมณ์ที่รู้ทางปัญจทวาร แล้วก็สามารถที่จะจำ และก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร สิ่งที่ได้ยินเป็นอะไร มีความหมายเป็นอะไร เพราะว่าเสียงก็เพียงสูงๆ ต่ำๆ ใช่ไหม แต่ละภาษาก็เป็นเสียงสูงๆ ต่ำๆ ทั้งนั้น แต่ว่าจิตก็ยังสามารถจะจำลักษณะของเสียงแต่ละภาษาได้ และก็เข้าใจความหมายนั้นได้ นี่เป็นทางมโนทวารทั้งหมด เพราะฉะนั้นเราอยู่ในโลกของมโนทวารมากเลย โลกของความมืดซึ่งรับสิ่งที่ปรากฏทางตาต่อ รับเสียงต่อ รับกลิ่นต่อ แล้วก็คิดนึกเรื่องราวของสิ่งต่างๆ ต่อ แล้วก็เหมือนกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเที่ยงอยู่ตลอดเวลาด้วยความทรงจำในอัตตสัญญา

    ผู้ฟัง ขณะที่เป็นสภาพรู้คือขณะไหนของจิต

    ท่านอาจารย์ จิตทุกชนิดรู้หมดเลย จิตต้องรู้อารมณ์ จิตเป็นนามธาตุ ธาตุชนิดหนึ่ง เวลาที่เราพูดถึงธาตุ เรามักจะคิดถึงรูปธาตุเท่านั้น ไม่ว่าในสาขาใด แต่ความจริงแล้วในพระพุทธศาสนา ทรงแสดงเรื่องนามธาตุ เพราะเหตุว่าถ้าบางคนจะพูดเรื่องจิต เขาไม่สามารถที่จะแสดงความละเอียดได้ แต่พระพุทธศาสนาจากการตรัสรู้ก็รู้ว่า ไม่ได้มีแต่เพียงรูปธาตุ แต่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏได้ ก็เพราะเหตุว่ามีนามธาตุซึ่งเป็นสภาพรู้ ได้แก่ จิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นรู้สิ่งต่างๆ นั่นเอง โลกจึงได้ปรากฏได้ เพราะจิตรู้

    ผู้ฟัง ฉะนั้นทุกครั้งที่เห็นหรือได้ยินหรืออะไรก็ตาม จิตจะทำกิริยาทั้งหมด

    ท่านอาจารย์ เป็นจิตที่เกิดขึ้นทำกิจเฉพาะอย่างเฉพาะอย่าง อย่างจิตเห็นขณะนี้เป็นจิตที่ต้องอาศัยจักขุปสาทเกิด ถ้าไม่มีจักขุปสาท จิตเห็นจะเกิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตนี้มีสองดวงคือกุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่งเท่านั้นเอง ทุกครั้งที่เห็นจะต้องเป็นหนึ่งในสอง คือเป็นจักขุวิญญาณกุศลวิบาก หรือจักขุวิญญาณอกุศลวิบาก สำหรับทางหู จักขุวิญญาณจะมาได้ยินเสียงไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็มีจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยหูทำกิจต่างกัน สำหรับจิตทางตาก็คือทำทัสสนกิจคือเห็น นี่เป็นหน้าที่ของจิตนี้ สำหรับทางหูก็เป็นสวนกิจทำกิจได้ยิน เพราะฉะนั้นก็เป็นกิจทั้งหมด ๑๔ กิจ จิตจะต้องเกิดขึ้นทำกิจหนึ่งกิจใดใน ๑๔ กิจ

    ผู้ฟัง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทั้ง ๑๔

    ท่านอาจารย์ กิจหนึ่งทำกิจหนึ่ง

    ผู้ฟัง แต่ที่ทำสัมปฏิจฉันนกิจ สันตีรณะอะไรนี่ต้องทำทั้งหมดใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าสัมปฏิจฉันนจิตเกิดขึ้นเป็นวิบาก ก็ต้องเป็นกุศลวิบากหนึ่ง เป็นอกุศลวิบากหนึ่ง ถ้าจักขุวิญญาณเห็นรูป เป็นกุศลวิบาก สัมปฏิจฉันนะก็รับรู้รูปนั้นต่อ ก็ต้องเป็นกุศลวิบากด้วย จะเป็นอกุศลวิบากไม่ได้ วิถีจิตทั้งหมด ถ้าเป็นวิบากก็เป็นกุศลวิบากด้วยกัน หรือว่าอกุศลวิบากด้วยกัน จิตที่ทำสัมปฏิจฉันนะไม่ได้ทำสันตีรณะ นี่เป็นเหตุที่มีจิตทั้งหมด ๘๙ ชนิด สัมปฏิจฉันนะก็มีสอง และก็จะทำกิจอื่นไม่ได้เลย นอกจากสัมปฏิจฉันนกิจ สันตีรนะก็เป็นจิตอีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่สัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะจะทำกิจสัมปฏิจฉันนะไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าทราบ ๑๔ กิจแล้วก็จะง่ายขึ้นมากเลย



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    20 ก.ย. 2568

    ซีดีแนะนำ