ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
ตอนที่ ๑๕๒๐
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ เช่นจิตเห็นในขณะนี้ ต้องอาศัยจักขุปสาทเป็นทาง ถ้าเวลาที่จิตได้ยินเกิดขึ้นก็ต้องอาศัยโสตปสาท ตอนนี้จะไม่มีเรื่องของหทยวัตถุเลย เป็นแต่เพียงเรื่องของรูปซึ่งเป็นทางให้จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ ๕ ทาง มีทางที่ ๖ หรือไม่ที่เป็นรูป ไม่มี ทั้งหมดมี ๖ ทาง ที่ทำให้จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ ที่ไม่ใช่ตอนที่เป็นภวังค์ คือตา ๑ หู ๑ จมูก ๑ ลิ้น ๑ กาย ๑ ใจ ๑
แต่เวลาที่เป็นภวังค์เป็นจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีการรู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทวาร เช่นเดียวกับปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิจิตเป็นจิตขณะแรกเกิดขึ้นทำกิจสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อนและดับไป และจะไม่เกิดขึ้นทำกิจนี้อีกเลยในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ว่าจะมีจิตอื่นซึ่งเกิดขึ้น และก็จิตสุดท้ายขณะสุดท้ายคือจุติจิต
เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิตมีครั้งเดียวในชาติหนึ่ง เช่นเดียวกับจุติจิตก็มีครั้งเดียวในชาติหนึ่ง แต่ระหว่างปฏิสนธิ กับจุติจะมีจิตเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ ไม่ว่าจะวันไหน เวลาไหน ก็เป็นการงานของจิตทั้งหมด ซึ่งจะค่อยๆ ศึกษาไปว่าหลังจากที่ปฏิสนธิจิตดับแล้ว จิตที่เกิดสืบต่อ ก็เป็นจิตประเภทเดียวกับปฏิสนธิจิต เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรมเดียวกัน แต่ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจ เพราะว่าทำกิจสืบต่อจากภพก่อนชาติก่อนเพียงขณะเดียว
แต่กรรมก็ยังไม่ทำให้คนนั้นสิ้นชีวิต ถ้าเพียงแต่ทำให้เกิดขณะเดียว และตายไปจะได้รับผลของกรรมอย่างไร ใช่หรือไม่ ไม่มีการรู้สึกตัวเลย เวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิด ชั่วขณะแรกไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่มีการคิดนึก เพราะขณะนั้นยังไม่มีตา หู พวกนี้เลย
เพราะฉะนั้น ขณะนั้นเป็นจิตซึ่งโลกนี้ไม่ปรากฏ เช่นเดียวกับขณะที่หลับสนิท โลกนี้ไม่ได้ปรากฏ แต่การที่โลกนี้จะปรากฏต่อเมื่ออาศัยตาเห็น อาศัยหูได้ยิน อาศัยจมูก อาศัยลิ้น อาศัยกาย อาศัยใจโลกนี้จึงปรากฏได้ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าจิต เป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งเรียกว่าอารัมมณะ หรืออารมณ์ของจิตก็จริง แต่ก็มีจิตที่ต่างกันเป็น ๒ ประเภท คือจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต จิตที่ไม่ใช่วิถีจิต โลกนี้จะไม่ปรากฏเลย เช่นขณะที่ปฏิสนธิขณะแรก และขณะที่สองทำกิจภวังค์สืบต่อจากปฏิสนธิจิต ขณะนั้นโลกนี้ก็ไม่ปรากฏ และขณะสุดท้ายคือจุติจิต ขณะนั้นก็เป็นจิตประเภทเดียวกันซึ่งขณะนั้นไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นโลกนี้ก็ไม่ได้ปรากฏ
ขณะที่ตาย จุติจิตขณะสุดท้ายก็ไม่ได้คิดนึกอะไร ขณะนั้นโลกนี้ก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นที่โลกนี้ไม่ปรากฏในขณะที่เป็นปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และจุติจิต แต่ว่าขณะอื่นโลกก็ปรากฏทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง นี่ก็เป็นการพูดถึงเรื่องจิตเพียงคร่าวๆ ให้ทราบว่าจริงๆ แล้วชีวิตของเราก็เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ แล้วก็จะจบลงเมื่อจุติ แต่ก็ไม่ใช่เป็นสมุจเฉท คือไม่ใช่เด็ดขาด ยังมีกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตสืบต่อจากจุติจิต
เพราะฉะนั้นแต่ละคน ก็จะเป็นบุคคลนี้เพียงชาตินี้ จะยาวจะสั้น จะมากจะน้อยอย่างไรก็เพียงชาตินี้ แต่ต่อจากนั้นไปก็จะเป็นคนอื่น แล้วแต่กรรม เช่นเดียวกับการที่เป็นบุคคลก่อนในชาติก่อน เราก็ไม่ทราบ จำไม่ได้ว่าเป็นใคร ครั้งไหนอย่างไร แต่ก็จะรู้ได้เฉพาะปัจจุบันชาติ ว่าเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้
๒ คำสำหรับวันนี้ คือจิต กล่าวถึงแล้ว วันนี้คำใหม่ก็คือ วิญญาณกับหทย ไม่ทราบมีข้อสงสัยอะไรในสองคำนี้บ้างหรือไม่
ผู้ฟัง ปฏิสนธิจิต จุติจิต ภวังคจิต ไม่อาศัยทวาร แต่ยังจะเกิดที่หทยหรือไม่
ท่านอาจารย์ ความจริงวันนี้ไม่ได้พูดถึงหทยวัตถุ พูดถึงแต่หทยคำเดียว หทยวัตถุกับหทยนี่ต่างกัน หทยเป็นอีกชื่อหนึ่งของจิต แต่หทยวัตถุเป็นรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิต นี่ต่างกัน เพราะฉะนั้นต้องละเอียด ขอเพิ่มเติมเรื่องสตินิดหนึ่ง เพราะว่าต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ว่าสติเป็นโสภณธรรม เป็นธรรมฝ่ายดี เพราะฉะนั้นจะเกิดกับจิตที่เป็นกุศล หรือว่าเป็นจิตฝ่ายดี
ทีนี้วันหนึ่งๆ เราก็จะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ว่าขณะไหนบ้างที่เป็นกุศลจิต ขณะไหนไม่ใช่กุศลจิต ขณะที่เห็นขณะนี้ จิตมี ๔ ชาติ กุศล ๑ อกุศล ๑ ซึ่งเป็นเหตุ วิบากเป็นผลซึ่งมี ๒ คือกุศลวิบาก กับอกุศลวิบาก และอีกประเภทหนึ่งคือกิริยาจิต หมายความว่าจิตที่ไม่ใช่ทั้งกุศล ไม่ใช่ทั้งอกุศล และไม่ใช่วิบาก แต่ก็คงจะยังไม่กล่าวถึงจิตประเภทนั้น แต่ว่าขอกล่าวถึงเฉพาะกุศลจิต อกุศลจิต และวิบากจิต เพื่อที่จะได้เข้าใจชัดเจนในเรื่องของสติ ว่าสติเป็นเจตสิกฝ่ายดี ต้องเกิดกับจิตฝ่ายดีเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะได้ทราบว่า ในขณะที่เห็นขณะนี้เป็นกุศลจิตหรือไม่
ผู้ฟัง สำหรับนามรูปของผมตอนนี้เป็นสติ
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน กล่าวถึงจิตเห็น จักขุวิญญาณ วันนี้เรามีคำเมื่อสักครู่นี้ ว่าเวลาที่จิตอาศัยตาเกิดขึ้น เราก็ใช้คำต่างหากออกไปว่าจักขุวิญญาณ คือหมายความว่าจิตที่รู้ได้ เพราะต้องอาศัยตาจึงเห็น ชั่วขณะที่เห็นเป็นกุศลหรือไม่ ต้องมีความละเอียดขึ้นแล้ว ขณะนี้จิตมากมายเกิดดับสลับสืบต่อ นับไม่ถ้วนเลย และก็มีประเภทต่างๆ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเป็น ๑ ใน ๔ คือเป็นกุศล หรืออกุศลซึ่งเป็นเหตุ และก็เป็นวิบากซึ่งเป็นผลของกุศล และอกุศล ส่วนกิริยายังไม่กล่าวถึง แต่ให้ทราบว่า ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่วิบาก
เพราะฉะนั้นกล่าวถึงจิตเห็นขณะนี้เป็นชาติไหน เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล หรือเป็นวิบาก ไม่ต้องพูดถึงกิริยา ขอเว้นไว้ก่อน
ผู้ฟัง เห็นตอนนี้เป็นวิบาก
ท่านอาจารย์ เปลี่ยนแล้ว ใช่ ธรรมเป็นเรื่องที่ยิ่งค่อยๆ คิด ยิ่งได้ความถูกต้อง เพราะฉะนั้นจะเผินไม่ได้เลย และต้องตรงตั้งแต่แรก และก็จะทำให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นวิบากเพราะเหตุว่า เป็นผลของกรรม อย่างที่ได้กล่าวถึงในตอนแรก ว่าปฏิสนธิจิต จิตขณะแรกก็เป็นผลของกรรม เพราะว่าขณะแรกที่เกิดไม่มีการทำกรรมใดๆ เลยทั้งสิ้น ทั้งไม่เห็น ทั้งไม่ได้ยิน ไม่คิดนึก โลกนี้ก็ไม่ได้ปรากฏเลย
แต่กรรมก็ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น และกรรมมีมาก กรรมในอดีตนับไม่ถ้วน กรรมชาตินี้ก็นับไม่ถ้วนเหมือนกัน และเราจะจากโลกนี้ไป แล้วก็ปฏิสนธิจิตของเราจะเป็นผลของกรรมไหน ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ เช่นเดียวกับกรรมก่อนๆ ที่ได้กระทำแล้วในชาติก่อนๆ นานแสนนาน ทำให้ปฏิสนธิจิตของชาติก่อน เป็นใครเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ แล้วแต่กรรมที่ได้กระทำไว้
แต่จิตเป็นสภาพธรรมที่สะสมสืบต่อ ถ้าเป็นฝ่ายดีอย่างพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขยแสนกัป จึงได้สามารถที่จะทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละท่านสามารถที่จะรู้จักตัวเอง เพราะว่าเวลาที่กุศลจิตของตนเองเกิด หรืออกุศลจิตของตนเองเกิด คนอื่นยังไม่รู้เลย ยังไม่ได้พูด ยังไม่ได้ทำ แต่จิตขณะนั้นก็เป็นอกุศลแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นอกุศลกรรมที่ได้สั่งสมมาแล้ว ก็ต้องมีกาลที่จะให้ผลเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในขณะที่มีการเกิด ปฏิสนธิจิตเป็นผลของกรรมหนึ่งขณะผ่านไป ขณะต่อไป กรรมก็ยังทำให้จิตประเภทเดียวกัน เกิดสืบต่อไม่ต่างประเภทเลย เพราะเป็นผลของกรรมเดียวกัน ทำให้จิตที่เกิดต่อ ไม่ได้ทำปฏิสนธิกิจก็จริง แต่ทำภวังคกิจ ภวังคกิจโดยศัพท์ก็คือว่ากิจที่ดำรงภพชาติ
ถ้าศึกษาเรื่องจิต ต้องทราบกิจของจิตแต่ละชนิดด้วย เพราะว่าจิตทำกิจการงานตลอดทั้งวัน ไม่มีขณะใดซึ่งจิตไม่ทำกิจการงานเลย เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบว่าจิตทำกิจอะไร ขณะที่ปฏิสนธิจิตดับไป จิตใดๆ ก็ตามซึ่งมีปัจจัยทำให้เกิดและดับ จะไม่กลับมาอีกเลย จะมีปัจจัยที่ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น และจิตนั้นก็ดับ และก็มีปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น แล้วก็ดับ ไม่กลับมาอีกทั้งหมด
เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว ไม่ได้กลับมาเกิดเป็นภวังคจิต แต่กรรมทำให้จิตที่เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิตทำภวังคกิจ ไม่มีการนับ ตราบใดที่ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้กลิ่น ยังไม่ลิ้มรส ยังไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ยังไม่คิดนึก เป็นภวังค์ จิตดำรงภพชาติไว้ ดำรงไว้เพื่ออะไร เพื่อรับผลของกรรม ทันทีที่ลืมตาเป็นผลของกรรม เพราะว่าแต่ละคนก็มีการเห็น แต่บางคนเห็นสิ่งที่น่าพอใจ บางคนเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เลือกไม่ได้เลย แล้วแต่กรรม
เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ เราจะเห็นอะไร หรือเราเห็นอะไรมาแล้ว หรือกำลังเห็นอะไร ถ้าเป็นสิ่งที่ดีที่น่าพอใจก็เป็นผลของกุศลกรรม จิตเห็นเป็นจักขุวิญญาณกุศลวิบาก ถ้าเป็นผลของกุศลกรรม ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม จิตเห็นใช้คำว่า จักขุวิญญาณอกุศลวิบาก นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเราอยู่ในโลกนี้ในชาตินี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลของกรรม แต่หลังจากที่ผลของกรรมเกิดและดับไปแล้ว การสะสมของเราก็ทำให้กุศล และอกุศลเกิดต่อ
เพราะฉะนั้นเราเห็นสิ่งเดียวกัน แต่ว่าหลังจากเห็นแล้วเป็นกุศล หรือเป็นอกุศลตามการสะสม เราไปบังคับคนที่พอเขาเห็นแล้วโกรธ แล้วไปบอกว่าอย่าโกรธ ไม่ต้องโกรธไม่ดี โกรธเป็นอกุศล โกรธเกิดแล้วใช่หรือไม่ ตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นไม่ใช่หมายความว่าเราจะไปแก้ไขสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้ว เพราะว่าสิ่งนั้นมีปัจจัยเกิดแล้วใครก็ยับยั้งไม่ได้ อย่างความโกรธเกิดขึ้น เราจะรู้หรือไม่ว่าเราจะโกรธระดับไหน เพียงแค่ขุ่นๆ ใจ หรือว่าเพียงแค่ไม่พอใจ หรือว่าโกรธมากระงับไว้ไม่อยู่
เราไม่สามารถจะรู้ล่วงหน้าได้เลย ว่าแม้แต่ความโกรธจะเป็นระดับไหน แต่มีปัจจัย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องมีปัจจัย เราจะไปแก้ไขสิ่งที่เกิดแล้วได้หรือไม่ สิ่งที่เกิดแล้ว เราแก้ไขได้หรือไม่ ดับแล้ว แก้ไม่ได้ แต่ก็มีปัจจัยจากความเข้าใจ สภาพธรรมที่จะปรุงแต่งให้ขณะต่อไปเป็นกุศล หรือว่าเป็นอกุศลที่เบาบางกว่าเดิม ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้นทั้งหมดจะพ้นจากคำว่าอนัตตาไม่ได้ ถ้าเรามีความคิดว่าเป็นเราทำได้ ตรงกับพระธรรมที่ทรงแสดงจากการตรัสรู้หรือไม่ ว่าทุกขณะ แม้เห็นก็เกิดเพราะเหตุปัจจัย ได้ยินก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย จิตที่กำลังได้ยินขณะนี้เป็นชาติกุศล หรืออกุศล หรือวิบาก เป็นวิบาก นี่เราก็เริ่มรู้แล้วใช่หรือไม่ ใครทำให้ ถ้าเราจะป่วยเจ็บ หรือว่าได้รับการประทุษร้าย เราอาจจะโกรธ ถ้าเราไม่เข้าใจธรรม แต่ถ้าเราเข้าใจว่า ใครทำให้ เราทำเอง ทุกอย่างนี่เราทำเอง เห็นสิ่งที่ดีก็เราทำเอง
ผู้ฟัง ตกลงว่ามีเราหรือไม่มีเรา
ท่านอาจารย์ ต้องใช้คำว่าเรา ถ้าไม่ใช้คำว่าเรา จะพูดขันธ์ ๕ ตรงนี้ทำกรรมอะไรมา แล้วผลของขันธ์ ๕ ตรงนี้เป็นจิตเห็นหรืออะไรอย่างนี้ ก็ไม่ได้ แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงใช้คำบัญญัติเรียกพระองค์เอง และพระสาวก ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีการที่จะเข้าใจ แต่ว่าถ้าเรามีความเข้าใจถูก เราจะใช้คำอะไรก็ได้ใช่หรือไม่ เมื่อเราเข้าใจแล้ว แต่ถ้าเราไม่เข้าใจ แล้วเราใช้คำนั้นด้วยความเป็นเรา ก็คือความไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ
ทุกคนก็มีกรรมในอดีตที่ทำไว้มากมายทั้งกุศลกรรม และอกุศลกรรม เรารอวิบากไหน ทุกวันๆ รอวิบากไหน รอกุศลวิบาก บางคนก็รำพัน ทำกรรมไปแล้วก็ไม่เห็นได้ผลของกุศลที่ทำเลย รอใช่หรือไม่ แต่ไม่มีใครฝืน หรือว่าไม่มีใครสามารถที่จะดลบันดาลได้ เพราะเหตุว่า กรรมมีมาก แล้วแต่ว่ากรรมไหนพร้อมที่จะให้ผล ก็มีปัจจัยที่จะทำให้วิบากจิตเกิด
เพราะฉะนั้นเราก็คงจะรู้ ว่าเวลาที่มีวิบากชนิดใดเกิด ก็เพราะเหตุว่าถึงกาล ถึงเวลาที่สิ่งนั้นจะเกิด ถ้ายังไม่ถึงเวลา อย่างไรๆ คอยไปเท่าไร เร่งรัดเท่าไร วิบากนั้นก็เกิดไม่ได้ และส่วนใหญ่เรารอกุศลวิบากใช่หรือไม่ หวังแต่กุศลวิบาก ไม่หวังที่จะให้อกุศลวิบากมาถึงตัวเลย แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเหตุมี ผลก็ต้องมี
เพราะฉะนั้นถ้าขณะใดที่ได้รับอกุศลวิบาก เห็นสิ่งที่ไม่ดี ได้ยินเสียงไม่ดี ได้กลิ่นไม่ดี ลิ้มรสไม่ดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายไม่ดี ป่วยไข้ ต่อจากนี้ไปเราก็ทราบได้ ว่าถึงกาลเวลาที่กรรมนั้นจะให้ผล ซึ่งเวลาที่กรรมให้ผล ใครก็ไม่สามารถที่จะเห็นความวิจิตรของการให้ผลของกรรมได้ น่าอัศจรรย์มาก ตามข่าวในหนังสือพิมพ์ ที่เราอ่านๆ กันก็มีเรื่องที่ไม่ดีใช่หรือไม่ เด็กที่ไปเล่นแล้วก็เสียชีวิตอย่างนี้ ใครทำ ถึงกาลเมื่อไร เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้เลย แม้สักวินาทีเดียว จะใช้เงินทองทรัพย์สินทั้งหลายที่จะไม่ให้สิ่งนั้นเกิดก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้นแต่ละคนเกิดมาแล้ว มีตาสำหรับรับผลของกรรม มีหูสำหรับรับผลของกรรม มีจมูก มีลิ้น มีกายสำหรับรับผลของกรรม แล้วก็เวลาที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแล้ว ก็มั่นใจได้เลย ว่าถึงกาลที่กรรมนั้นจะให้ผลอย่างนี้ ลักษณะนี้ สิ่งนี้จึงได้เกิดขึ้น เราทำเองทั้งหมด
เพราะฉะนั้นเมื่อได้เข้าใจอย่างนี้ แต่ละคนก็คงจะทำกุศลกรรมมากขึ้น แล้วก็ละเว้นอกุศลกรรม เพราะเหตุว่าเวลาที่อกุศลกรรมให้ผล น่ากลัวจริงๆ แล้วก็ทรมานมากด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าเห็นใครที่เจ็บหนัก หรือว่าได้รับความเจ็บป่วยมาก เราก็คงจะไม่อยากเป็นอย่างนั้น แต่ว่าสิ่งนั้นก็ต้องเกิดไม่ว่ากับเราหรือกับเขาหรือกับใคร เมื่อถึงกาลที่กรรมสุกงอม ใช้คำว่าสุกงอม คือถึงกาลที่จะให้ผล ผลนั้นก็ต้องเกิด
เรื่องของกุศลกรรมก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วก็ส่วนใหญ่เราก็จะคิดถึงแต่เรื่องของทานกุศล แต่ความจริงกุศล ถึงแม้ว่าไม่มีวัตถุทานก็สามารถที่จะกระทำได้ด้วย สำหรับวันนี้ก็มีเรื่องหนึ่งที่ใคร่ที่จะกล่าวถึง คือเรื่องของการอุทิศส่วนกุศล เพราะว่าโดยมากผู้ที่กระทำกุศลแล้ว ไม่ได้อุทิศส่วนกุศล ซึ่งขณะที่อุทิศเป็นกุศลจิต เพราะว่าการที่เราทำความดี แล้วก็คนอื่นรู้ แล้วก็เกิดกุศลจิตยินดีด้วย ทำให้จิตของเขาเป็นกุศล
เพราะฉะนั้นก็เป็นกุศลซึ่งไม่ยาก เมื่อแต่ละท่านได้กระทำกุศลแล้ว ก็สามารถที่จะอุทิศส่วนกุศลนั้นให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้อนุโมทนา ทำให้เขาสามารถที่จะเกิดกุศลจิตเวลาที่เขาเกิดอนุโมทนา และสำหรับกุศลที่จะอนุโมทนา ไม่จำกัดว่าจะเป็นกุศลประเภทใด แต่ก็ต้องแล้วแต่ประเภทของผู้รับด้วย
สำหรับทานการให้ ก็ให้ด้วยความบริสุทธิ์ อย่างพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อที่จะอุปการะแก่สัตว์โลก เพราะเหตุว่าเราคงจะไม่รู้ว่าเรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นทุกข์ เพราะว่าเราก็ดูสนุกดี แต่ว่าจริงๆ แล้วก็ทุกขณะต้องแก้ไขอยู่ตลอด
เมื่อเกิดมาแล้วที่จะไม่มีการกระทำใดๆ เพื่อความเป็นอยู่เป็นไปไม่ได้เลย เราต้องมีการกระทำเพื่อความดำรงชีพ หรือแม้แต่เพียงร่างกายของเรา เราก็ต้องบำรุงรักษาเยียวยา ไม่รับประทานอาหารก็ไม่ได้แล้ว ไม่อาบน้ำไม่อะไรต่างๆ ก็ไม่ได้แล้ว นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเราชินกับความทุกข์ จนเราไม่รู้สึกเลยว่า ถ้าเราไม่ต้องทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเลย จะดีกว่าหรือไม่ แต่เราก็ชินจนกระทั่งดูเหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะฉะนั้นเรื่องของทานการให้ ก็คือเป็นเรื่องของจิตที่เป็นกุศล เพราะเหตุว่าการให้ หมายความถึงให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ไม่ใช่ให้สิ่งที่ไม่มีสาระ หรือว่าให้สิ่งซึ่งไม่เป็นประโยชน์ หรือว่าให้เพื่อหวังการตอบแทน นั่นไม่ใช่ลักษณะของการให้ แต่ว่าเป็นลักษณะของการซื้อขาย
มีท่านผู้ฟังท่านหนึ่ง ซึ่งท่านก็เห็นประโยชน์ของธรรมมาก ท่านก็ปรึกษาว่าท่านจะทำกุศลประเภทไหนดี ดิฉันก็เรียนท่านว่า แล้วแต่อัธยาศัย เพราะว่าจริงๆ แล้วทุกอย่าง ก็เป็นสิ่งที่ควรแก่การที่จะช่วยเหลือทั้งนั้น เช่นอาหารเด็กขาดแคลน หรือว่าเด็กพิการกำพร้า หรือว่าผู้สูงอายุ หรือว่าคนไข้อนาถา หรืออะไร ท่านก็บอกว่า ท่านทำมาหมดแล้ว แต่สิ่งที่ท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่สุด คือการส่งเสริมการศึกษาพระธรรม และการเผยแพร่พระธรรม เพราะว่าบุคคลที่ป่วยไข้ พอออกจากโรงพยาบาล เขาก็เหมือนเดิม อาหารที่รับประทานไปแต่ละมื้อของแต่ละคน ก็บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่ถ้าไม่มีสภาพของจิตใจที่ดี หรือว่าไม่มีการเข้าใจธรรมที่ถูกต้อง ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด เขาก็เหมือนเดิม
เพราะฉะนั้นหนทางเดียว ซึ่งพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเห็นประโยชน์สูงสุดของการที่จะเกื้อกูลสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยพระธรรม เพราะเหตุว่าพระองค์สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมด้วยพระองค์เอง ไม่ต้องถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ แต่เพื่อประโยชน์สุขของสัตว์โลก จึงได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีจนถึงการเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งถ้าทุกท่านได้ศึกษาพระธรรมต่อไปด้วยความสนใจ ประโยชน์สูงสุด คือความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะเพิ่มขึ้น และเมื่อนั้นทุกคนก็จะกล่าวเหมือนกันหมดว่า เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ไม่ว่าจะเป็นภูเขาทอง หรืออะไรทั้งหมด แล้วก็ให้กลับเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เห็นถูกเลย ก็คงจะไม่มีใครยอมเพราะเหตุว่าสิ่งอื่นที่ได้มา ก็อยู่เพียงชาตินี้โลกนี้ ไม่สามารถที่จะติดตามไปถึงชาติต่อไปได้
แต่สิ่งที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ก็จะเห็นได้ว่าพระสาวกทั้งหลาย ท่านได้สะสมการฟังธรรมการอบรมเจริญธรรม จนถึงวันหนึ่งซึ่งท่านสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นของเราในวันนี้ ก็เหมือนการเริ่มต้นของพระสาวกทั้งหลายในอดีต ซึ่งท่านก็ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ต้น ก็ค่อยๆ อบรมเจริญไป
ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก แล้วก็เราก็ได้ฟังกันมา ๒-๓ ครั้งแล้ว แต่ก็คงจะต้องฟังกันต่อไปอีกมาก จนกว่าจะเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะเหตุว่าธรรมก็คือสิ่งที่มีจริง แล้วก็ตลอดชีวิตของเราจะไม่ขาดธรรมเลย เพราะเหตุว่าที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นเรา แท้ที่จริงก็เป็นธรรมทั้งหมด เช่น เห็นขณะนี้ มีจริง เป็นธรรม
ในคราวก่อนก็ทราบแล้ว ว่าธรรมมีสองอย่าง คือสภาพธรรมที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยอย่างหนึ่ง แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็เป็นสภาพรู้ ถ้าไม่มีสภาพรู้ซึ่งเป็นนามธรรมอะไรๆ ก็ไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดกำลังปรากฏ เราหลงลืม ว่าแท้ที่จริงแล้วก็ต้องมีสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้น และสามารถจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ถ้าพูดอย่างนี้ก็รู้สึกว่าจะยาก แต่ถ้าบอกว่าทุกคนมีจิต เริ่มที่จะเข้าใจความต่างของจิตกับรูปร่างกาย เพราะเหตุว่า รูปร่างกายไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย แต่ว่าจิตเป็นสภาพรู้ สามารถที่จะรู้ สามารถที่จะจำได้
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นก็ต้องทราบว่าธรรมที่มีจริงๆ ก็ต่างกันเป็น ๒ อย่างคือนามธรรมกับรูปธรรม ไม่ว่าที่ไหนทั้งสิ้น จะอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด หรือว่านอกโลก หรือว่าในจักรวาล ก็จะไม่พ้นจากธรรมซึ่งต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดในสองอย่าง คือเป็นนามธรรม หรือรูปธรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560