ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547


    ตอนที่ ๑๕๔๗

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ เพราะว่าวันหนึ่งวันหนึ่ง ถ้ามีความเห็นผิดก็จะมีการทำทุกอย่างด้วยความเห็นผิด เพราะเข้าใจว่าหนทางนั้นถูก ที่จะทำให้สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ แต่ข้อความในพระไตรปิฎกแสดงว่า อริยสัจทั้ง ๔ ลึกซึ้ง ไม่ใช่อย่างเดียวคือนิพพาน หรือนิโรธสัจจะเท่านั้นที่ลึกซึ้ง แต่ทั้ง ๔ ลึกซึ้ง เพราะว่าเป็นการอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ จากการฟังซึ่งเป็นปริยัติศาสนา เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิปัตติ คือการถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทีละอย่างด้วยสติสัมปชัญญะ จนกว่าจะถึงปฏิเวธ คือการรู้แจ้งสภาพธรรม ซึ่งเป็นนามธรรมและรูปธรรม ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลไม่มีตัวตนเลย

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ทุกคนควรที่จะได้ศึกษาธรรมด้วยความเบาสบาย ไม่ต้องกังวลไม่ต้องเดือดร้อน เพราะว่าชาตินี้จะได้ไหม เป็นพระโสดาบัน เพียงฟังมาไม่กี่ชั่วโมง ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย เพราะว่าเป็นเรื่องตรงต่อลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ข้อต่อไป ขอให้กรุณาเรียงลำดับอนุสัยอีกครั้งหนึ่ง

    ตามที่ท่านผู้ฟังเรียงมา ก็ครบ ๗ แต่ว่าไม่ได้ตามลำดับก็ไม่เป็นไร เรื่องของการเข้าใจธรรม จะเรียงก็ได้ไม่เรียงก็ได้ จะเรียงโดยอีกนัยหนึ่งก็ได้ คือเรียงโดยที่ว่ามีเจตสิกที่เป็นอกุศลประเภทใดเกิดกับโลภมูลจิต เกิดกับโทสมูลจิต เกิดกับโมหมูลจิต ขอลำดับตามโลภมูลจิต กามราคานุสัย ภวราคานุสัย ทิฏฐานุสัย มานานุสัย ๔ แล้ว ที่เกิดกับโทสะ คือปฏิฆานุสัยหนึ่ง เป็น ๕ ที่เกิดกับโมหมูลจิตหนึ่ง คือวิจิกิจฉานุสัย ที่เกิดกับทุกดวงคืออวิชชานุสัย ก็มีคำเพิ่มเติม ก็เป็นคำเก่า

    สำหรับผู้ที่อาจจะเพิ่งมาฟังวันนี้ ก็ควรที่จะได้ทราบความหมายของคำว่าอารมณ์หรืออารัมมณะว่า หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามทั้งหมดที่จิตกำลังรู้ สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของจิต และสำหรับปรมัตถธรรมมี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ถ้าขณะนั้นจิตรู้จิต จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตอื่นที่กำลังรู้จิตนั้น หรือว่าจิตรู้เจตสิกก็ได้ จิตรู้ได้ทุกอย่าง จิตรู้รูปก็ได้ จิตรู้นิพพานก็ได้ เมื่อถึงกาลที่ปัญญาสมบูรณ์ แต่ขณะนี้จิตจะรู้นิพพานได้ไหม ไม่ได้ ก็เป็นจิตธรรมดา

    เพราะฉะนั้นจะมีคำอีกคำหนึ่ง คือคำว่าบัญญัติมาจากไหน และก็เป็นอะไร เมื่อปรมัตถธรรมมี ๔ คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน และสำหรับปรมัตถธรรม ๔ มี ๓ ปรมัตถ์คือจิต เจตสิก รูป เกิดดับมีปัจจัยปรุงแต่ง ทุกอย่างที่เกิดต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และก็ดับ สำหรับ ๓ ปรมัตถธรรม เป็นสังขารธรรม มีปัจจัยปรุงแต่ง ขณะใดที่ปรุงแต่งแล้วเกิด เช่นขณะนี้ แสดงให้เห็นว่าเกิดแล้วขณะนี้ เป็นสังขตธรรม เน้นลงไปอีกว่าปรุงแต่งแล้วเกิดเดี๋ยวนี้ ปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นสังขตธรรม แล้วก็ดับ สำหรับนิพพานไม่เกิดดับ แต่นิพพานเป็นอารมณ์ของจิตได้

    เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรมมี ๔ เป็นอารมณ์ได้ทั้ง ๔ แต่นอกจากปรมัตถธรรม ๔ แล้ว ก็ยังมีความคิดนึกเรื่องราวซึ่งไม่ใช่ปรมัตถธรรม เพราเหตุว่าถ้าจิตไม่คิด เรื่องนั้นก็จะไม่มีในความคิดเลย แต่สำหรับเห็น ถึงแม้ไม่คิด เห็นไหม ไม่ต้องคิดเลยก็เห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงบังคับให้เป็นอย่างอื่นได้ เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ ไม่ใช่นามธรรม แต่ปรากฏมีลักษณะที่สามารถกระทบแล้วปรากฏ ลักษณะของรูปนี้คือสีสันวัณณะต่างๆ หรือว่าแสงสว่างก็ได้ หรืออะไรก็ได้ จะเรียกอะไรหรือไม่เรียกอะไรก็ตาม จะใช้คำหลายๆ คำในภาษาบาลีก็ได้ แต่หมายความถึงสิ่งที่กำลังปรากฏ มีจริงๆ ไม่ใช่บัญญัติ

    สิ่งใดก็ตามที่เป็นปรมัตถธรรม หมายความว่าสิ่งนั้นมีจริง มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่าง ไม่ใช่บัญญัติ แต่นอกจาก ๔ อย่างนี้แล้ว เป็นบัญญัติ เช่น ขณะนี้ลองพิจารณาจริงๆ สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้กระทบจักขุปสาทจึงปรากฏ หลับตา มีอะไรในห้องนี้บ้าง มีกี่สี อาจมีสีบางสีสลัวๆ แต่ทำไมไม่ว่าเป็นคน ไม่ว่าเป็นสัตว์ ไม่ว่าเป็นโต๊ะ ไม่ว่าเป็นอะไรในสีสลัวๆ ที่เพียงหลับตา พอลืมตาก็ยังคงเป็นสี แต่ว่ามากกว่าสีที่หลับตา เต็มไปเลย สีอะไรก็เยอะแยะ แล้วก็ยังคิดตามสีที่ปรากฏ แล้วแต่ว่าจะปรากฏเป็นสี ดอกกุหลาบ ก็คิดถึงเรื่องราวของดอกกุหลาบชื่ออะไร คิดถึงป้าย คิดถึงโต๊ะ คิดถึงคน คิดถึงสุนัข คิดถึงนก คิดถึงได้ทุกอย่างตามสีสันที่ปรากฏให้คิดและจำ

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ใช่ปรมัตถธรรม แต่จิตคิดจะเป็นเรื่องก็ได้ จะเป็นคำก็ได้ จะเป็นสัณฐานก็ได้ จะเป็นกลิ่นจะเป็นรสก็ได้ ทั้งหมดซึ่งไม่ใช่ปรมัตถธรรมเป็นบัญญัติ หมายความว่าไม่ใช่สิ่งที่มีจริง แต่ว่าอาศัยสิ่งที่มีจริง ทำให้มีการจดจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะว่าทุกคนเกิดมาด้วยความไม่รู้ อวิชชานุสัย เราจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่มีทางที่จะรู้เลยว่าเป็นธรรม ซึ่งเป็นอนัตตา เป็นธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นปรากฏแต่ละทางไม่เหมือนกันเลย อย่างทางตาเห็น ทางหูได้ยิน เหมือนกันไหม เห็นกับได้ยินก็ไม่เหมือนกัน และพร้อมกันก็ไม่ได้ แต่ความไม่รู้ก็ทำให้จำไว้หมดทุกอย่าง แล้วก็รวมกันยึดมั่นว่าเที่ยง

    เพราะฉะนั้นความเห็นผิดก็คือเห็นว่าเที่ยง เห็นว่าเป็นตัวตน เห็นว่าเป็นสัตว์บุคคล ซึ่งถ้าจะแยกธรรมออกโดยละเอียดแล้ว ก็จะปรากฏเป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดดับอย่างเร็วมาก อย่างสั้นมากเล็กน้อยมากเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็เข้าใจความหมายของบัญญัติด้วย บัญญัติคือไม่ใช่ปรมัตถธรรม ขณะใดที่เห็น เห็นมีจริง ปรมัตถธรรมคือจิตเจตสิกที่เกิดร่วมกัน สิ่งที่ปรากฏทางตามีจริงเป็นรูปชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถปรากฏทางตาได้ แต่เรื่องราวทั้งหมดที่คิดนึกตามสิ่งที่เห็น เพราะจิตคิด ถ้าจิตไม่คิดจะไม่มีเรื่องใดๆ เลย ถ้าทุกคนนั่งอยู่ที่นี่เห็นแต่ไม่คิด ก็ไม่มีเรื่องอะไร แต่ว่าใครยับยั้งไม่ให้จำได้ว่าสิ่งที่เห็นมีสัณฐานอย่างไร และเราเคยรู้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นจึงมีอัตตสัญญาไม่ใช่อนัตตสัญญา เป็นอัตตสัญญาจำไว้ว่าเป็นคนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าปัญญาจะค่อยๆ ละคลายอัตตสัญญา แล้วก็รู้ความจริงว่าเป็นอนัตตสัญญา จำถูกต้องว่าไม่มีตัวตนไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล เรื่องของปรมัตถธรรมกับบัญญัติมีตลอดวัน หลังเห็นแล้วก็คิดเป็นบัญญัติเรื่องราวต่างๆ หลังได้ยินก็คิดนึก

    ผู้ฟัง จากที่ดิฉันฟังท่านอาจารย์มาหลายครั้งแล้ว ดิฉันก็พอเข้าใจได้ว่า ทางตาก็คือเป็นสิ่งที่ปรากฏ แต่หลังจากนั้นจะเห็นเป็นอะไร นั่นเป็นทางมโนทวาร สิ่งที่ดิฉันได้ประสบกับความจริงว่า เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็คือขณะที่ดิฉันเดินอยู่ ข้างหน้าดิฉันก็คิดว่ามีคนอยู่ข้างหน้าข้างทาง แต่พอเดินใกล้เข้าไปใกล้เข้าไป กลายเป็นต้นกล้วย ก็เลยเข้าใจว่า เห็น เห็นเป็นคนไม่ใช่ ตรงนี้จะพอที่จะเข้าใจความแยกกันได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ก็จะเห็นได้ว่าคิดนึกอะไรก็ได้ จำไว้คิดอย่างไรก็ได้ ปรุงแต่งอย่างไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ความจริง ก็มีท่านผู้ฟังที่เป็นชาวต่างประเทศท่านหนึ่ง ก็เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์เรื่องของบัญญัติ ซึ่งคงจะเป็นเรื่องขำขัน แต่ก็เป็นเรื่องจริง คือท่านผู้นั้นก็ถ้าจำคลาดเคลื่อนก็ต้องขออภัยท่านผู้นั้น เพราะว่ารายละเอียดอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด ท่านนั่งในรถไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น ท่านก็เห็นผู้หญิงสวยคนหนึ่ง ท่านก็รู้สึกเขาสวยมาก แล้วเขาก็อยู่ข้างหลังด้วย แล้วรู้สึกว่าแขนของเขาจะมากระทบสัมผัสแขนของท่านผู้นั้น ท่านก็รู้สึกมีความสุขใจจากการกระทบสัมผัสนั้นตลอด พอเวลาลงหันไปไม่ใช่ผู้หญิงสวย คิดได้ทุกอย่าง แต่ความจริงเป็นอย่างไร หลงเป็นสุขใช่ไหม เพราะว่าจริงๆ แล้ว เวลากระทบสัมผัสทางกายกับสิ่งซึ่งน่าสบาย ความรู้สึกสบายจะเกิดขึ้น แต่ใจปรุงแต่งเป็นอะไร และความจริงก็ไม่ใช่อย่างที่คิด ก็คงจะแยกได้ใช่ไหม เรื่องของความคิดกับเรื่องของสิ่งที่เป็นจริง

    ผู้ฟัง เรียนถามท่านอาจารย์ ในกรณีที่จิตเจตสิกรูปเป็นปรมัตถธรรม แล้วที่ชาวโลกเรียกกันว่าจิตใต้สำนึก ไม่อยู่ใน ๔ ชาติใช่ไหม แล้วมีหรือไม่

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ได้ยินคำไหนจากศาสตร์ไหนวิชาไหน ก็ควรที่จะได้ทราบความหมายของคำนั้นให้ชัดเจนว่าหมายความถึงอะไร สำหรับพระพุทธศาสนาไม่เป็นสอง คือจะใช้คำอะไรในศาสตร์ไหนก็ได้ แต่ว่าตามความจริงแล้ว ทางที่สิ่งต่างๆ จะปรากฏ ซึ่งไม่ใช่หลับสนิท เพราะว่าตอนที่หลับสนิท อะไรอะไรก็ไม่ปรากฏทั้งนั้นเลย ชื่ออะไรจำไม่ได้ ไม่มี บ้านช่องที่ไหน ครอบครัวเป็นอย่างไรก็ไม่รู้หมด ไม่มีอะไรปรากฏ โลกทั้งโลกไม่ปรากฏขณะที่หลับสนิท แต่โลกนี้ปรากฏเมื่อมีทางที่จะให้เห็น เพราะเหตุว่ามีจักขุปสาท มีทางที่จะให้ได้ยินเสียง มีทางที่จะให้ได้กลิ่น มีทางที่จะให้ลิ้มรสต่างๆ มีทางที่จะให้กระทบสัมผัสสิ่งต่างๆ แล้วก็มีใจที่คิดนึกถึงทุกสิ่งที่เห็นที่ได้ยินที่ได้กลิ่นที่ลิ้มรสที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

    เพราะฉะนั้นใครจะใช้คำว่าจิตใต้สำนึก หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ก็ให้ทราบว่าขณะใดก็ตามที่ไม่ได้รู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ขณะนั้นเป็นภวังคจิต ไม่ใช่วิถีจิต เพราะว่าถ้าจะแบ่งจิตออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ก็คือจิตที่ไม่ใช่วิถีจิต เพราะว่าจิตไม่ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ต้องเป็นสภาพรู้ แต่เมื่อไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจที่เป็นทางที่วิถีจิตจะเกิดสืบต่อรู้สิ่งที่ปรากฏ เพราะใช้คำว่าวิถีจิต หมายความว่าต้องอาศัยทวารจึงจะรู้อารมณ์ได้ เช่น จักขุทวารวิถีคือจิตทุกชนิดทุกประเภทที่อาศัยจักขุปสาทเกิด ทั้งหมดเป็นจักขุทวารวิถีจิต ถ้าเป็นทางหูที่ได้ยินเสียง จิตที่เกิดไม่ว่าจะเป็นปัญจทวาราวัชชนจิต โสตวิญญาณหรือจิตอื่นๆ ซึ่งอาศัยโสตทวารคือโสตปสาทนั้นเกิด เป็นวิถีจิต ทั้งหมดเป็นโสตทวารวิถี เพราะฉะนั้นจิตที่ไม่ใช่วิถี ก็คือปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต แต่จะไปเรียกเป็นจิตใต้สำนึกหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ความเป็นจริงก็คืออย่างนี้

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามในเรื่องของอนุพยัญชนะ ขณะที่ได้ยินเสียง เสียงนั้นมีทั้งสูงทั้งต่ำ บางครั้งก็เสียงนีออนนี้เป็นเสียงเบิร์ด หรือว่าเสียงของเราเอง อะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น หรือเสียงที่จะทำให้เราโกรธอย่างนี้ อนุพยัญชนะตรงนั้นแยกออกอย่างไร

    ท่านอาจารย์ มีการซ้อมดนตรีไหม ทำไมถึงจะได้เสียงที่พอใจถูกใจสักทีหนึ่ง ทั้งๆ ที่เสียงนั้นก็คือเสียงระดับเดียวกัน หรือว่าเครื่องดนตรีบางเครื่อง อย่างจะใช้คำว่าไวโอลิน จะเข้ หรืออะไรก็แล้วแต่ เหมือนกันหรือต่างกัน ขนาดเท่ากัน ไม้ชนิดเดียวกัน แต่ว่าความพิเศษที่สามารถจะเป็นอนุพยัญชนะให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย กลิ่นนี้ดอกกุหลาบเหมือนกันหมด ลองเอามาดมเหมือนไหม สามารถที่จะบอกความละเอียดส่วนละเอียดได้ นั่นคืออนุพยัญชนะ ลิ้น รสหวานมีตั้งหลายรสใช่ไหม รสเปรี้ยวก็มีตั้งหลายรส หรือรสคล้ายๆ กัน แต่ว่าความละเอียดส่วนละเอียดก็ยังมี สำหรับผู้ที่สนใจ แต่ว่าการที่จะละความติดข้อง ก็คือว่าไม่ใส่ใจในนิมิตอนุพยัญชนะ ซึ่งปกติเราใส่ใจมาก เป็นเครื่องวัดกิเลส อนุพยัญชนะทั้งหลาย ยิ่งละเอียดก็ยิ่งเห็นว่าเราติดในความละเอียดนั้นมากมายแค่ไหน

    เพราะฉะนั้นก็จะเป็นสภาพธรรมในชีวิตประจำวันนั่นเอง สำหรับทางกาย คนที่ทำอาหารคงทราบ ก็มีการนวดแป้งใช่ไหม ได้ที่หรือยัง หรือต้องนิ่งอีกนิดหนึ่ง ทั้งๆ ที่คนอื่นก็คิดว่าก็เหมือนๆ กัน สองคนอาจจะมีการแข่งขัน หรือมีการประกวดกัน แต่ว่าผู้ที่ชำนาญก็สามารถที่จะแยกแยะได้ว่า ความละเอียดนั้นยังมี ก็เป็นเรื่องที่ทั้งทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ เวลาที่ใครผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ก็อาจจะคิดง่ายๆ คิดสั้นๆ คิดไม่ละเอียด แต่บางคนดูโทรทัศน์ด้วยกัน คนหนึ่งก็เฉยๆ อีกสองคนก็นั่งน้ำตาไหล เพราะว่าความซาบซึ้งในเรื่องใช่ไหม ความประทับใจในส่วนละเอียดปลีกย่อย ซึ่งความรู้สึกก็ละเอียดอ่อนตามการสะสม ทำให้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบอัธยาศัยจริงๆ ของแต่ละบุคคล ที่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ เพราะว่าบางคนอาจจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเหลือเกินในชีวิตประจำวัน

    แต่ในพระไตรปิฎก ธรรมบทก็มีเรื่องของพระภิกษุที่ไม่เก็บเสนาสนะ คือที่นอนที่ท่านเอาไปกลางแจ้ง แล้วก็เวลาที่พระภิกษุรูปอื่นเตือน ท่านก็บอกไม่มีจิตใจไม่ลำบาก เสื่อก็เสื่อ ก็ไม่เห็นความสำคัญของการที่จะต้องถนอมบริขาร หรือว่าสิ่งที่จะต้องดูแล เพราะว่าเป็นปัจจัยในการเป็นอยู่ เมื่อภิกษุอื่นตักเตือนไม่ได้ ภิกษุก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงแสดงว่าบาปกรรมแม้เพียงเล็กน้อย ขึ้นชื่อว่าบาปกรรมแม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่ควรประมาท นั่นยังไม่ถึงกรรม เพียงแต่ว่าเป็นอกุศลจิต แต่ถ้าเป็นของสงฆ์ ก็จะต้องเป็นเรื่องของพระวินัยบัญญัติที่ต้องอาบัติ ถ้าไม่เก็บรักษาให้ถูกต้อง แต่ลองคิดดู การที่เราไม่เห็นประโยชน์ หรือสิ่งที่ควรทำแม้ในสิ่งที่ละเอียดเล็กน้อย แล้วก็เป็นนิสัยประจำตัวเราต่อไป เราสามารถที่จะเห็นประโยชน์ในสิ่งใหญ่ได้ไหม ในเมื่อแม้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่เห็นประโยชน์ กับการที่จะเก็บงำข้าวของ หรือว่าถนอมเครื่องใช้ ซึ่งก็เป็นนิสัยหรือว่าอุปนิสัยที่ดี ถ้าใครมีความละเอียดและก็รักษาสิ่งของ และก็เป็นผู้ที่ไม่ให้เสียประโยชน์แม้เพียงเล็กน้อย ประโยชน์ใหญ่ก็ย่อมรักษา แต่ถ้าประโยชน์นิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่เห็น แล้วก็ประโยชน์ใหญ่จะเห็นได้อย่างไร ในเมื่อสะสมการที่จะไม่เห็นประโยชน์แม้แต่เพียงเล็กน้อย

    เพราะฉะนั้นการสะสมของจิต ให้เห็นความละเอียดของจิตที่เกิด และก็ประพฤติเป็นไปทางกายทางวาจา การที่จะอบรมตัวเอง หรือว่าอบรมผู้อื่นที่ยังเป็นเด็ก หรือว่าเพื่อนฝูงมิตรสหายก็ตาม ถ้าเป็นผู้ที่สามารถที่จะให้เขาเข้าใจให้เห็นประโยชน์ของสิ่งที่ละเอียด เขาก็จะสะสมความละเอียดจนกระทั่งเห็นความละเอียดของพระธรรม ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องศึกษาโดยละเอียด แต่ว่าถ้าไม่ศึกษาโดยละเอียด ก็จะไม่เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าธรรมละเอียดมาก

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามว่า ตามที่ได้บรรยายเกี่ยวกับเรื่องติดในนิมิตอนุพยัญชนะต่างๆ ถ้าสมมติว่านิสัยที่เป็นอยู่ ที่ชอบที่ติดอะไร ถ้าไม่ได้ละคลายบ้าง ก็จะสะสมเป็นอุปนิสัยต่อไปหรืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ทุกครั้งที่สภาพของกุศลจิตและอกุศลจิตเกิดขึ้นเป็นไป ก็จะสะสมสืบต่อเป็นอุปนิสัย

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นในทางที่ถูกที่ควรเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ควรเป็นในทางกุศลทั้งหมด แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเราบังคับไม่ได้

    ผู้ฟัง สมมติว่าเคยสะสมมาว่าชอบมาก แต่ว่าก็ให้ละคลายให้น้อยลง ก็จะทำให้สังสารวัฏนี้สั้นบ้างไหม

    ท่านอาจารย์ เราคิดว่าเรา แต่ความจริงเป็นความเห็นถูก เป็นจิตเจตสิกฝ่ายดีที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมเลย จะเกิดคิดอย่างนี้ได้ไหม หรืออาจจะค่อยๆ คิดสะสมไปทีละนิดทีละหน่อยก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าต้องเป็นความเห็นถูก เพราะว่าถ้าเกิดความเห็นถูก ทุกอย่างถูก

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นก็สรุปความว่าถ้ารู้ว่าตรงนั้นเป็นการติดข้องมากๆ ก็ควรที่จะละคลายให้น้อยลงไป ก็จะเป็นการดีอย่างนั้นหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ กุศลทุกประเภทดีแน่นอน อยู่ที่ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด แต่ว่าไม่ใช่เราทำให้เกิด ต้องอาศัยเหตุปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้

    ผู้ฟัง เพราะถ้าฟังอย่างนี้แล้ว บางครั้งในสิ่งที่เราชอบเราติด ถ้ามีคนมาว่าก็เกิดมานะขึ้นมาแล้ว เพราะว่าก็ชอบของอยู่อย่างนี้จะต้องมาห้ามทำไม ถ้าฟังไปฟังมา ก็ไม่ควรที่จะสะสมถูกไหม

    ท่านอาจารย์ เข้าใจว่าต่อไปอีกไม่นาน แต่ละท่านก็คงจะมีการเปลี่ยนแปลงมากบ้างน้อยบ้าง บางคนก็อาจจะเคยเป็นคนจู้จี้เรื่องอาหารเรื่องอะไร แต่ต่อไปก็อะไรก็ได้ ก็เกิดเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นความคาดหวังด้วยความเป็นเรา แต่ต้องรู้ว่าทั้งหมดอะไรจะเกิด แม้ข้างหน้าเพียงหนึ่งขณะจิตก็ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่ว่ามีปัจจัยปรุงแต่งที่จะให้แต่ละคนมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เป็นกุศล ถ้าเป็นความเข้าใจถูกต้องในพระธรรมยิ่งขึ้น

    ผู้ฟัง ก็หมายความว่าถ้ารู้แล้วก็สามารถรู้ไปว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้วเป็นกุศล สิ่งที่ติดอยู่นี้ไม่ดี ถ้าละคลายไปได้ก็หมายความว่าเป็นการดี พอจะมีความเข้าใจบ้างอย่างนั้นใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ กุศลทุกประเภทดี แต่ไม่ใช่เรา เพราะว่าบางคนติดในกุศลอีก โลภะจะติดได้ทุกอย่าง ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ จึงจะรู้ว่าเป็นไปด้วยการละคลาย เป็นปัญญาที่รู้ความจริง และแม้แต่ขณะใดจะเกิดขึ้น ตัวเองที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป ก็จะสังเกตได้ว่าไม่ใช่เพราะเราตั้งใจจงใจ แต่สภาพจิตที่เกิดคิด แม้แต่ความคิดก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้าว่า จะคิดเรื่องอะไรใช่ไหม

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามเรื่องอนุสัยกิเลส ที่ว่านอนเนื่องอยู่ในจิต อนุสัยกิเลสนี้เกิดขึ้นจากการสั่งสมเหตุปัจจัยหรือเปล่า หรือว่าเกิดมาพร้อมกับการที่มนุษย์เราเกิดมาเลยอะไรอย่างนี้ ถ้าเกิดมาพร้อม รู้สึกว่าคนเราเกิดมามีพืชเชื้อแห่งกิเลสเลย ไม่มีพืชเชื้อของความดีหรืออะไรบ้าง

    อ.อรรณพ ทุกอย่างมีการสะสม โทสะเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่ามีพืชเชื้อของโทสะ ใส่ชื่อเข้าไปก็คือมีปฏิฆานุสัยใช่ไหม เมตตาเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีพืชเชื้อทางฝ่ายดี ทำไมถึงบางคนเมตตาเกิด บางคนเมตตาไม่เกิด เพราะฉะนั้นโทสะเกิดขึ้นเพราะมีพืชเชื้อของโทสะ เมตตาก็เกิดขึ้นเพราะมีพืชเชื้อคือการที่ได้เคยสะสมเมตตาจิตมาแล้วที่จะมี บางคนให้ได้ทันที มีความเมตตา แล้วก็มีการอนุเคราะห์คนอื่น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีๆ ไม่ว่าจะเป็นกุศลธรรมในการที่เป็นไปในทาน ในศีล หรือในความสงบของจิต หรือว่ากุศลประการอื่นๆ การที่มีกุศลจิตเกิด ก็เพราะว่าเคยมีพืชเชื้อของกุศลนั้นๆ อยู่แล้ว แต่ที่ทรงแสดงเรื่องอนุสัย เพราะว่าเป็นพืชเชื้อของอกุศลที่ควรแก่การที่จะดับ ถ้าเป็นพืชเชื้อของกุศล อย่างเช่นผู้ที่มีเมตตา ไม่ใช่ว่าสะสมกุศล เพื่อที่จะไปดับพืชเชื้อของธรรมทางฝ่ายดี

    เพราะฉะนั้นคือพืชเชื้อทางฝ่ายดีก็มี มิฉะนั้นเมตตาจะเกิดได้อย่างไร การที่จะกรุณา หรือว่ามุทิตา บางคนมุทิตาไม่ได้ พลอยยินดีกับผู้อื่นไม่ได้ แต่กลับเป็นอกุศลเป็นโทสะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างทั้งทางฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีมีการสะสม เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นคำตอบของคำถามว่าทางฝ่ายดีมีไหม ก็มีท่านใช้อีกคำหนึ่ง คือคำว่าอาสยะ ก็เป็นการสะสมจริตอัธยาศัยทั้งมวลเหมือนกัน แต่เฉพาะอนุสัยเป็นพืชเชื้อที่จะทำให้เกิดอกุศลธรรม เพราะฉะนั้นอกุศลธรรมจะถูกดับได้อย่างเด็ดขาด คือเป็นสมุจเฉทด้วยการที่มรรคจิตเกิดขึ้น แล้วดับอนุสัยกิเลสเป็นขั้นๆ



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    4 ต.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ