ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๕๕๘

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตเห็นจะเป็นจิตคิดไม่ได้ และจิตคิดก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง ไม่ได้ นี่คือความหลากหลายของจิต ซึ่งวิจิตรตามเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน เพราะฉะนั้นเวลาที่ศึกษาธรรม ก็จะเริ่มเข้าใจ การเกิดดับสืบต่อของจิตอย่างละเอียด พร้อมทั้งเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วย แต่ละขณะ เริ่มตั้งแต่ขณะนี้ ที่กำลังเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง เพราะฉะนั้นหลังจากนั้น ซึ่งเป็นจิตอื่น จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวงไม่ได้

    เพราะว่าจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด ๗ ดวง มีเพียง ๑๐ ดวงเท่านั้น คือวิบากจิต ได้แก่ จิตเห็น กุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง ในขณะนี้ แล้วก็จิตได้ยิน ก็เป็นกุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง ในขณะนี้เหมือนกัน ถ้าขณะที่กำลังได้กลิ่น ก็เป็นกุศลวิบากหนึ่ง เป็นอกุศลวิบากหนึ่ง ขณะที่กำลังลิ้มรส กุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง ขณะที่กระทบสิ่งที่ปรากฏที่กาย ขณะนั้นก็เป็น กุศลวิบากหนึ่ง อกุศลวิบากหนึ่ง เป็นชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นขณะใดที่จิตเหล่านี้เกิด ให้ทราบว่า มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง แต่จิตอื่นนอกจากนี้ทั้งหมด มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่านั้น ซึ่งก็จะขอกล่าวถึงจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้น ตามลำดับ

    ในเรื่องของเจตสิก ที่ได้กล่าวถึงแล้วทั้งหมด จาก ๗ ซึ่งเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิกเพิ่มอีกหนึ่ง คือวิตกเจตสิก ซึ่งนอกจากขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยแล้ว ยกเว้นเพียง ๑๐ คือชั่วขณะ ที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้กลิ่น ที่ลิ้มรส ที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส จะต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย คุณอรรณพจะกล่าวถึงจิตที่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยไหม

    อ.อรรณพ จิตที่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยก็มีทั้งจิตที่คิดนึกที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ในขณะนี้คือเป็นกุศลวิตก อย่างเช่นตรึกที่จะมาฟังธรรม หรือว่ามีเป็นอกุศลวิตกที่ตรึกไปใน รูป เสียง กลิ่น รส ตรึกไปในความไม่พอใจ ขุ่นข้อง หรือตรึกไปในความเบียดเบียนต่างๆ แล้วก็ยังมีวิตกเจตสิกที่จะเกิดกับจิตซึ่งไม่ได้คิดเรื่องราว อย่างเช่นจิตดวงแรกของวิถีจิต เราเรียกว่าจิตที่ทำหน้าที่อาวัชชนะ ก็คือจิตที่รำพึงถึงอารมณ์ก่อนที่จะเกิดการเห็นก็จะมีจิตดวงหนึ่ง คือ ปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งเป็นจิตที่กระทำทางให้เกิดวิถีจิต ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หรือ ทางกาย เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากำลังจะศึกษาจิตจากการที่มีเจตสิกเกิดประกอบ แล้วกระทำให้วิกจิตรต่างๆ กันไป เราก็จะเริ่มศึกษาจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง

    ท่านอาจารย์ ขณะที่มีจักขุปสาท ไม่เห็นได้ไหม ธรรมเป็นเรื่องที่น่าคิด มีตา กำลังนอนหลับสนิท มีตาแน่นอนเลย เพราะว่ากรรมทำให้จักขุปสาทเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าตั้งยั่งยืนเลย เพียงเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับๆ พร้อมที่ว่า เมื่ออารมณ์ใดมากระทบ เช่น ถ้าเป็นทางตา เป็นจักขุปสาท ก็สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้กระทบ จิตที่เห็นจึงเกิดขึ้นได้พร้อมเจตสิก ๗ ดวง แต่ว่าขณะที่เรานอนหลับสนิท เราก็มีตาแต่ไม่เห็นได้ไหม ต้องไม่เห็นแน่นอน เพราะว่ากำลังนอนหลับสนิท เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่หลับอยู่ จะเห็น จิตจะเกิดขึ้นเห็นทันทีไม่ได้เลย เพราะว่ากำลังนอนหลับสนิท จิตขณะนั้นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย มากกว่า ๗ ดวง

    นี่คือความหลากหลายของจิตในวันหนึ่งๆ ตั้งแต่เกิด จิตที่เกิดก็มีเจตสิกมากกว่า ๗ ดวง เพราะว่าจิตที่มีเจตสิกเกิดเพียง ๗ ดวง ต้องไม่ลืมเลย ได้แก่จิต ๑๐ ดวง ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แต่วันหนึ่งๆ มีจิตอื่นสลับ ทั้งๆ ที่เราคิดว่า เราเห็นตลอดเวลา ก็จะมีจิตอื่นสลับอยู่ตลอด ไม่ได้มีจิตเห็นอย่างเดียว เช่น ในขณะนี้ก็มีจิตได้ยิน ขณะใดที่ได้ยิน เจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ขณะที่ได้กลิ่นก็เจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แต่นอกจากนั้นที่กำลังสลับอยู่ เป็นจิตประเภทอื่นทั้งหมด ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง

    เช่น ในขณะที่นอนหลับสนิท เรายังไม่ทราบว่า มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ แต่ให้ทราบว่ามากกว่า ๗ แน่นอน แล้วในขณะนั้น ทั้งๆ ที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ก็ไม่เห็น เพราะเหตุว่าไม่ได้ทำกิจเห็น ทำกิจภวังค์ เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะจะหลากหลายด้วยกิจด้วย ว่าจิตนั้นเกิดขึ้นทำหน้าที่อะไร แล้วก็จะมีเจตสิกเกิดประกอบตามหน้าที่ของกิจนั้นๆ ด้วย ไม่ก้าวก่าย เพราะเหตุว่าขณะที่นอนหลับสนิท เป็นผลของกรรม ซึ่งจำแนกบุคคลให้ต่างกันไป บางคนก็มีโลภะมาก สะสมมา บางคนก็มีโทสะมาก ทั้งๆ ที่นอนหลับสนิท แต่พอตื่นขึ้นก็จะมีจิตและเจตสิกประเภทอื่นๆ ซึ่งเกิดสืบต่อจากเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง สลับกันในขณะนี้ แล้วก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง

    เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่า จิตใดมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ ประโยชน์ก็คือ เห็นความต่าง หลากหลาย ซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้เลย ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงจิตที่เกิดขึ้นทำกิจต่างๆ แล้วก็ประกอบด้วยเจตสิกต่างๆ ได้ เช่น ในขณะที่นอนหลับสนิท มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย มากกว่า ๗ ดวง ทันทีที่เสียงกระทบกับโสตปสาท แล้วก็จะมีการได้ยินเกิดขึ้น จะมีการได้ยินทันทีไม่ได้เลย ต้องมีจิตเกิดก่อน คือเริ่มรู้สึกตัว เรานอนหลับอยู่หลับสนิท อารมณ์ใดๆ ก็ไม่ปรากฏเลย แต่การที่จะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด เช่น ถ้าจะได้ยินเสียงก็ต้องอาศัยหู ถ้าจะเห็นก็ต้องอาศัยตา ถ้าจะได้กลิ่นก็ต้องอาศัยจมูก ถ้าจะลิ้มรสก็ต้องอาศัยลิ้น ถ้าจะรู้สิ่งที่กระทบกายก็ต้องอาศัยกายปสาทะ จึงสามารถที่จะรู้อารมณ์ที่ปรากฏนั้นได้ แต่ว่าไม่ใช่จากภวังค์ที่หลับสนิท แล้วก็จะสามารถเห็นหรือว่าได้ยินทันที แต่ต้องมีจิต ที่เริ่มรู้สึกตัวเกิดก่อนเป็นวิถีจิตแรก

    ที่ใช้คำว่า "วิถี" ก็คือแสดงให้เห็นว่า ขณะที่เป็นภวังคจิตไม่ใช่วิถีจิต เพราะว่าไม่ได้อาศัยทางหนึ่งทางใด เกิดขึ้นรู้อารมณ์ของโลกนี้เลย โลกนี้ไม่ปรากฏขณะที่หลับสนิท แต่เวลาที่ตื่น จะต้องอาศัยทางหนึ่งทางใด เพราะฉะนั้นจึงเป็นวิถีจิต วิถีจิตหมายความว่า จิตที่เกิดรู้อารมณ์ทางทวารนั้นๆ สืบต่อกันตามลำดับ เพราะว่าจะไม่มีเพียงการเห็นขณะเดียว ยังต้องมีจิตอื่นๆ เกิดด้วย

    เพราะฉะนั้นทันที ที่จะมีการเห็นหรือจะมีการได้ยิน ให้ทราบว่ากำลังหลับสนิทและจะได้ยินทันทีไม่ได้ ต้องมีจิตเกิดก่อนหนึ่งขณะ ซึ่งเป็นสภาพจิตที่รู้สึกตัวเป็นวิถีจิตแรก เป็นอาวัชชนวิถีจิต มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ ดวง มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย มีวิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วย มีอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย ชื่อบางชื่อ ก็อาจจะคุ้นในภาษาไทย เช่น คำว่า "วิตักกะ" คนไทยก็ใช้คำว่า "วิตก" "วิจาร" คนไทยก็ใช้คำว่า "วิจารณ์" แต่ "อธิโมกข์" ไม่ทราบมีใครใช้บ้างหรือเปล่า คงไม่ค่อยได้ยิน ก็คงจะได้ยินเพียง ๒ คำ คือ วิตก วิจาร แต่ว่าโดยทั่วไปเราใช้ภาษาบาลีไม่ตรงกับสภาพธรรมที่ทรงใช้คำนั้นในพระไตรปิฏก

    คนไทยจะคิดว่า พอพูดถึงวิตก ก็เป็นห่วงกังวล บางคนก็มีเรื่องวิตกเยอะ เป็นคนที่วิตกจริต วิตกจริต คิดอะไรก็เป็นห่วงเป็นใยทั้งนั้นเลย แต่ขณะนั้นขณะที่กำลังเป็นห่วงกังวล ถ้าความรู้สึกในขณะนั้น ไม่สบาย ไม่ใช่ประกอบแต่เพียงวิตกเจตสิก ยังต้องมีเจตสิกอื่นๆ เกิดร่วมด้วย แต่ให้ทราบว่าจิตซึ่งไม่ใช่ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เกินกว่านั้น

    แม้แต่วิถีจิตแรก คือ ปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งเป็นสภาพที่รู้สึกว่ามีอารมณ์กระทบ ทางหนึ่งทางใดใน ๕ ทาง ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพิ่มอีกถึง ๓ เจตสิก คือมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิก ลองคิดดูว่าขณะนั้น เป็นห่วงอะไรหรือเปล่า ปัญจทวาราวัชชนจิต ที่รู้สึกตัวทางหนึ่งทางใด ใน ๕ ทางเกิดขึ้น ยังไม่ทันเห็น ยังไม่ทันได้ยิน เป็นห่วงกังวลอะไรหรือเปล่า ไม่เป็น แต่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้นวิตกเจตสิก ไม่ใช่ที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นห่วงกังวล แต่เป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นเจตสิก เป็นนามธรรมซึ่งตรึก หรือจรดในอารมณ์ที่กระทบ แต่ไม่เห็น เพียงแต่รู้ว่ามีอารมณ์กระทบที่ทวาร และก็เกิดขึ้นรู้สึกตัว ขณะนั้นต้องมีวิตกตรึกถึงอารมณ์ที่กระทบที่ทวาร และก็มีวิจารเกิดร่วมด้วย วิจารไม่ใช่วิจารณ์ในภาษาไทย ซึ่งเราคิดว่าวิจารณ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่วิจารเจตสิก เป็นสภาพเจตสิก ซึ่งเกิดพร้อมกับวิตกเจตสิก ถ้าศึกษาจิตหนึ่งขณะ ซึ่งเป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างเลย มีอายุที่สั้นมาก เพียงเกิดขึ้นและก็ดับไป แต่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย หลายเจตสิก

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นความละเอียดของเจตสิกแต่ละชนิด ซึ่งเราอาจจะไม่รู้อาจจะคิดว่ามีเจตสิกเดียว หรือ ๒ เจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ความจริงมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นความละเอียดของเจตสิกแต่ละเจตสิก ก็สามารถจะรู้ได้โดยความต่างกันของเจตสิกนั้นๆ เอง เช่น วิจารเจตสิก ไม่ใช่วิตกเจตสิก วิตกเจตสิกเป็นสภาพที่ตรึกหรือจรดในอารมณ์ที่กระทบ ในขณะที่ทำอาวัชชนกิจ คือรำพึงถึงหรือว่ารู้ว่าขณะนั้นมีอารมณ์ที่กำลังกระทบทวาร เมื่อวิตกเจตสิกเกิดขึ้น โดยทั่วไประดับของจิตที่เป็นไปใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต้องมีวิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้นวิตกกับวิจาร จะไม่แยกจากกัน มีคำอุปมาว่า วิตกคือสภาพที่จรดในอารมณ์ เหมือนกับการเคาะระฆัง มีเสียงไหม ความกังวานของเสียงนั่นคือลักษณะของวิจารเจตสิก ตามประคองให้จิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น รู้ในอารมณ์นั้น ทั้งๆ ที่ไม่เห็นเลย เพียงแต่รู้ว่ามีอารมณ์กระทบ ก็จะต้องมีวิตกเจตสิก และก็มีวิจารเจตสิกเกิดพร้อมกัน ที่ใดที่มีวิตกจรดอารมณ์ใด วิจารก็ประคองให้ขณะนั้นรู้อารมณ์นั้น ไม่ทอดทิ้งไปเลย นี่คือลักษณะความละเอียดของสภาพธรรมซึ่งเป็นเจตสิก ๒ เจตสิกที่ไม่แยกกัน ในขณะที่เป็น กามาวจรจิต

    เรายังจะไม่พูดถึงข้อปลีกย่อย ข้อยกเว้นต่างๆ แต่ก็จะพูดถึง ทั่วๆ ไปว่าเมื่อวิตกหรือวิตกเจตสิกเกิดขึ้น ก็จะมีวิจารเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะนี้จักขุวิญญาณกำลังเห็น มีวิตกวิจารเจตสิกไหม ไม่มี แต่จิตอื่นมีวิตกวิจารเจตสิกไหม มี นี้คือการเกิดดับสลับอย่างเร็วมาก แทบจะไม่รู้เลย ขณะนี้เหมือนกับอยู่นิ่งๆ คือจิตเห็นก็เหมือนนิ่ง ยังไม่ปรากฏการเกิดดับ แต่ความเกิดดับของจิต เร็วมาก ประกอบพร้อมด้วยเจตสิกซึ่งต่างกันไปด้วย

    เพราะฉะนั้นสำหรับปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งเกิดก่อนทวิปัญจวิญญาน มีวิตกเจตสิก มีวิจารเจตสิก เกิด แล้วก็มีอธิโมกขเจตสิก เกิดร่วมด้วย อธืโมกขเจตสิกไม่ใช่เอกัคคตาเจตสิก ความละเอียดของเจตสิกซึ่งต่างกัน อธิโมกขเจตสิกเป็นเจตสิกที่ปักใจในอารมณ์ ไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงในอารมณ์ที่ปรากฏ เพราะว่าขณะนั้นอารมณ์ใดปรากฏ ก็อารมณ์นั้นแหละปรากฏ ไม่ใช่อารมณ์อื่น เพราะฉะนั้นในขณะนั้นก็มีเจตสิก เกิดกับปัญจทวาราวัชชนจิต คือจิตที่เกิดก่อนจิตเห็น จิตได้ยิน พวกนี้ ปัญจทวาราวัชชนจิต มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง เพราะว่าทำอาวัชชนกิจ ไม่มีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย ยังไม่ทันเห็นจะเกิดโลภะ จะเกิดโทสะใดๆ ไม่ได้ แต่ว่าเพียงขณะที่ ไม่ใช่ภวังคจิต ก็มีกิจการงานที่จะต้องเกิดก่อนทวิปัญจวิญญาณ เพราะฉะนั้นก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง เชิญคุณอรรณพ ผัสสะกับวิตก

    อ.อรรณพ ผัสสะเป็นสภาพที่กระทบในอารมณ์ ถ้าไม่มีสภาพของผัสสะ จิตและเจตสิกอื่น ก็ไม่สามารถที่จะรู้อารมณ์ได้เลย เพราะว่าขาดสภาพซึ่งกระทบในอารมณ์นั้น เมื่อผัสสะกระทบในอารมณ์นั้น จึงชักนำมาซึ่งสัมปยุตตธรรม ก็คือสภาพธรรมที่เกิดร่วมกัน ได้แก่ จิตและเจตสิก ในขณะนั้น อย่างจิตเห็นในขณะนี้จะเกิดได้ ที่เราศึกษากันไปแล้ว ว่าจะมีเจตสิกเพียง ๗ ดวง ใน ๗ ดวง จะขาดผัสสะเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่กระทบอารมณ์นั้น จึงชักนำให้จิต รู้ในอารมณ์ที่ผัสสะกระทบ และชักนำให้เจตสิก อื่นๆ อีก ๖ ดวงรู้ในอารมณ์เดียวกัน กับที่ผัสสะนั้นกระทบ แต่ในขณะที่จิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดขึ้นมากกว่านั้น คือ ๑๐ ดวง มีวิตกเกิดร่วมด้วย วิตกนั้นก็จรดในอารมณ์เดียวกันกับที่ผัสสะนั้นกระทบ วิจารก็ประคองการรู้ในอารมณ์นั้น อธิโมกข์ก็ปักใจมั่นคงไม่สงสัย ถ้าเป็นวิตกเจตสที่เกิดกับกุศลจิต อกุศลจิต ในชวนจิต ก็เป็นการตรึกนึกถึงสภาพธรรมบ้าง เป็นเรื่องราวของสภาพธรรมกว้างขวาง กว้างไกลขึ้น

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นการยาก เพราะว่านามธรรมละเอียดมาก แล้วก็อยู่ที่ตัวนี้เอง เดี๋ยวนี้เอง จะกล่าวถึงเจตสิกหนึ่งเจตสิกใด ก็ไม่พ้นจากขณะจิต ซึ่งกำลังเกิดดับอยู่ที่แต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้จริงๆ แม้การศึกษาการที่จะฟังเรื่องของนามธรรม ซึ่งไม่มีรูปร่างเลย ให้เกิดความเข้าใจ ความต่างอย่างละเอียดของเจตสิก ก็เป็นสิ่งซึ่งค่อยๆ พิจารณา ถึงจิตอื่นๆ ด้วย เช่น จะเห็นได้ว่า บางจิตไม่มีวิตกเลย แต่เกิดได้ ต่อไปก็จะมี จิตอื่นอีก ที่ไม่ใช่ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ แต่ก็ไม่มีวิตกเจตสิก ก็เกิดได้

    ก็เป็นเรื่องของความละเอียด ตามลำดับขั้นของจิต แต่ว่าการศึกษา ที่จะให้เข้าใจธรรม ก็ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เดี๋ยวนี้มีเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ก่อนเห็น ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ เพราะว่าเฉพาะ ๑๐ ดวงนี้เท่านั้น ที่น้อยที่สุด และหลังจากเห็นก็จะมีจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ จิตที่ทำหน้าที่ เห็น ได้ยิน ทั้งวัน ก็ให้ทราบว่า มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง แต่จิตที่สลับมากมายกว่านั้น ก็ต้องต่างกันไปว่า จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย มากหรือน้อยอย่างไร เช่น จิตที่เกิดก่อน เป็นปัญจทวาราวัชชนะ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ปัญจทวาราวัชชนจิตดับแล้ว พร้อมเจตสิก ๑๐ ดวง ต่อจากนั้น ถ้าเป็นทางตา จักขุวิญญาณ จึงเกิดขึ้นเห็นพร้อมเจตสิก ๗ ดวงเท่านั้นและดับ แต่จิตที่เกิดสืบต่อ ไม่เห็น เพียงแต่รับรู้อารมณ์ต่อจากจักขุวิญญาณ

    เพราะฉะนั้นจิตนั้น จึงต้องมีวิตกเจตสิก ที่จะตรึกถึงอารมณ์ ที่จักขุวิญญาณเห็น พร้อมทั้งวิจารเจตสิก ซึ่งเมื่อวิตกเกิดแล้ว วิจารเจตสิกก็เกิดด้วยพร้อมกัน ในขณะนั้นประคอง การที่จะรู้อารมณ์นั้น ประคองวิตก และสภาพธรรม ในขณะนั้นให้รู้อารมณ์เดียวกัน แล้วก็มีอธิโมกขเจตสิกด้วย เพราะฉะนั้นสัมปฏิจฉันนะ ไม่เห็น จึงต้องมีวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิก เกิดร่วมด้วยเป็น ๑๐ ดวง ก็จะมี ๗ แล้วเพิ่มเป็น ๑๐ ถ้าต่อไปก็จะเพิ่มอีก แต่ตอนนี้ให้ทราบว่า เมื่อจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ พวกนี้ดับแล้ว จิตต่อไปที่ทำกิจสืบต่อ เช่น สัมปฏิจฉันนะ เป็นผลของกรรมเดียวกัน ที่ทำให้เห็น เพราะฉะนั้นกรรมไม่ใช่ทำให้จักขุวิญญาณเห็นและดับไปเท่านั้น ยังทำให้สัมปฏิจฉันนจิตสืบต่อ ซึ่งต้องมี วิตก วิจาร อธิโมกข์ เจตสิกเกิดร่วมด้วย และเกิดที่หทยวัตถุ ส่วนจักขุวิญญาณ เกิดที่จักขุปสาทะ

    นี่เป็นความต่างกันของสภาพธรรมในขณะนี้เอง จิตเกิดที่ไหน ทำกิจอะไร แล้วก็ต่างกัน ค่อยๆ จำ ค่อยๆ เข้าใจ โดยที่ว่าคงจะไม่ต้องท่อง แต่หมายความว่า เราเริ่มตั้งแต่ภวังคจิต ซึ่งไม่รู้อะไรเลยและก็เริ่มที่จะรู้อารมณ์ คือต้องอาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้น เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง คิดนึกบ้าง ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน ซึ่งเวลาที่เป็นวิถีจิต ก็อาศัยทางหนึ่งทางใด ใน ๖ ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

    สำหรับทางตาที่กำลังเห็น เราก็เริ่มตั้งแต่ก่อนเห็น ต้องเป็นภวังค์ แล้วก็มีปัญจทวาราวัชชนจิต ซึ่งเป็นจิตที่รู้สึกตัว ว่ามีอารมณ์กระทบ คำว่า "อาวัชชนะ" ก็รำพึงถึง แต่ไม่ใช่รำพึงยาวๆ เพียงแค่รู้สึก เป็นจิตขณะแรกที่เพิ่งรู้สึก ดับไป แล้วต่อจากนั้นก็เป็นจิตดวงหนึ่งดวงใด ที่เป็นทวิปัญจวิญญาณ คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แต่ความหลากหลาย ความวิจิตรของจิต จะเห็นได้ว่า ขณะที่กำลังเป็นภวังค์ เป็นวิบากจิต ทำให้ต้องดำรงภพชาติ ความเป็นบุคคลนี้อยู่ ยังไม่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ เพื่อจะรับผลของกรรม ทางตาต้องเห็น ทางหูต้องได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นต้องลิ้มรส ทางกายต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เลือกได้ไหม บอกให้ผัสสะกระทบแข็งได้ไหม หรือบอกให้ผัสสะกระทบกลิ่น ก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นเห็นความเป็นอนัตตาของสภาพธรรมจริงๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ต้องมีปัจจัย ถ้าเป็นจิตเกิด ไม่ใช่รูปเกิด ก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย มากน้อยตามกิจการงาน หน้าที่ของจิตนั้นๆ เพราะฉะนั้นเราก็ได้เริ่ม จากจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดน้อยที่สุด ซึ่งไม่ลืมแล้ว ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง แล้วก็จิตที่มีเจตสิกเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ ดวง ได้แก่จิตที่เกิดก่อนจิตเห็นคือวิถีจิตแรก คือปัญจทวาราวัชชนจิต เมื่อปัญจทวาราวัชชนจิต มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๑๐ ดวง ดับ จิตเห็น จิตได้ยิน มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวง ดับ ต่อจากนั้นสัมปฏิจฉันนจิต ซึ่งรับรู้สิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา หรือเสียง หรือกลิ่น หรือรส หรือโผฏฐัพพะ ทางทวารหนึ่งทวารใด เพราะเหตุว่าจิตนั้นเป็นจิตที่รับรู้อารมณ์นั้นต่อ จึงชื่อว่า "สัมปฏิจฉันนะ" รับอารมณ์นั้นต่อซึ่งต้องอาศัยเจตสิกเพิ่มขึ้นจาก ๗ เพราะเหตุว่าต้องมี วิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิก เกิดร่วมด้วย และเมื่อสัมปฏิจฉันนจิต ซึ่งเป็นวิบากจิต เพราะว่ากรรมไม่ได้ทำให้เพียง แต่จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ เหล่านี้เกิด ยังต้องทำให้สัมปฏิจฉันนะซึ่งเป็นวิบากเกิด รับรู้ต่อ


    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    16 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ