ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๕๕๕

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ คือไม่ใช่ทำหน้าที่ รู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่คิดนึกด้วย ในขณะที่หลับสนิท ทำหน้าที่สืบต่อดำรงภพชาติ ความเป็นบุคคลนั้นไว้ ยังไม่ทำให้สิ้นชีวิต เพราะต้องตื่น หรือว่าก็ต้องฝัน เพราะฉะนั้นเมื่อ ภวังคุปเฉทะ คือ ภวังค์สุดท้ายดับลง มโนทวาราวัชชนจิตซึ่งเป็นวิถีจิตแรก ก็คิดถึง แล้วแต่ว่าจะฝันถึงอะไรก็ตามแต่ และเมื่อคิดแล้ว จิตเป็นกุศลหรืออกุศล เพราะเหตุว่ายังมีกิเลส

    เพราะฉะนั้นก็หลังจากที่คิด เราคิดด้วยจิตอะไร ทุกครั้งที่คิด ให้ทราบว่าคิดด้วยจิตอะไร ด้วยกุศลจิตหรือด้วยอกุศลจิต ฝันขณะนั้นเป็นกุศลจิตที่ฝัน หรือว่าเป็นอกุศลจิตที่ฝัน และความฝัน ก็อาจจะทำให้เราระลึกได้ว่ายังมีกิเลสมากมายแค่ไหน เพราะว่าฝันแต่ละเรื่องก็คงจะเป็นอกุศลจิตที่ฝัน มากกว่ากุศลจิตที่ฝัน ก็เป็นเครื่องเตือนให้รู้ว่ามีกิเลสมากน้อยแค่ไหน พอตื่นขึ้นมาก็มีกิเลสอีกแล้ว ก็หนีไม่พ้นเลย หลับฝันก็เป็นไปด้วยกุศลบ้างอกุศลบ้าง แต่อกุศลเป็นส่วนใหญ่ ตื่นขึ้นมา ก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ส่วนใหญ่ก็เป็นอกุศลอีก

    เพราะฉะนั้นกว่าที่กุศลจะค่อยๆ เจริญขึ้น ก็ต้องอบรมนานมาก กว่าจะรู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ได้ โดยมากภาษาไทย เอาเคร้าของภาษาบาลีมาใช้ ทำไมไม่ใช้เวทนามาทำสัญญา แต่ว่าใช้คำว่าสัญญา เพราะเหตุว่าสัญญานี่จำ ถ้าเห็นก็จำได้ ถ้าเห็นสัญญาก็ระลึกได้หรือจำได้ แต่ว่าตามความจริงแล้วสัญญาก็เป็นเจตสิก ซึ่งเกิดแล้วก็จำโดยที่เราไม่ต้องรู้เนื้อรู้ตัวเลย เช่น ขณะที่เห็น สัญญาเจตสิกก็จำแล้ว ไม่ต้องไปนั่งคิด บอกสัญญาให้จำ เพราะฉะนั้นภาษาไทยก็เอาเคร้าของภาษาบาลีมาใช้ในทางที่ไม่ตรงตามความหมาย เช่น คำว่า "สัญญา" ก็คงจะเกี่ยวๆ กับจำเหมือนกัน

    หรือว่าคำว่า "อารมณ์" สิ่งที่ปรากฏ เพราะจิตรู้ขนะใด สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จิตกำลังรู้ สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ แต่คนไทยก็เอามาใช้ปลายเหตุ วันนี้อารมณ์ดี เพราะว่าเห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดี ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย วันนี้สบายใจอารมณ์ดี แต่ว่าภาษาบาลี หรือความหมายในทางพระพุทธศาสนานี่ตรง คือว่าเป็นสิ่งที่จิตรู้ ขณะที่จิตรู้สิ่งใด สิ่งนั้นเท่านั้นที่เป็นอารมณ์ แม้ว่าเสียงมีจริง นอกถนนนอกห้องก็มีเสียง แต่จิตรู้หรือเปล่า ถ้าจิตไม่รู้ ก็เป็นเพียงสัททะ เป็นสภาพของเสียงที่เกิดขึ้นเพราะการกระทบกันของสิ่งที่แข็ง แต่ขณะใดที่เสียงปรากฏ เสียงนั้นจึงจะเป็นอารมณ์ของจิต เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจ สัททะกับสัททารมณ์ เสียงกับเสียงที่เป็นอารมณ์ของจิต ก็หมายเฉพาะรูปหรือว่าสภาพธรรม ที่กำลังเป็นอารมณ์ของจิตในขณะนั้น

    ผู้ฟัง ได้ยินอาจารย์ทางวิทยุ ก็มีอยู่ ๒ คำ ซึ่งคนทั่วไป ก็เข้าใจว่า เป็นคำเดียวกัน คือคำว่า "สมาธิ" กับคำว่า "ความสงบ" ก็เข้าใจว่าสมาธิกับความสงบก็คืออันเดียวกัน แต่บอกว่า สมาธิไม่ใช่ความสงบ ไม่ทราบต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิกที่ต่างกัน ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม คงจะไม่ทราบว่าสมาธิเป็นเจตสิก ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกดวง เรากล่าวถึงสภาพของ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ไปแล้ว ๔ ดวง ผัสสเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก และขณะนี้ก็พูดถึงเรื่องของ เอกัคคตาเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ชั่วขณะๆ ที่จิตเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าจิตขณะนั้นมีอารมณ์อะไร เอกัคคตาเจตสิกก็ตั้งมั่นในอารมณ์นั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่มีการที่ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวนานๆ ลักษณะของสมาธิก็ปรากฏ อย่างที่เราใช้ในภาษาไทยว่าคนนั้นมีสมาธิ หรือว่าไม่มีสมาธิ อย่างเวลาที่จะเย็บปักถักร้อย หรือว่าจะทำอะไรบางอย่าง ซึ่งต้องใช้การระวัง บางคนก็บอกว่าต้องมีสติบ้าง ต้องมีสมาธิบ้าง แต่ความจริงนั่นเป็นภาษาไทย ไม่ใช่สภาพธรรมจริงๆ

    ถ้าเป็นสภาพธรรมจริงๆ ที่พระผู้มีพระภาคทรงใช้คำที่จะเรียกสภาพธรรมแต่ละอย่าง ต้องตรงคือเอกัคคตาเจตสิก เป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกขณะ และก็เป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์ เวลาที่เกิดบ่อยๆ ในอารมณ์ใด อย่างบางคนก็อ่านหนังสือ กำลังเพลินเลย คนอื่นเรียกได้ยินไหม ไม่ได้ยิน ก็แสดงลักษณะอาการของสมาธิ หรือว่าเวลาที่กำลังข้ามถนน รถจอแจ และก็ตั้งใจที่จะไม่ให้มีอันตรายเกิดขึ้น ระแวดระวัง ตั้งมั่น ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของสมาธิ เป็นกุศลหรือเปล่า ไม่เป็น

    เพราะฉะนั้นก็เริ่มจะเข้าใจ ความหมายของสมาธิ เพราะสมาธิไม่ใช่หมายความว่า เป็นสิ่งที่เราจะทำ และเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องรู้ก่อน ไม่ว่าเราจะทำอะไรทั้งหมด คำถามแรกคือ คืออะไร ถ้าไม่รู้ แล้วเราก็จะทำอะไรในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างบางคนก็ปรารถนานิพพาน แล้วก็ถามว่า นิพพานเป็นสถานที่หรือเปล่า ก็แสดงว่าคนนั้นยังไม่เข้าใจนิพพานเลย แต่ว่าปรารถนาที่จะไปนิพพาน เพราะฉะนั้นจะไปไหน เมื่อไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ก็ย่อมไปไม่ถูก เพราะว่าไม่รู้ว่าเป็นอะไร

    ก่อนอื่นทั้งหมด การที่จะศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริงๆ ก็ต้องเริ่มได้ว่า คืออะไรก่อน เช่น สมาธิคืออะไร สมถะคืออะไร สมถะคือความสงบจากอกุศล เพราะฉะนั้นก็คือทุกขณะที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นสงบจากอกุศล แต่ลักษณะของความสงบที่เป็นกุศล ก็สั้นมาก เพราะเหตุว่าปกติ จิตที่เกิดขึ้นทำกิจการงานก็จะต้องทำกิจการงานตามลำดับ ซึ่งจิตขณะหนึ่งเกิดและดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด โดยที่จิตทุกขณะเว้นจุติจิตของพระอรหันต์ เป็นอนันตรปัจจัย หมายความว่าจะไม่เป็นอนันตรปัจจัยไม่ได้ จะไม่ทำให้สภาพธรรมซึ่งเป็นนามธรรมเกิดสืบต่อไม่ได้ ทันทีที่จิตขณะหนึ่งดับ ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ โดยอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย คือจะต้องเกิดสืบต่อตามลำดับ ก้าวก่ายกันไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นเวลาที่สภาพธรรมเกิดขึ้น ก็จะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยด้วย ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นสงบจากอกุศล แต่ว่าสั้น เพราะเหตุว่าจิตเกิดขึ้นทำชวนกิจ ในขณะที่เป็นกุศลหรืออกุศล

    ก็ขอทบทวนถึงกิจต่างๆ ของจิต ที่ได้กล่าวไปแล้ว เพื่อที่จะได้ทราบว่า ขณะไหนจิตเกิดมาก บ่อยครั้ง มากครั้งกว่า เช่น ปฏิสนธิจิตหนึ่งขณะ ๒ ขณะไม่ได้ เกิดเป็นอะไรในชาตินี้ ก็เกิดแล้ว จะไปเกิดอีกมาใหม่ โดยที่ยังไม่ตาย ไม่ได้ ก็จะต้องเป็นปฏิสนธิจิต ทำปฏิสนธิกิจหนึ่งขณะ จิตนี้จะไม่มีอีกเลย ในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ กิจที่สองคือภวังคจิต เกิดสืบต่อนับไม่ถ้วน คือวิบากจิต ประเภทเดียวกับปฏิสนธิจิตนั่นเอง เกิดขึ้นทำภวังคกิจหลายครั้ง แต่เวลาที่จะรู้อารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะต้องเป็นวิถีจิต เพราะเหตุว่าต้องอาศัยทางที่จะรู้ เช่น อาศัยตาเห็น อาศัยหูได้ยิน อาศัยจมูกได้กลิ่น อาศัยลิ้นลิ้มรส อาศัยกายกระทบสัมผัส รู้สิ่งที่เย็นร้อนอ่อนแข็ง และอาศัยใจนั่นเองเป็นทางคิดนึก โดยที่ว่าไม่มีสิ่งใดมากระทบเลย

    เพราะฉะนั้นวิถีจิตแรก คือถ้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตแรกคือปัญจทวาราวัชชนจิต เพิ่งรู้ว่ามีอารมณ์กระทบทางหนึ่งทางใด จิตนี้เกิดขึ้นขณะเดียว และหลังจากนั้นแล้ว ก็จะมีจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วแต่ว่าจะเป็นทางหนึ่งทางใดใน ๕ ทาง เกิดขึ้นขณะเดียว เพราะฉะนั้นก็จะได้รู้ว่า จิตแต่ละประเภท บางอย่างบางประเภทก็เกิดขึ้นน้อยครั้ง บางประเภทก็เกิดขึ้นมากครั้ง สำหรับจิตเห็น จิตได้ยิน พวกนี้ เกิดขึ้นครั้งเดียว แล้วก็ดับไป หลังจากนั้นก็มีจิตที่สืบต่อรับอารมณ์เดียวกัน รู้อารมณ์เดียวกัน เพราะเหตุว่ารูปจะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ

    ถ้าเป็นกุศลจิต แล้วก็เกิดสงบและก็มีปัญญาที่สามารถจะทำให้จิตนั้นเป็นกุศล เพราะว่าตรึกนึกถึงอารมณ์ที่เป็นกุศลมากขึ้น ขณะนั้นกุศลจิตก็จะเกิด ๗ ขณะ ๗ ขณะนี่บ่อยครั้งลักษณะของความสงบจะปรากฏ เมื่อมากขึ้นความสงบนั้นก็ถึงระดับของสมาธิขั้นต่างๆ แต่ว่าต้องประกอบด้วยปัญญาเจตสิก ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญาเจตสิก จะอบรมเจริญความสงบที่เป็นสมถภาวนา หรือว่าจะอบรมการรู้ลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ซึ่งเป็นสติปัฏฐานเป็นการอบรมเจริญภาวนาไม่ได้ ถ้าไม่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมกับจิตนั้นๆ

    เพราะฉะนั้นสมถะไม่ใช่สมาธิ เพราะว่าสมาธิก็เป็นลักษณะของความตั้งมั่น เป็นลักษณะของเอกัคคตาเจตสิก แต่เวลาที่จิตสงบ ลักษณะของเอกัคคตาเจตสิกก็มีกำลังขึ้น จนถึงระดับที่ปรากฏเป็นลักษณะของความสงบขั้นต่างๆ ของสมาธิ

    ผู้ฟัง เจตสิกอีกประเภทหนึ่ง ที่จะเป็นสัมปยุตตธรรม ที่จะทำให้จิตวิจิตร ก็คือเจตนา

    ท่านอาจารย์ ขณะเห็นมีเจตนาเจตสิกไหม เห็นเดี๋ยวนี้ มี ทุกขณะไม่เคยขาดเลย เพราะเหตุว่าเจตนาเจตสิก ก็เป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้นเวทนามี ๔ ชาติ เพราะเหตุว่าจิตมี ๔ ชาติ ชาติคือการเกิดของจิต เกิดเป็นกุศลหนึ่ง อกุศลหนึ่ง เป็นเหตุ วิบากหนึ่ง เป็นผล กิริยาหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เหตุ และไม่ใช่ผลคือไม่ใช่ทั้ง กุศล อกุศล และวิบาก ฉันใด เมื่อจิตมี ๔ ชาติ และเจตนาเจตสิก ก็เกิดกับจิตทุกขณะ เจตนาก็ต้องมี ๔ ชาติด้วย

    เพราะฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงเจตนาที่เราจะเข้าใจได้ เราก็มักจะคิดถึงกุศลเจตนา และอกุศลเจตนา เราไม่ได้คิดถึงเจตนาซึ่งเป็นชาติวิบาก และเจตนาซึ่งเป็นชาติกิริยา แต่มีด้วย เพราะเหตุว่าจิตเป็นอย่างไร เจตสิกทั้งหมดที่เกิดร่วมด้วย ก็ต้องเป็นอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นสำหรับกุศลเจตนากับอกุศลเจตนา ก็พอจะเข้าใจได้ เวลาที่มีความจงใจตั้งใจ ที่จะประทุษร้ายเบียดเบียน ขณะนั้นก็เป็นอกุศลเจตนา เกิดแล้วดับแล้ว หมดไปเลยหรือเปล่า สะสมสืบต่อเป็นกัมมปัจจัย เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่าเจตนาเป็นกรรมหรือว่ากรรม ได้แก่เจตนา เป็นผู้ที่กระตุ้นขวนขวายที่จะให้การกระทำนั้นๆ สำเร็จลง ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม

    เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เป็นความจงใจตั้งใจ แม้ว่าจะเกิดแล้วดับแล้ว แต่ก็สะสมสืบต่อ ทำให้เกิดผล คือวิบากจิตเกิดขึ้น ตั้งแต่ปฏิสนธิ ภวังค์ แล้วก็ทางตาเห็นทางหูได้ยิน พวกนี้ก็เป็นผลของกรรม เป็นวิบากจิตทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงต้องทราบเรื่องชาติของจิตว่า กุศล อกุศล ไม่ใช่วิบาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สะสมสืบต่อ ที่จะทำให้จิตที่เป็นวิบาก เกิดขึ้นรับผลของกรรม แม้ว่ารูปก็เป็นผลของกรรมด้วย แต่รูปไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นจะสุขจะทุกข์ มาจากจิต ถ้าจิตเห็นสิ่งที่ดีก็เป็นสุข ได้ยินเสียงที่ดีก็เป็นสุข

    เพราะฉะนั้นสภาพของจิตที่เป็นวิบาก ส่วนใหญ่คนต้องการมาก คือต้องการวิบากจิตที่จะเห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสที่สบาย แต่ลืมว่าหลังจากที่ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว กุศลจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิด ซึ่งสะสมต่อไป ที่จะให้ผลเป็นไปตามเหตุ ถ้าเป็นอกุศลกรรม ก็จะต้องทำให้อกุศลวิบากจิตเกิด ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมก็ทำให้กุศลวิบากจิตเกิด ขณะไหน เมื่อไหร่ ไม่มีใครสามารถทราบได้เลย ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ล่วงหน้าของจิต แม้หนึ่งขณะที่จะเกิด ว่าจะเป็นผลของกรรมใดและก็จะเป็นผลของกรรมทางไหน ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

    ถ้ามีการตาบอด ฉับพลัน เฉียบพลัน ก็ได้ใช่ไหม แล้วแต่กรรม ทุกอย่างเกิดได้ทั้งหมด วันนี้ร่างกายแข็งแรงดี แต่ก็อาจจะเป็นโรคร้ายหรือว่าอาจจะสิ้นชีวิต ตั้งใจว่าจะไปไหนแต่ก็ไม่ถึง เพราะเหตุว่ากรรมไม่ทำให้ถึง แต่ทำให้สิ้นสุดกรรม คือพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นก็ทั้งหมด ก็จะได้ทราบว่ากรรมเป็นอีกชื่อหนึ่งของเจตนา เพราะเจตนานั่นเอง เป็นสภาพที่จงใจ ตั้งใจ ขวนขวาย กระตุ้นสหชาตธรรม คือเจตสิกที่เกิดร่วมกัน ให้ทำกิจการงานนั้นๆ ให้สำเร็จ

    เรากำลังกล่าวถึงสภาพธรรมที่กำลังมีจริงๆ ในขณะนี้ คือจิตทุกขณะ แต่ว่าเราจะเริ่มจากจิตขณะที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยน้อยที่สุด เพราะเหตุว่าสภาพธรรมทุกอย่าง จะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง จิตก็ต้องอาศัยเจตสิก เจตสิกก็ต้องอาศัยจิตเกิดขึ้น จะมีจิตเกิดขึ้น โดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ และเจตสิกจะไปเกิดกับรูปหรือสภาพธรรมอื่นไม่ได้เลย ต้องเกิดกับจิต ในขณะนี้ถ้ากล่าวถึงจิตซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย น้อยที่สุดคือ ๗ ดวง ทุกคนกำลังมี เห็น และก็ได้ยิน ไม่ใช่ขณะคิดนึก ไม่ใช่ขณะที่กำลังเป็นโลภะ หรือความขุ่นเคืองใจ หรืออะไรทั้งสิ้น เพียงชั่วขณะที่เห็นและได้ยินซึ่งสลับกันอยู่ กับจิตประเภทอื่นๆ

    จิตทั้งหมดที่เป็นวิบากจิต คือเป็นผลของกรรม กรรมทำให้จิตนี้เกิดขึ้นเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง กรรมทำให้จิตเกิดขึ้นได้ยิน ยังไม่ได้คิดนึก เรื่องสิ่งที่ได้ยินเลย เพียงชั่วขณะที่ได้ยิน มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นผลของกรรม ลองคิดดูว่าขณะนี้ จะมีจิตที่เป็นวิบาก และก็มีจิตที่หลังจากวิบากจิตเกิดแล้ว ก็เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ซึ่งก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ เดือน

    เพราะฉะนั้นเราจะเริ่มจาก ๗ ดวง คือผัสสเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำกิจกระทบอารมณ์ เพราะว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏทางตาก็มี เสียงก็มี อาจจะมีกลิ่น อาจจะมีสิ่งที่ปรากฏทางกาย แต่ผัสสเจตสิกกระทบอะไร จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมีธาตุที่ปรากฏ ที่เกิดขึ้นหลากหลาย ก็ต้องแล้วแต่ว่าผัสสเจตสิกจะกระทบอารมณ์อะไร จิตนั้นก็มีสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นจิตแต่ละขณะจะขาดผัสสเจตสิกไม่ได้เลย ผัสสะที่เป็นกุศลก็มี ผัสสะที่เป็นอกุศลก็มี ผัสสะที่มีรูปเป็นอารมณ์ก็มี ผัสสะที่มีเสียงเป็นอารมณ์ก็มี ผัสสะที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ก็มี เพราะเหตุว่าจิตสามารถที่จะรู้อารมณ์ได้ทุกอย่าง และเจตสิกที่เกิดกับจิต ก็รู้อารมณ์เดียวกับจิต

    เพราะฉะนั้นผัสสะไม่เคยขาดเลย ทุกขณะที่จิตเกิด ต้องมีผัสสะเจตสิกเกิดร่วมด้วย และเมื่อผัสสเจตสิกเกิดแล้ว ที่จะไม่ให้มีเวทนา คือเจตสิกอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดทันทีที่ผัสสะเกิด และจิตเกิด ก็คือความรู้สึกในอารมณ์ที่ปรากฏ ซึ่งในวันหนึ่งๆ เราก็อาจจะพิจารณา ความรู้สึกของเราได้ ว่ามีอะไรบ้าง ส่วนใหญ่เวลาที่จิตเป็นอุเบกขา หรืออทุกขมสุข ใครรู้บ้าง แต่เวลาที่ขุ่นใจ มีโทมนัสเวทนา แม้นิดเดียว น้อยใจ เสียใจ วิตกกังวล อะไรก็ตามแต่ ขณะนั้นก็สามารถจะรู้ลักษณะ สภาพของความรู้สึกที่ไม่สบายใจได้ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอุเบกขาเวทนา ส่วนน้อยก็จะเป็นเรื่องของโสมนัสบ้าง โทมนัสบ้าง หรือว่าสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ที่จะปรากฏ แต่ที่จริงแล้วต้องมีเวทนาเจตสิก เกิดกับจิตทุกขณะ ขาดไม่ได้ ผัสสเวทนา

    ทันทีที่จิตรู้อารมณ์ใด สภาพธรรมอีกชนิดหนึ่ง คือสัญญาเจตสิก จำสิ่งที่ปรากฏ มิฉะนั้นทุกคนในห้องนี้ จะจำอะไรไม่ได้เลย เข้ามาในห้อง ก็ไม่รู้ว่าอะไรเสียแล้ว แต่ว่าความจำมีในทุกขณะจิต และก็จำเพิ่มเติม แล้วแต่ว่าจิตขณะนั้น จะเป็นจิตประเภทใด บางคนอาจจะคิดเรื่องของวิชาการอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นนักธรณีวิทยา นักประวัติศาสตร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่องของสภาพธรรม ที่จะต้องมีเพราะสัญญาจำ ถ้าจิตเกิดแล้วก็ไม่มีสัญญาเจตสิก จะไม่มีการจำอะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่ความจริงจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้เลย เพราะเห็นว่าสัญญาเจตสิก ต้องเกิดกับจิตและก็จำสิ่งที่จิตกำลังรู้

    เพราะฉะนั้นก็ มีทั้งผัสสะ มีทั้งเวทนา มีทั้งสัญญา โดยกรรม ทำให้จิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน ทำหน้าที่นี้ เพราะเหตุเป็นวิบากจิต ซึ่งเป็นผลของกรรม แม้แต่เจตสิกเหล่านี้ ก็เป็นกุศลก็ได้ เป็นอกุศลก็ได้ เป็นวิบากซึ่งเป็นผลของกรรมก็ได้ เป็นกิริยาเกิดกับจิตของพระอรหันต์ก็ได้ เพราะเหตุว่าเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เมื่อจิตเกิดขึ้นแล้วจะขาดเจตสิก ๗ ดวงนี้ไม่ได้เลย สำหรับเจตนาเจตสิก บางคนก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่จะรู้ได้เมื่อเป็นกุศลเจตนา หรืออกุศลเจตนา แต่ถ้าเป็นวิบาก อย่างขณะที่กำลังเห็น ลักษณะของเจตนาก็ไม่ปรากฏเลย ลักษณะของเวทนาก็แล้วแต่ ใครสามารถที่จะพิจารณาเข้าใจได้ แต่สภาพของเจตนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่จงใจ ขวนขวาย กระตุ้น ให้สหชาตธรรม ที่เกิดร่วมกัน ทำกิจของตนๆ

    เพราะฉะนั้นก็เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง เพียงชั่วขณะ ที่จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้น ก็จะมีทั้งผัสสเวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา สำหรับเอกัคคตาเจตสิก นี่ก็เป็นสภาพที่ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว จิตขณะหนึ่งจะมีอารมณ์ ๒ อย่างไม่ได้ เพราะเอกัคคตาเจตสิก ตั้งมั่นในอารมณ์ที่จิตกำลังรู้ เพราะฉะนั้นจะมีอารมณ์อื่นไม่ได้เลย ซึ่งเวลาที่ลักษณะของเอกัคคตา มั่นคงขึ้น เจริญขึ้น รู้อารมณ์เดียวมากขึ้น ลักษณะของสมาธิก็จะปรากฏ แต่ว่าต้องไม่ลืมว่า มี ๒ อย่าง คือ มิจฉาสมาธิเกิดกับอกุศลจิต แต่ว่าสัมมาสมาธิหรือกุศลสมาธิ ก็เกิดกับโสภณจิต หรือจิตฝ่ายดี

    สำหรับเจตสิกต่อไป ก็ขอทบทวนไปเรื่อยๆ เพราะว่าจะได้ไม่ต้องไปท่อง แต่ว่าสามารถที่จะพิจารณา และก็จะได้ไม่ลืมว่า จะขาดเจตสิกหนึ่งเจตสิกใดไม่ได้ คือจิตต้องมี ผัสสเจตสิต เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก เจตนาเจตสิก เอกัคคตาเจตสิก ชีวิตินทริยเจตสิก มนสิการเจตสิก เอกัคคตาก็คงไม่เป็นที่สงสัย เกิดกับจิตทุกดวง และจิตดวงหนึ่งก็มีเจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว

    สำหรับชีวิตินทริยเจตสิก ให้เห็นว่าแม้นามธรรมที่เกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยเจตสิกนี้ที่จะเกื้อกูล หรือว่าอุปถัมภ์ หรือว่าค้ำชู ทำให้จิตและเจตสิก ดำรงอยู่ชั่วขณะตามอายุของจิต ๓ ขณะ คืออุปาทขณะ ฐิติขณะ ภังคขณะ ทวนอีกที ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทริยะ เหลืออีกหนึ่ง มนสิการะ

    มนสิการะเป็นเจตสิก ที่ใส่ใจ สนใจในอารมณ์ วันหนึ่งๆ ทุกคนก็พอจะสังเกตได้ ว่าแต่ละคน สนใจเรื่องอะไร ถ้าพูดเรื่องนี้คนนี้ไม่สนใจเลย อย่างบางคน พอพูดถึงพระวินัย อาจจะไม่สนใจเลย เพราะคิดว่า ไม่ใช่กิจ ไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่หน้าที่ ของคฤหัสถ์ ก็จะสนใจพระอภิธรรม พอถึงพระสูตร บางคนก็อาจจะไม่สนใจเลย เพราะคิดว่าเป็นเรื่องราวชีวิตของบุคคลในครั้งนั้น แต่ความจริงเป็นธรรม ที่หลากหลาย ที่แสดงให้เห็นว่า ความหลากหลายของธรรม มากมายมหาศาล มีชีวิตต่างๆ ในพระไตรปิฎก ตราบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้และต่อไป ก็เป็นความหลากหลายของจิต แต่ก็ประมวลความหลากหลายทั้งหมด เป็นประเภทๆ ได้ เป็นจิต ๘๙ ประเภท เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ ว่ามสิการเจตสิก เป็นสภาพที่ใส่ใจ แม้ในอารมณ์ชั่วขณะหนึ่งที่ปรากฏ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    15 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ