ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523


    ตอนที่ ๑๕๒๓

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ จิตกับเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน เกิดที่เดียวกัน เข้ากันได้สนิท สภาพธรรมที่เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกันเข้ากันได้สนิท โดยสัมปยุตตปัจจัย มีอีกปัจจัยหนึ่ง ถ้าเราจะเรียนเรื่องปัจจัย คลี่คลายความเป็นสัตว์เป็นบุคคลออกหมด ก็เหลือแต่สภาพธรรม ซึ่งต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันทำให้เกิดขึ้น สภาพของจิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันเข้ากันสนิท โดยเป็นสัมปยุตตปัจจัย แยกกันไม่ออก

    เมื่อคราวที่แล้วพูดถึงเรื่องพริกแกงใช่ไหม หอมกระเทียม กะปิ เราเอาไปป่นไปตำเข้ากัน ใส่กะทิน้ำปลาเข้าไป ไม่สามารถที่จะแยกออกเลยว่าส่วนไหนเป็นมะกรูด หรือส่วนไหนเป็นพริก ส่วนไหนเป็นกระเทียม ส่วนไหนเป็นหอม นั่นเป็นรูป แต่นามธรรมเป็นสัมปยุตตปัจจัย ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น แต่ว่าเป็นสภาพของนามธาตุ ซึ่งเกิดร่วมกัน แล้วก็ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน เพราะฉะนั้นเจตสิกที่เป็นวิบากมีไหม มี เจตสิกที่เป็นกิริยามีไหม มี เพราะฉะนั้นทั้งจิตและเจตสิก มี ๔ ชาติ คือเป็นกุศลหนึ่ง เป็นอกุศลหนึ่ง เป็นวิบากหนึ่ง เป็นกิริยาหนึ่ง เดี๋ยวนี้หรือเปล่า เดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง ที่บอกว่าถ้าตาเห็น อีก ๕ ทวารดับ ช่วงดับคือหลับหรืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ จิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ หนึ่งขณะนี่จะรู้อะไรก็รู้เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเป็นจิตเห็น ขณะนั้นจะไม่มีอย่างอื่นเลย ย่อส่วนทั้งหมดที่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า และขณะจิตทั้งหมดเหลือเพียงหนึ่งขณะจิต ก็จะรู้ว่าขณะที่จิตเห็นเกิด จิตอื่นไม่มี เพราะว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ พอจิตได้ยินเกิด จิตอื่นก็ไม่มี เพราะว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ

    ผู้ฟัง ถ้าหากว่าจิตไม่เป็นหัวหน้าของรูป แล้วเวลาจิตคิดนึกทำไมรูปต้องปฏิบัติตามด้วย

    ท่านอาจารย์ คำว่าหัวหน้ากับการปฏิบัติตาม หมายความว่าอะไร เพราะเหตุว่ารูปไม่ใช่สภาพรู้ รูปไม่รู้อะไรเลย รูปไม่รู้ว่าจิตคิดอะไร รูปจะรู้ได้อย่างไรว่าจิตคิดอะไร เพราะเหตุว่ารูปไม่ใช่สภาพรู้ แต่เมื่อมีจิตปรารถนาเกิดขึ้น ก็เป็นปัจจัยให้รูปเคลื่อนไหวไปตามความปรารถนาของจิต แต่ไม่ใช่หมายความว่ารูปรู้ว่าจิตต้องการอะไร แล้วก็ทำตามรูป เพราะเหตุว่ารูปไม่ใช่สภาพรู้เลย ตอนนี้ที่จะต้องทราบก็คือว่าจิตกับเจตสิกเกิดร่วมกันจริง แต่ใครเป็นหัวหน้า หัวหน้าที่นี่ หมายความว่าเป็นใหญ่ในการรู้แจ้งอารมณ์ เพราะเหตุว่าจริงๆ แล้วลำพังจิต จิตไม่ใช่ปัญญาเจตสิก จิตไม่ใช่สติเจตสิก จิตไม่ใช่อโทสะ อโลภเจตสิกใดๆ เลยทั้งสิ้น จิตเป็นจิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ แม้เจตสิกจะเกิดกับจิต ทำหน้าที่ของเจตสิกแต่ละอย่าง และก็รู้อารมณ์เดียวกับจิตก็จริง แต่ไม่เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์

    เพราะฉะนั้นความหมายของหัวหน้าที่นี่ ก็คือว่าจิตนั่นเอง ที่ว่าเป็นหัวหน้าหรือว่าเป็นใหญ่ ก็เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ อารมณ์จริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ด้วยการรู้แจ้งของจิต แล้วแต่ว่าเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตจะทำหน้าที่อะไรในขณะนั้น แต่ไม่ใช่เจตสิกเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์

    ต่อไปก็จะได้ยินคำว่าอินทรีย์ที่เป็นใหญ่ ไม่ใช่แต่เฉพาะจิต จิตเป็นมนินทรีย์ แต่เวทนาความรู้สึกทุกอย่างเป็นอินทรีย์ด้วย สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ความรู้สึกหรือเวทนาเป็นใหญ่ไหม เวลาทุกข์เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ครอบคลุมจิต จนกระทั่งสภาพธรรมที่เกิดร่วมกับจิต เป็นทุกข์หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นความนึกคิด หรือว่าไม่ว่าจะเป็นเจตสิกใดๆ ที่เกิดร่วมในขณะนั้น เพราะความเป็นอินทรีย์ของเวทนาเจตสิก เวลาสนุกสนาน โสมนัส เจตสิกทั้งหมดก็พลอยปลาบปลื้มโสมนัสไปด้วยในขณะนั้น จิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในขณะนั้น เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ แต่เวลาที่โสมนัสเวทนาเกิด เกือบจะไม่มีปรากฏเลย เพราะเหตุว่าความรู้สึกนั้นเป็นใหญ่มาก ถ้าอย่างคนที่เป็นทุกข์มากๆ ก็สามารถที่จะรู้ได้

    เพราะฉะนั้นแต่ละสภาพธรรม ถ้าศึกษาโดยละเอียด ก็จะเห็นว่ามีสภาพธรรมที่เป็นเจตสิกอื่นๆ ด้วยที่เป็นอินทรีย์แต่ละอย่าง ก็เป็นชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจแต่ละคำ คือความหมายของอินทรีย์ที่เป็นใหญ่ เป็นใหญ่ต่างกันอย่างไร ถ้าจิตเป็นใหญ่ ก็หมายความว่าเป็นใหญ่ในการรู้แจ้งอารมณ์ ถ้าเวทนาความรู้สึกเป็นใหญ่ ก็เป็นใหญ่ในความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ หรือเป็นอุเบกขาก็ตามแต่

    ผู้ฟัง ได้ยินว่าจิตเป็นสภาพรู้อารมณ์ แต่ก็ยังกล่าวว่า จิตก็คิด

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นก็ควรที่จะได้ทราบว่า แม้ว่าจิตมีจริง แต่ช่างรู้ยากเสียเหลือเกิน เช่น ถ้าจะอ่านตำรับตำราอื่นก็ไม่ทราบว่า จะแสดงลักษณะของจิตให้ชัดเจนได้อย่างไร แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ขณะนี้จิตกำลังเกิดขึ้นทำกิจการงาน เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ ส่วนเจตสิกก็เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต เป็นนามธรรม แต่ว่าถ้าจะพูดถึงจิตในลักษณะที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ถ้าไม่มีจิต สภาพธรรมอื่นซึ่งเป็นนามธรรม เช่น ความรู้สึก ความจำ ความโกรธ หรือว่าความชอบใจ ไม่ชอบใจต่างๆ ก็เกิดไม่ได้เลย แต่เมื่อมีจิตแล้ว เจตสิกอื่นๆ ก็เกิดกับจิต แล้วก็มีลักษณะของเจตสิกนั้นๆ ซึ่งต่อจากนี้ไป เมื่อได้รู้เรื่องของจิตโดยละเอียดแล้ว ก็คงจะต้องกล่าวถึงเจตสิกโดยละเอียดด้วย แต่สำหรับปกติธรรมดา ทุกคนรู้ว่ามีจิต แต่ก็ควรที่จะได้เข้าใจลักษณะของจิต เช่น ในขณะนี้ถ้ากล่าวว่าทุกคนมีจิต ขณะนี้จิตอยู่ที่ไหน และจิตกำลังทำอะไร

    แต่ก่อนที่จะได้ศึกษาธรรม ทุกคนก็คิดว่าทุกคนทำทุกอย่าง แต่ความจริงถ้าไม่มีจิต จะทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้นที่ทำ ก็คือหน้าที่การงานของจิตที่เกิดขึ้น แต่ว่าในภูมิคือที่เกิดของจิตที่มีรูปเกิดด้วย เวลาที่จิตเกิดก็ต้องอาศัยรูปด้วย เช่น ในขณะนี้ จิตกำลังเห็น ไม่ใช่เราเห็นเลย ไม่มีเรา ถ้าไม่มีสภาพซึ่งสามารถเห็นได้เกิดขึ้นโดยอาศัยตา ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง แต่ถ้าไม่เข้าใจ ก็คิดว่าเป็นเราเห็นตลอดเวลา แต่พอศึกษาเรื่องจิตก็จะทราบว่าเป็นจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยตาเกิดขึ้น และก็กำลังเห็นในขณะนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นเพียงลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งจิตกำลังเห็นอยู่ในขณะนี้ เวลาที่ฟังธรรมถ้าสามารถที่จะพิจารณาเข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ก็จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมเร็วขึ้น คือไม่ไปติดอยู่ที่คำหรือว่าเรื่องราว แต่ว่ามีสภาพธรรมจริงๆ ที่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ในขณะนี้ เช่น จิตขณะนี้กำลังทำหน้าที่เห็น เวลาที่ได้ยิน โต๊ะเก้าอี้ได้ยินอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าไม่ใช่สภาพรู้ แต่จิตสามารถที่จะอาศัยหู โสตปสาทรูปเกิดขึ้น ได้ยินเสียง เสียงจึงปรากฏได้

    เพราะฉะนั้นถ้าในขณะนี้ทุกคนลืมเรื่องรูปให้หมดเลย ไม่คิดถึงรูปหนึ่งรูปใดทั้งสิ้น ไม่มีรูปร่างกายของเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่ว่ามีจิตกำลังเห็น เพื่อที่จะได้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นนามธรรม เกิดขึ้นแล้วก็ทำหน้าที่ตลอดเวลา จิตเกิดขึ้นจะไม่ทำกิจหน้าที่ใดๆ ไม่ได้เลยทั้งสิ้น ทุกครั้งที่จิตเกิด จิตต้องทำหน้าที่ จิตขยันไหม กำลังหลับมีจิตแน่นอน ขณะนั้นจิตก็ทำหน้าที่ แต่ไม่ใช่หน้าที่เห็น ไม่ใช่หน้าที่ได้ยิน ไม่ใช่หน้าที่ได้กลิ่น ไม่ใช่หน้าที่ลิ้มรส ไม่ใช่หน้าที่รู้สิ่งที่กำลังกระทบกาย ไม่ใช่หน้าที่คิดนึก แต่ต้องทำหน้าที่นั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตื่น เพราะฉะนั้นจิตก็มีหน้าที่ของจิตแต่ละชนิดแต่ละประเภท จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่จะว่ายากก็ยาก แต่ว่าจะว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ แล้วก็ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ เพื่อที่จะรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา ก็คือสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม

    ขอทบทวนเล็กน้อยสำหรับท่านผู้ฟังใหม่ ซึ่งปรมัตถธรรม จะมี ๓ อย่างที่เกิดขึ้น และดับไป คือ จิต เจตสิก รูป เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับ แต่มีปรมัตถธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งชาวพุทธคุ้นหู คือนิพพาน แต่ว่าขณะนี้มีจิต มีเจตสิก รูปเกิด เพราะเหตุว่านิพพานไม่สามารถที่จะรู้ได้โดยจิตเท่านั้น แต่ต้องด้วยปัญญา ซึ่งเป็นสภาพของเจตสิกชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถเข้าใจถูกในสภาพธรรม จนกระทั่งสามารถรู้แจ้งปรมัตถธรรมอีกอย่างหนึ่ง คือนิพพานได้ โดยมากทุกคนได้ยินชื่อนิพพาน พอได้ยินก็อยากถึงไหม อยากได้ อยากถึง แต่ไม่ทราบว่านิพพานเป็นอย่างไร แล้วก็อยากได้อะไรในสิ่งที่ไม่ทราบ ก็เป็นแต่เพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง คือโลภเจตสิก โลภเจตสิก ภาษาไทยเราได้ยินบ่อยๆ คือโลภ แต่ว่าเราคิดถึงโลภในลักษณะที่ว่าต้องมีความต้องการอย่างมากมาย แต่ว่าจริงๆ แล้วลักษณะของเจตสิกแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเล็กน้อย หรือจะมาก ก็ต้องเป็นลักษณะอย่างนั้น เช่น โลภะเป็นสภาพที่ติดข้อง แม้นิดเดียว เหมือนไฟที่ร้อน นิดเดียวก็ร้อน จนกระทั่งถึงไฟที่สามารถจะไหม้บ้านเรือน ทำลายหลายบ้านหลายเรือน หมู่บ้านหนึ่งก็ยังได้ นั่นก็เป็นเรื่องของสภาพธรรม

    เพราะฉะนั้นสำหรับการที่ศึกษาธรรม ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ พิจารณา แล้วก็พิจารณาด้วยความเข้าใจว่า แต่ละท่านมีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังหรือเปล่า มากน้อยแค่ไหน ถ้าสงสัยตรงไหน ก็ทบทวน หรือว่าฟังบ่อยๆ เช่น คำว่าจิตคำเดียว เป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ ซึ่งขณะใดที่เกิดต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด จิตเกิดขึ้นจะไม่รู้อะไรไม่ได้เลย ตอนนี้มีคำถามไหม ทุกคนมีจิต กำลังเห็นเป็นจิต กำลังได้ยินเป็นจิต กำลังคิดนึกเป็นจิต ทุกขณะไม่ปราศจากจิตเลย ตั้งแต่เกิดจนตาย คุณอรรณพมีข้อความเพิ่มเติมจากพระไตรปิฎกไหมในเรื่องนี้

    อ.อรรณพ ก็มีข้อความใน ธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบทเรื่องนายนันทโคบาล นายนันทโคบาลได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วก็นิมนต์พระศาสดา เพื่อที่จะได้ถวายปัญจโครสอันประณีต ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงรับเป็นประธานสงฆ์ ในการที่รับมหาทานของนายนันทโคบาลถึง ๗ วัน ในวันที่ ๗ ก็ทรงแสดงธรรมแก่นายนันทโคบาล นายนันทโคบาลก็ได้เป็นพระโสดาบัน เมื่อนายนันทโคบาลได้ฟังธรรมและเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็จะส่งเสด็จพระศาสดา พระศาสดารับสั่งให้กลับไป มีพระดำรัสว่าอุบาสกจงหยุดเถิด แล้วก็อุบาสกนั้นคือนายนันทโคบาลก็ถวายบังคมพระศาสดากลับไป

    เมื่อเขากลับไปจึงถูกพรานคนหนึ่งแทงตาย พวกภิกษุที่เห็นเข้าซึ่งมาข้างหลัง จึงไปกราบทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นายโคบาลชื่อนันทะ ถวายมหาทานตามส่งเสด็จแล้วกลับไป ถูกนายพรานฆ่าเสียแล้ว ก็เพราะความที่พระองค์เสด็จมาแล้วในที่นี้ ถ้าว่าพระองค์จักมิได้เสด็จมาแล้วไซร้ ความตายก็จะไม่มีแก่เขาเลย พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรามาก็ตาม มิได้มาก็ตาม ชื่อว่าอุบายเป็นเครื่องพ้นจากความตายของนายนันทะนั้น แม้ผู้ไปสู่ทิศใหญ่ ๔ สู่ทิศน้อย ๔ ย่อมไม่มี ด้วยว่าจิตเท่านั้น ซึ่งตั้งไว้ผิดแล้ว อันเป็นไปในภายในของสัตว์เหล่านี้ ย่อมทำความพินาศ ที่พวกโจรหรือพวกคนจองเวรทำไม่ได้ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า จิตซึ่งตั้งไว้ผิดแล้ว พึงทำเขาให้เลวทรามยิ่งกว่าความพินาศที่โจรเห็นโจร หรือคนจองเวรเห็นคนจองเวรทำแก่กันนั้นเสียอีก ขอกราบเรียนท่านอาจารย์ช่วยขยายความจากข้อความในพระสูตรนี้ ที่ว่าจิตที่ตั้งไว้ผิดทำความเสียหายยิ่งกว่าเหตุใดๆ

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบพระสูตรคุ้นหูไหม เป็นข้อความที่ต้องคิด แล้วก็ต้องมีความเข้าใจในเรื่องที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นในอดีต ก็ต้องมีเหตุมีปัจจัย เหมือนกับในปัจจุบันชาตินี้ อะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องมีเหตุมีปัจจัย แต่ละชีวิตเราก็จะเห็นได้จากพระสูตร พระผู้มีพระภาคเสด็จไปเมื่อบุคคลนั้นมีญาณแก่กล้า ญาณหมายความถึงปัญญาความรู้ รู้อะไร รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ ตรงตามความเป็นจริง เพราะว่าตั้งแต่ต้น เราก็คงจะได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตเป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับไม่เที่ยง ลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และก็เป็นสิ่งที่ไม่มีใครบังคับบัญชาได้เลย นี่คือลักษณะของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดสามารถประจักษ์ความจริงขณะนี้ซึ่งเป็นอย่างนี้ ผู้นั้นก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้นกว่าจะเป็นพระโสดาบัน ก็ต้องเริ่มจากการเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนี้ แม้แต่ในขั้นการฟังก่อน

    เพราะฉะนั้นเราคงจะไม่ไปตื่นเต้นกับคำที่ว่า ไม่รู้อะไรแต่ก็สามารถที่จะเป็นพระโสดาบันได้ หรือว่าเป็นพระอริยบุคคลได้ เป็นไปไม่ได้เลยตามความเป็นจริง เพราะว่าเป็นเรื่องของปัญญาทั้งสิ้น ถ้าไม่มีปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จากการฟังตามลำดับ แล้วก็มีการอบรมเจริญปัญญาตามลำดับ ก็จะไม่มีการรู้แจ้งอริยสัจธรรม เช่นนายนันทโคบาล ถ้าไม่ถึงกาลพระผู้มีพระภาคจะไม่เสด็จไป แต่ว่าจะเสด็จไปเมื่อรู้ว่าเขาสามารถที่จะฟังพระธรรม แล้วก็มีความเข้าใจสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบันได้ เพราะฉะนั้นการตั้งจิตไว้ชอบ ตั้งแต่กาลที่ได้ฟังพระธรรม ก็คือเห็นคุณค่าเห็นประโยชน์ของพระธรรม แล้วก็ฟังด้วยการไตร่ตรอง ด้วยการพิจารณาอย่างละเอียด ไม่ข้าม เพื่อที่จะได้มีความเข้าใจถูกต้องจริงๆ ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง

    ขอย้อนไปถึงครั้งแรกที่มาที่นี่ แล้วเราก็พูดกันถึงเรื่องชื่อต่างๆ ของจิต จิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่ว่าทุกครั้งที่จิตเกิด ก็จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย นี่เป็นเหตุที่ทำให้จิตต่างกันเป็น ๘๙ ประเภท หรือว่า ๑๒๑ ชนิด ชนิดหรือประเภทหรือดวง ภาษาที่ใช้กันอยู่คือใช้คำว่าดวง แต่ก็หมายความถึงประเภทหรือชนิดนั่นเอง เช่น จิตเห็นก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง จิตได้ยินก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง เพราะเหตุว่าอาศัยเหตุปัจจัยต่างกันเกิดขึ้น และโลภมูลจิตคือจิตที่มีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย ก็เป็นจิตชนิดหนึ่ง โทสมูลจิตคือจิตที่มีโทสเจตสิกเกิดร่วมด้วย ก็เป็นจิตอีกชนิดหนึ่ง แล้วก็จิตที่เป็นกุศลก็มี จิตที่เป็นอกุศลก็มี ทั้งสองอย่างนี่เป็นจิตที่เป็นเหตุ แล้วก็จิตที่เป็นวิบากคือเป็นผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรมก็มี เพราะฉะนั้นจิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ ทำให้จิตต่างๆ วิจิตรต่างๆ กันไป แล้วก็ต่างกันโดยชาติ อย่างในคราวก่อน เราก็ได้พูดถึง ๔ ชาติ จิตมี ๔ ชาติ คือ ๑ กุศล ๒ อกุศล ๓ วิบาก ๔ กิริยา

    ถ้าจะเข้าใจเรื่องของกุศล อกุศล วิบาก กิริยา ก็คือต้องทราบว่าขณะนี้มีกุศลจิตไหม เป็นกุศลจิตหรือเปล่า กุศลจิตเป็นเราหรือเปล่า หรือว่าเกิดแล้วดับเลย ทุกขณะสิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา แท้ที่จริงก็คือสภาพธรรมที่มีเหตุปัจจัยเกิดแล้วดับ แต่ว่าไม่ประจักษ์การดับไปเลย เพราะเหตุว่ามีสภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อทันที เช่น ในขณะที่เห็น ขณะนั้นไม่ใช่ได้ยิน แต่เวลาที่ได้ยิน ขณะนั้นก็ไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่กำลังเห็นและได้ยิน ต้องทราบตามความเป็นจริงว่า ในขณะเห็นไม่ใช่ในขณะได้ยิน ในขณะได้ยินไม่ใช่ในขณะเห็น แต่ว่าเกิดดับสืบต่อจนเหมือนกับพร้อมกันในขณะนี้ จิตเห็นเป็นวิบากจิต หรือเป็นกุศลจิต หรือเป็นอกุศลจิต หรือเป็นกิริยาจิต ที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นวิบาก เพราะว่าเลือกได้ไหมที่จะเห็นอะไร เลือกไม่ได้เลย เลือกที่จะไม่เห็นก็ไม่ได้ เมื่อมีจักขุปสาท เวลาที่ตื่นเมื่อมีจักขุปสาท ก็จะต้องมีการเห็น แต่เวลาหลับ ทั้งๆ ที่มีจักขุปสาท เห็นไหม จะเลือกตื่น แล้วก็เลือกเห็น เลือกหลับได้ไหม ไม่ได้ จิตเห็นเป็นวิบาก เป็นผลของกรรม

    เพราะฉะนั้นจิตเห็นจะมีกี่ดวง จิตเห็นเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นจิตเห็นจะมีกี่ดวง บางคนก็บอกว่ามีตาสองข้าง เพราะฉะนั้นก็มีจิตเห็นสองดวงนี่ไม่ใช่ ถ้าใช้คำว่าดวงคือประเภทหรือชนิด แม้แต่จิตที่เห็นก็ยังมีชนิดหรือมีประเภทว่าเป็นชนิดไหน เพราะฉะนั้นจิตเห็นซึ่งเราเห็นกันตลอด ทุกวันที่ตาไม่บอด ตื่นขึ้นก็จะต้องมีการเห็น จิตเห็นมีกี่ดวง มีใครตอบดวงเดียว ต้องมีสอง เพราะว่ากรรมมีสอง กุศลกรรมกับอกุศลกรรม เพราะฉะนั้นเวลาที่กุศลกรรมให้ผล ก็จะทำให้จิตเห็นเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ดีน่าพอใจ แต่เวลาที่อกุศลกรรมให้ผล ก็เห็นนั่นแหละเป็นผลของกรรม แต่ว่าเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ซึ่งเราเลือกไม่ได้ว่าเราจะเห็นอะไร แล้วแต่กรรม ถ้าเรารู้อย่างนี้จะรำคาญใจหรือจะเดือดร้อนไหม เพราะว่าใครทำ เราทำเอง เป็นผลของกรรมของเรา

    เพราะฉะนั้นกุศลจิตและอกุศลจิต เป็นเหตุ ถ้าอกุศลจิต ก็จะประกอบด้วยอกุศลเจตสิกซึ่งเป็นมูลหรือเหตุ ๓ เหตุ ซึ่งเป็นโมหเจตสิก เกิดกับจิตที่เป็นอกุศลทุกชนิด แล้วก็โลภเจตสิกเป็นสภาพที่ติดข้อง เกิดกับจิตที่เป็นอกุศล แล้วก็โทสเจตสิกเกิดกับโมหะด้วย เพราะฉะนั้นก็มีโมหมูลจิต จิตนั้นเกิดโดยมีโมหะเป็นมูล โดยที่ยังไม่มีโลภะหรือโทสะเกิดร่วมด้วยก็ได้ แล้วก็มีโลภมูลจิต คือมีจิตที่มีโลภะเป็นมูลเกิดร่วมกับโมหะ แล้วก็มีโทสมูลจิต คือจิตที่มีโทสะเป็นมูล แล้วก็มีโมหะเกิดร่วมด้วย เป็นโทสมูลจิต ทั้ง ๓ เป็นอกุศลจิต โลภมูลจิต โทสมูลจิต โมหมูลจิต คงจะยังไม่กล่าวถึงจำนวน เพียงแต่ให้ทราบว่าเหตุ มี ๒ เหตุ คือ เหตุที่ไม่ดีเป็นอกุศล กับเหตุที่ดีเป็นกุศล ถ้าเหตุที่ดีก็ตรงกันข้าม อโลภเจตสิก อโทสเจตสิก อโมหเจตสิก ถ้าเจตสิก ๓ ดวงนี้เกิดกับจิตประเภทใด จิตประเภทนั้นเป็นโสภณ เป็นจิตที่ดี เพราะฉะนั้นต้องทราบว่าเมื่อเหตุมี ๒ คือกุศลกรรม และอกุศลกรรม วิบากก็ต้องมี ๒



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    18 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ