ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543


    ตอนที่ ๑๕๔๓

    สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา

    วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๕


    ท่านอาจารย์ เช่นในขณะที่กำลังเห็น มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏให้เห็น นั่นคือธาตุรู้กำลังเห็น หรือจะใช้คำว่าจิตเจตสิกก็ได้ ทรงใช้คำหลายคำเพื่อให้เราเข้าใจให้ถูกต้องว่า สิ่งนั้นมีจริง แต่ว่าไม่ใช่สิ่งที่จะมองเห็น หรือจะกระทบสัมผัสได้ เพราะเหตุว่าเป็นนามธาตุ มีปัจจัยก็เกิดตามลักษณะของธาตุนั้นๆ แล้วก็ดับไป ก็ขอเพิ่มเติมที่ว่า จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูปๆ หนึ่งจึงดับ รูปที่เกิด แม้ว่าจะเป็นรูปใดๆ ก็ตามที่เป็นสภาวรูป ไม่ว่าจะเป็นเสียงเป็นกลิ่นเป็นสีเป็นอะไรก็ตามแต่ จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ และ ๑๗ ขณะคือขณะที่กำลังเห็นขณะนี้ และกำลังได้ยินขณะนี้ จิตเกิดดับเกินกว่า ๑๗ ขณะ

    เพราะฉะนั้นลองคิดดูถึงความดับอย่างรวดเร็วของรูป ซึ่งเราไม่เคยประมาณเลยว่า รูปจะเกิดดับเร็วถึงอย่างนี้ แต่จากการตรัสรู้ทรงแสดงโดยละเอียดว่า รูปซึ่งเป็นสภาวรูป รูปที่มีลักษณะจริงๆ จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ทั้งๆ ที่ขณะที่เห็นกับขณะที่ได้ยิน เหมือนพร้อมกัน ไม่มีช่องว่างเลย แต่ความจริงมีจิตที่เกิดดับระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยิน เกิน ๑๗ ขณะ เพราะฉะนั้นก็ลองคิดดูว่า รูปที่เราคิดว่ายั่งยืน เหมือนกับไม่ดับเลย ความจริงก็ดับเร็วมาก แต่ก็ช้ากว่าจิต เพราะเหตุว่าจิตต้องเกิดดับถึง ๑๗ ขณะ รูปๆ หนึ่งจึงจะดับได้

    ผู้ฟัง ถ้าหากว่ารูปดับ อย่างสมมติตึกสูงๆ ที่เขาสร้างมา ทำไมมันยังคงอยู่ได้

    ท่านอาจารย์ ข้างในตึกสูงๆ หรือที่ไหนก็ตาม แม้แต่ที่นี่ที่เหมือนแข็ง มีอากาศธาตุแทรกคั่นไหม นั่นแหละคือรูปนั้นเกิดจากอะไร เกิดจากอุตุมีอายุ ๑๗ ขณะเหมือนกัน หรือว่ารูปที่เกิดจากกรรม เกิดจากอาหาร รูปใดๆ ที่เป็นสภาวรูป จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เหมือนจิตเห็นขณะนี้ไม่ดับใช่ไหม

    ผู้ฟัง ถ้าหากว่าเห็นแล้ว ถ้าหากว่าได้ยินเสียงด้วย ก็เรียกว่าจิตเห็นดับไปแล้ว จิตได้ยินก็เกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ อวิชชามีจริงไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ สภาพที่ไม่สามารถจะรู้ แม้สิ่งนั้นกำลังปรากฏเผชิญหน้า เช่น สิ่งที่กำลังปรากฏเกิดดับ อวิชชาก็ไม่สามารถจะรู้ได้ ที่จริงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบจักขุปสาท เพราะฉะนั้นจะมีคนมีอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีการคิดนึก รูปนี้ก็ดับ ทันทีที่กระทบจักขุปสาท แทบจะกล่าวได้ว่าทันทีที่เกิดก็ดับ แล้วก็เกิดแล้วก็ดับ แล้วก็เกิดแล้วก็ดับสืบต่อกัน แต่เพราะความไม่รู้ ความรวดเร็วก็ทำให้สัญญาเจตสิกซึ่งเป็นสภาพที่จำรูปร่างสัณฐาน แล้วก็ยึดถือเป็นอัตตสัญญา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นจากสิ่งที่เพียงปรากฏทางตาเท่านั้น ถ้าส่องกระจกดู มีใครในกระจก

    ผู้ฟัง รูปตัวเอง

    ท่านอาจารย์ แล้วจริงๆ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า รูปตัวเองเข้าไปอยู่ในกระจกหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ก็เป็นแค่รูป

    ท่านอาจารย์ เป็นแค่รูป แต่จำว่าเป็นเรา ฉันใดทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วในขณะนี้ สัญญาความจำก็จำไว้มั่นคงอย่างนั้น ขออนุญาตถามเพื่อให้คิด เสียงในป่ามีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีเมื่อไหร่

    ผู้ฟัง เมื่อเสียงมี

    ท่านอาจารย์ เมื่อมีปัจจัยให้เสียงเกิดขึ้น ของแข็งกระทบกันก็เป็นปัจจัยให้เสียงเกิดขึ้น เสียงนอกห้องนี้มีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ นี่ก็เป็นเรื่องคิด คือว่าถ้ามีปัจจัยก็เกิดใช่ไหม แต่ดับหรือยัง เสียงที่เกิดดับหรือยัง เมื่อสักครู่นี้พูดเรื่องเสียงเกิด เสียงมีไหม มีเมื่อเกิด คือของแข็งกระทบกันก็มีเสียงเกิดขึ้น แล้วเสียงดับไหม

    ผู้ฟัง ดับ

    ท่านอาจารย์ เสียงดับ เพราะฉะนั้นเสียงที่เกิดแล้วดับแล้วเมื่อไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นทุกอย่างปรากฏเมื่อจิตเกิดแล้วรู้สิ่งนั้น แต่รูปใดก็ตามตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แม้ว่ามีปัจจัยคือสมุฏฐานของรูปนั้นที่จะเกิด เช่น กรรม ก็จะทำให้รูปทั่วตัวที่เป็นกายปสาท หรือว่าโสตปสาท ชิวหาปสาท จักขุปสาทเหล่านี้เกิด ยับยั้งไม่ให้เกิดไม่ได้ ไม่มีใครเรียกร้องให้จักขุปสาทเกิด เมื่อเกิดถึงกาลที่กรรมทำให้เกิดก็เกิด ถ้ากรรมไม่ทำให้จักขุปสาทเกิด ตาบอดทันที หรือว่ากรรมหยุดที่จะทำให้โสตปสาทเกิด หูหนวกทันที เป็นเรื่องของกรรม ไม่ใช่เรื่องของเรา หรือเรื่องของใคร เพราะว่าพอเกิดมา กรรมก็ทำให้ทั้งจิตเจตสิกรูปเกิด เป็นผลของกรรม โดยที่เราไม่ได้ไปรู้เลยว่า ใครทำให้ ทำให้จิตเจตสิกเกิด และก็ทำให้มีรูปต่างๆ ด้วย เพราะเหตุว่ารูปที่เกิดเพราะกรรมหลากหลายจริงๆ เกิดเป็นมนุษย์ หน้าตาต่างกัน เกิดเป็นสัตว์บกสัตว์น้ำรูปร่างต่างกันใช่ไหม นี่ก็เป็นเรื่องของผลของกรรม

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่ารูปใดก็ตาม ซึ่งกรรมทำให้เกิดขึ้น เกิดดับสืบต่อตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ถ้ารูปนั้นไม่ปรากฏ รูปนั้นก็เกิดแล้วดับแล้ว เพราะฉะนั้นรูปทุกรูป ไม่ว่าจะเป็นรูปที่เกิดจากกรรม หรือรูปที่เกิดจากจิต หรือรูปที่เกิดจากอุตุทั้งภายในภายนอก รูปที่เกิดจากอาหาร รูปใดก็ตามที่เกิดแล้วดับแล้วทั้งหมดโดยที่ว่าไม่ปรากฏเลย แต่รูปใดที่ปรากฏ ปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงว่าเกิดแล้วดับ แต่ต้องเป็นปัญญาที่อบรมแล้ว แต่ว่ารูปใดที่ไม่ปรากฏถือว่ามี แต่ความจริงรูปนั้นก็ว่างเปล่า เพราะเหตุว่าเกิดแล้วดับแล้วหมด แม้ในขณะนี้ จะคิดว่ามีปอดมีหัวใจมีกระดูกมีอะไรก็ตามแต่ นั่นคือคิด แต่รูปใดที่ไม่ปรากฏ รูปนั้นทั้งหมดเกิดแล้วดับแล้ว

    เพราะฉะนั้นจะเหลืออะไร ก็เหลือเห็นคือจักขุปสาทยังไม่ดับ สิ่งที่ปรากฏทางตา กระทบแล้วยังไม่ดับชั่วขณะเห็น มีเท่านั้นแล้วก็ดับ เหลือได้ยินขณะที่ได้ยินเกิด ก็เหลือเพียงแค่นี้ ตาหูจมูกลิ้นแล้วก็กายที่ปรากฏ ชั่วขณะที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน แต่ทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ถ้าไม่ปรากฏคือเกิดแล้วดับแล้ว นี่จึงจะเข้าถึงความเป็นอนัตตาว่าไม่มีอะไรเหลือ ถ้าไม่กระทบศีรษะ ยังมีศีรษะอยู่หรือเปล่า

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ อัตตสัญญาจำไว้จำไว้จนกว่าจะฟังแล้วค่อยๆ คลายความจำว่าเป็นเรา แม้ในขั้นการฟังก่อน จึงจะเป็นปัจจัยให้สติกับปัญญาอีกระดับหนึ่ง เริ่มรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนกว่าอบรมและประจักษ์ได้ในความเกิดดับของสภาพธรรมนั้น

    ผู้ฟัง ปสาท พวกแพทย์ตามโรงพยาบาล ก็บอกว่าประสาทกาย ประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ก็สามารถที่จะผ่าตัดหรือสัมผัสได้

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่แพทย์เรียกว่าจักขุปสาทคืออะไร ลองคิดถึงธรรม มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม ๔ ธาตุ เป็นมหาภูตรูป แล้วก็มีรูปอื่นที่ต้องอาศัยเกิดกับมหาภูตรูป ถ้ามหาภูตรูปไม่มี รูปอื่นจะมีไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสีสันวัณณะที่กำลังปรากฏ หรือว่าเป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส ก็จะต้องอาศัยเกิดกับมหาภูตรูป แต่ว่ามีทางที่รูปนั้นจะปรากฏคือ สีสันวัณณะจะปรากฏต่อเมื่อกระทบกับจักขุปสาทเท่านั้น ถ้ากระทบกับโสตปสาท ทางหูอย่างไรอย่างไรก็ไม่เห็น หรือว่าเสียงก็ต้องกระทบกับรูปที่เป็นโสตปสาทที่เป็นรูปพิเศษ ไม่ใช่ดินน้ำไฟลม แต่เป็นรูปที่มีลักษณะที่สามารถกระทบเสียง

    เพราะฉะนั้นคำว่าปสาทรูป หมายความถึงรูปที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถกระทบกับสีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ คือทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เพราะฉะนั้นเวลาที่ทางการแพทย์หรือว่าทางวิชาการอื่นๆ จะใช้คำอะไร ใช้ศัพท์อะไร เรียกสภาพธรรมนั้นๆ ก็ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า หมายความถึงรูปใดใน ๒๘ รูป เพราะว่ารูปที่ทรงแสดงไว้มี ๒๘ รูป รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานคือธาตุ ๔ ธาตุดินปฐวี ธาตุน้ำอาโป ธาตุไฟเตโช แล้วก็ธาตุลมก็คือวาโย ๔ รูปเป็นรูปใหญ่ แต่ว่ารูปทั้ง ๔ รูปเกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยอะไร จำได้ไหม ถ้าเกิดพร้อมกัน สหชาตปัจจัย รูปไม่เป็นสัมปยุตตปัจจัย เพราะว่าสัมปยุตต้องหมายความถึงเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน ต้องเป็นสภาพรู้คือจิตและเจตสิกเท่านั้น จึงจะเป็นสัมปยุตตปัจจัย แต่สำหรับสหชาตปัจจัย ทั้งนามธรรมและรูปธรรม นามธรรมที่เกิดพร้อมกันก็เป็นสหชาตปัจจัย รูปธรรมที่เกิดพร้อมกันก็เป็นสหชาตปัจจัย

    เพราะฉะนั้นธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมเกิดพร้อมกัน โดยธาตุดินเป็นปัจจัย ให้ธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมเกิดขึ้น ซึ่งถ้าใช้คำว่าปัจจัยก็ต้องมีคำว่าปัจจยุบบัน คือธรรมซึ่งเกิดเพราะปัจจัยนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อสภาพธรรมหนึ่งเป็นปัจจัย สภาพธรรมอื่นที่เกิดเพราะปัจจัยนั้นก็เป็นปัจจยุบบัน รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานมี ๔ รูป ธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม มองเห็นไหม ไม่เห็น เสียงมองเห็นไหม ไม่เห็น กลิ่นไม่เห็น รสไม่เห็น รูปอื่นๆ ไม่เห็นเลย เห็นได้รูปเดียวคือสิ่งที่กระทบตาได้ ถ้ารูปนี้กระทบจักขุปสาทเมื่อไหร่ รูปนี้จึงปรากฏ เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่ารูปนี้มี แต่ถ้าไม่มีจักขุปสาท รูปนี้ก็ปรากฏไม่ได้เลย เช่น คนตาบอดไม่มีจักขุปสาท แม้ว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นขณะนี้มี แต่ไม่มีทางที่จิตจะเกิดขึ้นเห็น เพราะว่าไม่มีจักขุปสาท

    เพราะฉะนั้นจักขุปสาทในทางธรรม ไม่ใช่ปสาทที่เราจะไปหยิบไปตัดไปทำอะไร แต่เป็นรูปที่สามารถกระทบกับวัณณะ คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นในรูป ๒๘ รูป ที่มองเห็นได้มีรูปเดียว ถ้าแพทย์จะกระทบสัมผัสอะไรก็คืออ่อนหรือแข็ง แล้วก็อาจจะมีกลิ่นปรากฏก็ได้ เพราะเหตุว่าที่ใดที่มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม ที่นั่นต้องมีสีมีกลิ่นมีรสมีโอชา โอชาคือรูปที่สามารถจะทำให้รูปอื่นเกิดขึ้น ในอาหารต้องมีโอชา ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตขึ้นได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ถึงแม้ว่าจะใช้คำคล้ายกัน เช่น จักขุปสาทในทางแพทย์ แต่ไม่ใช่จักขุปสาทที่เป็นปรมัตถธรรม เพราะว่าถ้าเป็นรูปที่เป็นปรมัตถธรรมแล้วมีรูปเดียวเท่านั้นที่สามารถจะเห็นได้

    คราวก่อนที่มีท่านผู้ฟังได้ถามถึงเรื่องจิตว่าง การศึกษาธรรมต้องเข้าใจทุกคำที่ได้ยินว่า เป็นคำที่ใช้ในภาษาไทย หรือว่าคำนั้นมาจากคำสอนซึ่งเป็นภาษาบาลี ซึ่งในคราวก่อนก็ได้กล่าวถึงแล้วว่า คนไทยก็ใช้คำภาษาบาลีปะปนกับภาษาไทย แต่ว่าเวลาที่คำว่าจิตว่างเกิดขึ้น แล้วก็มีผู้ที่ใช้คำนี้มาก แต่ว่าไม่ทราบว่าเดิมมาจากคำอะไรในภาษาบาลี เพราะเหตุว่าคำว่าว่างเป็นภาษาไทย และทุกคนก็รู้สึกจะพอใจในการที่จะว่าง เพราะว่าวันหนึ่งวันหนึ่งก็มีธุรกิจมาก แล้วก็อาจจะมีความวุ่นวายก็อยากจะพ้นจากความวุ่นวายนั้น ก็พอใจที่จะให้จิตว่าง แต่ว่าจริงๆ แล้วคำนี้มาจากคำว่าสุญญตา ซึ่งทุกคนก็คงพอจะทราบว่า สูญหรือสุญญ คือว่าง

    เพราะฉะนั้นสุญญตาในพระพุทธศาสนาหมายความถึง สภาพธรรมที่ว่างจากความเป็นเรา หรือว่าความเป็นของเรา สิ่งที่มีอยู่มีจริงๆ ทุกคนสามารถที่จะพิสูจน์ได้ เช่นในขณะนี้ที่กำลังเห็นมี แต่ว่าเป็นสุญญตาคือว่างจากความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน เป็นเรา อีกคำหนึ่งก็คืออนัตตา ความหมายเหมือนกัน ถ้าเข้าใจคำว่าอนัตตา ก็จะเข้าใจคำว่าสุญญตาด้วย เพราะว่าความหมายเหมือนกัน ถ้าจะใช้คำว่าอนัตตา รู้สึกว่าเราจะชินหู ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ตรงกันข้ามกับอัตตา อัตตาคือมีเราเป็นเรา แต่ว่าอนัตตาก็สิ่งนั้นมี ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เรา และก็ไม่เป็นเราด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะเข้าใจว่า สิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏในขณะนี้ ไม่ใช่เรา ว่างจากความเป็นเรา พ้นจากความเป็นเรา เพราะเหตุว่าเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว

    ขณะนี้มีสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม คือสิ่งที่มีจริง คือจิต เจตสิก รูป ซึ่งก็ต้องขอทบทวน เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าจะทบทวนมากสักเท่าไหร่ แต่ก็คงเป็นเรื่องราวของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เช่นในขณะนี้จิตมีแน่ เจตสิกมีแน่ รูปมีแน่ แต่ทั้งหมดเป็นสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับที่เราเคยคิดเคยเข้าใจ อย่างบางคนบอกว่า วิญญาณหรือจิต ตายแล้วก็ล่องลอย แต่ความจริงนั่นไม่ถูกต้องเลย เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพรู้หรือเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่รูปหนึ่งรูปใดโดยประการทั้งปวง จิตไม่มีรูปร่างเลย แล้วก็จิตเป็นสภาพธรรมที่แม้มี อยู่กับตัวทุกคนเดี๋ยวนี้ แต่ก็ยากแสนยากที่จะรู้ที่จะเข้าใจได้ว่า จิตไม่ใช่เรา

    จิตเกิดขึ้นมีลักษณะเป็นไปหลายหลากในชีวิตประจำวันของแต่ละคน แล้วจิตก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็ว และสำหรับลักษณะของจิตซึ่งเป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช้คำว่าจิต จะใช้คำอื่น เช่น คำว่าวิญญาณ มโน มานัส หทย ปัณฑระ ทั้งหมดก็มีความหมายอย่างเดียวกัน เพียงแต่ว่าพยัญชนะคือคำที่ใช้ต่างๆ กันไป ตามความหมายที่ต่างเป็นส่วนๆ เช่น คำว่าหทยก็หมายความถึงภายใน ขณะนี้จิตอยู่ที่ไหน ภายในแน่นอน ไม่มีการที่จิตจะล่องลอยไปอยู่ข้างนอก หรือว่าจะอยู่นอกร่างกายได้เลย

    เพราะฉะนั้นในที่สุดก็คือจิต และจิตที่อยู่ภายในของทุกคน ก็เป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ แต่ว่ายากแสนยากที่จะเข้าใจ เพราะว่าเรามักจะเข้าใจสิ่งที่ปรากฏเป็นรูปร่างต่างๆ ทางตา เสียงก็เข้าใจได้ กลิ่นก็เข้าใจได้ รสก็เข้าใจได้ เพราะว่าลิ้มรสกันบ่อยๆ หรือว่าขณะที่กำลังกระทบสัมผัส เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ก็ปรากฏให้รู้ให้เข้าใจได้ แต่ทั้งหมดจะไม่ปรากฏเลยถ้าไม่มีจิต เพราะฉะนั้นจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน โลกที่จะหมุนไปดำเนินไปของแต่ละคนแต่ละวัน หรือรวมทั้งส่วนรวมคือแต่ละประเทศ หรือทั้งหมดในโลก ก็เพราะจิต ถ้าเพียงจิตไม่เกิดขึ้น ไม่รู้อะไรเลย โลกก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อจิตเกิดขึ้นแล้วก็รู้สิ่งที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกาย ก็มีการคิดนึกเรื่องราวต่างๆ จากสิ่งซึ่งเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งทำให้เข้าใจว่า ทุกอย่างที่เกิดปรากฏไม่มีการดับไปเลย

    เพราะฉะนั้นก็ยากมากที่จะเห็นว่าธรรมทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่เราไม่เป็นเรา เพราะเหตุว่าถ้ารวมกันแล้วก็ต้องเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏเฉพาะหน้าหลายอย่าง เพราะว่ารวมกันแล้วจึงปรากฏรูปร่างสัณฐานนั้นได้ เช่น ดอกไม้ มองดู ถ้าย่อยออกไปแล้วจริงๆ จะเป็นดอกไม้หรือเปล่า ไม่เป็น แต่พอรวมกันก็เป็น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ถ้าแตกย่อยอย่างละเอียดแล้ว ก็ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รวมกันอย่างที่เรายึดถือว่าเที่ยงและยั่งยืน เพราะเหตุว่าสภาพธรรมมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเร็วมาก แต่ต้องเป็นการที่ฟังแล้วฟังอีก อบรมเจริญปัญญาจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดคือจิต เจตสิก และรูป

    สำหรับเจตสิกก็ขอทบทวนนิดหน่อยว่า เป็นสภาพธรรมที่มีจริง และก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต ขณะนี้ทุกคนก็คงมั่นใจแล้วว่า มีจิตและเจตสิกทั้งสองอย่าง ไม่ใช่มีแต่จิตอย่างเดียว เพราะว่าสภาพธรรมใดๆ ที่เกิดขึ้น ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น คงได้ยินคำว่าปฏิจจสมุปบาท จากการอ่านหนังสือบ้าง หรือว่าอาจจะได้ยินได้ฟังตามวัดวาอารามบ้าง หมายความถึงสภาพธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ และเจตสิกจะเกิดโดยที่ไม่มีจิตเกิดร่วมด้วยก็ไม่ได้

    อันนี้ก็เป็นการทบทวนเท่าที่เราได้ผ่านมาแล้วหลายเดือน คือเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งอยู่ที่ตัวของทุกคน และก็มีความละเอียดที่ว่า จิตและเจตสิกหลากหลาย ไม่ใช่มีแต่เฉพาะจิตหนึ่งและเจตสิกหนึ่ง แม้ว่าจิตจะเป็นสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้ ซึ่งต่างกับรูปธาตุ ถ้าพูดถึงธรรมก็ใช้คำว่าธาตุได้ ความหมายเดียวกัน คือเป็นสิ่งที่มีและก็เกิดขึ้น แต่ว่าสภาพธรรมอย่างหนึ่งเกิด แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นรูปธรรม ส่วนสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมหรือนามธาตุ เกิดแต่ว่าต้องรู้ ซึ่งมีลักษณะที่ต่างกับรูปโดยสิ้นเชิง สองอย่างนี้ต้องแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง รูปไม่ว่าจะเป็นในอดีตปัจจุบันอนาคต รูปก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น คือรูปไม่เห็นอะไร และรูปก็ไม่หิว รูปก็ไม่โกรธ รูปไม่ใช่นามธรรมโดยประการทั้งปวง

    ส่วนนามธาตุเกิดขึ้นต้องเป็นจิตและเจตสิกประเภทต่างๆ เพราะฉะนั้นจะเป็นสภาพที่ไม่รู้ไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นต้องเป็นสภาพรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จะรู้ว่ามีจิตหรือไม่ในขณะนี้ ก็คือว่าเห็นมีใช่ไหม รูปเห็นไม่ได้ แต่ว่าขณะที่กำลังเห็น รูปปรากฎ เพราะมีนามธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเห็น ที่เราใช้คำว่าจิต ถ้าบอกง่ายๆ ว่าจิตเห็น ทุกคนเข้าใจ เพราะรู้สึกจะมีความเข้าใจพอสมควรในคำว่าจิต แต่ถ้าบอกว่าสภาพรู้หรือธาตุรู้ที่กำลังสามารถเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา นี่คืออย่างไรอย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้ยินได้ฟังพระธรรมในอดีตมาแล้วนาน ก็จะต้องได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีกคือนามธรรมและรูปธรรม ต้องมีความเข้าใจสองอย่างให้มั่นคง เพื่อที่จะมีพื้นฐานที่จะเข้าใจความหมายของคำว่าอนัตตา ไม่ใช่เราไม่เป็นเรา เป็นธรรมคือเป็นจิต เป็นเจตสิก และเป็นรูป

    ผู้ฟัง ที่มีคนกล่าวว่าใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว หรือจิตสั่ง ท่านอาจารย์ช่วยกรุณาอธิบายที่ว่ารูปธรรมไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะรับคำสั่งได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพรู้ ซึ่งในขณะนี้จิตกำลังเห็น ในขณะที่เห็นไม่ได้สั่งอะไรแน่นอนใช่ไหม เพราะว่ากำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็น จิตประเภทนี้มีหน้าที่อย่างเดียวคือเห็น ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตทั้งหมด จึงต่างกันเป็น ๘๙ ประเภท จิตเห็นขณะนี้เป็นผลของกรรม ที่ทำให้ไม่ใช่มีแต่รูปที่เป็นมหาภูตรูป คือธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมเท่านั้น แต่ยังมีรูปพิเศษที่อยู่กลางตา ที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ เป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นจิตเห็นจะทำอย่างอื่นไม่ได้เลย จิตเห็นไม่ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ที่ไหนก็ต้องเห็นอย่างเดียว เพราะว่าไม่ใช่จิตได้ยิน ไม่ใช่จิตคิดนึก เพราะฉะนั้นในชีวิตประจำวัน ก็จะมีจิต ๖ ทาง คือจิตทางตาเกิดขึ้นเห็น จิตทางหูเกิดขึ้นได้ยิน จิตทางจมูกก็สามารถที่จะรู้กลิ่นที่กระทบจมูก แล้วก็จิตที่ลิ้มรสในขณะที่รับประทานอาหาร ก็สามารถที่จะลิ้มรสต่างๆ



    Tag  รัฐสภา  
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 192
    27 ก.ย. 2568

    ซีดีแนะนำ