ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
ตอนที่ ๑๕๒๕
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ จิตทุกขณะต้องเป็นอนันตรปัจจัย เมื่อดับแล้วทำให้จิตต่อไปเกิด เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิตดับ ทำให้จิตต่อไปเกิด ทำหน้าที่การงานด้วย จิตทุกขณะไม่มีสักขณะไหนเลยซึ่งเกิดแล้วไม่ได้ทำอะไร เมื่อเกิดแล้วต้องทำกิจหนึ่งกิจใด กิจที่สองต่อจากปฏิสนธิกิจก็คือภวังคกิจ เป็นกิจที่ดำรงภพชาติ โดยที่ยังไม่เห็น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้กลิ่น ยังไม่ได้ลิ้มรส ยังไม่ได้รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ยังไม่ได้คิดนึก ไม่อาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย แต่จิตเกิดแล้ว แล้วก็สืบต่อจากปฏิสนธิทำภวังคกิจ ขณะนี้มีไหมภวังค์ ถ้าตอบว่ามีคือผู้ที่ได้ศึกษาพอสมควรแล้ว เพราะว่าเวลาเห็นดับแล้วยังไม่ทันได้ยิน จิตต้องเป็นภวังคจิตก่อน เวลาที่ได้ยินดับแล้ว ยังไม่ทันคิดนึกต้องเป็นภวังคจิตก่อน แต่ละวาระทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ จะต้องมีภวังคจิตคั่น แต่ว่าเราไม่รู้เลย ขณะนี้เป็นไปเร็วมาก เราจะรู้ลักษณะของภวังคจิตก็ขณะที่นอนหลับสนิท ไม่คิด ไม่ฝัน ไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไรเลย ขณะนั้นรู้ได้ว่าขณะนั้นเป็นหน้าที่ของจิต ซึ่งเกิดดับดำรงภพชาติ เพราะว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วหลับ ไม่ใช่คนตาย คนตายจะไม่มีจิตเลย แต่คนที่มีชีวิตเราบอกว่าเขาหลับ ไม่ใช่บอกว่าเขาตาย เพราะเหตุว่าจิตขณะนั้นทำภวังคกิจ ดำรงภพชาติ บังคับได้ไหม มาถึงคำว่าอนัตตา ได้ไหม ไม่ได้ เวลาจะหลับจริงๆ รู้ไหมว่าขณะไหน แต่มีปัจจัยที่จะให้เป็นวิบากจิต ซึ่งดำรงภพชาติ
เพราะฉะนั้นวิบากจิต มีหน้าที่หลายอย่าง หน้าที่แรกที่สุดก็คือปฏิสนธิ หน้าที่ที่สอง ก็คือภวังค์ ดำรงภพชาติไว้ ยังไม่เป็นกุศล ยังไม่เป็นอกุศล ยังไม่คิดนึกใดๆ ทั้งสิ้น แต่ว่าดำรงภพชาติ ที่ว่ายังไม่ตาย ทำไม ทำไมไม่ให้ตายไปเลย ยังไม่ได้รับผลของกรรมทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อยู่ดีๆ เพียงแค่เกิดมาเป็นปฏิสนธิแล้วก็เป็นภวังค์ ไม่ว่าจะเกิดบนสวรรค์ เป็นพรหม เกิดในนรก เป็นเปรต หรือที่ไหนก็ตาม ขณะที่เป็นปฏิสนธิจิต โลกใดๆ ไม่ปรากฏเลย เพราะว่าขณะนั้นไม่ได้อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขณะที่เป็นภวังค์ โลกใดๆ ก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าขณะนี้โลกปรากฏเมื่อเห็น โลกปรากฏเมื่อได้ยิน โลกปรากฏเมื่อได้กลิ่น เมื่อลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก มี ๖ ทางที่โลกจะปรากฏได้ แต่ถ้าไม่ใช่ ๖ ทางนี้ จิตก็เกิดขึ้นทำกิจภวังค์ ไม่ใช่ทำกิจเห็น ไม่ใช่ทำกิจได้ยิน ไม่ใช่ทำกิจได้กลิ่น ไม่ใช่ทำกิจลิ้มรส ไม่ใช่ทำกิจรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ได้คิดนึก ขณะนั้นเป็นภวังค์ ทุกครั้งที่ไม่ได้อาศัยทวารหนึ่งทวารใดใน ๖ ทวาร ขณะนั้นเป็นภวังคจิต ซึ่งเป็นชาติอะไร วิบากจิต เป็นผลของกรรม
เพราะฉะนั้นผลของกรรมที่ไม่ให้เห็น ไม่ให้ได้ยิน แต่ให้ดำรงภพชาติก็มี เมื่อขณะที่เป็นภวังค์ เป็นวิบากจิต แล้วก็ขณะนั้นแล้วแต่ว่ากรรมจะทำให้เป็นภวังค์อยู่นานเท่าไหร่ เลือกได้ไหม จะหลับก็เลือกไม่ได้ จะตื่นก็เลือกไม่ได้ เวลาตื่นหมายความว่าอะไร รู้อารมณ์ทางหนึ่งทางใดใน ๖ ทาง ที่ใช้คำว่าตื่น คือรู้อารมณ์ทางตา ตื่นขึ้นก็เห็น หรือบางครั้งตื่นเพราะได้ยินเสียง บางครั้งตื่นเพราะได้กลิ่น บางครั้งก็ตื่น แล้วแต่ กระทบสัมผัสสิ่งที่อาจจะเจ็บคัน หรือว่ายุงกัด หรืออะไรก็แล้วแต่ เวลาที่เป็นลม คนที่เป็นลมคงจะเคยมี ไม่รู้สึกตัวเลย ขณะนั้นมีจิตหรือเปล่า มี ทำกิจอะไร ทำภวังคกิจ นี่ก็ง่ายแล้วใช่ไหม ชีวิตของเราวันหนึ่งวันหนึ่ง เราเริ่มรู้แล้วว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นจิตแต่ละขณะ ซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานต่างๆ ทางทวารต่างๆ เท่านั้นเอง ๓ กิจ ปฏิสนธิ ภวังค์ และก็จุติ ๓ กิจนี้โลกไม่ปรากฏเลย
หลายท่านอาจจะกลัวตายใช่ไหม มีใครบ้างไหมที่ไม่กลัวความตาย เด็กๆ ทุกคน ตอนเป็นเด็ก ถ้าถึงวันนั้นก็ขอวิ่งหนีไปจนกระทั่งจะสุดโลก หรือที่ไหนก็ตามแต่ คือไม่อยากจะให้ถึงเวลานั้นเลย แล้วก็พอโตขึ้น ยังกลัวอยู่หรือเปล่า หรือว่ารู้ว่าทุกคนจะกลัวหรือไม่กลัวก็ต้องตาย ก็ต้องจากโลกนี้แน่นอน จะช้าหรือจะเร็วเท่านั้น และความจริงทุกคนกลัว เพราะว่าจะสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยยึดถือว่าเป็นของเรา แต่ว่าความจริงไม่มีสักอย่างเดียว เมื่อศึกษาสภาพธรรมแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นของเราได้เลย จิตก็ไม่ใช่ของเรา เกิดแล้วก็ดับไปแล้ว ปฏิสนธิจิตก็ดับไปแล้ว ภวังค์ก็ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ก็ดับไปแล้ว เห็นก็ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ก็ดับไปแล้ว ทุกอย่างเกิดเพื่อทำกิจการงานนั้นๆ แล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นไม่มีเราเลย จะจากไปก็ไม่น่าจะเสียดายอะไรใช่ไหม เพราะว่าไม่ใช่ของเรา แต่ตราบใดที่ยังมีความยึดถือว่าเป็นของเรา ไม่มีใครอยากจาก ทุกอย่างเป็นของเราหมด บ้านก็ของเรา มารดา บิดา พ่อแม่ เพื่อนฝูง ทรัพย์สมบัติ ไม่อยากจากไปเลย แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องกลัวเลย เพราะเหตุว่าขณะที่จะจากโลกนี้ไปจริงๆ จะไม่รู้สึกตัว เราอาจจะคิดก่อนตาย อาจจะคิดถึงคนนั้นคนนี้ แล้วก็หลายเรื่อง เราอาจจะกำลังเจ็บ ขณะที่กำลังเจ็บ ไม่ใช่ขณะที่ตาย เราอาจจะกังวลคิดถึงเรื่องความเจ็บ แล้วจุติจิตก็เกิด เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็ไม่น่ากลัว ถ้าพูดในลักษณะนี้ ทุกคนจะไม่ต้องกลัวอะไรเลย ใช่ไหม ถึงเจ็บเราก็กำลังเจ็บ และจุติจิตก็เกิดได้หลังจากนั้น เพราะฉะนั้นเรากำลังเจ็บ ทุกวันนี้เราก็กำลังเจ็บใช่ไหม เวลาที่เรามีมีดบาด หรืออะไรก็แล้วแต่ เราก็เจ็บ แต่หลังจากเจ็บแล้วเราก็ตายได้ โดยที่ตอนตายเราไม่รู้สึก เราก็กำลังรู้สึกเหมือนเรากำลังเจ็บ เหมือนยังมีชีวิตอยู่
เพราะฉะนั้นก็ไม่น่ากลัวเลย แต่ว่าต่อไปจะเกิดที่ไหน นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก นี่เป็นเหตุที่พระธรรมทรงแสดง เพื่อที่จะให้เราเกิดปัญญา ที่จะรู้ว่าเราไม่มีอำนาจบังคับบัญชาเลย แม้แต่การที่เราจะเกิดเป็นคนนี้ ชาตินี้ เราก็เลือกไม่ได้ เลือกตั้งแต่ขณะที่เกิดไม่ได้ หลังจากเกิดมาแล้ว จะมีลาภยศสรรเสริญสุขทุกข์ประการใด ก็เลือกไม่ได้อีก แต่ว่ามีเหตุทั้งนั้น ที่จะทำให้สภาพธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการศึกษาให้เข้าใจสภาพธรรมเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป ก็จะทำให้เราเข้าใจความจริง มีชีวิตอยู่ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ดีกว่ามีชีวิตเหมือนคนตาบอด กุศลจิตจะเกิด อกุศลจิตจะเกิด อยากจะได้แต่กุศลวิบาก ก็ไม่เห็นได้สักที คิดว่าทำบุญแล้วเมื่อไหร่จะได้ ก็เฝ้ารอ เฝ้าหวัง นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย เพราะเหตุว่าวิปากะ หมายความถึงสภาพธรรมที่สุกงอม ถึงกาลที่จะเกิด จึงเกิดได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงกาล อย่างกรรมที่ทุกคนทำไว้ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว ชาติก่อน จำไม่ได้แน่ เพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร ชาติโน้นๆ อีกทั้งหมด สามารถที่จะให้ผลได้ แม้พระผู้มีพระภาคตอนใกล้ที่จะปรินิพพาน ก็ทรงประชวร ก็เป็นผลของกรรมในอดีตที่ได้กระทำไว้ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะหลีกเลี่ยงหรือหนีได้ เพราะว่าธรรมเป็นธรรม ไม่มีเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องจิตยิ่งละเอียดยิ่งเข้าใจขึ้น ก็จะทำให้เรารู้ว่าบังคับบัญชาไม่ได้ ทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัย และก็ทั้งหมดที่เป็นวิบาก ก็เป็นผลของการกระทำของแต่ละคน ซึ่งไม่ใช่คนอื่นจะทำให้ มีท่านผู้หนึ่งท่านก็มีความเป็นห่วงใยในบิดามารดาของท่านมาก ที่ว่าอยากจะให้มารดาบิดาฟังธรรม สนใจธรรม ท่านเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของธรรม แล้วท่านก็ถามบอกว่า ท่านจะขออำนาจกุศลกรรมที่ท่านทำทั้งหมด ให้มารดาบิดาของท่านมีความสนใจในธรรมได้ไหม ก็ได้เรียนท่านผู้นั้นว่า ถ้าทำได้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องทรงกระทำแล้ว ก็เป็นสิ่งซึ่งทุกคนก็ต้องพึ่งตัวเอง แล้วก็มีปัญญามีความเห็นถูกของตนเองเป็นที่พึ่ง สำหรับภพต่อไป เพราะว่ายังต้องเกิดอีกนานมากเลย ไม่ใช่เพียงชาติเดียว แต่ว่าชาตินี้ก็เป็นผลของกุศล ที่ทำให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ แล้วก็ยังมีโอกาสได้ฟังพระธรรม นี่ก็เป็นสิ่งซึ่งประเสริฐที่สุด
ผู้ฟัง รูปเกิดจาก ๔ ปัจจัย คือ กรรม จิต อุตุ และอาหาร เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดเพราะจิต น่าจะอยู่ภายใต้ความต้องการของจิต
ท่านอาจารย์ แสดงว่าธรรม ไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้เลย ถ้ารู้ว่ารูปที่เกิดพร้อมจิตเกิดเมื่อไหร่ ก็จะไม่คิดถึงปัญหานี้เลย เพราะเหตุว่าจิตหนึ่งขณะ จะมีขณะย่อย ๓ ขณะ คืออุปาทขณะ ขณะเกิด ฐิติขณะ คือขณะที่ยังไม่ดับ ภังคขณะ คือขณะที่ดับ แม้ว่าเป็นนามธรรม แล้วก็อายุสั้นแสนสั้น เกิดและทำหน้าที่แล้วก็ดับไปเลยทุกๆ ขณะ แต่พระผู้มีพระภาคก็ยังทรงแสดงว่า จิตทุกดวงทุกขณะ จะมีอนุขณะ ขณะย่อย ๓ ขณะ คือขณะเกิดอุปาทขณะ ไม่ใช่ขณะที่ตั้งอยู่ และขณะที่เป็นฐิติขณะ ที่ยังไม่ดับ ก็ไม่ใช่ขณะที่ดับ เพราะฉะนั้นทั้ง ๓ ขณะนี่ต่างกัน แต่จิตตชรูป คือรูปซึ่งเกิดเพราะจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดพร้อมกับอุปาทขณะของจิต
เพราะฉะนั้นไม่มีทางเลยที่จิตจะไปสั่งรูปใด หรือว่าจะไปบังคับบัญชารูปใด เพราะว่ารูปนั้นเกิดพร้อมกับอุปาทขณะของจิต แต่กัมมชรูปเกิดพร้อมปฏิสนธิจิต และก็เกิดทุกๆ ขณะของจิต เพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน ถ้ารูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานไม่ได้เกิดจากจิตเป็นสมุฏฐาน กรรมที่ทำให้เป็นบุคคลนี้ เกิดตั้งแต่ปฏิสนธิ และก็กัมมชรูปก็เกิดสืบต่อที่จะไม่เปลี่ยน ยังจะเป็นบุคคลนี้ต่อไป นั่นเป็นเรื่องของกัมมชรูป สภาพธรรมทั้งหมดแม้แต่รูปก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าเป็นรูปที่เกิดพร้อมจิต ต้องเกิดพร้อมกับอุปาทขณะของจิต ขณะนั้นจิตมีกำลังที่จะทำให้รูปเกิดในอุปาทขณะ
ผู้ฟัง ที่มีผู้ถามว่าทำไมจิตถึงมีหลายชื่อ ก็คิดว่าเหตุที่มีหลายชื่อเพราะสามารถจำแนกตามคุณลักษณะด้านต่างๆ ของจิตได้ ไม่ทราบว่าพอจะสรุปอย่างนี้ได้ไหม
ท่านอาจารย์ คือจิต ๘๙ ประเภท ทุกประเภทมีชื่อ แต่เฉพาะตัวจิตเอง ยังไม่พูดถึงเจตสิก จิตเองเฉพาะจิตก็มีหลายชื่อ ที่มีหลายชื่อก็เพื่อที่จะว่าใครเข้าใจชื่อไหนได้อย่างไร ก็ให้เข้าใจอย่างนั้น เช่น คำว่าจิตเป็นสภาพคิด คือรู้แจ้งอารมณ์ คำว่าคิดที่นี่ไม่ใช่คิดแบบวิตกเจตสิก อย่างที่มีผู้ถาม แต่หมายความว่ารู้แจ้งอารมณ์ เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้คำว่ารู้แจ้งอารมณ์ หรือจะใช้คำว่าคิดก็แล้วแต่ว่าจะเข้าใจคำไหน ก็ใช้คำนั้น เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เช่น ขณะนี้ถ้าไม่มีจิต สีสันวรรณะห้องนี้ แสงสว่างในห้องนี้ ก็ไม่ปรากฏเลย ไม่ว่าจะเป็นสีใดๆ ทั้งหมด ถ้าไม่มีจิต สีสันวรรณะต่างๆ ก็ไม่ปรากฏ แต่ที่ปรากฏได้เพราะมีจิตเห็น
เพราะฉะนั้นลักษณะของจิต ก็เป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ คำว่า หทย หมายความถึงภายใน อะไรอยู่ภายในบ้างเวลานี้ สิ่งที่เรามองเห็นเป็นภายนอก เราเห็นรูปได้ใช่ไหม แต่จิต เจตสิก เห็นไม่ได้ แล้วเห็นไม่ได้อยู่ภายในจริงๆ เพราะว่าจะไปหาตรงไหน อย่างที่ตาก็มีจิตเจตสิกที่กำลังเกิดที่นั่นและก็เห็นด้วย แต่จะหาจิตตรงไหน เป็นภายในจริงๆ คือลึกที่สุดคือจิต ในที่สุดคือจิต แม้ว่าเจตสิกจะเกิดร่วมด้วยก็จริง แต่จิตก็ยังลึกกว่าเจตสิก เพราะฉะนั้นก็ใช้ในความหมายที่ว่าให้เห็นว่าเป็นภายในจริงๆ แม้แต่ว่าถ้าจะแสดงโดยอายตนะ จิตก็เป็นมนายนะ แต่เจตสิกเป็นธรรมายตนะ เพราะว่าเกิดกับจิต เพราะฉะนั้นเจตสิกแม้เกิดกับจิตก็ไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นแสดงถึงความเป็นภายในจริงๆ ของจิต ซึ่งทุกคนยึดถือสิ่งที่เป็นภายในแม้ไม่เห็น อย่างจิตไม่เห็นเลย แต่ก็ยึดถือในจิตว่าเป็นจิตของเรา คิดเมื่อไหร่ก็เป็นเราคิด เห็นเมื่อไหร่ก็เป็นเราเห็น ได้ยินเมื่อไหร่ก็เป็นเราได้ยิน คือยึดถือสภาพธรรมที่แม้ไม่เห็น และอยู่ภายในที่สุดเป็นเราได้ เพราะเหตุว่ามีความไม่รู้
เพราะฉะนั้นแต่ละคำก็มีความหมายคล้ายคลึงกัน หรือความหมายของปัณฑระ ก็คือจิตทุกชนิดทุกประเภท เมื่อไม่กล่าวถึงเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เพราะว่าจิตจะเป็นประเภทต่างๆ ตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ถ้ามีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วย จิตนั้นเป็นโลภมูลจิต อีกชื่อหนึ่งแล้ว ถ้าเป็นจิตที่มีโทสะความขุ่นเคืองเกิดร่วมด้วย จิตนั้นก็ชื่อโทสมูลจิต แสดงให้เห็นความต่างว่า โลภมูลจิตไม่ใช่โทสมูลจิต แต่ตัวจิตเท่านั้นไม่นับเจตสิกซึ่งเกิดร่วมด้วยเลย เป็นปัณฑระ ไม่ว่าจะเป็นจิตประเภทไหนทั้งสิ้น ก็คือว่าเป็นสภาพที่ตัวเองบริสุทธิ์ เพราะเหตุว่ายังไม่มีเจตสิกอื่นๆ เกิดร่วมด้วยเลยในความหมายนั้น แต่ว่าจิตจะไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังแยกโดยชื่อ พอถึงคำว่าประภัสสรหรือประภัสสรัง ก็หมายความถึงภวังคจิตกับกุศลจิต นี่ก็เป็นชื่อต่างๆ ซึ่งก็คงจะจำก็ได้ ไม่จำก็ได้ แต่ถ้าเข้าใจแล้วก็คงจะจำได้ด้วย
สำหรับวันนี้ก็คงเป็นเรื่องของชีวิตคือเรื่องของจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าตลอดชีวิตไม่มีสักขณะเดียวที่ขาดจิต แต่ว่าควรที่จะได้เริ่มเข้าใจตั้งแต่ต้น ซึ่งแต่ละคนมานั่งอยู่ที่นี้ แล้วก็มีปฏิสนธิจิตมาแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจเรื่องของจิตขณะแรกของชีวิต ก็จะทำให้ทราบถึงความเป็นไปของแต่ละชีวิตว่า เป็นสิ่งซึ่งแต่ละคนเลือกไม่ได้ เพราะเหตุว่าแต่ละคนก็จะต้องเป็นไปตามการสะสม ขอกล่าวถึงจิตขณะแรกคือปฏิสนธิจิต ซึ่งก็ได้กล่าวถึงไปบ้างแล้ว ปฏิสนธิจิต ชื่อเป็นภาษาบาลี บางคนอาจจะไม่คุ้นหู แต่หมายความถึงจิตขณะแรกที่เกิดขึ้น ซึ่งต่อไปก็จะทราบได้ว่าทุกจิตที่เกิด ต้องมีเหตุปัจจัย
สำหรับจิตขณะแรกที่เกิด ก็เป็นจิตประเภทผลของกรรม คือวิบากจิต เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถที่จะเลือกได้เลย ในขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น แล้วก็ขณะนั้นก็ไม่มีการรู้ตัวเลยทั้งสิ้น โลกนี้ก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าการที่โลกนี้จะปรากฎได้ก็ต่อเมื่อมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย และหลังจากปฏิสนธิคือจิตขณะแรกดับไปแล้ว ต่อมาถึงจะมีการคิดนึกทางใจได้ แม้ว่าขณะนั้นยังไม่มีตา มีหู จมูก ลิ้น กายใดๆ เลย ตอนปฏิสนธิจิต จะมีรูปเกิดร่วมด้วย แต่ว่ารูปนั้นก็เกิดดับสืบต่อเร็วมาก แล้วแต่ว่าจะเป็นปัจจัยให้มีการรู้สภาพธรรมที่ปรากฏที่กายเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกคนย้อนไปถึงอดีต แล้วแต่ว่าปฏิสนธิจิตของใครจะเกิดเมื่อไหร่ ๓๐ปี หรือว่า ๔๐ ปี หรือว่า ๕๐ ปี มาแล้วก็ตามแต่ จิตขณะแรกต้องเกิดขึ้น จึงจะมีจิตขณะหลังๆ มาจนกระทั่งถึงขณะนี้ได้
จิตขณะแรกเป็นวิบากจิต เป็นผลของกรรม อันนี้คงไม่ลืมเลย เพราะว่าขณะแรกที่เกิด ไม่ได้มีการกระทำกรรมใดๆ เลยทั้งสิ้น ไม่มีทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม ไม่มีแม้แต่เห็น ถ้าเกิดในครรภ์ ไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก ไม่มีลิ้นในขณะนั้น เพราะฉะนั้นในขณะแรกที่เกิด ลองคิดดู ไม่มีรูปร่างกายเจือปนในนามธาตุ ถ้าพูดถึงนามธาตุต้องไม่ลืมว่า แม้ขณะนี้มี แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะมองเห็นได้เลย และนามธาตุที่มีจริงๆ ก็คือจิตและเจตสิก เพราะฉะนั้นเวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิด จะเกิดพร้อมกับเจตสิก เกิดพร้อมกัน แล้วก็ดับพร้อมกัน แต่ยังไม่พูดถึงตอนเกิดดับ แต่จะพูดถึงขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นขณะแรก ถ้าเป็นมนุษย์ก็ในครรภ์ ถ้าเป็นพวกสัตว์เดรัจฉาน ก็มีหลายอย่าง บางพวกก็อาจจะเกิดเป็นตัวขึ้นมาเลยทันที พวกหนอนในที่บางแห่ง หรือว่าถ้าเป็นไก่ ก็เกิดในไข่ก่อน แล้วถึงจะเกิดเป็นตัวทีหลัง
ถ้าเกิดในภูมิที่เป็นมนุษย์ ก็จะมีเกิดในครรภ์ แต่ว่าขณะนั้นก็เป็นขณะที่มืดสนิท เวลาทุกคนหลับตามืดไหม แต่ไม่สนิทใช่ไหม แล้วเวลาที่นอนหลับสนิท มืดสนิทหรือเปล่า ลองคิดถึงห้องนี้ก่อน เวลาที่หลับตาไม่มืดสนิท แต่ว่าเวลาที่ดับไฟหมด แล้วหลับตา จะมืดกว่าใช่ไหม แต่ยังไม่เท่าขณะที่เวลาปฏิสนธิจิตเกิด ไม่มีอะไรเลยใช่ไหม ขณะนี้ถ้าเราดับไฟ เราลืมตาเห็น แต่เห็นความมืด เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็เป็นความมืดแบบไม่มีไฟ แต่ว่าเวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิดมืดสนิท มีแต่สภาพรู้หรือธาตุรู้ การที่จะรู้ลักษณะของสภาพรู้หรือธาตุรู้ ต้องค่อยๆ พิจารณา เช่น ในขณะที่ปฏิสนธิจิตเกิด มืดสนิท แต่นามธรรมหรือนามธาตุเกิดแล้ว เป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมเมื่อเกิดขึ้น เป็นธาตุรู้ที่ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ขณะนั้นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏในโลกนี้เลย เพราะว่าเป็นอารมณ์หรือว่าเป็นสิ่งที่จิตรู้ใกล้จะจุติของชาติก่อน
เพราะฉะนั้นเวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิด โลกนี้ไม่ปรากฏเลย แต่มีอะไรในปฏิสนธิจิต มีจิต มีเจตสิก แล้วก็มีการสะสมสืบต่อ เพราะว่าจิตแต่ละขณะเกิดแล้วก็ดับ เพราะอนันตรปัจจัย จิตเป็นอนันตรปัจจัย ที่จะให้จิตที่ดับไปไม่ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดอีกไม่ได้ เหมือนขณะนี้ เพราะฉะนั้นเวลาที่สภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิกดับ แล้วจะมีใครมีอำนาจไปยับยั้งไม่ให้จิต เจตสิกขณะต่อไปเกิด เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เมื่อมีการจุติคือจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนดับ ก็จะเป็นอนันตรปัจจัย ทำให้จิตขณะแรกของชาตินี้เกิดขึ้นพร้อมเจตสิก แต่ว่าปฏิสนธิจิตของแต่ละคน ต้องต่างกันตามการสะสม แม้ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ด้วยกัน ก็ยังมีมนุษย์ที่มีปัญญา แล้วก็มีมนุษย์ที่ปัญญาน้อย หรือว่าจะเรียกได้ว่าขณะเกิดนั้นไม่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย
เพราะฉะนั้นแต่ละคนซึ่งจากปฏิสนธิขณะ มาสู่ขณะปัจจุบัน ก็จะเห็นได้ว่าต่างกันไปตามการสะสม ตั้งแต่ปฏิสนธิจิต ซึ่งเป็นผลของกรรมๆ หนึ่ง ที่ทำให้ชีวิตดำเนินไปจนกว่าจะสิ้นสุดกรรมนั้น ถ้าปฏิสนธิเป็นสัตว์ เช่น นก ไก่ พวกนี้ เป็นผลของอกุศลกรรม ปฏิสนธิจิตของไก่ นก พวกนี้ มืดไหม เหมือนกันเลย ปฏิสนธิจิตของเทวดา มืดไหม ปฏิสนธิจิตของพรหม ของอรูปพรหม ก็ยิ่งอรูปพรหม ยิ่งไม่มีรูป ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีใดๆ เลยทั้งสิ้น เป็นนามธาตุล้วน คิดถึงสภาพรู้ซึ่งไม่มีรูปใดๆ เลย แต่ของเราลืมตาขึ้นมาก็เห็นรูปชนิดหนึ่ง พอได้ยินเสียงก็เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง พอกลิ่นปรากฏก็เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง พอรสปรากฏก็เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง เย็นร้อน อ่อนแข็งปรากฏ ก็เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง เราก็อยู่ในโลกของรูป ของเสียง ของกลิ่น ของรส ของโผฏฐัพพะ แล้วก็คิดนึกเรื่องนั้น แต่ว่าปฏิสนธิจิตมีถึง ๑๙ ประเภท แต่ว่าวันนี้ก็คงจะไม่กล่าวถึงหมด เพียงแต่กล่าวให้เห็นว่าเวลาที่ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ปฏิสนธิจิตของสัตว์เดรัจฉาน พวกนก พวกไก่ มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไหม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560