ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
ตอนที่ ๑๕๒๑
สนทนาธรรม ที่ รัฐสภา
วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์ ก็จะไม่พ้นจากธรรม ซึ่งต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๒ อย่าง คือเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม ในคราวก่อนเราได้พูดถึงเรื่องจิต เพราะเหตุว่าจิตสำคัญที่สุด จะสุขจะทุกข์ก็คือจิต ไม่ว่าเรื่องราวใดๆ ที่เกิดขึ้นปรากฏในชีวิตก็เพราะมีจิตรู้เรื่องนั้น และในคราวก่อนเราก็ได้พูดถึงเรื่องชื่อของจิต ซึ่งได้กล่าวไปแล้วถึงคำว่าวิญญาณ กับคำว่า หทย หรือ หทัย ซึ่งคำว่าวิญญาณ ก็เป็นอีกคำหนึ่งของจิต ใช้แทนกันได้ตลอด แล้วแต่ว่าจะกล่าวถึงที่ไหน และใช้คำไหน เช่น เวลาที่กล่าวถึงขันธ์ก็ใช้คำว่ารูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เพราะฉะนั้นคำว่าวิญญาณก็คงไม่เป็นที่สงสัยว่าก็คือจิตนั่นเอง วิญญาณไม่มีใครสามารถที่จะเห็นได้ เพราะเหตุว่าไม่ใช่สิ่งที่มีรูปร่างใดๆ เจือปนทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดก็ต้องเป็นสภาพที่รู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเมื่อคนเกิด ก็คือจิตเกิด หรือจะใช้คำว่าวิญญาณเกิดก็ได้ และเวลาที่จิตขณะสุดท้ายดับ ทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ก็ใช้คำว่าจิตดับ หรือว่าจุติจิต หรือว่าวิญญาณดับก็ได้
เพราะฉะนั้นไม่ใช่หมายความว่าวิญญาณเป็นสภาพธรรมต่างหากจากจิต ถ้าใครจะหาวิญญาณ ก็หาที่สภาพธรรมที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ไปหาที่อื่น พอจะหาวิญญาณเจอไหม ขณะนี้กำลังเห็นเป็นจิต หรือจะใช้คำว่าวิญญาณก็ได้ คือจักขุวิญญาณ เป็นจิตที่ต้องอาศัยจักขุปสาทเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ อีกคำหนึ่งที่ได้กล่าวถึงแล้วในคราวก่อน ก็คือคำว่า หทย ซึ่งหมายความถึงจิตนั่นเอง แต่ว่าเป็นสภาพที่อยู่ภายใน ขณะนี้จิตอยู่ที่ไหน ไม่ได้อยู่ข้างนอกเลย แต่ว่าอยู่ภายใน ในที่สุด คราวที่แล้วก็ได้กล่าวถึงแล้วว่า ที่กล่าวว่าในที่สุดเพราะเหตุว่าบางครั้งก็มีเจตสิกประเภทนั้นเกิดประกอบกับจิตนั้นแล้วก็ดับไป แล้วก็มีจิตเสมอไม่เคยขาดเลย แล้วก็มีเจตสิกอื่นเกิดขึ้นประกอบ เพราะฉะนั้นส่วนที่ในที่สุดของทุกคนก็คือจิต ทุกคนก็ยึดถือจิตหรือวิญญาณว่าเป็นเรา แล้วก็ยึดถือสภาพธรรมที่เกิดกับจิตว่าเป็นเราด้วย เช่น เวลาโกรธเกิดขึ้นกับจิตก็ยึดถือว่าเราโกรธ
สำหรับวันนี้ก็คงจะขอต่อชื่อของจิตลำดับต่อไป คือความวิจิตรของจิต ทุกอย่างที่นี่วิจิตรมากไหม ถ้าจะมองดูแต่ละอย่างบนโต๊ะ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าไม่มีจิตที่วิจิตร สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ที่บ้านหรือว่าบนรถ ที่อาคารสถานที่ใด ในตลาด หรือว่าที่ไหนก็ตาม ความวิจิตรมีตลอดเพราะว่าเห็นสิ่งที่วิจิตร แต่จริงๆ แล้วเรามองดูสิ่งภายนอกว่าวิจิตร แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นวิจิตรเพราะจิต ถ้าจิตไม่วิจิตร สิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เช่น เก้าอี้สักตัวหนึ่ง ทุกคนที่เป็นช่างออกแบบ ก็จะออกแบบต่างๆ กัน ไม่เหมือนกัน ก็เพราะจิตวิจิตร ทุกอย่างหมดเลย เพราะฉะนั้นตัวจิตจริงๆ วิจิตรมาก จนกระทั่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้รูปร่างกายของแต่ละคนวิจิตรไปตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งถ้าเป็นมนุษย์เราจะเห็นว่าเราก็มีจิตใจซึ่งวิจิตรมาก แล้วก็เวลาที่เกิดขณะแรกจิตก็ต่างกันไป
ขณะแรกที่จิตเกิด บางจิตหรือว่าบางคนก็ประกอบด้วยปัญญา แต่ว่าปฏิสนธิจิตหรือจิตขณะแรกที่เกิดของบางคนก็ไม่ประกอบด้วยปัญญาเลย นี่เพียงขณะแรกที่เกิด แต่เราเกิดมานานเท่าไหร่ ตั้งแต่เด็กที่เรียนหนังสือ มีความรู้ความสามารถต่างกัน พอจบแล้วความวิจิตรของสาขาวิชาการต่างๆ ก็วิจิตรต่างกันไปอีก จนกระทั่งกรรมหรือความนึกคิดดีชั่วต่างๆ ของแต่ละคนก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นจะให้ชาติต่อไปรูปร่างหน้าตาของแต่ละคนเหมือนกันได้ไหม ต้องวิจิตรตามกรรม คือความวิจิตรของจิต นี่ก็เป็นความหมายหนึ่งของที่ว่าเพราะจิตวิจิตร ทุกสิ่งทุกอย่างก็วิจิตร แม้แต่แต่ละบุคคล ถ้าเป็นมนุษย์ก็ยังเห็นว่าวิจิตรอย่างนี้ ถ้าเป็นสัตว์นี่ยิ่งวิจิตรมาก สัตว์บางประเภทไม่มีขาเลย บางประเภทก็มีขามาก บางประเภทก็มีปีกบินได้ด้วย บางประเภทก็ต้องอยู่ในน้ำ ออกมาข้างนอกน้ำไม่ได้เลย นี่ก็เป็นเพราะความวิจิตรของจิต เพราะฉะนั้นถ้าเห็นโลกวิจิตร ให้ทราบว่าวิจิตรเพราะจิตด้วย
ถ้าศึกษาในพระไตรปิฎก หรือว่าอ่านพระไตรปิฎก ก็จะพบเรื่องของจิตมากมายเป็นตัวอย่าง ซึ่งจากการที่ไม่ให้อะไรใคร แล้วก็ไม่รักษาลูก จนกระทั่งลูกสิ้นชีวิตเสียใจมาก พอไปพบคนที่เหมือนลูกก็จะเอาอะไรก็จะให้ทุกอย่าง ก็ลองคิดดู แต่ตอนที่มีชีวิตไม่ให้ และก็ไม่รักษาด้วย นี่ก็เป็นเรื่องในอดีต แต่ว่าใจของเราทุกคน ยังไม่เคยรู้เลยว่า ถ้าจะเขียนเป็นหนังสือสักเล่มหนึ่ง หรือว่าเรื่องสักเรื่องหนึ่ง จะเหมือนกับเรื่องของเศรษฐีกับมัฏฐกุณฑลีหรือเปล่า หรือว่าจะเป็นอีกหลายแบบ หลากหลายในพระไตรปิฎก
ในพระไตรปิฎกเป็นชีวิตของบุคคลในอดีต ซึ่งได้มีโอกาสสะสมบุญ ได้เฝ้าได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจพระธรรม เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็ลองพิจารณาดู เราอาจจะมีคนซึ่งเป็นที่รักแล้วก็จากไป แต่ว่าลองพิจารณาถึงชีวิตของผู้นั้น บางคนเป็นคนที่มั่งมีมาก แต่ว่าสะสมความริษยา ความอาฆาต ความพยาบาท เวลาที่พบครั้งสุดท้ายคือเวลาที่รดน้ำศพ เราก็อาจจะระลึกถึงพฤติกรรมของแต่ละคนที่ได้กระทำมาแล้ว แต่ว่าเป็นสิ่งซึ่งแต่ละชาติแต่ละชาติก็ต่างกันไป ตามอารมณ์ที่ปรากฏในชีวิต เพราะว่าแต่ละชีวิตเลือกไม่ได้ว่าเราจะเห็นอะไร เราจะได้ยินอะไร เลือกไม่ได้แม้แต่ว่าขณะต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แล้วแต่ใจของแต่ละคนอีกว่า แต่ละคนจะคิดอย่างไรกับสิ่งที่กำลังปรากฏ เช่น ในขณะนี้หลายใจใช่ไหม หลายคนก็หลายใจ แต่ละใจจะไม่เหมือนกันเลย แต่ใจไหนเป็นกุศล แล้วก็ใจไหนเป็นอกุศล คนอื่นไม่สามารถที่จะแก้ไขได้เลย นอกจากบุคคลนั้นเอง ที่จะแก้ก็ไม่สามารถที่จะแก้ได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องด้วยพระธรรม ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก นำมาซึ่งความคิดถูก การกระทำที่ถูก แต่ถ้าไม่มีความเห็นถูก มีความเห็นผิด การกระทำก็ผิด วาจาคำพูดต่างๆ ก็ผิด
เพราะฉะนั้นเรื่องราวในพระไตรปิฎกก็เป็นเรื่องอื่นของบุคคลอื่น แต่ว่าเรื่องของแต่ละคน แต่ละภพแต่ละชาติ ผู้นั้นเองเป็นผู้ที่รู้ดีว่าตั้งแต่เกิดมาเรามีนิสัยอย่างไร เราเป็นคนอย่างไร การกระทำของเราเป็นอย่างไร และต่อไปจะเป็นอย่างไร
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์กล่าวนำว่า ท่านผู้ใดสังเกตเห็นจิตของพราหมณ์บ้างไหมว่าวิจิตรอย่างไร ผมพยายามพิเคราะห์ดูก็ยังไม่เห็น ช่วยชี้แนะด้วย
ท่านอาจารย์ รักลูกแต่ว่าตระหนี่มาก แล้วรักอะไรมากกว่ากัน รักตัวมากกว่าลูก แล้วก็ยังรักสมบัติมากกว่าด้วย อะไรที่เป็นของตัว รักทั้งนั้น แต่ที่จริงที่รักลูกก็รัก แต่ว่าไม่ได้ให้อะไรลูก เพราะความตระหนี่ที่สะสมมา ลองพิจารณาดูว่าจะมีโอกาสที่ใครจะเป็นอย่างนี้ไหม โอกาสที่จะให้อะไรใครในกาลที่จะเป็นประโยชน์กับเขา แต่ไม่ให้ มารดาบิดาบางท่านมียศถาบรรดาศักดิ์ มีทรัพย์สินเงินทอง มีลูกคนเดียว เกือบจะเหมือนกับมัฏฐกุณฑลี แต่ว่าให้ความรู้จริง แต่ว่าไม่ให้โอกาสคือทุนที่จะทำให้ดำเนินกิจการต่างๆ จนกระทั่งเมื่อเขามีอายุมากขึ้น มารดาบิดาเสียชีวิต โอกาสนั้นก็หมดไปแล้ว
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่แต่ละคนก็จะต้องพิจารณาว่า จริงๆ แล้วถ้าได้ฟังธรรมสอนโดยละเอียดทุกประการ หน้าที่ของมารดาบิดาต่อบุตร หน้าที่ของบุตรต่อบิดามารดา หน้าที่ของผู้ที่เป็นนาย หน้าที่ของผู้ช่วยรับใช้ในบ้านทำกิจการงานต่างๆ หน้าที่ของภิกษุ มีทั้งหมดในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องเหตุผล ก็เป็นเรื่องที่ว่า แม้แต่ใจของเรา เราก็บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ว่าถ้าสามารถที่จะเข้าใจจิตใจของเราเอง เริ่มรู้จักว่าใจของเรามีอะไรที่ดี มีอะไรที่ไม่ดี เพราะว่าบางครั้งเวลาที่จะพูด เราพูดสิ่งที่ไม่ควรจะพูดเลย แต่พูดไปแล้ว เคยไหม แสดงว่าบังคับไม่ได้ แต่ว่าต่อไปข้างหน้าเราอาจจะเห็นว่าไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น และเมื่อมีความเข้าใจมากขึ้นว่า จิตเป็นใหญ่จริงๆ ทุกอิริยาบถการเคลื่อนไหวเพราะจิต กะพริบตาเพราะจิต ถ้าไม่มีจิตจะกะพริบตาได้ไหม จะทำอะไรก็ไม่ได้เลยสักอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวทั้งหมด วันนี้กระทำอะไรบ้าง พูดอะไรบ้าง คิดอะไรบ้าง ทั้งหมดคือจิตซึ่งเป็นใหญ่ เราใช้คำว่าจิตเป็นใหญ่ แต่ก็มีสภาพธรรมอื่นด้วยที่เป็นใหญ่ แต่ว่าถ้าพูดถึงจิตและจิตเป็นใหญ่ในการรู้แจ้งอารมณ์ แล้วก็มีเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกับจิต ปรุงแต่งให้จิตต่างกันไป ถ้าเป็นความไม่ดี จะไม่ดีระดับไหน ถ้าดีก็จะดีได้ระดับไหน ตามตัวอย่างที่มี คือผู้ที่เป็นปุถุชน มีอัธยาศัยต่างๆ จนกระทั่งได้ฟังพระธรรม สะสมความรู้ถูกความเห็นถูก จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ ครั้งนี้วาระนี้ไม่มีโอกาสได้เฝ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนพราหมณ์บิดากับมัฏฐกุณฑลี แต่มีพระธรรม มีพระไตรปิฎกที่ครบถ้วน เหมือนกับการไปเฝ้าพระศาสดา
ถ้าวันหนึ่งวันหนึ่งใครจะฟังพระธรรม ก็จะมีข้อความว่า ณ พระวิหารเชตวัน เขตเมืองสาวัตถี ข้อความที่ทรงแสดงกับบรรดาพุทธบริษัทในครั้งนั้น เหมือนครั้งนี้ทุกคำ เหมือนไปเฝ้าไหม ขณะที่ได้ฟัง แต่ว่าถ้าเข้าใจด้วยก็จะดีกว่าผู้ที่เพียงผ่านพระวิหารเชตวัน เข้าไปหรือไม่เข้าก็ไม่ทราบในอดีต เข้าไปแล้วก็ดูนิดหน่อยแล้วก็กลับออกมา หรือว่าเข้าไปใกล้ๆ ได้รับฟังพระสุรเสียง มีศรัทธามีความเลื่อมใส แล้วก็เห็นว่าเป็นประโยชน์สูงสุด แต่ว่ากว่าที่จะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม ไม่เร็ว เพราะว่ากิเลสเราสะสมมามากมายมหาศาล
เพราะฉะนั้นในที่นี้ เราไม่สามารถที่จะรู้อดีตชาติได้เลย แต่ถ้าตราบใดยังมีความสนใจที่จะฟังพระธรรม ก็ต้องหมายความว่าเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน แล้วก็เห็นว่าเป็นประโยชน์ด้วย เพราะว่าแม้แต่คนที่ได้ยินได้ฟังแต่ไม่เห็นประโยชน์ ก็ผ่านเลยไปก็มีมาก แต่พระธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด เพราะฉะนั้นก็ฟัง แล้วก็ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ เข้าใจ ขณะนี้ก็รู้แล้วว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือสิ่งใดก็ตามที่เป็นสัตว์เป็นบุคคล ต้องมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน แม้เจตสิกก็ต้องเกิดกับจิต ปรุงแต่งจิตให้เป็นประเภทต่างๆ คงจะไม่มีใครต้องการจะเป็นอย่างพราหมณ์บิดาของมัฏฐกุณฑลีใช่ไหม
ผู้ฟัง การที่พราหมณ์นี่ให้ทรัพย์กับบุตรคนอื่น ไม่ทราบว่าให้เพราะชดเชยหรือว่ามองเห็นความตระหนี่ในจิตของตัว
ท่านอาจารย์ ระหว่างที่ลูกยังมีชีวิต พราหมณ์ก็ไม่ได้ให้ทรัพย์สมบัติใคร เวลาที่บุตรสิ้นชีวิตแล้ว ความรักบุตรก็เสียใจ แต่ก็ยังไม่ได้ให้อะไรใคร แต่ว่าบุตรไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วก็เห็นบิดาเศร้าโศกมาก ก็อยากจะช่วย ก็มาหาบิดาในรูปร่างของมัฏฐกุณฑลี ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเทพบุตรแล้ว แต่ก็มาในรูปร่างของมัฏฐกุณฑลี ก็มาถามดูว่าร้องไห้เสียใจเพราะอะไร ก็บอกว่าร้องไห้เสียใจเพราะบุตรสิ้นชีวิต เพราะความรักบุตร จึงเกิดความคิดว่ามัฏฐกุณฑลีที่มาหาพ่อ ร้องไห้ ก็สงสารคนนี้มากเพราะว่าเหมือนลูก ก็ถามว่าร้องไห้ทำไม อยากจะได้อะไร ลูกก็ตอบว่ามีรถอยู่คันหนึ่งเป็นรถทอง แต่ว่าขาดล้อสองข้าง ถ้าพราหมณ์จะให้ก็ขอให้ให้ พราหมณ์บอกว่าจะเอาล้อชนิดไหน จะเอาล้อทอง หรือจะเอาล้อเงิน หรือจะเอาอะไร บุตรก็บอกว่าอยากได้ล้อพระจันทร์หนึ่งข้าง แล้วก็ล้อพระอาทิตย์หนึ่งข้าง ซึ่งพราหมณ์ก็บอกว่าเป็นไปได้อย่างไร ไม่มีใครสามารถที่จะเอาพระอาทิตย์พระจันทร์มาทำล้อได้เลย มัฏฐกุณฑลีก็ถามพ่อบอกว่า แล้วพ่อโศกเศร้าเสียใจเพราะลูกซึ่งตายแล้ว แต่เขาเพียงแต่ต้องการสิ่งที่มองเห็นได้ คือพระอาทิตย์กับพระจันทร์ เขายังมองเห็นได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ขอเพียงเอาพระอาทิตย์พระจันทร์มาทำเป็นล้อ แต่พ่อร้องไห้ถึงลูกซึ่งไม่มีวันจะเห็นอีกแล้ว ใครจะเขลากว่ากัน คนหนึ่งก็ร้องไห้เสียใจอยากจะได้พระอาทิตย์พระจันทร์มาทำล้อรถ แต่อีกคนก็ร้องไห้เสียใจเพราะว่าบุตรสิ้นชีวิตไปแล้ว
ในพระไตรปิฎกนี้จะมีข้อความซึ่งเราคิดไม่ถึง หลายประการที่เป็นเรื่องสภาพของจิต และจิตอย่างนี้อย่างนี้ จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ไหม ได้หรือไม่ได้ วันหนึ่งถ้าติดตามฟังพระธรรมแล้วก็เห็นคุณค่าของพระธรรม ที่กว่าจะได้ตรัสรู้ต้องบำเพ็ญพระบารมีนานมาก และเมื่อรู้แล้วก็ได้ทรงแสดงธรรมมาก จนกระทั่งเป็นพระไตรปิฎก ถ้าทราบเรื่องชาติของจิต คือ กุศลหนึ่ง อกุศลหนึ่ง สองคำนี้พอได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม เป็นเหตุต้องมีผล ถ้าธรรมใดที่เป็นเหตุแล้วต้องมีผล แต่เวลาที่เป็นผล เนื่องจากเหตุมีสองอย่าง คือกุศลอย่างหนึ่ง อกุศลอย่างหนึ่ง ผลก็ต้องมีสองอย่าง คือถ้าเป็นผลของกุศลเป็นกุศลวิบาก คำว่าวิปากะ ที่สุกงอมพร้อมที่จะให้ผล หมายความถึงกรรมที่ได้กระทำแล้ว ถึงกาลที่สุกงอมพร้อมให้ผล วิบากจิตก็เกิดขึ้น เมื่อจิตเป็นกุศล เป็นอกุศล ซึ่งเป็นเหตุ ผลจะเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากต้องเป็นจิตนั่นเอง ซึ่งเกิดขึ้นรับผลของกรรม
เพราะฉะนั้นในชีวิตของทุกคน จะมีจิตครบทั้ง ๔ ชาติ คือมีทั้งขณะที่เป็นกุศลซึ่งเป็นเหตุ มีขณะที่เป็นอกุศลซึ่งเป็นเหตุ มีขณะที่เป็นวิบาก แล้วแต่ว่ากุศลวิบาก ก็คือเห็นสิ่งที่ดี ได้ยินเสียงดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดี นี่เป็นผลที่ดีของกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว ขณะใดที่เห็นไม่ดี มีไหมเห็นไม่ดี มีเยอะ ได้ยินไม่ดีมีไหม เยอะบ้าง ไม่เยอะบ้าง แล้วแต่กรรม ได้กลิ่นไม่ดีมีไหม ลิ้มรสแย่มาก เผ็ดมากหรือเค็มมาก นั่นก็เป็นผลไม่ดี ทางกายถ้าเกิดเจ็บ ปวด เมื่อย คัน อะไรก็ตามแต่ ที่ไม่สบายทั้งหมด เป็นวิบากจิต เป็นจิต เพราะเหตุว่าเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ อะไรก็ตามในวันหนึ่งวันหนึ่งซึ่งรู้ ซึ่งเห็น ซึ่งจำ ซึ่งคิด ทั้งหมดคือจิตและเจตสิก ไม่ใช่รูป เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งก็มีจิต เจตสิก รูป นั่นเอง แต่ว่าจิต เจตสิกที่เกิดเป็นกุศล หรือเป็นอกุศล หรือเป็นวิบาก
ตอนนี้ก็คงพอที่จะทราบเลาๆ ว่า จิตเมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ถ้าเป็นกุศล ขณะนั้นที่เกิดขึ้นเป็นกุศล จะเป็นอกุศลไม่ได้ พร้อมกันไม่ได้ในขณะเดียวกัน เวลาที่อกุศลจิตเกิด จิตขณะนั้นเกิดเป็นอกุศล จะเป็นกุศลไม่ได้ จะเป็นวิบากไม่ได้ จะเป็นกิริยาไม่ได้ ก็มีอยู่เพียงแค่ ๔ คือไม่เป็นกุศลก็เป็นอกุศล ไม่เป็นกุศล อกุศล ก็ต้องเป็นวิบาก ไม่เป็นกุศล อกุศล วิบาก ก็ต้องเป็นกิริยา ถ้าฟังต่อไป ศึกษาต่อไป อ่านต่อไป ก็จะทราบละเอียดขึ้นว่าขณะไหนเป็นกุศล ขณะไหนเป็นอกุศล ขณะไหนเป็นวิบาก ขณะไหนเป็นกิริยา มีเราหรือเปล่า ถ้าพูดถึงจิตเป็นของใครหรือเปล่า ไม่มี ไม่มีเจ้าของ เพราะอะไร เกิดแล้วดับแล้ว สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วจะเป็นของใคร กุศลจิต เกิด ดับ ดับคือไม่กลับมาอีกเลย จะเป็นของใคร ทุกอย่างเกิดดับ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า เราไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อ ก็ทำให้มีความทรงจำ มีการยึดถือว่าเป็นเราทั้งหมดที่กำลังเห็น ที่กำลังได้ยิน ที่กำลังคิดนึก นี่ก็เป็นเรื่องความละเอียดของจิต
เพราะฉะนั้นเพียงเรื่องจิตเรื่องเดียว เราก็อาจจะศึกษาไปได้ตลอดชีวิต โดยความเข้าใจประการหนึ่งซึ่งเป็นปริยัติ หมายความถึงขั้นรู้เรื่องราวของจิต แต่โดยขั้นที่จะรู้จักจิตจริงๆ เพราะว่าจิตมีจริง สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของจิตที่กำลังเกิดในขณะนั้นจริงๆ ต้องเป็นความรู้อีกระดับหนึ่ง และอีกระดับหนึ่งก็คือว่าสามารถที่จะประจักษ์ความเป็นธาตุ ไม่ใช่สัตว์บุคคลใดๆ เลย นั่นก็เป็นอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นพระพุทธศาสนา มี ๓ ขั้น คือ ๓ ระดับ ปริยัติ ขั้นฟังเรื่องราวของสภาพธรรม เช่นในขณะนี้ กำลังฟังเรื่องจิต แต่จิตก็เกิดดับ ทำกิจการงานหน้าที่อยู่ตลอดเวลา แต่ว่าเราเพียงฟังเรื่องว่าจิตเป็นอย่างนี้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็เป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ คือขณะใดที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ หมายความว่าจิตกำลังรู้สิ่งนั้น กำลังเห็นคือจิตกำลังเห็น กำลังได้ยินก็คือจิตกำลังได้ยิน กำลังคิด ใครคิดหรือเปล่า กำลังคิด มีใครคิดหรือเปล่า ต้องเป็นจิตที่คิด ทั้งหมดเลย กำลังสนุกสนาน หรือว่ากำลังโศกเศร้าเสียใจ ทั้งหมดก็คือจิต ซึ่งมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย
เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะพูดเรื่องอะไรทั้งหมด ก็จะไม่พ้นไปจากจิต เจตสิก รูป แล้วก็พระพุทธศาสนาก็มี ๓ ระดับ ระดับของปุถุชนที่ฟังเรื่องจิต เริ่มมีความเข้าใจเรื่องจิต แล้วก็ปุถุชนนี่ก็มีสองพวก พวกหนึ่งเป็นอันธพาล มืดสนิท และอีกพวกหนึ่งก็เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นปุถุชนที่ดี เริ่มมีความรู้มีความเข้าใจในเรื่องสภาพธรรม เป็นจิตอีกหรือเปล่า เป็นจิต จะว่าเป็นคนดีคนไม่ดี อย่างไรก็คือจิตนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้คิดถึงชื่อเสียงเรียงนามเลย แต่ว่าพูดถึงสภาพธรรม แล้วก็ใส่ชื่อว่าเป็นคนนั้นคนนี้ถูกต้องไหม เพราะว่านั่นเป็นความจริง เป็นสัจธรรม เราสมมติชื่อเรียกสภาพธรรมให้รู้ว่าหมายความถึงบุคคลใดเท่านั้น แต่ลักษณะจริงๆ ก็คือจิต เจตสิก รูป นิพพานนั่นเอง
ขอกล่าวถึงจิตตามลำดับของชาติ กุศลจิตเป็นจิตที่ดีงาม ถ้าไม่ได้สะสมมาที่สภาพธรรมที่ดีคือเจตสิกที่ดีจะเกิดกับจิต ขณะนั้นจิตจะดีงามไม่ได้เลย เพราะว่าปกติวันหนึ่งวันหนึ่ง คงจะไม่ทราบว่าจิตที่ไม่ดีเกิดมากกว่าจิตที่ดี เพราะว่าถ้าเป็นจิตที่ดี จะทำให้มีกายวาจาที่ดี การให้เกิดขึ้นเพราะจิตที่ดี เพราะว่าการให้ก็คือการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขกับบุคคลอื่น ให้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์จะเป็นกุศลจิตหรือเปล่า ไม่เป็น แต่สิ่งนั้นต้องเป็นประโยชน์สุขของผู้รับ เพราะว่ามีจิตที่คิดถึงบุคคลที่รับว่าเขาจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ให้ ขณะนั้นไม่มีความเห็นแก่ตัว สามารถที่จะสละได้ บิดาของมัฏฐกุณฑลีเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ไม่เป็นใช่ไหม เพราะว่าไม่ได้ให้อะไรใคร เพราะฉะนั้นก็เป็นเครื่องที่จะสะท้อนถึงเราเองได้ว่า กุศลจิตของเราจะเกิดขึ้นเป็นไปในทางไหนบ้าง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1501
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1502
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1503
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1504
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1505
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1506
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1507
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1508
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1509
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1510
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1511
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1512
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1513
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1514
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1515
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1516
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1517
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1518
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1519
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1520
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1521
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1522
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1523
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1524
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1525
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1526
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1527
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1528
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1529
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1530
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1531
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1532
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1533
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1534
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1535
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1536
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1537
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1538
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1539
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1540
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1541
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1542
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1543
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1544
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1545
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1546
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1547
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1548
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1549
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1550
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1551
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1552
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1553
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1554
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1555
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1556
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1557
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1558
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1559
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1560