ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๗๒
สนทนาธรรม ที่ ริเวอร์แคว วิลเลจ จ.กาญจนบุรี
วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ นี่คือการเริ่มที่จะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าโลก (โล - กะ) ก็คือเท่านี้เอง คือมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดปรากฏแล้วหมดไปทุกขณะ แต่สืบต่อรวมจนกระทั่งเป็นนิมิต เป็นความคิดว่า มีโลกจริงๆ มีเราจริงๆ เกิดจริงๆ ตายจริงๆ ได้รับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ลาภ ยศ สรรเสริญ ฯลฯ จริงๆ แต่ความจริงทั้งหมดเพียงปรากฏ เพียงปรากฏจริงๆ สั้นเพียงใด และไม่ปะปนกันด้วย อย่างเพียงเห็นกับเพียงได้ยิน ยังไม่พูดถึงเพียงคิด ทั้งหมดก็คือเพียงทั้งนั้น แต่ละหนึ่งขณะที่เพียงปรากฏ แต่ก็ต่อกันจนกระทั่งไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นก็คิดว่าเที่ยง นี่เห็นถูกหรือเห็นผิด ตราบใดที่ไม่รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงทุกอย่างเดี๋ยวนี้ เพียงเห็นก็อย่างหนึ่ง เพียงได้ยินก็อย่างหนึ่ง เพียงคิดคำหรือเสียงที่ได้ฟังก็อย่างหนึ่ง เพียงเข้าใจหมดแล้ว เป็นเห็นอีกแล้ว เป็นได้ยินอีกแล้ว
เพราะฉะนั้นให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า นี่คือสิ่งที่มีจริง ชอบที่จะรู้หรือไม่ ไม่รู้ดีกว่า หรือไม่รู้ไปเรื่อยๆ จะดี รู้ต้องดีกว่าแน่นอน และสามารถที่จะรู้ได้ว่าความจริงนี้ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นการตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดของความจริง คือสิ่งที่มีจริง แม้ไม่ต้องเรียกอะไรเลยทั้งสิ้น สิ่งนั้นก็เป็นอย่างนั้น แต่เพราะปรากฏแล้วหายไป ปรากฏแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว จึงไม่สามารถที่จะพิจารณาจนกระทั่งสามารถเข้าใจ จนกว่าจะได้สะสมปัญญาซึ่งเป็นบารมี หรือปาระมีในภาษาบาลี และกุศลธรรมอื่นๆ ซึ่งเป็นบริวารที่จะทำให้ค่อยๆ ละความไม่รู้และความติดข้อง เพราะว่าทั้งหมดที่เดือดร้อนก็เพราะติดข้อง ถ้าไม่ติดข้อง ไม่มีทุกข์เลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราอยู่ที่นี่สบายดี คนที่แสนไกลกำลังเป็นทุกข์ เราเดือดร้อนไหม ก็ไม่เดือดร้อน จนกว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น
อาจารย์วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวว่าแม้เห็นขณะนี้ก็มีเหตุให้เกิดขึ้น เหตุให้เกิดการเห็นคืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องเห็นก่อน แล้วถึงจะรู้เหตุ ทุกอย่างที่มี แม้คิดก็ต้องรู้คิดก่อน แล้วถึงจะรู้เหตุที่จะให้คิด แม้เสียงที่ปรากฏก็ต้องรู้จักเสียงก่อนว่าเสียง แล้วจึงจะรู้เหตุให้เกิดเสียง ด้วยเหตุนี้ การที่จะเข้าใจธรรม ต้องตามลำดับขั้น จนถึงแม้วิปัสสนาญาณ ซึ่งเป็นความรู้แจ้งความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นอย่างนี้ จากการที่ฟัง มีความเข้าใจที่มั่นคง ค่อยๆ คลายการที่คิดว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเกิดแล้วไม่ดับสืบต่อ ถ้าจะศึกษาต่อไปอาจจะได้ยินชื่อวิปัสสนาญาณ คือปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่อบรมจากการฟังเข้าใจอย่างนี้ตั้งแต่ต้น ไม่มีวันที่ปัญญาระดับนั้นจะเกิดได้ เพราะเหตุว่าความรู้ทุกอย่างต้องตามลำดับขั้นอย่างแท้จริง อาคารชั้นที่ ๙ จะมีก่อนชั้นที่ ๑ ได้ไหม เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นปัญญาที่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงอย่างนี้ จริงตามที่ได้ฟังทุกอย่าง ก็ต้องอาศัยการค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นแม้ถึงขั้นที่เป็นปัญญาที่ได้อบรมแล้วก็ต้องตามลำดับขั้น ที่ใช้คำว่า วิปัสสนา หรือ วิปัสสนาญาณ ซึ่งคนไทยก็พูดคำนี้มาก อยากจะถึง ปฏิบัติคือทำทุกอย่างที่จะให้ถึง แต่ลืมว่าไม่มีใครถึงเลยนอกจากปัญญา ถ้าปัญญาไม่เกิดจะถึงได้อย่างไร และปัญญารู้อะไรก็ยังไม่รู้เลยตั้งแต่ต้น
ด้วยเหตุนี้ความรู้ที่ว่าตามลำดับ คือตั้งแต่ขั้นฟังคือสุตมยปัญญา และมีการไตร่ตรอง แม้ไม่ได้ยินได้ฟังก็ไม่ลืมที่จะยังเข้าใจในสิ่งนั้น และเมื่อไตร่ตรองเพิ่มขึ้น ความเข้าใจก็มากขึ้นและมั่นคงขึ้น จนกระทั่งเป็นภาวนาคือการอบรมจนกระทั่งสามารถจะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังที่กำลังเป็นในขณะนี้ กำลังมีในขณะนี้ กำลังเกิดดับในขณะนี้ เมื่อถึงวาระที่เป็นวิปัสสนาญาณ มีความรู้ชัดก็ไม่ใช่รู้ชัดอื่นเลยทั้งสิ้น แต่รู้ชัดสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เทียบกับขณะที่เพิ่งฟังแล้วไม่รู้จนกระทั่งฟังแล้วเข้าใจ จนกระทั่งสามารถไม่ใช่เพียงเข้าใจเรื่อง แต่เข้าใจธรรมคือสิ่งที่มีจริงในขณะนั้น จนในขณะนั้นสิ่งนั้นสามารถจะปรากฏความจริงกับปัญญา โดยเป็นนามรูปปริจเฉทญาณ คือลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่เราบอกว่าแยกขาดจากกัน กล่าวคือรูปธรรมไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น และนามธรรมก็ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น นี่เป็นคำที่ได้ยินได้ฟังตั้งแต่ต้น
แต่สภาพธรรมเมื่อเป็นจริงอย่างนี้ ขณะนั้นก็มีลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏกับปัญญา โดยไม่ปะปนกันเลยของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง แต่แม้อย่างนั้นก็ยังไม่ได้รู้ปัจจัย เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นความจริงตั้งแต่ต้นว่า การที่เราจะรู้เหตุของแม้เห็นขณะนี้ ได้ยินขณะนี้ คิดนึกขณะนี้ ก็ต้องเป็นไปตามลำดับ ว่าจากไม่รู้อะไรเลยมารู้ว่าสิ่งที่มีจริงทุกอย่างเกิดเพราะมีเหตุปัจจัย ใครจะค้านบ้าง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย แม้ว่าเป็นธรรมที่เป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แต่ก็ต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เกินนั้นไม่ได้ น้อยกว่านั้นก็ไม่ได้ ต้องตามเหตุตามปัจจัยนั้นจริงๆ
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมก็คือได้ฟังสิ่งซึ่งไม่เคยฟัง ไม่มีโอกาสจะได้ฟังถ้าไม่ได้กระทำบุญไว้แต่ปางก่อน เพราะเหตุว่าขณะนี้ทุกคนฟัง เข้าใจเพียงใดก็ต้องแล้วแต่บุญที่ได้กระทำไว้แต่ปางก่อนหรือไม่ ที่จะทำให้ในขณะที่ฟัง ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง จากการที่ฟังและคิดเรื่องอื่น ฟังและสนใจเรื่องอื่น หรือฟังด้วยความเป็นตัวเรา แล้วเมื่อไรเราจะได้เข้าใจอย่างนี้ ก็มาเป็นฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังฟัง แต่ละครั้งมั่นคงขึ้น นี่คือการที่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามลำดับ และผู้ที่ไม่เผิน สามารถที่จะเข้าใจความจริงที่ได้ฟังละเอียดขึ้นตามลำดับด้วย คือตั้งแต่ต้น
อาจารย์วิชัย ถ้ายังไม่เข้าใจในลักษณะของธรรม ก็ยังไม่รู้ถึงความเป็นปัจจัยของธรรม การศึกษาเรื่องของปัจจัยที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องของธรรม นั้นจะเป็นการอุปการะต่อการที่จะเข้าใจในธรรมอย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจ จะสามารถรู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว โดยมีการเกิดขึ้น และเกิดตามใจชอบก็ไม่ได้ด้วย ก็หยั่งลงไปถึงปัจจัย คำว่า ปัจจัย ก็พูดกันง่ายและผิวเผิน แต่ความจริงแต่ละหนึ่งก็ต้องมีปัจจัยเฉพาะของสิ่งนั้น เช่น เห็นเดี๋ยวนี้ กำลังพูดถึงเห็น ใครคิดถึงเรื่องอื่นก็จะไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังและสภาพที่กำลังเห็น เพราะฉะนั้น เวลาที่พูดเรื่องเห็นในขณะที่มีเห็น เป็นประโยชน์ไหม เพราะว่ามีเห็นจริงๆ จะได้รู้ว่าขณะนี้เห็นเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องหารูปร่างอะไรของเห็นมารู้ต่างหากเลย ไม่ต้องพยายามคิดอะไร แต่กำลังเห็นตามปกติ และรู้ว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริง คือเห็นธรรมดาอย่างนี้ นี่คือเห็น เห็นอย่างนี้ไม่ต้องไปหาอย่างอื่น และสามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้ว่าเห็นเกิดจึงเห็น แต่อะไรทำให้เห็นเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาจะเห็นอะไร เพราะฉะนั้น เมื่อสิ่งที่ปรากฏทางตา ยังต้องมีตาซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า จักขุปสาทคือรูปพิเศษซึ่งใส หมายความว่าลักษณะที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ นี่กำลังมีสิ่งที่ปรากฏกระทบกับรูปนั้น ทั้งสองต้องยังไม่ดับไป เพราะว่ารูปทุกรูปที่เป็นรูปที่มีจริง จะมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ และ ๑๗ ขณะนี้ใครอย่าประมาณเลยว่าจะรวดเร็วสักเพียงใด เพียงเห็นกับได้ยินก็มีจิตเกิดดับเกินกว่า ๑๗ ขณะแล้ว
เพราะฉะนั้น รูปหนึ่ง รูปหนึ่งก็ดับไปแล้ว แต่ให้ทราบว่าเห็นสิ่งที่ตากระทบกับสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ ทั้งสองอย่างยังไม่ดับ จึงจะเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นได้ เพียงการกระทบกันของรูปสองรูป รูปหนึ่งคือเป็นรูปพิเศษที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ และรูปที่ปรากฏเห็นก็กระทบอื่นไม่ได้เลย นอกจากธาตุชนิดหนึ่งซึ่งสามารถกระทบกันได้ ใครทำให้ทั้ง ๒ ธาตุเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครทำเลย แต่เป็นสิ่งที่มีจริงเป็นอย่างนี้ เมื่อทั้งสองอย่างนี้ยังไม่ดับไป ก็เป็นปัจจัยทำให้เห็นเกิดขึ้น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เกิดขึ้น ไม่ลืมว่าเพราะมีตาที่ยังไม่ดับ แล้วก็มีสิ่งที่กำลังกระทบตาที่ยังไม่ดับ เห็นเกิดขึ้นดับแล้วเร็วกว่าสิ่งที่กระทบตาและจักขุปสาท นี่คือความรวดเร็วของชีวิตในแต่ละหนึ่งขณะตามความเป็นจริง แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นการฟังจะเริ่มเมื่อไรที่ไหน ก็คือในขณะที่กำลังฟังอย่างนี้ขณะนี้ แล้วเข้าใจเมื่อไรและเข้าใจเพิ่มขึ้น ก็คือเริ่มที่จะภาวนา คืออบรมปัญญาให้มีความเห็นที่ถูกต้องในสิ่งที่มีจริง
อาจารย์วิชัย กล่าวถึงการเห็น แต่ปกติก็คือเข้าใจว่าตาก็เห็น ตากับเห็นไม่เหมือนกันใช่ไหม
ท่านอาจารย์ คิดว่าตาเห็นใช่ไหม แล้วกำลังนอนหลับมีตาไหม
อาจารย์วิชัย ก็ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ก็มีตา เพราะฉะนั้นตาไม่เห็น และไม่ใช่เห็นด้วย ตาเห็นอะไรไม่ได้เลย เวลาที่ได้ยินเสียงก็มีตา รูปที่เกิดจากกรรมเกิดทุกอนุขณะของจิต จิตหนึ่งขณะ ขณะที่เกิดไม่ใช่ขณะที่ดับ สองขณะนี้ต่างกันแล้ว ระหว่างที่ไม่ใช่เกิดแล้วดับก็อีกหนึ่งขณะ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ว่ารูปแต่ละประเภท เกิดในขณะใดของจิต
อาจารย์วิชัย ถ้าเป็นรูปที่เกิดจากจิต ก็เกิดพร้อมกับจิต
ท่านอาจารย์ แล้วถ้าเป็นรูปที่เกิดจากกรรม เกิดทุกอนุขณะของจิต ใครจะรู้หรือไม่รู้ บางคนไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดก็คิดว่า ขณะที่ไม่เห็น จักขุปสาทไม่เกิด เขาคิดว่าเกิดเฉพาะตอนที่เห็น นั่นคือถ้าศึกษาไม่ดี ก็มีความเห็นผิด เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมต้องเข้าใจจริงๆ อย่างละเอียดโดยทั่วถึงด้วย
จักขุปสาทเป็นรูปที่เกิดจากกรรมทุกอนุขณะของจิต ในขณะที่ได้ยินเสียง จักขุปสาทเกิดแต่ไม่ใช่จักขุทวาร จิตไม่ได้อาศัยจักขุเห็น หรือได้ยิน ในขณะนั้น เพราะเวลาที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ หมายความว่าต้องเป็นการกระทบกันของรูปที่กระทบกันได้ เป็นปัจจัยให้จิตประเภทหนึ่งเกิดขึ้น เช่น ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัส เวลานี้ทุกคนมีรูปที่กายปรากฏได้ แม้กำลังพูดถึงก็ยังไม่ได้เข้าใจรูปนั้น เหมือนกับขณะนี้ใช่ไหม มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจรูปที่ปรากฏให้เห็น และยังไม่ได้เข้าใจจักขุหรือตา หรือไม่ได้เข้าใจกายปสาท
นี่คือทั้งหมดที่มีจริง ตาบอด หูหนวก ทั้งไม่เห็น และไม่ได้ฟัง สู้รบปรบมือกัน แย่งชิงกันในความมืดสนิท ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ชั่วคราวแล้วก็จากไป แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือเลย ไม่มีการที่จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกเลย กับการที่ได้มีโอกาสได้ฟังพระธรรม อย่างชีวิตของบรรดาพระสาวกทั้งหลายในอดีต ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต เกิดแล้วตาย เกิดแล้วตาย เกิดแล้วตาย เป็นใครมามากมาย แล้วก็ไม่เหลือความเป็นบุคคลนั้นอีก จนกว่าจะถึงกาลที่ได้ฟังพระธรรม สะสมและสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็คือที่สุดของทุกข์ เพราะเหตุว่าทุกข์ทั้งหลายเพราะมีการเกิด ถ้าไม่เกิดไม่เป็นทุกข์ ไม่ว่าใคร และก็ไม่มีภัยด้วย
เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น แต่เพื่อเข้าใจเท่านั้น และปัญญาก็ทำหน้าที่ของปัญญา อวิชชาความไม่รู้ หรือโลภะ หรือโทสะ จะทำหน้าที่ของปัญญาไม่ได้เลย
ผู้ฟัง การที่เราเจริญสติปัฏฐาน แล้วจะเจริญสมถภาวนาควบคู่ไปด้วย อยากจะทราบว่าการเจริญสมถภาวนาจะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลต่อสติ หรือต่อการที่จะเจริญเป็นพระอริยบุคคลในภายภาคหน้าอย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องรู้ความต่างกันของภาวนาสองอย่าง สมถภาวนาคืออะไร เพื่ออะไร วิปัสสนาภาวนาคืออะไร เพื่ออะไร
ผู้ฟัง ถ้าสมถภาวนาก็เป็นไปเพื่อความสงบของจิต เพื่อให้มีสมาธิมีกำลัง ตามความเข้าใจของผม ก็เข้าใจอย่างนี้
ท่านอาจารย์ สมถคือสงบจากอกุศล ไม่ใช่เพียงสงบ แต่สงบจากอกุศล เพราะฉะนั้นขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นสงบไหม
ผู้ฟัง สงบ
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้สงบไหม
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้อาจยังไม่รู้จริงๆ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเจริญสมถภาวนาไม่ได้ เพียงได้ยินคำว่า สมถ ได้ยินคำว่า ภาวนา ได้ยินคำว่า กุศล เจริญสมถภาวนาไม่ได้ ต้องสามารถรู้ขณะจิตว่า เดี๋ยวนี้จิตเป็นอะไร
ผู้ฟัง สงบนี้ คือสงบจากโลภะ โทสะ โมหะ ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ สงบจากอกุศล เพราะว่าอกุศลเกิดร่วมกับกุศลไม่ได้ อกุศลเจตสิกเกิดเมื่อใด จิตเป็นอกุศล เป็นกุศลไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นขณะใดที่เป็นกุศล ต้องไม่มีอกุศลใดๆ เลยทั้งสิ้นเกิดร่วมด้วย ขณะนี้ จิตเป็นอะไร ไม่ใช่ชื่อ แต่เป็นสภาพของจิตเดี๋ยวนี้ เป็นอะไร ต้องเป็นปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ได้ ไม่ใช่เดา ไม่ใช่ตามตำรา แต่ลักษณะของจิตที่สงบต่างกับจิตที่ไม่สงบขณะใด จึงสามารถที่จะอบรมเจริญจิตที่สงบ คือเป็นกุศลยิ่งขึ้นได้
เพราะฉะนั้น สมถภาวนาไม่ใช่เพียงชื่อว่าเมื่อมีแล้วหวังว่าสมาธิจะมั่นคง แม้แต่สมาธิก็มีทั้งมิจฉาสมาธิและสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นต้องทราบว่าขณะใดที่ไม่รู้ ขณะนั้นเป็นอกุศล จะทำอะไรทั้งหมดก็คือด้วยความไม่รู้ แต่ขณะใดที่เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ก็เริ่มตั้งแต่เข้าใจจิตในขณะนี้ว่าเป็นจิตที่สงบหรือไม่สงบ แม้ว่ายังไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่ลักษณะของจิตที่สงบเป็นกุศล ก็ต่างกับจิตที่เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นเวลาที่ขุ่นใจ เป็นอกุศลหรือเป็นกุศล
ผู้ฟัง ก็ต้องเป็นอกุศล
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเวลาที่จะสงบ ต้องมีปัญญาหรือไม่ หรืออยากสงบก็เลยทำให้สงบ ขณะนั้นไม่ใช่ความสงบเลย แต่เป็นความต้องการ เพราะว่าไม่สามารถที่จะรู้จิตในขณะนี้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล เพราะฉะนั้น สำหรับผู้ที่จะเจริญความสงบยิ่งขึ้นในขั้นของความสงบเท่านั้น ก็คือขณะนี้มีธรรมที่ตรงกันข้ามกับความสงบ ได้แก่ ความพอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ เดี๋ยวนี้มีบ้างไหม ถ้ามีก็ไม่สงบ และอบรมความสงบไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้น แต่ละอย่างต้องเป็นเรื่องที่รู้อย่างแท้จริงและละเอียดด้วย เพราะว่าเป็นเรื่องของปัญญา
ผู้ฟัง แล้วพอจะเป็นไปได้ไหมว่า เราทราบว่าก่อนที่เราจะทำสมถะ เราไม่สงบ แต่ทำไปแล้ว จะสงบได้ไหม เหมือนกับว่าเราก็อานาปานสติ ดูไป จากที่ไม่สงบ จะค่อยๆ สงบ เป็นไปได้ไหม
ท่านอาจารย์ คิดว่าสงบ แต่ขณะนั้นเป็นอกุศลหรือเป็นกุศล
ผู้ฟัง คิดว่าก็คงยังมีโมหะอยู่ ก็ต้องเป็นอกุศล
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่สมถภาวนาแน่นอน
ผู้ฟัง อีกหนึ่งคำถามเรื่องวิถีจิต จากที่สัมปฏิจฉันน สันตีรณ โวฏฐัพพน แล้วจะกระทำทางเพื่อที่จะทำชวนอีก ๗ ขณะ ซึ่งจะเป็นกุศลหรืออกุศล มีความสงสัยว่าจะเป็นไปได้ไหมว่าที่จะอยู่ตรงกลางคือ ไม่มีทั้งกุศลและไม่มีอกุศล
ท่านอาจารย์ อะไรที่อยู่ตรงกลาง
ผู้ฟัง คืออย่างเราเห็นแล้วเราเฉยๆ
ท่านอาจารย์ เราไม่ใช่ อะไรที่ว่าอยู่ตรงกลางคือไม่ใช่กุศลและอกุศล นั่นคืออะไร
ผู้ฟัง คืออย่างเห็นแล้วมีความชอบ ก็คือเป็นอกุศลแล้ว
ท่านอาจารย์ นั่นเป็นเรื่องยาว แต่อะไรที่ว่าไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล ต้องทราบก่อน เราจะพูดลอยๆ ว่าไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล แต่ไม่ทราบว่าอะไร ก็คือเป็นแต่เพียงความคิด แต่สิ่งที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล มีจริงๆ ไหม
ผู้ฟัง ถ้าตามชาติของจิตก็มี ๔ ชาติ จะไม่มีที่ตรงนั้น ตรงกลางไม่มี ก็มีกุศลและอกุศล
ท่านอาจารย์ จิต ๔ ชาติมีอะไรบ้าง
ผู้ฟัง มีชาติกุศล อกุศล วิบาก และกริยา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรไม่ใช่กุศล
ผู้ฟัง ก็เป็นอกุศล กิริยา และวิบาก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เข้าใจอยู่แล้วใช่ไหม คำว่าไม่ใช่กุศล อกุศล ก็คือจิตที่เป็นผลของกุศลและอกุศลไม่ใช่ตัวเหตุ และจิตซึ่งไม่ใช่เหตุและผล คือไม่ใช่ทั้งอกุศลและไม่ใช่ทั้งวิบาก ก็เป็นจิตที่ใช้คำว่า กิริยา เพราะฉะนั้นต้องทราบว่า จิตที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลก็คือวิบากจิตกับกิริยาจิต ไม่ใช่ว่าระหว่างที่ไม่เป็นกุศล อกุศล แล้วก็เป็นอะไรไม่ได้ แต่ต้องรู้ว่าขณะนั้น และยังต้องทราบด้วยว่าวิบากอะไรด้วย นี่คือความชัดเจน เพราะฉะนั้นทบทวนคำถามอีกครั้งหนึ่ง
ผู้ฟัง การที่ชวนะ จะมีกุศล ๗ ขณะ อกุศล ๗ ขณะ ที่สงสัยคือ แล้วจะมีตรงกลางที่ไม่เป็นกุศลหรืออกุศลหรือไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ตรงกลางนี้คืออะไร
ผู้ฟัง ถ้าตามชาติก็จะหาไม่ได้ ก็คือจะมีแต่กุศลและอกุศลจิต
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะมีตรงกลางหมายความถึงอะไร วิบากกับกิริยาไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมต้องละเอียดมาก แม้แต่วาระที่จิตจะเกิดสืบต่อกันก็ต้องเป็นไปตามปัจจัย สับสนไม่ได้ ไม่มีปัจจัยที่จะเกิดเป็นกุศลทันที อกุศลทันที หลังจากที่เห็นแล้ว เราอาจจะพูดโดยย่อว่าเห็นแล้วชอบ ไม่ชอบเป็นกุศล อกุศล
แต่ตามความเป็นจริงแล้ว จิตที่เกิดต่อจากจักขุวิญญาณเป็นผลของกรรม ยังไม่ใช่เหตุที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้า แต่กรรมก็ไม่ได้ทำให้เพียงจักขุวิญญาณเกิดเท่านั้น
เมื่อจักขุวิญญาณดับแล้ว ยังทำให้สัมปฏิจฉันนเกิด ต้องรับรู้สิ่งนั้นที่จิตเห็นต่อ และแม้สัมปฏิจฉันนเกิดแล้ว กรรมก็ยังทำให้สันตีรณจิตเกิดต่อ ยังเป็นกุศลอกุศลไม่ได้เลย นั่นคือวิบาก
แต่เมื่อสันตีรณจิตดับไปแล้ว กุศลและอกุศลก็ยังเกิดทันทีไม่ได้ ไม่ถึงวาระที่จะเกิด เกิดไม่ได้ แต่จะต้องมีกิริยาจิตซึ่งไม่ใช่วิบาก เพราะถ้าเป็นวิบากก็ยังคงต้องเป็นผลของกรรมนั่นเอง แต่นี่ไม่ใช่ผลของกรรม เพราะสามารถที่จะรู้อารมณ์ทั้งที่เป็นอารมณ์ของกุศลวิบาก หรืออารมณ์ของอกุศลวิบากได้ทั้งหมดเลย
เพราะฉะนั้น จิตนี้ไม่ใช่วิบากและไม่ใช่เหตุด้วย แต่เป็นกิริยาจิต และเมื่อจิตนี้ดับไปแล้ว ที่ใช้คำว่า ชวนปฏิปาทกมนสิการ (ชะ - วะ - นะ - ปะ - ติ - ปา - ทะ - กะ - มะ - นะ - สิ - กา - ระ) ก็แสดงให้เห็นว่าจิตนี้ไม่ใช่ มนสิการเจตสิก แต่เป็น ชวนปฏิปาทก หมายความว่าเป็นบาทเฉพาะของชวนจิตที่จะเกิด อกุศลและกุศลที่สะสมอยู่ในจิตพร้อมที่จะเกิดแต่ต้องตามปัจจัย อย่างขณะนี้ที่เห็น มีจิตอะไรบ้าง เร็วแสนเร็ว แล้วอกุศลหรือกุศลก็เกิดตามการสะสมเร็วมาก เพราะว่าต้องมีชวนปฏิปาทก คือกิริยาจิตเกิดก่อน ไม่ใช่วิบากจิต
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นพระอรหันต์ไม่มีกุศลและอกุศล กิริยาจิตก็เกิดต่อได้ แต่ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ ก็เป็นกุศลหรืออกุศล ตามที่ได้สะสมมาพร้อมจะเกิดทันที ไม่มีอะไรขวางกั้น เพราะเมื่อโวฏฐัพพนจิต เป็นชวนปฏิปาทก เป็นบาทเฉพาะที่เมื่อดับไปแล้ว กุศลหรืออกุศลต้องเกิดต่อ หรือกิริยาจิตสำหรับพระอรหันต์ก็แล้วแต่ ซึ่งทำกิจชวน คือไม่ใช่ทัศนกิจ ไม่ใช่สัมปฏิจฉันนกิจ ไม่ใช่สันตีรณกิจ ไม่ใช่โวฏฐัพพนกิจ แต่เป็นชวนกิจ คือเสพหรือรู้อารมณ์นั้น ด้วยจิตประเภทหนึ่งประเภทใด ซึ่งถ้าเป็นปุถุชนก็เป็นกุศลหรืออกุศล ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็เป็นกิริยา
เพราะฉะนั้นในขณะที่ทำกิจอย่างนั้นก็มี สำหรับปุถุชน กุศลมากหรืออกุศลมาก แต่สำหรับพระอรหันต์ ไม่มีทั้งกุศล อกุศล เป็นกริยาทั้งหมด และยังมีวิบากจิตที่เป็นโลกุตตรที่ทำชวนกิจ
นี่คือการศึกษา จะต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า แม้ว่าเป็นผลของโลกุตตรกุศล แต่ไม่ได้ทำกิจปฏิสนธิ ไม่ได้ทำกิจภวังค์ ไม่ได้ทำกิจเห็น ไม่ได้ทำกิจได้ยิน ไม่ทำกิจใดๆ ของวิบากอื่นเลย แต่ทันทีที่โสตาปัตติมรรคจิตดับ เป็น ชวนะคือทำกิจชวนะ เป็นปัจจัยให้โสตาปัตติผลเกิดขึ้น รู้แจ้งนิพพาน มีนิพพานเป็นอารมณ์ โดยที่โสตาปัตติมรรคจิตทำกิจดับกิเลส และเป็นปัจจัยให้โสตาปัตติผล เป็นจิตที่กิเลสดับแล้วเกิดขึ้นมีนิพพานเป็นอารมณ์ ทำชวนกิจ
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมตามลำดับ ก็คือว่าในเบื้องต้นก็จะพูดเพียงตามสมควรที่จะเข้าใจในขั้นต้น แต่ต่อไปความละเอียดก็เพิ่มขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องเป็นความชัดเจน จะกล่าวถึงอะไรก็ต้องหมายความถึงสภาพธรรมอะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800