ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๗๗๙
สนทนาธรรม ที่ ไร่คุณกุล รีสอร์ท จ.นครราชสีมา
วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๕
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจแต่ละคำชัดเจน แม้แต่คำว่า บรรพชิต สละทั่ว ไม่ใช่เพียงแต่อุปสมบท แล้วไม่ได้สละอะไรเลย
ผู้ฟัง หลังจากที่ฟังอาจารย์มาได้ประมาณ ๗ เดือน เวลาฟังก็จะจดคำ อย่างเช่น ความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ ยังน้อยกว่าความเสื่อมแห่งปัญญา ทำให้เราพิจารณาในการที่เราเหมือนกับว่าจะใช้ทรัพย์มากขึ้น อย่างนี้จะเป็นการพิจารณาอย่างไรได้บ้าง
ท่านอาจารย์ คุณคำปั่น ไม่ทราบว่า คำว่า เสื่อม ในที่นี้ ตรงกับภาษาบาลีว่าอะไร
อ. คำปั่น ท่านใช้คำว่า ปริหานิ คือ เสื่อมโดยรอบ ท่านก็แสดงทั้งความเสื่อมที่เห็นกันอยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น เสื่อมลาภ เสื่อมยศ
ท่านอาจารย์ ปริหานิ แปลว่า โดยรอบ
อ.คำปั่น ปริ แปลว่า รอบ ส่วน หานิ แปลว่า ความเสื่อม
ท่านอาจารย์ ปริหานิ
อ.คำปั่น ความเสื่อมโดยรอบ แสดงทั้งความเสื่อมที่เห็นกันอยู่ในชีวิตประจำวัน และความเสื่อมที่ชั่วร้ายที่สุดก็คือ ความเสื่อมแห่งกุศลธรรม ความเสื่อมแห่งปัญญา
ท่านอาจารย์ ความเสื่อมแห่งปัญญาในที่นี้ หมายความถึง ไม่มี
อ. คำปั่น คือไม่มีปัญญา
ท่านอาจารย์ เมื่อได้ยินคำภาษาบาลี ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าความหมายเป็นอย่างไร บางครั้งใช้คำที่ฟังดูสุภาพมาก อย่างเช่น ผู้ที่เบาปัญญา หรือทรามปัญญา เหมือนกับมีปัญญาแบบอ่อนๆ ใช่ไหม แต่ความจริง ความหมายคือไม่มีปัญญา แม้แต่ความเสื่อมนี้ก็เหมือนกัน ไม่ทราบว่าหมายรวมถึง ไม่มี ด้วยหรือไม่ เพราะเหตุว่าเมื่อปัญญาไม่มี ก็ใช้คำว่า เสื่อม คือ ไม่มี อย่างไม่มีคุณธรรมก็บอกว่าเสื่อมคุณธรรม ก็คือว่าไม่มีนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ถ้าจะเสื่อมอย่างอื่นก็เล็กน้อย หาใหม่ได้ เสื่อมไปเพียงชั่วคราว แต่ถ้าไม่มีปัญญา คือเสื่อมใหญ่ที่สุดหรือไม่ เพราะถึงแม้ว่าจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย หรือมีทรัพย์ก็เสื่อมไป หมดไปได้ แต่ถ้าไม่มีปัญญา ไม่ว่าในขณะที่มีทรัพย์หรือไม่มีทรัพย์ ก็เป็นทุกข์ได้ เพราะเหตุว่าความหายนะหรือความเสื่อม ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามีปัญญา ขณะนั้นไม่ทุกข์ แม้แต่จะมีลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ไม่มีปัญญา ก็เป็นทุกข์
ก็แสดงให้เห็นว่าระหว่างการที่จะมีสิ่งต่างๆ ทุกอย่าง แต่ไม่มีปัญญา ก็เป็นสิ่งซึ่งมองเห็นประโยชน์ได้อย่างแท้จริงว่า ไม่ว่าจะมีอะไรมากมายมหาศาลสักเท่าไร แต่ไม่มีปัญญา ก็เป็นทุกข์ และถึงแม้ว่าทรัพย์สมบัติจะเสื่อมไป ทุกสิ่งจะเสื่อมไป ร่างกายที่เคยแข็งแรงก็ป่วยไข้ แต่เมื่อมีปัญญา ขณะนั้นไม่เป็นทุกข์ ขณะที่ปัญญาเกิด และรู้ความจริงว่าเป็นธรรมดา จะมีร่างกายแข็งแรงไปตลอดเวลาได้อย่างไร หรือทรัพย์สมบัติที่จะไม่ให้หาย หรือเสื่อมไปบ้าง ก็เป็นไปไม่ได้ แต่ขณะที่กำลังเข้าใจความจริง แม้เพียงเท่านั้น ก็ยังทำให้ทุกข์น้อยลง และถ้าสามารถจะเข้าใจถึงความจริงที่ไม่ใช่ตัวตน ในขณะนั้นเป็นแต่เพียงธรรมซึ่งเกิดขึ้นและไม่ใช่เรา ก็จะทำให้ขณะนั้นพ้นจากทุกข์ได้ จากการที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา จนกว่าจะดับได้หมดเป็นสมุจเฉท
นี่คือลำดับขั้นของปัญญา ซึ่งจากไม่มีเลย ก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น และปัญญาก็มีปัจจัยที่จะเกิดได้ โดยที่เห็นความเป็นอนัตตาว่าบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ว่าจะสุข ปัญญาก็เกิดเห็นขณะนั้นว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่งก็ได้ แม้ว่าจะทุกข์ ปัญญาก็เกิดขึ้นเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมในขณะนั้นได้ เพราะฉะนั้น ปัญญาสามารถที่จะเห็นถูก เข้าใจถูกในทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่ออบรมแล้ว และเมื่อมีความคมกล้า คือสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นก็รู้จักตัวเองตามความเป็นจริงว่า กว่าจะถึงปัญญาที่สามารถเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ก็ต้องมาจากขั้นการฟังก่อน เห็นประโยชน์ของปัญญา และเห็นโทษของธรรมอื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นปรากฏเพียงชั่วคราว แม้ปัญญาก็ชั่วคราว เพราะฉะนั้นก็ประมาทไม่ได้
ผู้ฟัง สนทนากับกลุ่มเพื่อนที่ทำงาน เพื่อนๆ ก็บอกว่าไม่ใช่เรา ก็คือเข้าใจว่าเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมรวมกัน เป็นธรรมอย่างหนึ่ง และมีธาตุรู้ ตรงนี้คือเราเข้าใจในธาตุก่อน อย่างนี้เข้าใจถูกต้องหรือไม่ เพราะเพิ่งเริ่มฟัง
ท่านอาจารย์ เข้าใจว่าเพิ่งเริ่ม เพราะฉะนั้นโดยมากจะสงสัยว่าถูกหรือไม่ แต่ตามความเป็นจริง เข้าใจเมื่อไร จะไม่มีคำถามว่าถูกหรือไม่ มีคำถามว่าถูกหรือไม่ เมื่อไร แสดงว่าไม่เข้าใจ เมื่อนั้น เพราะฉะนั้น การที่จะบอกว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่เรา ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ก็ต้องมาจากความพิจารณาจนกระทั่งเป็นความเห็นที่ถูกต้อง ไม่ใช่ฟังเผิน พอบอกว่าไม่มีเรา ก็ไม่มีเรา ไม่ใช่เรา ก็ไม่ใช่เรา ไม่เป็นตัวตน ก็ไม่เป็นตัวตน อย่างนั้นคือผิวเผินมาก คือจับแต่เพียงคำ แต่จะต้องมีเหตุผล
อย่างเช่น เห็น ทุกคนกำลังเห็น เห็นเป็นเห็น จะถามเพื่อนก็ได้ที่สนทนากัน หรือว่าเห็นเป็นอะไร เพราะเหตุว่า แม้แต่ที่จะใช้คำว่าธาตุ ก็พูดได้ อะไรๆ ก็เป็นธาตุ แต่ธาตุคืออะไร ธาตุก็คือสิ่งที่มีจริง เปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย อย่างที่เคยได้ยินได้ฟัง คือ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุน้ำ (ดิน น้ำ ไฟ ลม) แล้วดินเป็นธาตุอย่างไร และดินอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ดินตามท้องนาใช่ไหม แต่หมายความถึงสิ่งที่มีจริงมีลักษณะที่แข็งหรืออ่อนก็ได้ แข็งหรืออ่อนก็เป็นประเภทที่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าอ่อนมากหรือแข็งมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่มีจริง ใครทำให้แข็งเกิดได้ ไม่มีใครสามารถจะทำได้เลย ร้อนก็เช่นเดียวกัน ที่ใช้คำว่าธาตุไฟ ก็หมายความถึงลักษณะที่ร้อน มีใครเปลี่ยนแปลงร้อนให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นที่จะใช้คำว่า ธาตุ หรือ ธา - ตุ ก็ต้องเข้าใจความหมายที่แท้จริง เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ไม่มี แต่มี และมีมากมายหลากหลายมาก ไม่เหมือนกันเลยแต่ละหนึ่ง ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้เลย เกิดเป็นแข็งก็ต้องเป็นแข็ง หรือเกิดเป็นนุ่มนิ่ม ฯลฯ ขณะนั้นไม่ต้องเรียกอะไรเลย แต่ลักษณะอย่างนั้นก็เกิดแล้วเป็นอย่างนั้นแล้ว ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นเวลาที่จะใช้แต่ละคำ ก็ให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่าหมายความถึงสิ่งนั้นมีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงๆ นี้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะมากสักเท่าไร ก็เป็นธาตุทั้งหมด คือเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลยทั้งสิ้น เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าถ้าจะพูดถึงธาตุเมื่อไร ก็ต้องหมายความถึงหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้
เห็นเดี๋ยวนี้ เป็นอื่นไม่ได้เลย เป็นได้ยินไม่ได้ เป็นร้อนไม่ได้ เห็น เป็นสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งขณะนี้กำลังเห็น จึงกล่าวว่าเห็นมีจริง เมื่อเห็นมีจริง เห็นต้องเกิด แต่ไม่มีรูปร่างหน้าตาที่ใครจะสัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ว่าเห็นกำลังเห็น เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นทั้งหมดคือเห็นมีจริง จึงเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เห็นเกิดขึ้นเป็นใคร ถ้าจะคิดว่ายังมีเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก็มีแต่ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏเป็นหนึ่ง เป็นหนึ่ง เป็นหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือบังคับบัญชาได้ เวลาที่กล่าวว่าเป็นคน เพราะยังไม่ได้กล่าวถึงความจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งมี แต่เพราะไม่รู้ จึงเข้าใจว่าเป็นคน เช่น แข็ง ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เป็นแข็ง ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่คิด เป็นหนึ่งคือ เป็นแข็ง ที่จะกล่าวว่าไม่ใช่เราก็คือว่าเป็นแข็ง จะเป็นเราได้อย่างไร ถ้าจะพูดถึงเห็น เห็นก็ไม่ใช่แข็ง แต่มีจริงๆ แล้วก็เป็นหนึ่งด้วย คือไม่ใช่ได้ยิน ก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ที่ตัวทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก็เป็นแต่ละธาตุและหลากหลาย คือธาตุประเภทที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เช่น แข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ตึงหรือไหว กลิ่นรสต่างๆ เหล่านี้ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ก็มี และธาตุที่ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่อ่อน ไม่ใช่ร้อน ไม่ใช่เย็น ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่รส เช่น คิด ก็มี เพราะฉะนั้น คิด เมื่อมีจริงก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง พอกระจายออกไป ทุกอย่างเป็นธาตุทั้งหมด แล้วอะไรเป็นเรา ก็ต้องไม่มีเราเลย เพราะฉะนั้นจะกล่าวถึงธรรมที่มีจริง โดยคำหลากหลายก็จริง แต่เปลี่ยนลักษณะของสภาพธรรมนั้นไม่ได้ จะใช้คำว่า ธาตุ (ธา - ตุ) ก็ได้ ใช้คำว่า ธรรม ก็ได้ แล้วแต่ว่าภาษานั้นจะใช้คำอะไรให้เข้าใจได้เท่านั้นเอง สำหรับภาษาไทยเราก็บอกว่าเป็นสิ่งที่มีจริง แข็งก็จริง เห็นก็จริง ได้ยินก็จริง แข็งก็เป็นแข็งจริงๆ เห็นก็เป็นเห็นจริงๆ จะเป็นอื่นไปได้อย่างไร แม้แต่ใช้ภาษาไทยโดยไม่ต้องใช้ภาษาอื่นเลย ก็ยังสามารถที่จะเข้าใจความจริงว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง จะเป็นอื่นไม่ได้
เพราะฉะนั้นการที่จะสนทนากันเรื่องอะไร สำคัญที่ความเข้าใจถูก ไม่ใช่ถือ ถือไม่ได้เลย คนนั้นถือว่าอย่างนี้ คนนี้ถือว่าอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ความถูกต้อง ถ้าเป็นความถูกต้องแล้ว ถือไม่ได้ แต่เข้าใจได้ จะต้องถืออะไร ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็ต้องเป็นอย่างนั้น
ยังสงสัยไหมว่าแท้ที่จริงแล้วที่ว่าเป็นคน เพราะมี นานาธาตุ มากมายหลายอย่างประชุมรวมกัน จึงปรากฏว่าขณะนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ถ้าแยกออกก็เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แม้แต่รูปที่ร่างกายที่เคยเข้าใจว่าเป็นตัวเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก็ละเอียดยิบและมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือว่าเป็นสัตว์หรือเป็นวัตถุสิ่งใดๆ ก็ตาม สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นธรรม ซึ่งเกิดขึ้น ไม่ใช่สภาพรู้ ก็มีลักษณะหลากหลาย ทั้งหมดไม่รู้อะไร และมีลักษณะที่ย่อยจนละเอียด สามารถที่จะแยกได้ เพราะเป็นส่วนที่เล็กที่สุด ที่ว่าเล็กที่สุดเพราะมีอากาศธาตุแทรกคั่นจนปรากฏว่าเล็กกว่านั้นไม่ได้
ก็จะเห็นได้ว่าสามารถที่จะแตกย่อยทำลายได้ ไม่ว่าคนก็ตายได้ กระจัดกระจายได้ ตาไปทาง หูไปทางหนึ่งก็ได้ใช่ไหม ปอดตับทุกสิ่งอย่าง ก็เป็นสิ่งที่เพียงแต่มารวมกันเมื่อไร ก็เข้าใจว่าเป็นคนที่มีทั้งตับ ไต ไส้ พุง แต่เมื่อแยกออกไป ก็เป็นแต่ละหนึ่ง แยกละเอียดจริงๆ ก็คือแต่ละส่วนที่เล็กที่สุดที่มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ แล้วจะเป็นเราหรือ นี่คือประโยชน์ของการที่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าอะไรมีจริง อะไรเกิดและอะไรดับ แล้วก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เพราะเหตุว่าความจริงนั้นเป็นอย่างนั้น
ผู้ฟัง อย่างการเห็น เราจะบอกว่าเป็นจิตได้ไหม
ท่านอาจารย์ บอกหรือไม่บอก เห็นขณะนี้มีไหม ต้องบอกว่าเห็นไหม ไม่ต้องบอกก็เห็น เพราะฉะนั้น คำไม่สำคัญเท่ากับลักษณะจริงๆ ว่าเห็นมีแน่นอน เพราะกำลังเห็น จะบอกว่าไม่เห็นได้อย่างไร ต้องบอกไหม
ผู้ฟัง หมายถึงว่า บอกว่าเป็นจิต เป็นจิตเห็นอย่างนี้
ท่านอาจารย์ ไม่บอก แต่จิตคืออะไรที่จะบอกว่าเป็นจิต จากคำหนึ่งไปอีกคำหนึ่ง จากธาตุเป็นจิต ก็ต้องหมายความว่าเรามีความเข้าใจ จึงได้พูดคำนั้นหรือไม่ หรือตั้งแต่เกิดจนตายก็พูดคำที่ไม่รู้จักทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้น จากเห็นเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น จะบอกว่าเป็นจิต ต้องคิดแล้ว ทำไมบอกว่าเป็นจิต จะบอกว่าเห็นไม่ได้หรือ บอกว่าเห็นกับบอกว่าเป็นจิต อะไรถูก เห็นถูก แต่เห็นเป็นอะไร เห็นเป็นธาตุที่สามารถจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้เท่านั้นเอง
หลับตาไม่มีเห็น สิ่งที่ปรากฏ ปรากฏไม่ได้เลย เพียงหลับตาหน่อยเดียว สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสีสันต่างๆ ก็ไม่ปรากฏแล้ว เพราะฉะนั้นขณะที่สีสันวัณณะต่างๆ เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะมีธาตุที่กำลังเห็น ต้องเข้าใจเห็นเสียก่อนจะเรียกว่าเป็นจิต ถึงไม่เรียก เห็นมี แต่เห็นสามารถเห็น ตาไม่เห็นเลย ตาเห็นไม่ได้ โต๊ะไม่มีตา แข็งไม่เห็นเพราะแข็งไม่ใช่ตา ถึงตาก็ไม่เห็น เห็นต้องเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ตา และไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นด้วย นี่คือการฟังให้เข้าใจ แต่ไม่ใช่เขาบอก เราก็จะบอกอย่างเขา แต่เราเข้าใจสิ่งที่มีว่าขณะนี้ไม่ใช่มีแต่เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แต่สิ่งนี้ที่กำลังปรากฏให้เห็นได้ ต้องมีสิ่งที่กำลังเห็นสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงปรากฏว่ามีได้ เหมือนเสียง เสียงปรากฏเมื่อไร ถ้าไม่มีสิ่งที่สามารถจะทำหน้าที่ได้ยินเสียงนั้น เฉพาะเสียงนั้น เสียงนั้นก็ปรากฏว่ามีจริงๆ ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่โลกและทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏได้ เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถที่จะรู้ โดยเห็น กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ หรือได้ยิน กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้ หรือว่าคิดนึก กำลังคิดนึกเดี๋ยวนี้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งต่างกับสิ่งที่มีจริงแต่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย อย่างแข็ง ไม่รู้อะไร ใครจะนำอะไรไปวางบนแข็ง แข็งก็ไม่ได้รู้อะไรทั้งสิ้น เสียงเกิดและเสียงก็ดับไป เสียงก็ไม่รู้ว่ามีใครได้ยินหรือไม่
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงก็สามารถที่จะต่างกันเป็นสองอย่าง คืออย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย และอีกอย่างหนึ่งก็ตรงกันข้าม ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่รส ไม่มีรูปร่าง สีสันวัณณะใดๆ เลย แต่เกิดขึ้นแล้วต้องรู้ จะรู้โดยกำลังเห็น หรือจะรู้โดยกำลังได้ยิน หรือจะรู้โดยกำลังคิดนึก ก็เป็นสภาพที่รู้ ฟังแล้วยากเพราะว่าเป็นภาษา อย่างภาษาไทยถ้าใช้คำว่า รู้ เหมือนกับรู้เรื่องราวใช่ไหม หรือรู้เข้าใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เฉพาะเพียงรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏมีเท่านั้น ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แม้จะใช้คำภาษาใดก็ตาม ก็ต้องมีคำอธิบายที่จะให้เข้าใจถูกต้องว่าคำนั้นหมายความถึงอะไร เพราะฉะนั้น ในขณะนี้บอกว่าเห็น เป็นสิ่งที่รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ เพราะเห็น แต่ถ้าไม่เห็น จะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเป็นอย่างนี้ แต่ที่สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่เป็นอื่นเลย เป็นที่อย่างที่ปรากฏนี้ เพราะจิตหรือว่าธาตุชนิดหนึ่ง คือสิ่งที่มีจริงนั้นเกิดขึ้นรู้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงนี้เองทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏว่ามีได้ เพราะเป็นธาตุที่รู้ได้ทุกอย่าง ก็มีคำที่จำเป็นต้องใช้ให้เข้าใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งต่างจากสิ่งอื่น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กล่าวถึงขณะนี้ ใช้คำว่า จิตฺต (จิด - ตะ) ในภาษาบาลี ใช้คำว่า วิญฺญาณ (วิน - ยา - นะ) ก็ได้ ใช้คำว่า มนัส หรือ มโน ก็ได้ ใช้คำว่า หทย ก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงโดยนัยใด เช่นถ้ากล่าวถึงคำว่า หทย สิ่งที่มีจริงที่กำลังเห็นขณะนี้อยู่ที่ไหน มีก็มีแล้ว เดี๋ยวนี้อยู่ที่ใด อยู่ที่ใบไม้หรือไม่ อยู่ที่พื้นหรือไม่ แต่ว่าต้องมีแน่นอน อยู่ภายในที่สุด ไม่มีอะไรในยิ่งกว่านี้ นี่คือความหมายของ หทย และก็คือธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้น
ขณะนี้ที่กำลังรู้ ไม่ใช่ผิวหนัง ไม่ใช่กระดูก ไม่ใช่เยื่อในกระดูก แต่ว่าในยิ่งกว่านั้นอีก คือไม่มีอะไรจะเป็นภายในยิ่งกว่านั้นคือธาตุรู้ที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน สิ่งที่ปรากฏเป็นภายนอก และธาตุที่กำลังเห็นหรือสิ่งที่มีจริงที่กำลังเห็นอยู่ไหน ไม่มีอะไรจะเป็นภายในยิ่งกว่านั้น ทั้งตัวหาไป หัวใจมีหรือไม่ อยู่ที่ไหน อยู่ข้างในหรือข้างนอก หัวใจใครอยู่ข้างนอกบ้าง เลือดอยู่ที่ไหน เลือดก็อยู่ข้างในอีก ที่ในหัวใจมีเลือดไหม ก็มี แต่ยิ่งกว่านั้นอีก ภายในยิ่งกว่านั้นอีก ที่มองไม่เห็นเลยทั้งสิ้น แต่อยู่ที่ภายในที่สุด ก็คือธาตุที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด
เพราะฉะนั้น จิต เป็นภายใน เป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้ จะใช้คำว่าอะไรก็ได้ แต่ให้เข้าใจในสิ่งที่กล่าวถึงให้มั่นคง ว่าขณะนี้จิตอยู่ไหน มีแน่นอน ถ้ากล่าวถึงภายใน ก็ในที่สุด จะไม่มีอะไรยิ่งกว่านั้นอีกเลย แต่ก็ไม่ต้องคิดถึงว่าอยู่ข้างในที่ตรงไหน เพราะเหตุว่าความจริงแล้ว ความหมายของคำว่า ภายในหรือในที่สุด ในที่นี้ก็คือว่าทันทีที่มีการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนั้นไม่มีอะไร นอกจากสิ่งที่กำลังปรากฏกับสิ่งที่รู้ อย่างขณะนี้พูดถึงเห็น เราไม่ได้พูดถึงเสียง เราไม่ได้พูดถึงหัวใจ เราไม่ได้พูดถึงแขนขา แต่ขณะนั้นสิ่งที่มีจริงแท้ๆ ก็คือเห็นที่กำลังเห็น แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ย่อโลกทั้งโลกออกมาเหลือเพียงหนึ่งขณะ คือ เห็น ไม่ใช่ขณะได้ยิน ไม่ใช่ขณะคิด ไม่ใช่ขณะที่ กำลังรู้แข็ง ไม่ใช่ขณะใดเลยทั้งสิ้น เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏ กับสิ่งที่กำลังรู้สิ่งที่ปรากฏซึ่งอาศัยตา จึงไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏกระทบหู แล้วก็มีธาตุที่อาศัยหูเป็นปัจจัยเกิดขึ้นได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นขณะนั้นที่เสียงปรากฏ มีธาตุที่รู้เสียง ขณะที่เห็นมีสิ่งที่ปรากฏ และมีธาตุที่กำลังเห็น ขณะที่มีกลิ่น ขณะนั้นจะไม่มีอย่างอื่นเลย แต่มีกลิ่นแน่นอน และมีธาตุหรือสภาพหรือสิ่งที่มีจริงที่กำลังรู้กลิ่นนั้น เฉพาะขณะนั้น เพราะฉะนั้นที่เป็นโลกรวมกัน เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุมากมาย แสดงถึงธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นรู้โดยรวดเร็ว รู้ได้ทั้งหมด รู้ได้ทุกอย่าง ซึ่งก็ไม่พ้นจากทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพียง ๖ ทาง แต่สืบต่อเร็วจนไม่รู้ความจริง จนหลงเข้าใจว่าเที่ยง แล้วก็เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุต่างๆ
เพราะฉะนั้น การฟังธรรมก็ต้องเข้าใจได้ถูกต้อง ใครเป็นผู้แสดงธรรมละเอียดยิ่งอย่างนี้ ซึ่งเป็นความจริงถึงที่สุด ที่ใช้คำว่า ปรมตฺถ (ปะ - ระ - มัด - ถะ) มาจากคำว่า ปรม คือยิ่ง อัตถ คือความหมาย แต่ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่มีลักษณะที่เป็นลักษณะอย่างนั้น จะมีความหมายของสิ่งที่กำลังปรากฏไหม เพราะฉะนั้น อัตถ ก็คือกล่าวถึงลักษณะที่เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจในความเป็นจริงของสิ่งนั้นได้ จึงเป็นปรมัตถธรรม ถ้ากล่าวถึงโดยละเอียดจริงๆ ก็จะเป็นปรมัตถธรรมเท่านั้นที่เกิด แต่ละอย่าง แต่ละอย่าง ยังสงสัยไหม ถึงมีสิ่งที่เราเรียกว่า จิต ก็ไม่รู้จักจิต เพียงแต่ฟังเรื่องจิต จนกว่าลักษณะของธาตุรู้ปรากฏ เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จิตขณะนั้นกำลังรู้ เพราะจิตเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ เดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีเห็นจะรู้ไหมว่ามีธาตุที่กำลังเห็น แต่เมื่อมีเห็น ก็ฟังแล้วเข้าใจได้ว่าขณะนี้ที่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ต้องมีสิ่งที่กำลังเห็นสิ่งนั้น แล้วก็เรียกสิ่งนั้นว่า จิต เรียก มโน ก็ได้ วิญญาณ ก็ได้ ก็คือธาตุที่รู้สิ่งที่สามารถที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏ พอจะรู้จักจิตใช่ไหม ขณะนี้มีแน่นอน ถ้าไม่มีจิตก็ไม่มีสัตว์บุคคล ไม่มีสิ่งที่มีชีวิต แต่ที่ไม่ใช่เป็นแต่เพียงรูป ก็เพราะเหตุว่ามีธาตุที่สามารถจะรู้อีกชนิดหนึ่ง
อ.คำปั่น การศึกษาธรรมก็ต้องเป็นไปตามลำดับ คำว่า ตั้งต้นในการศึกษาพระธรรม คืออย่างไร
ท่านอาจารย์ รู้ว่าอะไรมีจริงขณะนี้
อ. คำปั่น ก็คือสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ อย่างเช่นเห็นมีจริง คิดมีจริง ได้ยินมีจริง
ท่านอาจารย์ ศึกษาทีละหนึ่ง ถ้ามากมายก็สับสนปนกันใช่ไหม แต่ถ้าทีละหนึ่ง ก็ชัดเจน อย่างขณะนี้กำลังฟังธรรมหรือไม่ บางคนก็บอกว่าฟังธรรม ศึกษาธรรมหรือไม่ ก็บอกว่ากำลังศึกษาธรรม แล้วธรรมคืออะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1741
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1742
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1743
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1744
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1745
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1746
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1747
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1748
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1749
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1750
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1751
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1752
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1753
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1754
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1755
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1756
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1757
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1758
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1759
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1760
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1761
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1764
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1765
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1766
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1767
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1768
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1769
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1770
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1771
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1772
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1773
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1774
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1775
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1776
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1777
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1778
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1779
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1780
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1781
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1782
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1783
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1784
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1785
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1786
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1787
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1788
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1789
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1790
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1791
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1792
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1793
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1794
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1795
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1796
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1797
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1798
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1799
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1800